งานมหกรรมการแสดงและการประชุมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ITU Telecom Asia 2008) เริ่มขึ้นและกำลังจะจบลลง เป็นงานที่รวมระดับแนวหน้า ทั้งแพลตฟอร์มเครือข่ายที่ดีที่สุดสำหรับผู้วางนโยบาย ผู้กำกับดูแลหลักเกณฑ์และผู้อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกนี้
ภายในงานมีเรื่องราวของเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่น่าเป็นประโยชน์ให้คนไทย นอกเหนือจากเรื่อง WiMAX ซึ่งเอ็นอีซี (NEC) ขออนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ทำการทดลองใช้งานในพื้นที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพื่อเชื่อมต่อกับสถานีอนามัยที่อยู่ห่างออกไป 5 กม. เพื่อให้แพทย์ที่ประจำในโรงพยาบาล สามารถดูแล ตรวจ วินิจฉัย และรักษาโรค โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกล หากอาการของโรคหรือการบาดเจ็บนั้นไม่รุนแรง
นับเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยคนชายขอบได้อย่างดี
งานนี้ ดร. ไพโรจน์ เติมสินธุ์สุวรรณ Information Science ผู้ดูแลงานด้านสื่อสารไร้สายและระบบสื่อสารรวม NGN ของเอ็นอีซี เล่าเนื้อหาสาระหลัก WiMAX ที่การทดสอบระบบ อยู่ ณ รพ.สมเด็จพระยุพราช-เชียงของ ว่าการทดสอบเบื้องต้นให้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถสื่อสารด้วยภาพ เสียง และข้อมูลอื่นๆ ได้
"WiMAX เป็นระบบสื่อสารไร้สาย คล้ายๆ กับ Wi Fi ที่ใช้ต่ออินเตอร์เน็ตได้ทุกแห่งทั่วบ้าน ที่มีขนาดไม่ใหญ่ หรือกว้างขวางมากนัก รวมถึงไม่ใช่ตึกสูงที่ต้องติดต่อข้ามชั้น WiMAX สามารถให้ลูกข่ายติดต่อสื่อสารหากันในระบบเครือข่าย ที่มีระยะไกลหลายๆ กิโลเมตร ทั้งยังสามารถต่อเชื่อมกับอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย"
ดร.ไพโรจน์ลงลึกในรายละเอียดว่า ระบบที่ NEC นำไปทดสอบนั้น ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล IGGG 802.16e เรียบร้อยแล้ว ในอนาคตเมืองไทยสามารถใช้ได้ทันที ไม่ต้องวิตกอีกแล้วว่ามาตรฐานของ WiMAX จะยังไม่เป็นที่ยอมรับ
"การนำไปใช้คงจะเหมาะกับพื้นที่ห่างไกล สายโทรศัพท์ไปไม่ถึง การสื่อสารที่จำเป็นต้องใช้ทั้งภาพ เสียง การเชื่อมต่อข้อมูล หรือการเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ต จะทำได้ง่ายขึ้น มีความเป็นไปได้เช่นกันว่าหากมีการตั้งเสาเชื่อมต่อ WiMAX ต่อเนื่องกันไป เช่นเดียวกับระบบโทรศัพท์มือถือ จะสามารถทำให้การเชื่อมต่อแบบต่อเนื่อง โดยผู้ใช้เคลื่อนที่ไปบนรถหรือพาหนะอื่นๆ ได้ แต่คงต้องมาคำนวณเรื่องความคุ้มค่าด้วย" ดร.ไพโรจน์กล่าว
ทั้งนี้ การเชื่อมโยงแนวคิดไปถึงระบบ 3G ที่เพิ่งผ่านการพิจารณาอนุมัติของคณะรัฐมนตรี ในช่วงวิกฤตของบ้านเมืองที่ผ่านมา ดร.ไพโรจน์ระบุว่า ระบบ 3G ของไทยนั้น มีมาตรฐานที่เรียกว่า 3G-WCPMAR99 แต่ในญี่ปุ่นได้พัฒนาจาก 3.5G-HSPA กระโดดข้าม 3.7G-HSPAT ไปสู่ 3.9G-LTG ที่จะให้ความเร็วในการเชื่อมต่อไปถึง 100M (3G ที่ไทยจะมีความเร็วประมาณ 7-20 M) หมายความว่า ไทยจะวิ่งไล่ตามเทคโนโลยี และใช้งบฯลงทุนที่ไม่ทันต่อโลกอนาคตเช่นเดิม
ดังนั้น คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ทำไมประเทศไทย? ไม่ตั้งเป้าหมายที่จะรองรับอนาคตของระบบ 3.9G ไปเสียเลย แทนที่จะรีบเปิดให้ดำเนินการเรื่องของ 3G ไปแบบลักไก่ รุกรี้รุกรน เหมือนกลัวว่าจะอดกินเศษเนื้อ ก้อนกระดูก หรือเกรงว่าจะไม่มีเงินสำรองออกไปสู้ศึกเลือกตั้งหลังยุบสภาที่จะมาถึง
คำตอบสำคัญคือ การรองรับอนาคตของ 3G ในบ้านเรา ได้สร้างกรอบเผื่อการขยาย และตั้งข้อแม้ของการให้ผู้ลงทุน ต้องรับผิดชอบ ดำเนินการ ปรับเปลี่ยน รองรับอนาคตของ 3G ไปสู่ 3.9G หรืออืนๆ ในอนาคตไว้อย่างไรบ้าง
เงื่อนไขแห่งอนาคตของเทคโนโลยีนี้ ผู้เกี่ยวข้องผู้รับผิดชอบเทคโนโลยีของไทย ต้องดูว่าจะขาดความคิด และเคยคำนึงถึงเพียงไรว่า ไทยไม่มีปัญญาคิดใหม่ สร้างสรรเองได้ จึงต้องอยู่ในฐานะของผู้ใช้ไปตลอดกาล ทั้งในฐานะผู้ใช้ ก็ยังไม่เคยวางแผนการใช้งานไว้สำหรับอนาคต คิดแต่เพียงว่า เทคโนโลยีวันนี้มีเพียงไร ก็ให้ใช้ อนุมัติให้เปิดบริการได้ตามนั้น ถือเป็นการรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
ลืมคำนึงไปว่า อนาคตของไทย ลูกหลาน ต้องเตรียมการชดใช้หนี้สินจากการอนุมัติแบบไร้ความคิดวางแผนเพื่ออนาคตของบรรพบุรุษนักการเมืองยุคนี้
เรื่องของเทคโนโลยี ยังสะท้อนให้เห็นได้ถึงหัวใจ มันสมอง และการมองประโยชน์ของประเทศชาติ หรือตนเองของนักการเมืองได้เช่นกัน