ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ ได้เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคไม่น้อย โดยจะขอยกตัวอย่างจากการให้บริการของโทรศัพท์มือถือที่เป็นมากกว่ามือถือ คือ การโทรเข้าและรับสายเท่านั้น
เพราะขณะนี้ได้มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาให้บริการ อาทิ การทำธุรกรรมทางการเงินหรือการทำธุรกรรมทางธนาคารผ่านมือถือ โดยใช้วิธีการผูกบัญชีเข้ากับเลขหมายที่ได้ใช้บริการอยู่
ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถโอนเงินหรือชำระค่าบริการต่างๆ ได้โดยที่ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องไปยืนเข้าแถวรอคิวรับบริการจากธนาคาร หรือตู้เอทีเอ็มอีกต่อไป โดยข้อดีจากการใช้บริการดังกล่าวไม่เพียงร่นเวลาในการโอนเงินเหลือเพียงเสี้ยววินาที ยังลดค่าใช้จ่ายในการจัดส่งเงินเมื่อเทียบกับการโอนเงินแบบเดิมๆ ผ่านไปรษณีย์หรือบริษัทที่ทำธุรกิจรับโอนเงินโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตามบริการดังกล่าวได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ผลิตคอนเทนต์เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินใหม่ๆ มาให้บริการผู้บริโภคเสมอ อาทิ การนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมาใส่ในโทรศัพท์มือถือ และเมื่อนำไปแตะที่เครื่องรับสัญญาณก็สามารถชำระเงินได้ทันที เป็นต้น ซึ่งการพัฒนารูปแบบบริการดังกล่าวมีแง่ดี คือ เกิดการพัฒนาประเทศ และรวมไปถึงการสร้างคุณภาพชีวิตของประชากรให้ดีขึ้นด้วย
และถ้าบริการมีผลตอบรับดีจากผู้ใช้บริการในประเทศก็ยังเป็นดัชนีชี้วัดถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นการไว้วางใจจากผู้บริโภคโดยผูกบัญชีธนาคารเข้ากับเลขหมายโทรศัพท์ที่ใช้บริการอยู่ โดยสาเหตุที่ทำให้ผู้บริโภคไว้วางใจมากขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการมีระบบรักษาความปลอดภัยดี ป้องกันการเจาะข้อมูลของผู้ใช้บริการได้ มีคอนเทนต์ให้บริการมาก
หากย้อนกลับมาในประเทศไทย ผู้ประกอบการมือถือก็ได้ให้บริการทำธุรกรรมทางธนาคารผ่านมือถือเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นบริการเอ็มเปย์ ของบริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส, บริการเอทีเอ็มซิม ที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชัน จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ที่ได้ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย และบริษัททรูมันนี่ จำกัด ที่ได้เปิดบริการทรูมันนี่ แต่เมื่อเทียบจำนวนผู้ใช้บริการดังกล่าวกับจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในขณะนี้ยังถือว่ายังน้อยอยู่มาก โดยมีจำนวนไม่ถึงแสนราย
ทั้งนี้เนื่องจากจำนวนประชากร 65 ล้านคน แบ่งเป็นการใช้เครือข่ายจากทรูมูฟ จำนวน 12.3 ล้านราย หรือคิดเป็น 21.8% ดีแทคจำนวน 17.3 ล้านราย คิดเป็น 30.6% บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอทีไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด หรือฮัทช์ จำนวน 1.1 ล้านราย คิดเป็น 1.9% และเอไอเอส มีผู้ใช้บริการ 25.8 ล้านราย คิดเป็น 45.7%
โดยปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดการทำธุรกรรมทางธนาคารในประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จ เพราะส่วนหนึ่งอาจมาจากผู้ให้บริการในประเทศไทยเพิ่งเริ่มให้บริการ ประชาชนยังไม่คุ้นเคย และรวมไปถึงการไม่มั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยที่มีอยู่ เพราะการทำธุรกรรมทางการเงินขาดหลักฐานยืนยันอย่างใบเสร็จชำระเงิน แต่ปัจจุบันผู้ให้บริการก็ได้พัฒนาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคโดยยืนยันการชำระเงิน โอนเงิน ผ่านข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส)
และส่วนหนึ่งอาจมาจากปัจจุบัน ประเทศไทยยังใช้ระบบ 2 จีอยู่ แต่หากบริการ 3 จีเกิดขึ้นก็จะเป็นการเพิ่มความสามารถในการให้บริการข้อมูลมัลติมีเดียเพื่อเชื่อมโยงกัน ทำให้การทำธุรกรรมทางธนาคารมีประสิทธิภาพในการรักษาข้อมูล จนส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความไว้วางใจหันมาใช้บริการมากขึ้นกว่าเดิม
อย่างไรก็ตามจากการสำรวจของสถาบันวิจัยไอเอ็มเอสพบว่า ในปี ค.ศ.2012 จะมีผู้ทำธุรกรรมทางธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือจำนวน 884 ล้านรายในทั่วโลก และจะมียอดการทำธุรกรรมธนาคารผ่านมือถือสูงถึง 62 พันล้านครั้ง นอกจากนี้สถาบันวิจัยจูปิเตอร์ยังมีผลการวิจัยที่ใกล้เคียงกัน โดยพบว่า ในปี ค.ศ.2011 จะมีผู้ใช้งานจำนวน 816 ล้านราย ซึ่งตัวเลขใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ผลการวิจัยเมื่อเดือน มี.ค.2551 พบว่า ประชากรเกาหลีทำธุรกรรมทางธนาคารผ่านมือถือมีจำนวนถึง 5.7 ล้านราย มีอัตราเติบโตขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยที่เกาหลีจำนวนผู้ใช้บริการ 581,000 ราย มียอดทำธุรกรรมทางธนาคาร 4 ล้านครั้ง และในทุกๆ เดือนประชากรมากกว่า 3 แสนรายจะซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติพิเศษมีชิปเก็บรักษาข้อมูลทางธนาคาร