"ITU เทเลคอม เอเชีย 2008" ที่เพิ่งจบไปหมาดๆ นอกเหนือไปจากการแสดงนวัตกรรมใหม่ด้านไอซีทีจากหลายประเทศแล้ว ยังมีเวทีสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้นำระดับรัฐมนตรีของประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมงานด้วย "ประชาชาติ ธุรกิจ" ฉบับนี้มีโอกาสพูดคุยกับ "ลาร์ นารัตท์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไปรษณีย์ และการสื่อสาร ประเทศกัมพูชา ด้วย โดยกัมพูชาเป็นประเทศล่าสุดในภูมิภาคนี้ที่เปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือยุคที่ 3 หรือ 3 G (third generation) ไปแล้วเรียบร้อย
- ในงานไอทียูได้หารือเรื่องใดบ้าง
ไอทียูเป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำประเทศต่างๆ จะมาหารือกัน ในงานนี้กัมพูชาร่วมจัดนิทรรศการในส่วนจีเอ็มเอส พาวิเลี่ยน และร่วมหารือในจีเอ็มเอสฟอรั่ม ซึ่งเป็นการหารือร่วมกันระหว่าง 6 ประเทศกลุ่มลำน้ำโขง ได้แก่ ไทย กัมพูชา จีน ลาว เวียดนาม พม่า เกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และแนวทางในการพัฒนาเพื่อลดช่องว่างด้านไอซีที การเข้าถึงข้อมูลดิจิทัลของประชากรในลุ่มแม่น้ำโขง
เป็นประเด็นที่ต่อเนื่องมาจากการหารือเมื่อครั้งประชุมคณะรัฐมนตรีเอเปกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และสารสนเทศ เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการพูดคุยกันเกี่ยวกับการร่วมพัฒนาไอซีทีในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในเขต
ชนบท รวมถึงการผลักดันการออกร่างกฎหมายอีคอมเมิร์ซ
- มีความร่วมมือด้านไอซีทีกับรัฐบาลไทยด้วย
ความร่วมมือหลักๆ กับไทยตอนนี้คงเป็นการเปิดรับการลงทุนจากเอกชนไทย ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเอกชนไทยเข้ามาลงทุนในกัมพูชาเป็นจำนวนมาก ด้านไอซีทีก็มีกลุ่มชินคอร์ป ได้สัมปทานมาตั้งแต่ปี 2536 และจะหมดอายุในปี 2566 เป็นต้น
ความท้าทายของกัมพูชาตอนนี้คือจะทำอย่างไรให้มีการพัฒนาด้านไอซีทีอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากระบบแอนะล็อกเป็น ดิจิทัล เปลี่ยนจาก low speed เป็น very high speed เป็น 3 G จึงยินดีต้อนรับการลงทุนจากบริษัทไทย และทุกแห่งที่สนใจเข้ามาร่วมลงทุน
- จะมีโครงการใหม่เกิดขึ้นนอกจาก 3 G
กัมพูชาพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไอซีทีช้ามากจึงเป็นโชคดี เพราะสามารถก้าวข้ามไปพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลถึงโครงข่ายที่ลงทุนไปแล้ว เราพร้อมก้าวไปสู่ดิจิทัลบรอดแบนด์ได้ทันที
เป้าหมายตอนนี้จึงต้องการให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ล่าสุดบริษัทจากจีนและญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไอซีทีในกัมพูชาตลอดปีนี้และปีหน้า มูลค่ากว่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างโครงข่ายไอซีทีไปตามเมืองใหญ่ของกัมพูชา
- เงื่อนไขการลงทุนเป็นอย่างไร
รัฐบาลกัมพูชาเปิดกว้าง จะเห็นได้จากปัจจุบันมีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ มากกว่า 6 บริษัท และมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีกเพราะรัฐบาลต้องการให้เกิดการแข่งขัน การลงทุนจะมีทั้งที่เอกชนของกัมพูชาเอง และบริษัทจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนเองทั้งหมด หรือรัฐเข้าไปถือหุ้นด้วยส่วนหนึ่ง
การส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐในรูปแบบการลดภาษี รวมถึงมีสิทธิประโยชน์พิเศษอื่นๆ ด้วย มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น โดยรัฐบาลจะพิจารณาตามความเหมาะสมเป็นรายๆ ไป
- ข้อพิพาทไทย-กัมพูชาส่งผลต่อการเข้าไปลงทุนของไทยหรือไม่
ไม่น่ามีผลกระทบ เชื่อว่าทั้งสองประเทศยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเสมอ รัฐบาลยังเปิดกว้างตอบรับการลงทุนจากไทย ประชาชนเองก็ยังมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน
- 3 G ทำให้กัมพูชาเปลี่ยนไปอย่างไร
3 G ช่วยให้คนกัมพูชาเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ได้โดยไม่ต้องพึ่งการติดตั้งโทรศัพท์พื้นฐาน ช่วยให้อัตราการเข้าถึงเน็ตเพิ่มจาก 0.11% ของประชากรได้อย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจภาพรวมโตขึ้นได้บ้าง จากการเกิดขึ้นของธุรกิจ และบริการที่ ต่อยอดจาก 3 G อาทิ VDO call ก็หวังว่าคนกัมพูชาจะใช้ 3 G อย่างแพร่หลาย นอกจากนี้รัฐบาลยังมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาบรอดแบนด์ ทั้งในรูปแบบไร้สาย และการลากสายเคเบิลใยแก้วเพื่อไปเชื่อมต่อระหว่างเมืองสำคัญๆ ของกัมพูชากับประเทศเพื่อนบ้านแถบลุ่มน้ำโขง
- มีผลต่อวัฒนธรรมของกัมพูชาไหม
ถึงไม่มีการเผยแพร่ผ่านมือถือ ผ่าน 3 G ก็ยังมีทีวีที่นำวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาเผยแพร่ ในมือถือยังมีคลิปวิดีโอ มีภาพต่างๆ ผู้ใช้โหลดเก็บไว้ และส่งต่อกันภายในกลุ่มเพื่อนอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้
- ไอซีทีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอีก 5 ปีเป็นอย่างไร
เชื่อว่าการติดต่อสื่อสารในภูมิภาคนี้จะมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น ผ่านโครงข่าย ที่แต่ละประเทศเชื่อมโยงถึงกัน ขณะที่ โครงข่ายเคเบิลใต้น้ำใยแก้ว AAG (ASIA AMERICA GATEWAY) ก็จะติดตั้งเสร็จ หลังจากโครงข่ายไอซีทีทำให้แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้ใกล้ชิดกันแล้ว ก็จะทำให้เกิดความร่วมมือใหม่ๆ เพื่อพัฒนาภูมิภาคนี้ร่วมกัน