"ทีโอที"อาจฝันค้าง โครงการ 3 จีอุปสรรคเยอะ ต้องแบกต้นทุนหลังแอ่น 4 หมื่นล้าน แพงกว่าประมูลไลเซ่นส์จาก กทช.ถึง 4 เท่า กม.ไม่ชัดให้ทีโอทีหรือเอซีทีดำเนินการ "มั่น"ระบุแล้วแต่จะพิจารณา แต่หวังว่าจะไปรอด
แหล่งข่าวจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี บนคลื่นความถี่ย่าน 1900 เมกะเฮิร์ตซ์ (โครงการไทยโมบายเดิม) ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ว่า ค่อนข้างมืดมน เนื่องจากทีโอทีต้องแบกรับต้นทุนสูงเกือบ 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุน 29,000 ล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ หนี้ค่าระบบบิลลิ่งและบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าที่บริษัทสามารถ ไอ-โมบาย ฟ้องร้องประมาณ 2,600 ล้านบาท หนี้การบริหารงานของไทยโมบาย ที่มีอยู่เดิม 4,900 ล้านบาท และมูลค่าที่ต้องซื้อหุ้นไทยโมบายจำนวน 42% คืนจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) อีก 2,400 ล้านบาท
แหล่งข่าวกล่าวว่า หากจะทำโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี ด้วยการประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) 3 จี จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งถูกกว่าการเข้าถึงกิจการของไทยโมบายถึง 4 เท่า นอกจากนี้ มติ ครม.ที่อนุมัติให้ทีโอที เป็นผู้ดำเนินการ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่า ทีโอที สามารถดำเนินการได้ทันทีหรือไม่ เนื่องจากการดำเนินการด้านโครงข่ายของไทยโมบายนั้นเป็นรูปแบบของ บริษัท เอซีที โมบาย ซึ่งเรื่องนี้ต้องส่งให้สำนักงานคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง "มูลค่าเริ่มต้นก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะสูงมากหากเทียบกับค่าไลเซ่นส์ของ กทช. จึงไม่ต้องหวังว่า 3 จีของทีโอทีจะเกิดได้ ซึ่งจำนวนเงินทั้งหมดนี้ยังไม่รวมค่าดอกเบี้ยเงินกู้แบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) ที่จะต้องกู้อีก ส่งผลให้มูลค่าการลงทุน 3 จีนั้นสูงเกินที่จะเป็นไปได้"
แหล่งข่าวกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากให้ทีโอทีดำเนินการ ยิ่งมีความเป็นไปได้น้อยมากที่โครงการนี้จะสำเร็จ เนื่องจากกฎระเบียบและขั้นตอนของทีโอทีใช้เวลานานถึง 2 ปี ขณะที่ถ้าดำเนินการภายใต้เอซีทีจะใช้เวลาเพียง 1 ปี และมีขั้นตอนที่ง่ายกว่า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่จัดตั้งเอซีทีขึ้นเพื่อดำเนินการแทนกิจการร่วมค้าไทยโมบายที่ต้องตัดสินใจร่วมกันระหว่างทีโอที และ กสท
นายมั่น พัธโนทัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที กล่าวว่า โครงการดังกล่าวขึ้นอยู่กับทีโอทีว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด จะตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ หรือใช้เอซีทีดำเนินการ แต่คาดว่าจะไม่มีปัญหา รวมทั้งเรื่องการโอนสิทธิการบริหารจากเดิมที่ทำร่วมกันให้เป็นสิทธิของทีโอทีเพียงผู้เดียว ซึ่งได้หารือกับ พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธาน กทช. เรียบร้อยแล้ว (กรอบบ่าย)