"ทีโอที" เดินหน้าโครงการ 3 จี ชงบอร์ดหา "ผู้จัดการโครงการ" 17 ก.ย.นี้ พร้อมได้ฤกษ์ปิดฉาก "ไทยโมบาย" 30 ก.ย.นี้ ดำเนินการชำระบัญชีและโอนลูกค้าให้ทีโอทีรับช่วงต่อ
นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อ 9 ก.ย. เห็นชอบให้ทีโอทีลงทุนโครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยเทคโนโลยี 3 จี บนคลื่นความถี่ 1900 MHz มูลค่า 29,000 ล้านบาท ทีโอทีจะดำเนินการปรับปรุงแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับมติ ครม. และความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่จะให้ทีโอทีเป็นผู้ให้บริการเฉพาะโครงข่ายแทนการเข้าไปแข่งขันทำตลาดกับเอกชน ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) พิจารณาอีกครั้ง
แหล่งข่าวระดับสูงจาก บมจ.ทีโอที เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ"ว่า บอร์ดวันที่ 17 ก.ย.นี้ จะมีประชุมเพื่อทราบและปฏิบัติตามเงื่อนไขของ ครม. โดยจะเริ่มดำเนินการในส่วนของทีโอทีก่อน ได้แก่ การหาผู้จัดการที่จะมารับผิดชอบโครงการ 3 จี ซึ่งจะเข้ามารับผิดชอบดูแลทั้งเรื่องเทคนิค การเงิน รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติ (ทีโออาร์) ของผู้เข้ามาติดตั้งโครงข่าย
โดยตัวเต็งที่น่าจะได้เข้ามารับผิดชอบโปรเจ็กต์นี้ ได้แก่ นายชาครีย์ ทรัพย์พะวงศ์ รองเอ็มดี ทีโอที
หากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ส่งเอกสารแจ้งมติ ครม. เรื่องการโอนสิทธิคลื่นความถี่ 1900 MHz มาถึงบริษัทแล้ว ตามขั้นตอนก็จะต้องแจ้งเรื่องการโอนสิทธิการบริหารคลื่นไปยังคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ตามที่มติ ครม.ระบุไว้ พร้อมแจ้งให้ กทช.ทราบว่าทีโอทีจะมอบหมายให้บริษัท เอ ซี ที โมบาย จำกัด เป็นผู้กู้เงินเพื่อลงทุนโครงการนี้ รวมถึงจะเป็นผู้บริหารโครงข่าย คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเอซีทีเป็นบริษัทลูกของทีโอทีผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในคลื่น 1900 MHz
"ต้องแจ้งให้ กทช.เห็นชอบก่อน แต่หาก กทช.ทักท้วงก็อาจต้องปรับแผนให้ทีโอทีเป็นผู้บริหารโครงข่ายเอง ซึ่งไม่คล่องตัวเท่ากับทำในนามบริษัทเอซีที"
หลังจากนี้ทีโอทีจะประสานงานกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเพื่อพิจารณาหาแหล่งเงินกู้ ตามเกณฑ์เอ็กซ์ปอร์ตเครดิต คือให้บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ที่เสนอราคา หาแหล่งเงินกู้ และเงื่อนไขทางการเงิน ก่อนให้รัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้
"เชื่อว่าสถานการณ์การเมืองขณะนี้ไม่มีผลกระทบกับโครงการ เพราะ ครม.มีมติออกมาแล้ว และในวันที่ 17 ก.ย.นี้ก็จะนำเรื่องให้บอร์ดอนุมัติแล้ว โครงการจะเดินหน้าได้ทันที แม้ว่าต่อไปจะไม่มีบอร์ด งานหลายๆ ส่วนก็อยู่ในอำนาจที่กรรมการ ผู้จัดการจะพิจารณาอนุมัติได้"
แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า วันที่ 30 ก.ย.นี้ในส่วนกิจการร่วมค้าไทยโมบาย(ร่วมทุนระหวางทีโอที-กสทฯ)ต้องเคลียร์บัญชีการเงินและพัสดุให้เรียบร้อย เพื่อเตรียมชำระบัญชีปิดกิจการตามกฎหมาย โดยไทยโมบายได้นำเครื่องโทรศัพท์ที่ค้างอยู่ในคลังพัสดุออกมาจำหน่ายในราคาถูก อาทิ มือถือจอสี ถ่ายภาพได้ (เฮาสแบรนด) ราคา 539 บาท
"เพื่อความสะดวกในการชำระบัญชี ต้องนำพัสดุคงค้างในคลังออกมาขายให้หมด รวมถึงหยุดรับจดทะเบียนลูกค้าใหม่ชั่วคราว 30 ก.ย.นี้จะยุบไทยโมบาย รวมทั้งโอนพนักงานและลูกค้าให้ทีโอที ซึ่งลูกค้าปัจจุบันยังใช้งานได้เหมือนเดิม แต่การเปิดรับจดทะเบียนลูกค้าใหม่ได้เมื่อใด ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้บริหารคนใหม่ที่จะมาดูแล"
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 ว่า ทีโอทีควรทำหน้าที่เป็นผู้พัฒนาโครงข่ายให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และครอบคลุมทั่วประเทศ จึงควรพิจารณาความเหมาะสมของแผนการตลาดที่เน้นการเป็นผู้ให้บริการโครงข่าย หรือการให้บริการแบบขายส่ง เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน และการตลาดค้าปลีก รวมทั้งช่วยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน
ทั้งควรเร่งดำเนินการแผนฟื้นฟูฐานะการเงินขององค์กร (แผน Turnaround 2551-2554) มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1900 MHz ที่ผ่านมา และแม้ว่าโครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 จะมีความเป็นไปได้ทางการเงินภายใต้สมมติฐานของทีโอที แต่ยังมีความเสี่ยงในปัจจัยสำคัญซึ่งถือเป็นเงื่อนไขความสำเร็จของโครงการ จึงต้องให้ความสำคัญในการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการดำเนินโครงการ โดยมีการบริหารงานอย่างมืออาชีพ มีบุคลากรให้พร้อมรับการแข่งขันกับเอกชน การจัดทำแผนการตลาดเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพและการหาพันธมิตรธุรกิจ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อประหยัดการลงทุน และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันการให้บริการ
และเนื่องจากมีวงเงินลงทุนสูงถึง 29,000 ล้านบาท ถือว่ามีความเสี่ยงสูง หากรายได้และค่าใช้จ่ายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงควรให้กระทรวงการคลังพิจารณาความเหมาะสมของการจัดโครงสร้างทางการเงิน และเห็นควรให้กระทรวงไอซีทีกำกับและติดตามการดำเนินงานของทีโอที และรายงานให้ ครม.ทราบเป็นระยะ