โนเกีย ซีเมนส์ หนุนผู้ให้บริการไร้สายลงทุนเทคโนโลยี 3จี ชี้หากโครงข่ายครอบคลุมทั่วถึง และมีบริการโดนใจ จะกระตุ้นตลาดอินเทอร์เน็ตขยายตาม คาดยอดผู้ใช้บรอดแบนด์ไทยแตะ 6 ล้านรายในปี 2554 และมากกว่าครึ่งเป็นการเชื่อมต่อผ่านมือถือ
นายริคกี้ คอร์กเกอร์ ประธานกลุ่มธุรกิจเอเชียเหนือ บริษัท โนเกีย ซีเมนส์ เน็ตเวิร์คส กล่าวว่า การขยายการลงทุนเทคโนโลยี 3จี ของผู้ให้บริการมือถือในไทย จะทำให้ตลาดอินเทอร์เน็ตเติบโตตามไปด้วย จากปัจจุบันยังอยู่ระดับต่ำ โดยส่วนใหญ่เป็นการเข้าถึงผ่านเลขหมายโทรศัพท์พื้นฐาน
ทั้งนี้ จากประมาณการตลาดอินเทอร์เน็ตของไทยที่คาดว่าปีหน้าบรอดแบนด์จะเติบโต 2 เท่าเป็น 3 ล้านราย และเพิ่มเป็น 6 ล้านราย และ 12 ล้านรายในปี 2554 และ 2555 ตามลำดับนั้นตัวเลขที่เติบโตขึ้นส่วนใหญ่เป็นการเชื่อมต่อผ่านมือถือ โดยเฉพาะจากปัจจัยหนุนของ 3จี ซึ่งสนับสนุนให้เกิดการสร้างบริการใหม่ๆ และหลากหลายขึ้น ทำให้นำเสนอเจาะลูกค้าได้ตรงกลุ่ม
ปัจจุบัน แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในหลายตลาดที่กำลังเติบโตทั่วโลก พบว่ามียอดใช้บรอดแบนด์ผ่านมือถือ ไม่ต่ำกว่า 80% จากตลาดอินเทอร์เน็ตโดยรวม
เขากล่าวว่า ความครอบคลุมของสัญญาณมือถือ เป็นสิ่งสำคัญเบื้องต้นของความสำเร็จตลาดบรอดแบนด์ไร้สาย โดยบริการจะเป็นสิ่งที่ตามมา ซึ่งหากดูจากประมาณการตัวเลขแผนลงทุน 3 ปี ที่ผู้ให้บริการมือถือในไทย เตรียมไว้ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท สำหรับการพัฒนาโครงข่ายเอชเอสพีเอ ก็น่าจะครอบคลุมพื้นที่บริการได้ทั่วถึง ดังนั้น โจทย์ต่อไปคือ การหาบริการและทำให้ลูกค้าสนใจใช้บริการ
นอกจากนี้ การที่ดีแทค และเอไอเอส เตรียมลงทุนพัฒนา 3จี บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ก็ยังจะช่วยประหยัดต้นทุนเมื่อเทียบกับการใช้คลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เพราะครอบคลุมบริการได้เท่ากัน ด้วยจำนวนสถานีฐานที่น้อยกว่าประมาณ 70%
อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธที่จะระบุถึงความคืบหน้าของไทยโมบาย ซึ่งมีสัญญากำหนดเงื่อนไขว่า ผู้สนับสนุนอุปกรณ์รายเดิมคือ ซีเมนส์ และอีริคสัน จะได้รับสิทธิพิจารณาสำหรับการอัพเกรดต่างๆ
“ในส่วนของไทยโมบาย เราก็เจรจากับ บมจ. ทีโอที เป็นระยะๆ เพราะการควบรวมกิจการระหว่างโนเกีย และซีเมนส์ เมื่อ 18 เดือนก่อนหน้านี้ ส่งผลให้บริษัทได้สัญญาต่างๆ ที่ซีเมนส์ทำไว้กับลูกค้ามาอยู่ในมือด้วย” นายคอร์กเกอร์ กล่าว
ส่วนผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกนั้น ปัจจุบันยังไม่เห็นผลที่ชัดเจนสำหรับบริษัท ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเพราะมีการเปลี่ยนผ่านมาแล้ว จากการควบรวมกิจการ และดำเนินนโยบายลดค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงเป้าหมายลดต้นทุนก็ยังเป็นสิ่งที่ยังดำเนินต่อไป
อย่างไรก็ตาม จากผลประกอบการไตรมาส 2 พบว่า ตลาดทั่วโลกอยู่ในภาวะ "คงที่" ทั้งนี้ ในมุมมองของเขา เชื่อว่า ยังมีโอกาสตลาดใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมนี้ โดยส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยหนุนของการที่ธุรกิจด้านไอที มีเดีย และสื่อสาร ต่างก็ขยับเข้าหากัน ทำให้เกิดการขยายตัวของตลาด