ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปีนี้ นับเป็นปีที่เงียบเหงาเมื่อเทียบกับ ปี 2550 ที่ผ่านมา เพราะวงจรธุรกิจเข้าสู่ยุคอิ่มตัว ขาดเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง 3G มากระตุ้นตลาด รวมทั้งได้รับผลกระทบภายนอกจากทั้งปัญหาการเมืองไร้เสถียรภาพ ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น
ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างธุรกิจคอนเทนต์ได้รับผลกระทบยิ่งกว่า เพราะผู้บริโภคพิจารณาลด หรือตัดค่าใช้จ่ายเป็นอันดับต้นๆ ในภาวะที่ต้องการรัดเข็มขัด ทั้งในเชิงเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลบนมือถือก็ยังเป็น GPRS และ EDGE รูปแบบคอนเทนต์เองจึงไม่มีอะไรใหม่ ประกอบกับปัจจุบันคนใช้ยังผลิตคอนเทนต์ง่ายๆ ได้เอง เช่น ริงโทน หรือภาพถ่ายต่างๆ ทำให้ยอดการดาวน์โหลดลดลง
ในรอบปีนี้ คอนเทนต์ที่ยังมีการเติบโตมีเพียงบริการเสียงรอสาย และบริการหมอดู เพราะผู้บริโภคไม่สามารถผลิต คอนเทนต์เองได้ อีกส่วนเพราะโอเปอเร เตอร์ก็ต้องการโปรโมตบริการนี้ เพื่อสร้างรายได้ non-voice จนยอมหั่นส่วนแบ่ง รายได้ให้เจ้าของคอนเทนต์ โดยคาดหวังให้เจ้าของคอนเทนต์ลงทุนโปรโมตเพลงใหม่ๆ กระตุ้นให้ผู้บริโภคเปลี่ยนเสียงเพลงรอสายบ่อยกว่าเดิม
และว่ากันว่า เพราะคนเครียดมากขึ้นเลยหันมาหาที่พึ่งทางใจอย่างการดูดวง ?
อย่างไรก็ตาม หากไม่มีเทคโนโลยีใหม่อย่าง 3G ออกมา รูปแบบคอนเทนต์ก็ไม่สามารถพัฒนาอะไรได้มากมายกว่านี้นัก
"พอล มนัสถาวร" ผู้อำนวยการสายงานอาร์เอสดิจิทัล บมจ.อาร์เอสมองว่า แม้ โอเปอเรเตอร์จะทยอยทำโครงข่าย 3G บนคลื่น 900 MHz บ้างแล้ว แต่ในปี 2552 ก็ยังไม่น่ามีการใช้งานเต็มที่นัก เพราะเป็นช่วงให้ความรู้กับตลาดเพื่อให้มีประสบการณ์มากกว่านี้ และเชื่อว่า โอเปอเรเตอร์จะเน้นการโปรโมตการใช้ในลักษณะ wireless broadband เป็นหลักมากกว่าตัวคอนเทนต์
"การใช้งานมือถือ 3G น่าจะเริ่มบูมใน ปี 2553 แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า บรรดาโอเปอเร เตอร์ทั้ง 3 รายนี้ จะมีใครจุดพลุทำตลาดเต็มที่ก่อนหรือไม่ ถ้ามีรายหนึ่งเริ่ม อีก 2 ราย ก็คงต้องสู้ ทำให้การใช้ data เติบโตเร็วขึ้น คอนเทนต์ก็จะขายดีขึ้นด้วย สรุปคือปีหน้าจะมี 3G คอนเทนต์ออกมา แต่คงไม่มากกว่าปัจจุบันเท่าใดนัก"
สำหรับ "อาร์เอส" มองเทรนด์ว่า ด้วยความเร็วของการสื่อสารข้อมูลที่มากขึ้น เอื้อต่อคอนเทนต์ที่เป็น
วิดีโอ และมัลติมีเดียต่างๆ จะเติบโตได้อีกมาก และจะเป็นประโยชน์ต่ออาร์เอสโดย ตรง เพราะมีคอนเทนต์ที่เป็นวิดีโอ คลิป มิวสิกวิดีโอ และคาราโอเกะเยอะมาก
โดยมีโรดแมปสำหรับ 3G ไว้ 4 ขั้น เริ่มจากตัว Hi-Q Song ที่เปิดตัวกับเอไอเอสไปแล้ว บริการดังกล่าวเป็นการเพิ่มคุณภาพเพลง MP3 ที่ดาวน์โหลดบนโครงข่ายมือถือให้เป็น 128 kbps จากเดิมที่มีคุณภาพ 64kbps เท่านั้น
อีกบริการที่วางแผนจะเปิดตัวในช่วงต้นปีหน้า เป็นคอนเทนต์วิดีโอต่างๆ เชื่อว่า ตัวคอนเทนต์น่าจะให้บริการได้บนโครงข่าย 3G ระยะทดลองในปัจจุบันนี้ แต่จะไปเติบโตเอาในปี 2553 มากกว่า ส่วนโรดแมปขั้นที่ 3 และ 4 ยังขออุบไว้ก่อน เพราะโครงข่ายมือถือยังไม่พร้อมให้บริการ
ด้าน "สุภสิทธิ์ รักกสิกร" ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สามารถ มัลติมีเดีย จำกัด ผู้ให้บริการคอนเทนต์รายใหญ่อีกรายมองว่า ในเชิงของโปรดักต์ชัดเจนแน่นอนว่า มีลักษณะของความเป็นมัลติมีเดียมากขึ้น บริการที่เป็น sreamming รายการสดต่างๆ จะใช้งานได้ดี รวมทั้งบริการลักษณะ on demand เช่น ดูรายการทีวีย้อนหลัง คลิปวิดีโอต่างๆ และมิวสิกวิดีโอ
แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ รูปแบบการหารายได้ หรือการคิดเงินค่าบริการจะเปลี่ยนไป เพราะความเร็วที่เพิ่มขึ้นทำให้มือถือเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ผู้บริโภคจะหาคอนเทนต์จากบนเน็ตได้ง่ายขึ้นด้วย
"รายงานผลฟุตบอล จากเดิมใครอยากรู้ผลบอลสดๆ ก็ลงทะเบียนจ่ายค่าบริการรายเดือนแล้วรับ SMS แต่ถ้าเป็นมือถือ 3G ก็แค่เข้าอินเทอร์เน็ตไปเช็กดูได้เอง คอนเทนต์ที่จะขายได้จึงต้องมีความพิเศษที่หาไม่ได้ง่ายในเว็บไซต์ เช่น มีคลิปวิดีโอไฮไลต์การยิงประตู หรือวิเคราะห์ผลฟุตบอลโดยกูรูดัง"
อีกบริการที่เตรียมไว้ คือ บริการตรวจสอบสภาพการจราจร นอกจากจะรายงานเป็นตัวอักษร และภาพแล้วจะมี streaming ให้ดูบนถนนกันสดๆ ด้วย
"สุภสิทธิ์" มองว่า รูปแบบการคิดเงินจะมีพัฒนามากขึ้น เช่น ให้ลูกค้าใช้คอนเทนต์ได้ฟรี แต่เก็บเงินจากโฆษณาบนหน้าเว็บ หรือหารายได้จากการจัด event จากเดิมที่อยู่ในรูปของการเก็บเงินต่อการดาวน์โหลด เก็บเงินเป็นรายเดือนหรือ revenue sharing กับโอเปอเรเตอร์ แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าแนวโน้มรูปแบบการเก็บเงินการทำตลาดคอนเทนต์ 3G จะเป็นเช่นไร
ขณะที่ฝั่งโอเปอเรเตอร์เองก็กำลังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์อยู่ เชื่อว่าจะเริ่มชัดเจนในไตรมาสที่ 3 ปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่มือถือ 3G เริ่มให้บริการ
ขณะที่ "ปรัธนา ลีลพนัง" ผู้อำนวยการสำนักบริการเสริม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เชื่อว่า เมื่อเกิดมือถือ 3G ขึ้นจะทำให้การใช้งาน data เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
"ทุกวันนี้การดาวน์โหลดคอนเทนต์บนมือถือส่วนใหญ่จะโหลดอะไรเล็กๆ น้อยๆ โครงข่ายปัจจุบันโอนย้ายข้อมูลได้นิดๆ หน่อยๆ จะ browse อะไรก็ได้เล็กน้อย เหมือนอินเทอร์เน็ต 56 kbps แต่เมื่อมีบรอดแบนด์ คอนเทนต์ก็พัฒนาเว็บไซต์มีลูกเล่นเยอะขึ้น เมื่อเกิด 3G คอนเทนต์ประเภทวิดีโอไฟล์ เป็น heavy content และเป็นมัลติมีเดียเต็มรูปแบบมากขึ้น พวก TV on mobile น่าจะโตขึ้น ผู้บริโภคจะใช้มือถือ browse มากขึ้น"
คอนเทนต์ที่เตรียมไว้เป็น Mobile TV และบริการประเภทที่ผู้บริโภคช่วยกันทำขึ้น หรือ user generate เช่น social network ing ที่สามารถอัพโหลดวิดีโอต่างๆ ได้
"ปรัธนา" เชื่อว่า จะเป็น killer applica tion ของมือถือในยุคหน้าได้แน่นอน
ส่วนอัตราการเติบโตของตัวเลขต่างๆ จากกรณีศึกษาในต่างประเทศพบว่า ประเทศไหนที่เริ่มให้บริการ 3G แล้วจะมีการใช้งาน data เพิ่มขึ้น 50% แต่สำหรับเอไอเอส ปัจจุบันรายได้จากการใช้ GPRS อยู่ที่ 20% ของรายได้ non-voice นอกนั้นเป็นรายได้จาก SMS MMS แต่เชื่อว่า เมื่อเกิด 3G แล้ว รายได้ non-voice จะโตเป็น 25%
ว่าแต่ 3G จะแจ้งเกิดเป็นจริงเป็นจังได้เมื่อไรกัน