ทรู คอร์ปอเรชั่น รุกหนักธุรกิจ 3 จี ระดมทุนเฉียด 2 หมื่นล้าน ใช้หนี้ ซื้อหุ้นจากบริษัทแม่ทรูมูฟ ลงทุนเพิ่ม เล็งงัดกลยุทธ์คอนเวอร์เจนซ์ ขึ้นแท่นผู้นำโทรศัพท์เคลื่อนที่
นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ระดมทุนด้วยการจัดสรรหุ้นสามัญใหม่ เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น จำนวนไม่เกิน 10,000 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขายที่ 1.95 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นวงเงินรวม 1.95 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัทประกอบด้วย ซีพีกรุ๊ป 35% ธนาคารเคเอฟดับเบิลยูในเยอรมนี 15% และที่เหลือเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย วัตถุประสงค์ของการเสนอขายหุ้นครั้งนี้เพื่อชำระคืนหนี้สินเดิม การนำไปซื้อหุ้นสามัญของบริษัท กรุงเทพอินเตอร์เทเลเทค จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของทรูมูฟ และการเตรียมความพร้อมในการลงทุนโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี
นายศุภชัยกล่าวว่า จะเป็นการผลักดันให้มีสภาพคล่องทางการเงินและการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2552-53 จะปรับลดระดับหนี้สินต่อกำไรก่อนหักภาษีค่าเสื่อม ค่าจัดจำหน่าย จากปัจจุบันที่ 3 ต่อ 5 มาอยู่ที่ระดับ 1 ต่อ 2 และมีผลการดำเนินงานที่เป็นกำไรมากขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถเตรียมพร้อมกับโอกาสการเติบโตทางธุรกิจภายใต้ยุทธศาสตร์การควบรวมบริการหรือคอนเวอร์เจนซ์ และการก้าวสู่เทคโนโลยี 3 จี
นายศุภชัยกล่าวว่า สำหรับการลงทุนโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จีนั้นบริษัทจะลงทุนภายใต้บริษัท ทรูมูฟ ในกรอบการลงทุนเดิม 5,000 ล้านบาท โดยมีความพร้อมทั้งการลงทุนบนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิร์ตซ์ ตลอดจนการเข้าไปประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ์ ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพราะบริษัทมองว่าเป็นโอกาสที่ดีทั้งคู่
"เทคโนโลยี 3 จี ถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มทรู จากปัจจุบันที่เรามีศักยภาพด้านอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงหรือบรอดแบนด์ และโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกเคเบิลทีวีผ่านทรูวิชั่นส์ จะผลักดันให้การทำโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี ก้าวสู่ผู้นำได้ แม้ว่าคู่แข่งจะมีความพร้อมเหมือนกันก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นการแข่งขันที่เริ่มจากศูนย์ ทรูไม่เสียเปรียบ ถ้าเราวางตำแหน่งในการทำ 3 จีได้ดี ทรูมูฟก็จะยืนอยู่ในจุดที่ดีมาก"
นายศุภชัยกล่าวว่า ส่วนภาพรวมอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยปีหน้า ปัจจัยที่น่าเป็นห่วงยังมาจากภาวะเศรษฐกิจภายนอกที่จะเริ่มเห็นผลชัดเจน รองลงมาคือปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนทั่วโลกต่างมีความหวังจากนโยบายของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ ที่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้กับอเมริกาได้หรือไม่ หากเกิดผลดีภายใน 3-6 เดือน น่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกเติบโตไปในทิศทางที่ดีด้วย