www.AirCardShop.com
ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับ AIRCARD
AIRCARDการสั่งซื้อและจัดส่งสินค้าหน้าแรกและข้อมูลทั่วไปติดต่อสอบถาม

Sierra Air Card

Option GT Max

Speedtest : ความเร็ว Air Card
© AirCard Shop.com
AIRCARD_Shop Logo

AirCard : AirCardShop.com หรือชื่อเดิมที่รู้จักกันคือ ชัยแอร์การ์ด กำเนิดมาจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่ได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ โดยเฉพาะอเมริกา และได้เห็นความเจริณก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ internet ที่พัฒนากว่าเราไปหลายขั้น ทั้งเรื่องความเร็วและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อ

โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อ internet แบบไร้สายอย่าง AirCard ที่อเมริกาเป็นที่นิยมอย่างมาก แต่ในประเทศไทยกลับยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ชัยแอร์การ์ด จึงถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2549 เพื่อจำหน่าย AirCard คุณภาพจากอเมริกาในราคาที่เป็นเจ้าของได้ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น AircardShop.com ในปี 2551 เพื่อให้การบริการที่เกียวข้องกับ Aircard ได้อย่างเต็มรูปแบบ

และเนื่องจากทางเราเน้นการขายสินค้าโดยผ่าน website เป็นหลัก ซึ่งจะทำให้ประหยัดในส่วนของค่าเช่าสถานที่ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ จึงทำให้ต้นทุนในการประกอบการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และต่ำกว่ารายอื่นๆ

ดังนั้นจึงให้ความมั่นใจได้ว่า AirCardShop นั้นให้บริการสินค้าที่มีคุณภาพ ในราคาที่พิเศษกว่าใครๆ



ข่าวสารและPromotion Update

อนาคตระบบโทรคมนาคมไทย ทุกอย่างมุ่งสู่รูปแบบออลอินวัน

คนวงการสื่อสารมองอนาคตโทรคมนาคมไทย ทั้งโครงข่าย อุปกรณ์สื่อสาร และบริการรูปแบบต่างๆ ต้องคอนเวอร์เจนซ์ มุ่งสู่รูปแบบของออล อิน วัน

ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม กล่าวในงานสัมมนา Windows Mobile : Mobility Technology and PDA Phone Innovation 2008 ว่า แนวโน้มธุรกิจโทรคมนาคมหลักๆ มี 2 เรื่องคือ 1.อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า การมีโครงข่ายเข้าถึงผู้บริโภค จะช่วยพัฒนาภาคธุรกิจ แต่โจทย์คือการมีแอปพลิเคชันใหม่ๆ เข้ามาให้บริการ 2.เป็นเรื่องของการผสมผสานเทคโนโลยี โครงข่าย อุปกรณ์สื่อสาร และบริการต่างๆ เข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่าคอนเวอร์เจนซ์ ซึ่งจะส่งผลกับการทำงานและชีวิตประจำวัน

สำหรับไทยโครงข่ายจะมุ่งไปที่ไอพี แพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็นโครงข่ายมือถือ ทีวี หรือโทรศัพท์พื้นฐาน ส่วนการนำไปใช้งานจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเป็นหลัก ในแง่ของการพัฒนาที่จะได้เห็นคือโครงข่ายหลักจะเป็นเคเบิลใยแก้วนำแสง หรือไฟเบอร์ออปติกทั้งหมด ส่วนที่เป็นสายทองแดงที่เข้าถึงผู้บริโภคจะต้องเป็นไฟเบอร์ทูโฮม แต่ตรงนี้ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง

ในแง่ผู้กำกับดูแลก็อยากเห็นบริการใหม่ๆ จะเป็นผู้ให้บริการ และมีการแข่งขันกันอย่างจริงจัง เพราะจะทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์

นายสรรชัย เตียวประเสริฐกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า การขยายตัวของฟิกซ์บรอดแบนด์จะโตช้า เพราะต้องลงทุนสูง ต้องเดินสายไฟเบอร์ทูโฮม ขณะที่ประชากรมีความต้องการเข้าอินเทอร์เน็ตมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จนมีการคาดการณ์กันไว้ว่าอีก 4 ปีข้างหน้า ผู้ใช้โมบาย บรอดแบนด์จะมากกว่าฟิกซ์บรอดแบนด์

แนวโน้มในไทยก็เช่นกัน ปัจจุบันไทยมีประชากรประมาณ 18 ล้านครัวเรือน การใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 15 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้มีการใช้บรอดแบนด์เพียง 1.5 ล้านคน เนื่องจากแลนด์ไลน์เข้าไม่ถึง

ด้านการให้บริการของโอเปอเรเตอร์ สุดท้ายจะแข่งขันกันที่ความเร็ว ขณะที่อุปกรณ์สื่อสารที่เป็นเครื่องลูกข่าย ราคาจะถูกลงเฉลี่ยไตรมาสละ 12% ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้อุปกรณ์ที่เป็นไวร์เลสได้มากขึ้น

ผู้บริหารเอไอเอสเชื่อว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าอนาคตประเทศไทยไปที่เทคโนโลยี HSPA ทั้งความถี่ในย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ 900 เมกะเฮิรตซ์ ในรูปแบบของ 3จี แต่การลงทุนของโอเปอเรเตอร์คงไม่ทำทั่วประเทศ จะมุ่งไปที่หัวเมืองใหญ่ และอำเภอรองลงไปเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ หากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือกทช. ให้ใบอนุญาต หรือไลเซนส์ 3จี ความถี่ 2100 เมกะเฮิตรซ์ ผู้ให้บริการก็จะเน้นลงทุนในเมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นเท่านั้น เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑล เชียงใหม่ เป็นต้น เพราะการทำ 3 จี ย่านความถี่ดังกล่าว หากลงทั่วประเทศต้องใช้งบประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากต้องลงสถานีฐานจำนวนมาก เพราะด้วยศักยภาพการทะลุทะลวงของความถี่ย่านนี้แค่ตึกบังสัญญาณก็ไม่มีแล้ว ขณะที่การลงทุนเทคโนโลยีไวแมกซ์ ก็จะเป็นจุดๆ ไป เช่น หมู่บ้านแถบชานเมืองที่แลนด์ไลน์เข้าไม่ถึง

ด้านนายสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) กล่าวถึงการพัฒนาของอุปกรณ์สื่อสาร หรือดีไวซ์ต่างๆ ว่า การใช้งานโดดๆ ของดีไวซ์ก็มีประโยชน์อยู่แล้ว พอมีการนำมาผสมผสานเข้ากันกับเทคโนโลยีอื่นๆ ยิ่งทำให้ได้ประโยชน์แบบทวีคูณ

สำหรับการพัฒนาการของอุปกรณ์สื่อสารจะแบ่งออกเป็น 2 ฟากคือ 1.ฟากพีซีที่มีการพัฒนาให้เครื่องเล็กลง มีสปีดที่เร็วขึ้น จนเป็นโน้ตบุ๊ก และใส่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไร้สาย หรือไว-ไฟเข้าไป จนทำให้การสื่อสารมีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ความฝันของผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารคืออยากให้ผู้บริโภคมีพีซีติดตัวไปได้ทุกทีทุกเวลา จนมีการพัฒนาเครื่องที่เรียกว่าอัลตรา โมบาย พีซี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลอง ซึ่งผลิตภัณฑ์ตัวนี้จะเป็นพีซีที่สามารถพกติดตัวได้ตลอดเวลา 2.ฟากมือถือที่ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการทั้งหมดประมาณ 50 กว่าล้านราย และได้มีการพัฒนาเครื่องลูกข่ายที่นำเทคโนโลยีของพีซีผสมผสานเข้ามือถือ จนออกมาเป็นพีดีเอ โฟน ซึ่งสามารถรองรับบริการ 3 จีได้

ส่วนการใช้งานดีไวซ์ ลูกค้าจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักคือ 1.คอนซูเมอร์ซึ่งผู้ผลิตเครื่องลูกข่ายฝันกันไว้ว่า อยากเห็นผู้ใช้มือถือปัจจุบันกว่า 50 ล้านราย หันมาใช้เครื่องที่เป็นพีดีเอ โฟน แทนเครื่องลูกข่ายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จึงได้มีการใส่ฟังก์ชันต่างๆ เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบันเทิง จีพีเอส เทคโนโลยีเอดจ์ เป็นต้น 2.คอมเมอร์เชียล ที่ใช้กับธุรกิจ โดยการทำแทร็กกิ้ง ซิสเต็มที่ติดตามรถ และมีการพัฒนาเครื่องลูกข่ายที่ติดตามตัวบุคคลได้ด้วย เช่น การทำงานของเมสเซนเจอร์ ที่เน้นเรื่องของความสะดวก รวดเร็วในการทำธุรกรรมต่างๆ

การเชื่อมระบบคอมพิวเตอร์ผ่านโครงข่ายมือถือ จะทำให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการทำธุรกิจรูปแบบต่างๆ

นายณัฐวัชร์ วรนพกุล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เอชทีซี ไทยแลนด์ กล่าวว่า แนวโน้มของการพัฒนาตัวดีไวซ์จะต้องรองรับการให้บริการในรูปแบบต่างๆ ได้ แต่ที่สำคัญคือการดีไซน์เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ สำหรับพีดีเอ โฟน หลายอย่างได้มีพัฒนาคือ 1.เป็นมือถือที่ใช้งานง่าย 2.คุณภาพของเสียงไม่ได้ด้อยไปกว่ามือถือทั่วๆ ไป 3.ต้องมีแบ็กอัป เพื่อไม่ให้ผู้ใช้เกิดความกังวลเกี่ยวกับข้อมูลที่มีอยู่ 4.ดีไซน์มีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น

แนวโน้มของการสื่อสารไทยถูกพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ทุกค่ายพยายามโปรโมตเรื่องการใช้ดาต้า เครื่องลูกข่ายจึงมุ่งเน้นที่การใช้งานด้านข้อมูล หรือเป็นเครื่องโมบาย อินเทอร์เน็ต ซึ่งทุกอย่างต้องไปที่ออล อิน วัน โมบิลิตี

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 กรกฎาคม 2551 10:09 น.

20 กรกฎาคม 2551, 22:12 | ข่าว 3G Update



"ทีโอที"ลุยอีออกชั่น4,700ล้าน รุกขยายเครือข่ายบรอดแบนด์

"ทีโอที" เตรียมเปิดอีออกชั่นโครงการ ไอพีบรอดแบนด์ 4,700 ล้าน มั่นใจอีก 6 เดือนเดินหน้าติดตั้งได้ทันที พร้อมตั้งทีมทำแผนธุรกิจ 3 จี ขณะที่การสรรหา "ซีอีโอ" ได้ข้อยุติแบบไม่พลิกโผ "วรุธ สุวกร" ผ่านฉลุย

นายระเฑียร ศรีมงคล กรรมการและโฆษกคณะกรรมการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด (11 ก.ค.) อนุมัติหลักการให้มีการจัดประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (อีออกชั่น) ในโครงการติดตั้งโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยเทคโนโลยีไอพี หรือไอพี บรอดแบนด์ มูลค่า 4,700 ล้านบาท หลังจากโครงการนี้ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อ 11 ก.ย.2550 ได้มอบหมายฝ่ายบริหารทำร่างกำหนดเงื่อนไขทางเทคนิค (ทีโออาร์) โครงการนี้ เพื่อให้สามารถได้ผู้ชนะประกวดราคา พร้อมทำสัญญาได้ภายใน ธ.ค.ศกนี้

นอกจากนี้ บอร์ดทีโอทียังได้มอบหมายนายวรุธ สุวกร รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นหัวหน้าคณะทำงานในการทำแผนธุรกิจ 3 จี ร่วมกับนายวิเชียร นาคสีนวล และนายชาครีย์ ทรัพย์พระวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที หลังจากได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงการโอนสิทธิและหน้าที่ในคลื่นความถี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ 1900 MHz. กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เรียบร้อยแล้ว เพื่อเร่งการทำแผนธุรกิจดังกล่าวให้แล้วเสร็จก่อนนำเสนอแผนให้ที่ประชุมบอร์ดพิจารณาในครั้งถัดไป

"ช่วงนี้ต้องถือว่าทีโอทีได้เปรียบเรื่องคลื่น 3 จี ที่มีความชัดเจนอยู่แล้ว หาก สามารถเปิดให้บริการให้ก่อนโอเปอเรเตอร์รายอื่น" นายวิเชียรกล่าว และว่า

ส่วนหนี้ของไทยโมบายที่มีกว่า 6,700 ล้านบาทนั้น ไม่มีผลกระทบกับการทำธุรกิจทั้งของทีโอทีและไทยโมบายแต่อย่างใด เนื่องจากหนี้กว่า 4,000 ล้านบาท มีทีโอทีเป็นเจ้าหนี้ ซึ่งเมื่อทีโอทีเป็นเจ้าของก็ไม่ต้องจ่ายคืนในส่วนนี้ ที่เหลือเป็นหนี้ค่าเช่าระบบใบแจ้งหนี้และลูกค้าสัมพันธ์ที่ค้างชำระให้บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) และเป็นคดีความอยู่ในชั้นศาล

โฆษกบอร์ดทีโอทีกล่าวเสริมว่า หนี้ในส่วนของทีโอทีถือว่าเป็นเงินลงทุน จึงไม่กระทบกับกระแสเงินสดของทีโอที ขณะเดียวกันทีโอทีก็ไม่ได้ลำบากที่จะลงทุนทำ 3 จี เพราะสามารถทำเป็นโครงการขอกู้ได้ เมื่อมีแผนธุรกิจที่ชัดเจนแล้ว ซึ่งเหตุผลที่ให้นายวรุธ สุวกร เป็นหัวหน้าคณะทำงานในครั้งนี้ เนื่องจากกำลังจะต้องทำหน้าที่ซีอีโอของบริษัท มีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อไป

"ในการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่ที่ผ่านมา นายวรุธเป็นผู้ที่มีคะแนนสูงสุด และคณะกรรมการสรรหาได้เห็นชอบเสนอชื่อให้บอร์ดพิจารณา ที่ประชุมบอร์ดครั้งนี้จึงเห็นชอบให้เจรจาเรื่องค่าตอบแทนและเงื่อนไขในสัญญาจ้าง เพื่อนำข้อสรุปเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เห็นชอบในสัญญาจ้าง ก่อนนำกลับมาให้บอร์ดทีโอทีอนุมัติทำสัญญาจ้างต่อไป คาดว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้นภายในปลาย ก.ค.นี้"

นอกจากนี้บอร์ดยังมีมติให้ยกเลิกระเบียบที่ว่าด้วยการทดลองงานเป็นระยะเวลา 3 เดือนของระดับรองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่และระดับผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ เพื่อตัดปัญหาที่จะต้องคงตำแหน่งเดิมไว้เผื่อรองรับ เนื่องจากเชื่อมั่นว่าก่อนการแต่งตั้งโยกย้ายได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว

ขณะเดียวกันยังอนุมัติการเช่ารถยนต์จำนวน 8 ประเภท เพื่อใช้ในกิจการของ ทีโอทีทั่วประเทศ วงเงิน 786,459,780 บาท เป็นจำนวน 1,448 คัน โดยมีสัญญาเช่า 3 ปี ซึ่งจำนวนนี้เป็นยอดหลังจากที่บอร์ดได้ให้ฝ่ายบริหารกลับไปทบทวนใหม่ครั้งหนึ่งแล้ว

วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4019 (3219) ประชาชาติธุรกิจ

20 กรกฎาคม 2551, 17:23 | ข่าว 3G Update



จาก "กล่องดำ" บนมือถือถึง 3G ถึงเวลาของ "โมบายบรอดแบนด์"

เมื่อเร็วๆ นี้ "เอชทีซี" เป็นโต้โผใหญ่จัดสัมมนาในหัวข้อ "วินโดวส์โมบาย โมบิลิตี้ เทคโนโลยี แอนด์ พีดีเอโฟน อินโนเวชั่น 2008" เชิญกูรูในวงการสื่อสารไทยมาอัพเดตข้อมูลเกี่ยวกับการใช้วินโดวส์โมบาย และแนวโน้มของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังจะมาในอนาคตอันใกล้

โดยบริษัทหลายรายต่างให้ความสนใจขนทัพสินค้าจากบริษัทตนที่สามารถทำงานบนวินโดวส์ โมบายได้มาอวดโฉมกันทั่วหน้า เช่น บริษัท ดี.ที.ซี เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด เจ้าของเทคโนโลยีแทร็กกิ้ง ขนโซลูชั่น "ดีทีซี พีดีเอ แทร็กกิ้ง ซิสเต็ม" ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของระบบแทร็กกิ้งที่ลงมาอยู่บนมือถือ

โซลูชั่นแทร็กกิ้ง (Tracking system) หรือระบบติดตามอัจฉริยะที่ทำให้ทราบตำแหน่ง และเส้นทางการเคลื่อนที่ของผู้ใช้งานได้ด้วยระบบ GPS และส่งข้อมูลผ่าน GPRS เพื่อแสดงผลในเว็บไซต์ ปัจจุบันได้พัฒนาให้นำมาใช้บน "พีดีเอโฟน" ได้แล้ว โซลูชั่นนี้จึงไม่ใช่แค่ "กล่องดำ" ธรรมดาๆ ที่ติดอยู่ในรถเพื่อใช้ในธุรกิจขนส่ง, อุตสาห กรรมการผลิต, ธุรกิจรถเช่า อีกต่อไป

บริษัทหลายแห่งจึงเริ่มนำ "พีดีเอโฟน" ที่รองรับ Tracking system มาใช้อย่างแพร่หลายขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีพนักงานต้องเดินทางไปพบลูกค้าตลอดเวลา เพราะโซลูชั่นดังกล่าวมีความสามารถในการแกะรอยตรวจสอบเส้นทางการเดินทางย้อนหลังของผู้ใช้งาน เรียกดูข้อมูล และควบคุมการใช้งานได้ง่ายมาก

"ณัฐวัชร์ วรนพกุล" ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัทเอชทีซี ไทยแลนด์ กล่าวว่า แนวโน้มของพีดีเอโฟนในอนาคตจะเป็นมัลติฟังก์ชัน ที่เรียกว่า "ICE" คือ เป็นอุปกรณ์ที่มีทั้ง information, communica tion และ entertainment ในเครื่องเดียวกัน โดยผสมผสานหลอมรวมการใช้งานด้านเสียง ข้อมูล และมัลติมีเดีย มาไว้ด้วยกัน

"แม้อุปกรณ์และโซลูชั่นใหม่จะถูกพัฒนาไปไกลมากเพียงไร ถ้าไม่มีเครือข่ายมารองรับก็ถือว่าศูนย์เปล่า ประเทศเพื่อนบ้านเรา มี 3 จี แล้ว ถึงแม้ว่าเราจะช้ากว่า แต่คงตามทัน เพราะทุกโอเปอเรเตอร์กำลังพัฒนาเครือข่ายของตนให้รองรับ 3 G ทิศทางของเทคโนโลยีนี้มีมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปีนี้ก็ยังเป็นโมบายอินเทอร์เน็ตผ่านระบบเอดจ์ และในอนาคตจะเป็น HSPA หรือ 3 จี โดยทุกอย่างจะเป็นออล-อิน-วัน โมบิลิตี้"

"ณัฐวัชร์" เชื่อว่า ผลพวงที่ตามมาหลัง 3 G เปิดให้บริการจะช่วยกระตุ้นให้ตลาด พีดีเอโฟนในไทยที่ปัจจุบันมี 3.6 แสนเครื่องกระเตื้องขึ้นได้บ้าง เพราะ 3 G ทำให้การใช้แอปพลิเคชั่น หรือโซลูชั่นใหม่ๆ ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เรียกว่าทำให้ใช้พีดีเอโฟนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่ากับราคามากขึ้น

"พีดีเอโฟนจะโตเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับ เครือข่ายเป็นสำคัญ แม้ 3 G มาก็อาจไม่ได้ทำให้ตลาดโตหวือหวานัก เพราะไม่ใช่ทุกพื้นที่ต้องการใช้งาน แต่จะกระจุกอยู่เป็นพื้นที่มากกว่าแต่ทำให้ใช้ประโยชน์จากพีดีเอโฟนได้มากขึ้น เพราะรองรับวินโดวส์โมบายจึงใช้แอปพลิเคชั่นต่างๆ ได้สะดวกรวดเร็วขึ้นมาก"

"ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ" ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย และพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม กล่าวว่า นอกจากบรอดแบนด์ที่กำลังมาแล้ว แนวโน้มต่อไปของการพัฒนาด้านเทคโนโลยี คือการหลอมรวมกันของอุตสาหกรรมโทรคมมนาคม ไอที และการกระจายภาพ-เสียง เช่น อุปกรณ์ที่รองรับ GPS+MP3+PDA ในเครื่องเดียวกัน หรืออินเทอร์เน็ต+ทีวี+คอมพิวเตอร์ เป็นต้น รวมถึงการหลอมรวมบริการฟิกซ์ไลน์ มือถือ และวิทยุโทรศัพท์ในอนาคต

"แอนดรูว์ แมคบีน" ผู้บริหารจากค่าย ดีแทค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการลงทุนพัฒนาเครือข่ายเข้าสู่ระบบ 3 G โดยการเปลี่ยนผ่านจากระบบ จีเอสเอ็มมาสู่ 3 G ประกอบด้วยกฎเกณฑ์เรื่องความถี่ การสร้างเครือข่าย การพัฒนา แอปพลิเคชั่น คอนเทนต์ และการตอบสนองของผู้บริโภค คาดว่าจะใช้เวลาอย่างต่ำ 3 ปี ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้ โดยในปีแรกจะเป็นการลงทุนด้านโครงสร้าง ปีที่ 2 พัฒนาแอปพลิเคชั่น คอนเทนต์ และปีสุดท้ายนำเข้าสู่ตลาดทั่วไป

"บรอดแบนด์อย่าง HSPA จะช่วยให้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกคน เพราะไทยมี ADSL น้อยมาก ส่วนตลาดกลุ่มธุรกิจ บรอดแบนด์เป็นสิ่งแรกที่ช่วยให้มีบริการใหม่ๆ เกิดขึ้น มือถือจะถูกนำมาใช้ประโยชน์มากขึ้น แม้แต่การใช้งานของ เอสเอ็มอีจะเริ่มหันมาใช้ประโยชน์จาก บรอดแบนด์ในการทำธุรกิจมากขึ้น"

จากสถิติในประเทศไทย พบว่าปัจจุบันมีเพียง 15 ล้านคนที่ใช้อินเทอร์เน็ต แต่มีผู้ใช้โมบายบรอดแบนด์จริงๆ 1.5 ล้านคน คาดว่าจะเพิ่มเป็น 3 ล้านคนใน 2-3 ปีข้างหน้า โดยสิ่งที่คนใช้งานต้องการ คือ แบนด์วิทที่สูงขึ้น สามารถดูวิดีโอ หรือเล่นเกมได้ ในอีก 2-3 ปีจากนี้ ทุกความถี่ที่มีการใช้งานจะถูกพัฒนาเป็น HSPA หรือ 3 จี ทั้งหมด อุปกรณ์มีความหลากหลายให้เลือกใช้มากขึ้น และจะมีราคาถูกลงเฉลี่ย 12% ทุกไตรมาส

ด้าน "สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล" หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด เอไอเอส กล่าวว่า 3 G ไม่ได้ทำให้การใช้งานด้านเสียงดีขึ้น แต่มีความสามารถทำให้การส่งเดต้าดีขึ้น เร็วขึ้น และเป็นส่วนสำคัญที่เข้ามาทดแทนฟิกซ์บรอดแบนด์ที่กำลังโต ช้าลง

"ประชากรยังต้องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การลงทุนเดินสายไฟเบอร์ทูโฮมมีราคาแพง ไม่คุ้ม ดังนั้นโมบายบรอดแบนด์จะเข้ามาทดแทน อีกไม่เกิน 4 ปีคงไม่มีโอกาสเห็นฟิกซ์บรอดแบนด์ขยายตัวมากขึ้นอีกแล้ว จะเป็นไวร์เลสเข้ามาแทนที่"

โมเดลการลงทุนเครือข่ายไร้สายในประเทศไทยนั้น เครือข่ายใหญ่ที่คลุมทั้งประเทศ คือ จีเอสเอ็ม ด้วยเทคโนโลยี "เอดจ์" ส่วน 3 G ความถี่ 2.1 เมกะเฮิรตซ์ จะเน้นลงทุนตามเมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่น เช่น กทม. ปริมณฑล เชียงใหม่ ส่วนไวแมกซ์จะลงเป็นหย่อมๆ ย่านชุมชนในหมู่บ้าน โรงพยาบาล เป็นต้น

"3 G น่าจะเกิดใน 2-3 ปีนี้ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ตอนนี้ คือ รอใบอนุญาต ส่วนการพัฒนาด้านอุปกรณ์ และแอปพลิเคชั่น พร้อมอยู่แล้ว ถ้าไลเซนส์ได้โอเปอเรเตอร์ทุกรายก็พร้อมดำเนินการได้ทันที"

วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4019 (3219) ประชาชาติธุรกิจ

20 กรกฎาคม 2551, 17:23 | ข่าว 3G Update



ข่าว AirCard Shop

ข่าว 3G Update

Sierra Wireless|Option|AirCard ( แอร์การ์ด )|AirCard Driver Download|ExpressCard|AirCard USB|PCMCIA AirCard|EDGE AirCard| 3G AirCard|Sierra 775 AirCard|Sierra 875 AirCard|Sierra 875U AirCard|Sierra 880 AirCard|Sierra 881 AirCard|Sierra 881U AirCard|Option GT Max 3.6 AirCard|Option GT Max Express AirCard