เอ็มดี "ทีโอที" ลั่นยึดหลักสมานฉันท์ "พนักงาน-บอร์ด" ผลักดันองค์กรเต็มสูบ และเข็นแผนลงทุนปลุกปั้นมือถือ 3G ย้ำสถานะ "เน็ตเวิร์กโพรไวเดอร์" ระบุพร้อมเปิดกว้างหน้าเก่า-ใหม่เสนอตัวรับช่วงทำตลาด พร้อมปัดฝุ่น "เอซีที โมบาย" แยกบริษัทบริหารต่างหาก มั่นใจเปิดให้บริการได้ภายในปี 2552 เดินหน้าเขียนสเป็กกลางคัดเลือกซัพพลายเออร์วางโครงข่ายเสร็จก่อนสิ้นปีนี้
นายวรุธ สุวกร รักษาการกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จุดยืนของทีโอทีในโครงการโทรศัพท์มือถือ 3G (third genera tion) บนคลื่นความถี่ 1900 MHz คือจะมีสถานะเป็นทั้ง "เน็ตเวิร์กโพรไวเดอร์" (ผู้ให้บริการโครงข่าย) และทำตลาดพร้อมกันไป แต่จะให้บริการเฉพาะในพื้นที่ที่บริการไปไม่ถึง ซึ่งจะไม่เกิน 20% อีก 80% ที่เหลือจะเปิดให้ผู้ประกอบการรายเดิมหรือรายใหม่ที่มีศักยภาพด้านการทำตลาดและการขายเข้ามารับผิดชอบ
"เอกชนจะไม่เข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุน แม้จะเคยคิดไว้บ้างกรณีเอไอเอสที่ เซ็นเอ็มโอยูไปก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องโรมมิ่ง แต่มีการระบุไว้ว่า ถ้าทีโอทีจะทำ 3G ขอเอไอเอสเป็นรายแรกที่ได้เจรจาด้วย ขอมีส่วนร่วมเป็นรายแรก ถ้าผลเจรจาไม่เป็นที่พอใจ ไม่เลือกเอไอเอสก็ได้ โดยมาตรฐานทั่วไป ผู้เข้าร่วมทุกรายต้องได้เงื่อนไขเท่าๆ กัน"
ทั้งนี้ ทีโอทีอาจตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อดำเนินการ โดยโซลูชั่นแรกจะให้บริษัท เอซีที โมบาย ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยตั้งกิจการร่วมค้าไทยโมบายเป็นผู้กู้เงินมาลงทุนโครงข่ายและขายบริการ ทั้งขายส่งและขายปลีก เพราะมีความคล่องตัวในการบริหารมากกว่า โดยเป็นผู้ขอใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) แต่หากคิดปัญหาเรื่องสิทธิในการใช้คลื่นความถี่จะกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของ ทีโอที
"อาจมีโอกาสที่ กทช.จะไม่ให้ใบอนุญาต เพราะการให้บริการ 3G จำเป็นต้องมีคลื่นความถี่เป็นของตนเอง ถ้าให้ เอซีทีฯใช้สิทธิในคลื่นของทีโอทีที่เป็นบริษัทแม่ไม่แน่ใจว่า กทช.จะว่าอย่างไร ถ้าไม่ได้ก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีโอที เราบริหารเองได้อยู่แล้ว แต่อาจไม่คล่องตัวเท่ากับแยกไปต่างหาก เพราะมีระเบียบขั้นตอนเยอะ แต่ก็เชื่อว่าเปิดได้ทันปีหน้า (2552)"
แม้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะอนุมัติหลักการให้ทีโอทีดำเนินโครงการโทรศัพท์มือถือ 3G ได้แล้ว แต่คงต้องรอให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นชอบอีกครั้ง ส่วนที่เริ่มดำเนินการไปแล้ว คือ การร่างทีโออาร์และการตามหาผู้ลงทุนร่วม คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะออกสเป็กกลาง (ทีโออาร์) เพื่อคัดเลือกผู้วางระบบ และเพื่อให้เปิดบริการทันภายในเดือน ก.พ.ปีหน้า อาจต้องปรับปรุงเทคโนโลยีและอุปกรณ์เก่าที่ติดตั้งไว้แล้วตามอาคาร
นายวรุธกล่าวถึงการทำงานในภาพรวมในฐานะผู้นำองค์กรด้วยว่า ปีนี้เป็นไปได้ที่ ทีโอทีจะมีกำไรลดลง จากการพยายามเคลียร์ปัญหาต่างๆ ที่คั่งค้าง เช่น ภาระค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ค้างจ่ายและภาษี เพราะต้องจ่ายไปก่อนในกรณีที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ได้สงวนสิทธิ์เรียกคืน หากมีข้อสรุปชี้ขาดแล้ว เพราะปัญหาจะผูกพันไปถึงการให้บริการ จึงควรสะสางแล้วมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาบริการอย่างเดียว
โดยภายในสิ้นปีนี้จะปรับปรุงศูนย์บริการทั้งหมด 65 แห่งให้เป็น "ทีโอทีช็อป" ที่มีบริการหลากหลายครบวงจร โดยเน้นเปิดบริการในศูนย์การค้าและแหล่งชุมชนมากขึ้น ทั้งนี้ ตนต้องให้ฝ่ายบุคคลเจรจากับ พนักงานที่ต้องการทำงานในรอบเวลาอื่น เช่น ตามเวลาเปิดปิดของห้างสรรพสินค้า คาดว่าจะเริ่มปฏิบัติจริงได้ในเดือน ต.ค.นี้
สำหรับการแก้ไขปัญหาและข้อพิพาทต่างๆ กับเอกชน นายวรุธกล่าวว่า หากเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้ว การเจรจานอกศาลมีโอกาสเป็นไปได้น้อย คดีของ ทีโอทีส่วนใหญ่อยู่ในชั้นอนุญาโตตุลาการ และเข้าสู่กระบวนการศาล เพราะขึ้นศาลแล้วก็มักวัดดวงกัน กรณีทีทีแอนด์ทีที่เข้ามาเจรจาเมื่อสัปดาห์ก่อนก็ทำให้มีปัญหา หากเขาฟ้องกลับผู้บริหารของทีโอทีต้องถูกฟ้องด้วย แต่บางเรื่องอาจเจรจาได้ เช่น ข้อพิพาทกับ กทช.ที่ค้างชำระหนี้ตามกฎหมายอาจชำระให้ โดยขอสงวนสิทธิ์เรียกคืนได้"
อุปสรรคหลักของทีโอทีทั้งในอดีตและปัจจุบันคือ กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ เช่น ในแง่เทคโนโลยีกว่าจะลงทุนได้ต้องเข้าระบบ มีขั้นตอนมาก แม้แต่การนำพื้นที่คลังพัสดุและอาคารชุมสายเก่ามาพัฒนาสร้างรายได้ เช่น ชุมสายเพลินจิต พื้นที่ 30-40 ไร่ มีเอกชนหลายรายสนใจขอเข้ามาร่วมลงทุนด้วย ซึ่งถ้าต้องเข้ากระบวนการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เท่ากับต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี
อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องปกติที่ทีโอทีทำอะไรจะติดขัดเรื่องกฎหมาย ซึ่งต้องปฏิบัติตามระเบียบ อาจมีขอยกเว้นบางข้อเพื่อให้เกิดความคล่องตัว แต่เป็นเรื่องยาก ถ้าอยากเร็วไม่วุ่นวายต้องทำเอง ดังนั้นการร่วมทุนกับเอกชนจึงไม่ง่าย ทางออกคือต้องทำให้ทีโอทีเป็นอิสระจากนโยบายของรัฐ จากกฎระเบียบของรัฐ เพราะถ้าการกำกับดูแลยังเป็นของรัฐอยู่มีข้อจำกัดมากมาย
"ต้องสร้างความเข้มแข็งให้องค์กร ต้องทำให้ได้ พยายามไปเรื่อยๆ จะให้หลุดจริงๆ ต้องให้เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ขณะนี้ยังไม่มีนโยบาย ซีอีโอกับบอร์ดจึงต้องสมัครสมานสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ปัญหาอุปสรรคต่างๆ คิดไว้แล้วว่าต้องเจอ เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ แต่ก็ไม่ถอดใจยังหวังให้ทีโอทีดีกว่านี้ เราอยู่องค์กรนี้มาตั้งแต่ปี 2519 คุณพ่อก็ทำงานที่นี่ตั้งแต่ 2497 แม้ไม่เคยคิดว่าจะมาถึงตำแหน่งนี้ ที่ตัดสินใจลงสมัครก็เพราะทำหน้าที่รักษาการมา 60 วัน เห็นปัญหาเยอะก็อยากแก้ไข คนใหม่ๆ มาคงไม่รู้ปัญหาเท่าเรา อยากให้องค์กรเจริญก้าวหน้า เพราะ ทีโอทีเหมือนเลี้ยงตระกูลเรามา อะไรที่ตอบแทนได้ก็อยากทำ"
ปัจจุบันวรุธ อายุ 56 ปี ซึ่งบอร์ดทีโอทีอนุมัติให้ทำสัญญาจ้างเป็นเวลา 4 ปี ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการทีโอทีเรียบร้อยแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างรอกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ