GPS ติดรถ


GPS ติดตามรถ


  Software ติดตามรถยนต์
  ทดลองใช้งาน Software

AirCard


ถาม-ตอบ Aircard, 3G Router, GPS Navigator
Speedtest : ความเร็ว Air Card


© AirCard Shop.com

หน้าแรก

แกะปม 3G เมืองไทย หลากปัญหาไม่มีจบ!!จับตา กสท. - ฮัทช์ เร่งสปีด 3G เร็วสุด ส่วนไทยโมบายยังคลำทางไม่เจอ

ความล้ำหน้าของยุคที่ 3 หรือ “3G” ได้ถูกกล่าวถึงพร้อมผลักดันให้เกิดขึ้นจริงแล้วในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งบางประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่พลาดกับการขึ้นขบวนรถด่วน 3G ที่ว่านี้ด้วยเช่นกัน ขณะที่เมืองไทยเอง ยังคงมีหลากหลายปัญหาให้ถกเถียงมานานหลายปีจนวันนี้ก็เหมือนจะวนเวียนในอ่างอยู่เหมือนเคย...

แต่อย่างไรแล้วอีกแง่มุมหนึ่งก็อาจมีความน่าสนใจให้จับตามองอยู่บ้าง โดยเฉพาะม้านอกสายตาอย่าง กสท โทรคมฯ และ ฮัทช์ ซึ่งมีคลื่นความถี่ CDMA ในมือนั้น “หัวเหว่ย” เป็นผู้รับภาระในการอัพเกรดซอฟต์แวร์ไปสู่ 3G ตามทีโออาร์ที่ระบุให้ได้ แถมไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มขึ้น

เพียงยังหวั่นอยู่แค่เกมรัฐคอยขัดขา ทำ กสท โทรคมฯ - ฮัทช์ เสียโอกาสทางเทคโนโลยีอีกครั้ง...

แม้วันนี้จะยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติหรือ กสช. จะถูกจัดตั้งขึ้นมาได้เมื่อใด ซึ่งนั่นหมายถึงว่า กระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ โดยเฉพาะคลื่นความถี่ในย่าน 2000 เมกะเฮิร์ตซ ซึ่งอยู่ในการรอคอยของผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ ในการนำไปให้บริการโทรมือถือในยุคที่ 3 หรือ 3G นั้น ต้องถูกกระทบโดยปริยาย

เนื่องจากตามกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯได้กำหนดให้การจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ต้องมาจากกรรมการ 14 คนคือ จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กทช. 7 คนและอีก 7 คนมาจากกสช.นั่นเอง

แต่ถึงกระนั้น กทช. ก็เข้าใจในความจำเป็นของการพัฒนาอุตสาหกรรม และบริการใหม่เพื่อตอบรับหน้าที่ ในการหน่วยงานกำกับดูแล จึงมีความพยายามในการเดินหน้าร่างกรอบใบอนุญาตบริการมือถือ 3G ไปแบบคู่ขนาน ในช่วงที่เกิดสุญญากาศ กสช.

นอกจากนี้ กทช. ก็ยังวางแผนงานในการชี้ชัดในหน้าที่ของตัวเองไว้แล้ว หากกรอบใบอนุญาต 3G เรียบร้อยแล้ว แต่สุญญากาศกสช.ยังคงอยู่

“...ดูเผินๆเรื่องของ 3G เหมือนง่ายแต่สำหรับ กทช. แล้วยังมีประเด็นให้พิจารณาเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม... ยิ่งธุรกิจโทรศัพท์มือถือมีมูลค่ามหาศาลก็อาจเป็นประเด็นขึ้นมาได้ว่า กทช. จะเร่งรีบเข้ามารวบรัดทำเองเกินไปหรือไม่ และต้องรอ กสช. หรือไม่ …”

ศ.เศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวพร้อมให้แง่มุมหนึ่งอีกว่า ธุรกิจมือถือบ้านเรา ยังมีความไม่เท่าเทียมกันในหลายๆส่วน ทำให้มีการแนะนำให้ปรับฐานเดิมให้เท่าเทียมกันก่อนซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ รวมถึงเรื่องของการจัดสรรคลื่นความถี่ 3G เช่นในประเทศญี่ปุ่นที่จะเป็นลักษณะของการทยอยให้ไปเพื่อได้ลองพัฒนา บริการดูก่อน ก็เป็นประเด็นที่ กทช. ต้องนำไปพิจารณาด้วยเหมือนกัน

ทางด้านประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ กรรมการ กทช. กล่าวเสริมว่า การพิจารณาเรื่อง 3G ของ กทช. มีประเด็นให้พิจารณาอยู่มาก เช่น 1. จะให้ไลเซนส์พร้อมกันทีเดียวหรือทยอยกันให้ 2. ความได้เปรียบเสียเปรียบ ที่มีรายหนึ่งได้ไปแล้วกับรายใหม่ที่จะเข้ามา ซึ่งตรงนี้ กทช. ต้องตั้งเงื่อนไขให้ชัดเจน และ 3. สำคัญกว่านั้นจะเลือกวิธีใด แต่ไม่ว่าวิธีใดก็ตามต้องมี Roll out Plan ให้ดูทั้งหมดด้วย

“การพูดคุยเรื่อง 3G ในแต่ละครั้งก็อยากให้ช่วยๆกันทำใจให้เป็นกลาง จะได้สามารถหาโซลูชั่นที่ดีได้”

ขณะที่ พลเอก ชูชาติ พรมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกทช. ให้มุมมองน่าสนใจไว้ว่า กทช.ได้เดินหน้ารับฟัง ความเห็นกรอบของบริการมือถือในยุคที่ 3 มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และจนถึงขณะนี้ก็ยังทยอยทำกระบวนการรับฟังความเห็น เพื่อปรับปรุง ให้เกิดเงื่อนไขกรอบใบอนุญาตมือถือ 3G ให้สมบูรณ์ที่สุดตามตารางเวลา ที่เดิมคาดว่าจะสามารถสรุป รายละเอียดได้ทั้งหมดในไตรมาส 3 ปีนี้

อย่างไรก็หากกรอบใบอนุญาตมือถือ 3G เสร็จออกมาแล้ว แต่ยังไม่สามารถมี กสช. เกิดขึ้นได้ ซึ่งทำให้ไม่สามารถ จัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ได้ตามกฎหมาย กทช. ก็จะทำหนังสือถึงรัฐบาลให้ช่วยพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง เพื่อไม่เป็นการปิดกั้นการพัฒนาบริการและอุตสาหกรรม เพราะมองว่า รัฐบาลโดยเฉพาะสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สามารถเสนอเรื่องให้นายกฯพิจารณาประเด็นนี้ได้

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงบางบริการที่คาบเกี่ยวเรื่องเข้าข่ายคลื่นความถี่ใหม่เช่นบริการสื่อสารอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง หรือ Wi-Max ซึ่งกทช.ได้ศึกษาหารือกับเนคเทคมาระยะหนึ่งด้วยเช่นกัน ว่าจะต้องรอ กสช.หรือไม่ด้วย

พลเอก ชูชาติ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของกิจการที่มีความถี่อยู่แล้วและสามารถพัฒนาบริการสู่ 3G service ได้จึงมี 2 ค่ายหลัก คือ ไทยโมบาย (กิจการร่วมทุนระหว่าง ทีโอทีและ กสท โทรคมนาคม ในคลื่นความถี่ 1900 MHz) และ กสท. โทรคมนาคม ที่มี มือถือ CDMA ในคลื่นความถี่ 800 MHz

ดังนั้นผู้ให้บริการสองค่ายนี้ จึงสามารถที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรอบใบอนุญาต 3G ที่ กทช. ออกมาเท่านั้น ก็สามารถให้บริการมือถือ 3G ได้ จึงถือเป็นข้อได้เปรียบของหน่วยงานทั้งสองนี้ ซึ่งได้รับการจัดสรรก่อนที่จะมีหน่วยงาน กทช. ขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม กทช. อยากเห็นคนที่มีคลื่นมีโอกาส พยายามพัฒนาบริการออกมาอย่างตั้งใจ แต่หากพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ตั้งใจการพัฒนาบริการ 3G ออกมา ก็อาจต้องยึดคลื่นความถี่กลับมาเพื่อรอการจัดสรรต่อไปในอนาคต

กสท. - ฮัทช์ รอเปิดโต๊ะหารือ

โรมมิ่งเครือข่ายทั่วปท.รับมือ

ธีระศักดิ์ กาญจนศักดิ์ชัย กรรมการในบอร์ด กสท โทรคมฯ ให้รายละเอียดในโอกาสการรับมือบริการ 3G ว่า ปัจจุบัน กสท โทรคมฯได้รับการติดตั้ง ชุมสายและสถานีฐานสำหรับเทคโนโลยีระบบ CDMA 2000 1X EV-DO ใน 51 จังหวัด ไปแล้วราว 1000 สถานีฐาน ซึ่งดำเนินการติดตั้งโดย หัวเหว่ย เทคโนโลยี ผู้ชนะการประมูลไปในมูลค่าโครงการ 7200 ล้านบาท

โดยปัจจุบันเป็นการทยอยติดตั้งอยู่ในเฟสสอง ซึ่งจะครบกำหนดต้นปีหน้า ให้ได้จำนวนครบทั้ง 1600 สถานีฐาน หลังจากที่ผ่านการส่งมอบ เฟสแรก ไปแล้วเมื่อต้นปีจำนวน 800 สถานีฐาน

อย่างไรก็ตามในการเปิดเริ่มใช้งานจะให้บริการในยุค 2.75 G ไปก่อน แต่ กสท โทรคมฯก็พร้อมที่จะไปสู่ 3G ได้ทันที เพราะใน ทีโออาร์ในการติดตั้งโครงข่าย ระบุไว้ว่า หัวเหว่ยรับภาระในการ อัพเกรดซอฟต์แวร์ไปสู่ 3G ตามความต้องการของ กสท โทรคมฯ ซึ่งในการทำตรงนี้เป็นเพียงการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากมากมาย และสามารถ ทำเสร็จในเวลาที่รวดเร็ว เพราะ หัวเหว่ยมีแอพพลิเคชั่น เหล่านี้อยู่แล้ว

ทั้งนี้หากใบอนุญาตประกอบธุรกิจ 3G เสร็จได้เร็ว กสท โทรคมฯก็พร้อมที่จะเข้าสู่เงื่อนไขของ กทช. และเปิดบริการไปที่ 3G ด้วยความถี่ 800 MHz ไปเลย ไม่ต้องเริ่มที่ 2.75 G โดยเทคโนโลยี CDMA ที่สามารถให้บริการไปสู่ 3G เรียกว่า CDMA release band A ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมไปสู่ CDMA 2000 1XEV-DV ในความเร็วขั้นต่ำของการรับส่งข้อมูลที่ 584 kbps

สิ่งที่ กสท โทรคมฯจำเป็นต้องดำเนินการกับ “ ฮัทช์ ” กิจการร่วมทุนระหว่างกสท.โทรคมนาคม และกลุ่มฮัทชิสัน วัมเปาของฮ่องกง คือ จะต้องเจรจาเพื่อความร่วมมือที่ดีในการ โรมมิ่งเครือข่าย เพื่อให้ลูกค้าของ ฮัทช์ ในภาคกลาง 25 จังหวัด และลูกค้าของ กสท โทรคมฯ สามารถใช้บริการได้ทั่วประเทศในมาตรฐานแบบไม่มีการสะดุดหรือ seamless

โดยการหารือเรื่องโรมมิ่ง จะต้องมีการกำหนดการแบ่งรายได้กัน หรืออาจเป็น อัตรา Interconnection ที่กำลังจะใช้ แต่ที่สำคัญกว่าคือความพร้อมของโครงข่าย เพราะเทคโนโลยี CDMA ที่ต่างเวอร์ชั่นกัน

กล่าวคือของ ฮัทช์ เป็น CDMA 2000 1X แต่ของ กสท โทรคมฯที่ติดตั้งโดยหัวเหว่ยเป็น CDMA 2000 1XEV-DO แม้จะไม่มีปัญหาในการสื่อสารด้วยเสียง แต่เมื่อใช้การรับส่งข้อมูลหรือมัลติมีเดียแล้ว จะต้องทำให้เครือข่ายทั้งหมด อยู่ในระนาบของเทคโนโลยีเดียวกัน เพื่อไม่เกิดปัญหาเมื่อส่งผ่านข้ามโครงข่ายกัน

ธีระศักดิ์ กล่าวว่า การคุยเพื่อความร่วมมือกัน ฮัทช์ ก็ต้องอัพเกรดเครือข่ายทั้งหมดในภาคกลางให้เป็นระดับเดียวกับกสท โทรคมฯ ซึ่งปัจจุบันฮัทช์ ก็ได้ทยอยทำไปแล้วบางพื้นที่โดยประกาศพัฒนาเป็น CDMA 1XEV-DV ซึ่งรองรับ 3G

ทั้งนี้ ฮัทช์ ก็คงมองโอกาสตรงนี้เช่นเดียวกับ กสท โทรคมฯ เพราะการที่ ฮัทช์ ให้บริการในส่วนภาคกลางที่ผ่านมา แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ดี และมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูง แต่มีข้อจำกัดจนทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการตลาดนัก

เขายืนยันด้วยว่า ทุกวันนี้ กสท โทรคมฯกับฮัทช์ มีความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้มีปัญหาอะไร อย่างไรก็ตามข่าวที่เกิดขึ้นล่าสุดที่มีการระบุว่า บอร์ด กสท โทรคมฯ เตรียมทบทวนสัญญาเดิมที่ กสท โทรคมฯได้ให้ “ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย” ทำการตลาด CDMA ในภาคกลาง

และสัญญาที่ “ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย” เช่าใช้โครงข่ายจากบริษัท บีเอฟเคที (กิจการลูกของ Hutchison Hong Kong) นั้น เป็นเพียงข้อเสนอด้วยความห่วงใยจากบอร์ดบางคนว่ามีความสมบูรณ์ถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ หรือต้องปรับแก้ในจุดใดบ้าง

ดังนั้น วันนี้ยังไม่มีสัญญาใดเป็นโมฆะ และในส่วน การดำเนินงานของฮัทช์ ก็ดำเนินไปโดยปกติ เพราะเป็นคนละส่วนกัน

หวั่น กสท . ถูกสกัดดาวรุ่ง

เจอเตะถ่วงอีกเหมือนเคย

ดร.อนุภาพ ถิรลาภ ผู้อำนวยการสถาบัน Thailand Telecommunication Management Academy ให้ความเห็นว่า กสท โทรคมฯและฮัทช์ มีความสำคัญต่อกันและกัน ในการให้บริการสู่อนาคต เพราะสภาพปัจจุบัน เป็นแบบ “2 บริษัท แต่ให้บริการด้วย 1 ระบบเทคโนโลยีเดียวกัน” หรืออาจเรียกได้ว่า “1 บริษัทแต่มี 2 โครงข่าย ในเทคโนโลยีเดียวกัน” ซึ่งปัญหาที่ผ่านมามาจากปัจจัยการเมืองล้วนๆ ที่ต้องการเตะถ่วงไม่ให้เป็นคู่แข่งบริษัทยักษ์ใหญ่ ในระบบ GSM จึงน่าจับตาเพราะ CDMA รอบนี้ถือว่าน่ากลัวมาก หากไม่มีปัจจัยการเมืองมาพยายามกีดกัน

โดยต่างไปจากกรณีของ “ไทยโมบาย” ที่มีโครงสร้างเริ่มต้นที่ผิดมาแต่แรก เพราะไทยโมบายมีทีโอที และกสท โทรคมฯถือหุ้นร่วมกัน ในขณะที่ กสท โทรคมฯเองก็มีเทคโนโลยีระบบ CDMA ของตัวเองอยู่

นอกจากนี้ทั้ง ทีโอที และ กสท โทรคมฯ ก็ล้วนแต่มีสถานะการถือหุ้นใหญ่โดยกระทรวงการคลัง ที่ผ่านการกำหนดนโยบาย มาจากรัฐบาล และตัวแทนบอร์ดของหน่วยงานทั้งสองนี้ก็มักผ่านความเห็นชอบมาจากคนในรัฐบาลด้วยเช่นกัน

“ไทยโมบายขาดความชัดเจนของแผนตั้งแต่แรก และไม่มีความพร้อมในการลงทุนแข่งกับเอกชนในบริการ 2G นอกจากนี้ยังมีปัญหาโครงสร้างที่แก้ไม่สำเร็จเสียที จนกระทั่งเสียโอกาสไปมาก แทบจะเรียกได้ว่าหมดโอกาส ในการแข่งขันที่ดี” ดร.อนุภาพ กล่าว

ไทยโมบาย สางปัญหาไม่จบ

เหตุจากโครงสร้างที่แก้ไม่ได้

หากมองย้อนกลับไป จะเห็นว่าโครงการโทรศัพท์มือถือในระบบ 1900 เมกะเฮิร์ต ของไทยโมบายมีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนเปิดให้บริการ

เริ่มตั้งแต่การจัดตั้งบริษัท เอซีที โมบาย จำกัด ซึ่งถือหุ้นโดย กสท โทรคมฯประมาณ 42% และทีโอที ประมาณ 58% เพื่อเข้ามาเป็นบริษัทกลางในการเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือไทยโมบาย แต่เมื่อพิจารณาตามหลักการที่ ครม.อนุมัติให้ ทีโอที และกสท โทรคมฯ เป็นผู้ดำเนินการร่วมกันแล้ว การจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อเข้ามาทำหน้าที่แทน ทีโอที และ กสท โทรคมฯจึงไม่สามารถดำเนินการได้

จนในที่สุด ทีโอที และ กสท โทรคมฯ ต้องร่วมมือกันเปิดให้บริการเอง ส่วนบริษัท เอซีที โมบาย จำกัด ซึ่งจัดตั้งเสร็จ เรียบร้อยแล้วก็ทำหน้าที่เป็นผู้สร้างโครงข่ายให้กับโทรศัพท์มือถือไทยโมบายแทน

หลังจากแก้ไขปัญหาแรกผ่านไป และสามารถเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือไทยโมบายได้ ก็มีปัญหากับ กสท โทรคมฯ มาอย่างต่อเนื่อง เพราะ ทีโอที ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ต้องการที่จะบริหารงานเพียงฝ่ายเดียว เพื่อให้ขับเคลื่อนบริการได้จริง

ความพยายามของทีโอทีในการซื้อคืนหุ้นจากกสท โทรคมฯถูกพูดกันมากลายรอบ แต่ยังไม่เกิดข้อสรุปเสียที...

โดยข้อตกลงครั้งล่าสุดได้มีข้อตกลงร่วมกัน เป็นสองส่วนคือ 1. ในส่วนของการบริหารและสิทธิในการดำเนินงาน กสท โทรคมฯ ได้ยินยอมที่จะโอนสิทธิในการให้บริการและดำเนินแก่ ทีโอทีเพียงผู้เดียว เพื่อให้การให้บริการคล่องตัว และพร้อมที่จะแข่งขันได้ในตลาดอนาคต ด้วยเทคโนโลยี 3G

อย่างไรก็ตามในส่วนที่ 2. คือการเกลี่ยผลประโยชน์ทางตัวเลข ทาง กสท โทรคมฯ รับปากว่าจะไปหารือในบอร์ด และจะมีการสรุปร่วมกันอีกครั้งกับ ทีโอที

โดยรายละเอียดของการประเมินมูลค่าไทยโมบาย เพื่อตกลงผลประโยชน์ทางตัวเลขมูลค่ากิจการรวมอยู่ที่ 6,768 ล้านบาท ซึ่งหาก ทีโอที จะซื้อกิจการนี้ไปทั้งหมดทีโอทีจะต้องจ่ายเงินให้ กสท โทรคมฯ รวม 1,310 ล้านบาท แต่หาก กสท โทรคมฯ ตกลงจะซื้อกิจการนี้ไปจะต้องจ่ายให้ ทีโอที รวม 4,365 ล้านบาท เนื่องจากต้องรวมเอาหนี้สินของไทยโมบายที่มีอยู่กว่า 3,000 ล้านบาทบวกเข้าไปด้วย

ทั้งนี้มูลค่าที่เสนอเป็นตัวเงินนี้ เป็นการเสนอทั้งสองด้าน แต่ กสท โทรคมฯคงไม่ต้องการซื้อกิจการ ไทยโมบาย แน่นอน เพียงแต่จะใช้ตัวเลขทั้งสองด้านประกอบการพิจารณาในบอร์ด

แม้ว่าผู้บริหารทีโอทีเคยระบุว่า ไทยโมบายมีท่าทีดีขึ้น เพราะส่วนหนึ่งจากการที่ ครอบครัวชินวัตร ได้ออกจากธุรกิจ โทรคมนาคม และเอไอเอสในวันนี้เป็นของ เทมาเส็ก (Temesek) แล้ว สนามการแข่งขันจึงเปิดกว้าง และมีข้อขัดแย้ง ในระดับนโยบายน้อยลง ทำให้ทีโอทีบริหารสัญญาร่วมการงานกับเอไอเอสง่ายขึ้น และไทยโมบายก็สามารถจัดการ กับตัวเองเพื่อความอยู่รอดได้ชัดเจนขึ้น

แต่ปัญหาของ ไทยโมบาย ที่ผ่านมาเป็นเพราะระบบบริหารก็ส่วนหนึ่ง แต่ต้องยอมรับว่าอีกส่วนหนึ่งมาจากเรื่องการเมืองด้วย โดยผ่านมาทางตัวแทนในบอร์ด จึงไม่แปลกที่เห็นได้ว่าทั้ง ไทยโมบายและ CDMA ของ กสท โทรคมฯ ก็ไม่ค่อยเดินหน้า แบบมีทิศทางมากนักในช่วงที่ผ่านมา

ในอดีต ไทยโมบาย ติดขัดในเรื่องการลงทุนและเวลาในการติดตั้ง โครงข่ายจึงต้องพึ่งพา เอไอเอส ในการขอทำ โรมมิ่ง เพื่อให้บริการได้ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามการเข้าสู่ 3G ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ หาก ทีโอที มีพันธมิตรที่ดีและคล่องตัวมากขึ้น ก็จะสร้างโอกาสให้ตัวเอง

สำหรับ เอไอเอส เดิมที่เคยมีการมีการเจรจากับ ทีโอที เพราะสนใจ ไทยโมบาย เนื่องจากมีความถี่ย่าน 2000 MHz ที่สามารถไปใช้บริการ 3G ได้นั้น ปัจจุบันไม่ได้มีนัยสำคัญในการเจรจาในส่วนนี้แล้ว เพราะเอไอเอส เห็นว่าโอกาสในการทำ 3G ด้วยตัวเองดูดีกว่าและคล่องตัวกว่า

ชี้ กทช.ควรเดินตาม ITU กำหนด

พร้อมรวม EDGE เป็นหนึ่งใน 3G

ตัวแทนจาก ไทยโมบาย กล่าวถึงเรื่องการออกไลเซนส์ 3G หรือการอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT-2000 ในไทย ซึ่งยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า ถ้าอนาคตเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมเข้ามาอีกแล้วอย่างนี้ กทช. ต้องออกไลเซนส์ใหม่จากเทคโนโลยีใหม่ๆกันอีกหรือไม่

รวมถึงกรณีที่ ITU ได้กำหนดเทคโนโลยีตามมาตรฐาน 3G ประกอบด้วย W-CDMA , CDMA 2000 1x รวมถึง EDGE ดังนั้นการที่ กทช.ไม่ดึง EDGE เข้ามารวมอยู่ใน IMT-2000 ด้วยก็จะไม่ครบ ในขณะเดียวกันถ้าดึง EDGE เข้ามาด้วย ก็หมายความว่าคลื่นความถี่ 1800 ก็เป็น 3G ด้วยเหมือนกัน ซึ่งเหล่านี้ กทช. น่าจะหยิบขึ้นมากล่าวถึง และควรระบุ ให้ครบตามที่ ITU กำหนดไว้

นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นๆตามมา คือ 1. ถ้ารายเดิมมีความถี่อยู่แล้วอัพเกรดได้ก็ควรปล่อยให้อัพเกรดไปเลย โดยไม่จำเป็นต้องขอความถี่ใหม่ และ 2. เป็นประเด็นความเป็นธรรมเพราะส่วนใหญ่ก็อยากได้แบรนด์วิท กว้างๆ ความถี่ต่ำและมีความเป็นโกลบอล ซึ่ง กทช.ควรพิจารณาความเป็นธรรมให้ได้ครบทั้ง 3 ด้านที่กล่าวไปด้วย

ส่วนวิธีการจัดสรรนั้น ไทยโมบาย เห็นด้วยกับ การคัดเลือกแบบผสม (Hybrid) เพราะมองว่า สองวิธีแรก คือ มาก่อนได้ก่อน (First-Come First-Served: FCFS) และ การเลือกแบบสุ่ม (Lottery) ดูจะไม่มีความยุติธรรมเท่าใดนัก ส่วนวิธีคัดเลือก เปรียบเทียบ (Beauty Contest) และการประมูล (Auctions) ก็ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินเป็นหลักจึงดูไม่สมเหตุสมผล

ดังนั้นจึงมั่นใจว่า การคัดเลือกแบบผสม (Hybrid) น่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมมากสุด เนื่องจากประเทศไทยไม่ใช่ผู้กำหนด เทคโนโลยีแต่เป็นผู้ตาม ซึ่งอาจเกิดปัญหาด้านเทคนิคได้ทำให้ต้องพิจารณาเทคโนโลยีที่มีอยู่ตามท้องตลาดเป็นหลัก

ทางด้าน ศ.ดร.ณรงค์ อยู่ถนอม ประธานคณะกรรมการมาตรฐาน คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวถึงการจัดสรรคลื่นความถี่ด้วยการคัดเลือกในแต่ละวิธีว่า กรณีการคัดเลือกเปรียบเทียบ หรือ Beauty Contest นั้นอาจดูดีแต่การจะทำได้ดีดังว่าก็ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและสามารถแปรเป็นรูปธรรมให้ได้ มิเช่นนั้นจะเกิดการฟ้องร้อง ไม่สิ้นสุด ส่วนวิธีประมูล หรือ Auction ถ้าจะทำก็ต้องมีอะไรกำกับไปด้วยว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการได้มา ต้องไม่กระทบประชาชน โดยเฉพาะการเพิ่มต้นทุน

“เรื่องของการทำวิธีประมูลต้องมองว่า ผู้ประกอบการมีหลายระดับหลายสถานะ... บางรายใหญ่บางรายเล็ก บางรายเป็นรายใหม่บางรายเก่าแก่ ดังนั้นกติกาเป็นอย่างไรในการประมูลหรือ Auction ต้องเป็นธรรม ไม่ใช่แค่ว่า Auction จะดีเสมอไป”

“ดีแทค” ยังกังวลใจหลากประเด็น

ชี้ต้องปรับพื้นฐานเดิมให้เท่าเทียม

สรายุทธ บุญเลิศกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ภาพรวมในการนำ 3G มาให้บริการย่อมส่งผลดีให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเมืองไทย รวมทั้งเป็นจุดเด่นนอกเหนือจาก การนำระบบอินเตอร์คอนเนคชั่น ชาร์จ (IC) มาใช้เพราะจะก่อให้เกิดการแข่งขันใหม่ๆ ทั้งเทคโนโลยีใหม่ และสภาพแวดล้อมการแข่งขันใหม่

แต่แม้ว่าการนำ 3G มาให้บริการจะส่งเสริมอุตสาหกรรมโดยรวม แต่ก็ยังมีหลายประเด็นที่มีความกังวลใจอยู่ ทั้งเรื่องของเงินลงทุน 3G และการจัดสรรความถี่ใหม่

จากเหตุเหล่านี้จึงอยากเน้นย้ำให้ กทช.เร่งปรับพื้นฐานของอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือในส่วนของ 2G ก่อน โดยเฉพาะปัญหาจากสัญญาบีทีโอ การเรียกเก็บค่าสัมปทานและการใช้อำนาจซ้ำซ้อน เพราะถือเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบ กับการให้บริการโทรศัพท์มือถือในไทย

มากกว่านั้นคือ การที่ 3G ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลนั้นก็มองว่า กทช. ต้องพิจารณาเกณฑ์มาตรฐานเทียบกับต่างประเทศ ด้วยว่าควรดำเนินอย่างไร

“ทรูมูฟ” แนะจัดสรรคลื่นความถี่ 3G

จำเป็นต้องสร้างกลไกให้ชัดเจนก่อน

ส่วนตัวแทนจากบริษัท ทรูมูฟ จำกัด กล่าวเห็นด้วยกับ กทช.ว่าควรจะนำความถี่เดิมมาพิจารณาด้วยเพราะถ้า กทช. จัดสรรความถี่ใหม่ให้ได้เท่าๆกันอย่างไรก็คงไม่เท่ากันในเมื่อความถี่เดิมก็ยังได้ไม่เท่ากัน รวมถึงกรณีที่จะสามารถใช้ ย่านความถี่เดิมได้ (In-band Migration) มาพิจารณานั้น กทช.ก็ต้องพิจารณาต้นทุนในการทำ Migration กับการไม่ทำ Migration ด้วย

ขณะเดียวกัน ทรูมูฟ ยังมองว่า ผู้ประกอบการรายเดิมควรได้รับโอกาสในการพิจารณามากกว่าผู้ประกอบการรายใหม่ ในเมื่อผู้ประกอบการรายเดิมต่างกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนไปแล้วจำนวนมากจนทุกวันนี้ก็ยังมีหนี้สินนั้นอยู่

ส่วนเรื่องของการจัดสรรคลื่นความถี่นั้นก็อาจมีการทยอยให้ก็ได้แต่ในส่วนนี้จำเป็นต้องสร้างกลไกเงื่อนไขที่ชัดเจนออกมา เช่นเดียวกับเรื่องของจำนวนผู้ให้บริการ 3G ควรจะมีกี่รายนั้นก็น่าจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากกว่า

“เอไอเอส” บ่นอุบ 3G ไทยไม่คืบ

พูดมานานแต่ท้ายสุดก็เงียบหาย

ตัวแทนจาก บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส กล่าวว่า เรื่องของ 3G มีการหยิบขึ้นมาพูดถึงตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็ยังดูไปไม่ถึงไหนเสียที รวมถึงวันนี้ก็อยากให้พูดคุยกันแล้วน่าจะมีความคืบหน้าให้เห็นบ้าง ไม่ใช่คุยแล้วหาย คุยแล้วหาย... จึงอยากให้การพูดถึง 3G ในแต่ละครั้งควรมีความคืบหน้าออกมาให้เห็นได้บ้าง

เทเลคอม เจอร์นัล 26 มิ.ย.49 | ข่าว 3G




ข่าว 3G || ข่าว IT

AIS Aircard| AirCard| แอร์การ์ด| AirCard USB| GPRS| EDGE| 3G| Dtac aircard| 3G AirCard| 3G Router| GPS ติดรถ| GPS| GPS คืออะไร| GPS Navigator| ราคา GPS ติดรถ| ราคา GPS| GPS ติดตามรถ| GPS tracking| GPS tracker| GPS กันขโมย| ระบบติดตามรถยนต์

GPSIAMDOTCOM 323/8 ซอยภาวนา ถนนลาดพร้าว41 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ 10310
โทรศัพท์ : 02-9399-616 - 17, 02-939-8912 / Fax : 02-939-8913