กทช.เริ่มเปิดเวทีประชาพิจารณ์ 3จี นัดแรก ก่อนลุยอีก 3 จังหวัดภายใน 1 เดือน คาดปลายปีนี้ร่างหลักเกณฑ์แล้วเสร็จ ชี้การลงทุน 3จี นัมเบอร์พอร์ต ช่วยกระตุ้นการแข่งขัน เผยที่ปรึกษาตั้งราคาประมูลไลเซนส์ขั้นต่ำไว้ที่ 200-300 ล้านเหรียญสหรัฐ
พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยภายในงานการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เรื่อง “การจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับการประกอบการกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (IMT หรือ 3G and beyond) ครั้งที่ 1 ว่า การจัดประชุมเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมและนำข้อเสนอแนะที่ได้ไปปรับปรุงแก้ไขการออกใบอนุญาตคลื่นความถี่ 3จี หลังจากนี้จะจัดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะอีก 3 ครั้งในจังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 12 ก.ย. 51 จังหวัดอุดรธานี 19 ก.ย.51 และจังหวัดภูเก็ต 26 ก.ย. 51 ซึ่งใช้เวลานานประมาณ 1 เดือน จากนั้นนำข้อคิดเห็นที่ได้ไปประมวลผล เพื่อปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรคลื่นความถี่ 3จี และคาดจะออกใบอนุญาต 3จีได้ปลายปีนี้
นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการ กทช. กล่าวว่า หลังจาก กทช. ร่วมกับบริษัท อินเตอร์คอนเน็ค คอมมิวนิเคชั่นส์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาโครงการจัดสรรคลื่นความถี่ 3จี ศึกษาและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ 3จี ได้ 6 เดือนแล้ว หลังจากนี้ กทช. ต้องนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเสนอให้ประชาชนในวงกว้างรับรู้ รวมทั้งประชุมกับนักลงทุนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในเชิงลึก และวิเคราะห์เพื่อจัดทำร่างหลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาต 3จี หลังจากนั้นนำร่างหลักเกณฑ์ที่ได้ขึ้นเว็บไซต์เพื่อประชาพิจารณ์อีกครั้ง เพื่อเชิญชวนนักลงทุนรายใหม่ๆ ให้มาลงทุนในไทย
ทั้งนี้ การลงทุนธุรกิจโทรคมนาคมยังมีโอกาสของการลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะการลงทุน 3จี ซึ่งจะช่วยสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เพื่อทำให้เกิดการแข่งขันทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพ และราคา ผนวกกับปลายปีนี้ กทช.จะสามารถประกาศใช้นัมเบอร์พอร์ตอะบิลิตี หรือเลขหมายเดียวใช้ได้ทุกค่าย ซึ่งเป็นการคืนสิทธิ์ให้ประชาชน ทำให้ผู้ประกอบการต้องเข้ามาดูแลประชาชน ส่งผลให้ในอนาคตจะมีการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
อย่างไรก็ดี ตามกรอบเวลา กทช.จะให้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ 3จี แก่เอกชนได้ปลายปีนี้ ซึ่งเอกชนต้องใช้เวลาจัดเตรียมโครงข่าย 3จี ประมาณ 6-8 เดือน ดังนั้นประชาชนน่าจะใช้บริการ 3จีได้ปลายปีหน้า และจากการศึกษาพบว่า จำนวนเงินที่ใช้ลงทุน 3จี 1% จะมีผลต่อการเพิ่มจีดีพี 1% ของประเทศ และ 3จี ก็มีผลต่อเศรษฐกิจในชนบทโดยตรง เพราะการมีโครงข่ายสื่อสารที่ดีจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้มาก รวมทั้งกลุ่มนักธุรกิจก็สามารถติดต่อสื่อสารได้รวดเร็วและทุกมุมโลก ขณะเดียวกันก็เป็นทางเลือกให้แก่ประชาชนในการเลือกใช้งานโครงข่าย 2จี หรือ 3จี ให้ตรงต่อความต้องการ
สำหรับวิธีการจัดสรรคลื่นความถี่3จี ซึ่งอยู่ในย่าน 1.9/2.1 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งมีช่วงคลื่นอยู่ 45 เมกะเฮิรตซ์ ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะใช้วิธีใดในการจัดสรรคลื่นจึงจะเหมาะสม เช่น มาก่อนได้ก่อน การเลือกแบบสุ่ม การประกวด หรือการประมูล รวมถึงจำนวนใบอนุญาตที่สามารถจัดสรรได้อย่างเหมาะสมว่าควร 3 ราย หรือ 4 ราย เพราะจากการศึกษาของบริษัท อินเตอร์คอนเน็ค คอมมิวนิเคชั่นส์ ระบุว่า ราคาคลื่นความถี่ขั้นต่ำอยู่ระหว่าง 200-300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประเทศไทยจะใช้อัตราราคาไหนยังอยู่ระหว่างการศึกษา
นายสุรนันท์กล่าวว่า แม้อินเตอร์คอนเน็คฯ จะมีข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับการออกใบอนุญาต 3จีของประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีลักษณะตลาดใกล้เคียงกับไทย เช่น ลาว และเขมร แต่ที่สุดแล้วก็ต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานของคนไทยเอง ซึ่งการออกใบอนุญาตต้องรองรับและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของคนไทย
นอกจากนี้ กทช. กำลังเร่งศึกษาข้อมูลการใช้งานคลื่นความถี่สำหรับการให้บริการ ไว-แมกซ์ เพื่อให้บริการไว-แมกซ์ เชิงพาณิชย์บนคลื่นความถี่ที่ดีที่สุด ซึ่งมีขั้นตอนการออกใบอนุญาตแบบเดียวกับ 3จี