ที่ปรึกษาการเงินหนุนภาคโทรคมนาคมเป็นหัวหอกลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ถ้าออกใบอนุญาต 3 จี จะเกิดการลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท แต่ถ้าไม่มีการลงทุน 3 จี ทำให้เหลือลงทุนแค่ 30,000 ล้านบาท "เอไอเอส" เผยไตรมาส 4 รายได้โตน้อยลง ขณะที่ทีโอทีเตรียมหั่นงบฯลงทุนกว่า 30% หวั่นกระแสเงินสดมีปัญหา แต่ยืนยันไม่กระทบโครงการ 3G, NGN และบรอดแบนด์ล้านพอร์ต
ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2552 ว่า ช่วงไตรมาส 1 ยังคงย่ำแย่ แต่คาดว่าไตรมาส 2 จะเริ่มทรงตัวเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลก รวมทั้งไทยเริ่มออกผล อย่างไรก็ตามหากดูในรายละเอียดจะเห็นปัญหาหลักของประเทศไทยคือภาวะการลงทุนที่ติดลบตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนติดลบ 1.3% และการลงทุนภาครัฐติดลบ 10.2% ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐที่ออกมาก่อนหน้านี้ยังเน้นที่การกระตุ้นการบริโภคเป็นหลักแต่ไม่มีมาตรการกระตุ้นการลงทุนเท่าที่ควร ดังนั้นในปีนี้จะต้องมีการอัดฉีดการลงทุนให้มากที่สุดและภาครัฐต้องเป็นตัวนำเนื่องจากภาคเอกชนอยู่ในภาวะอ่อนแอขณะที่ภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคมจะเป็นกลุ่มที่เป็นความหวัง เนื่องจากยังคงมีอัตราการเติบโตของรายได้และยังรักษาอัตราการลงทุนต่อเนื่อง โดยตัวเลขประมาณการลงทุนใน 3 ปีข้างหน้าของ 3 ผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ ในกรณีที่ไม่มีการออกใบอนุญาต 3G จะอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท แต่หากมีใบอนุญาต 3G จะทำให้การลงเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาท
โดยกรณีไม่มี 3G เกิดขึ้น เงินลงทุนของเอไอเอสจะอยู่ที่ 13,000 ล้านบาท ดีแทค 9,000 ล้านบาท และทรูมูฟ 6,000 ล้านบาท แต่หากมี 3G เงินลงทุนของเอไอเอสจะอยู่ที่ 24,000 ล้านบาท ดีแทค 15,000 ล้านบาท และทรูมูฟประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเงินเหล่านี้จะเป็นแกนหลักอีกแกนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม
"ในกรณีที่มีการออกใบอนุญาต 3 จี ผมมองว่ารายใหม่จะมีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดมาก เนื่องจากอัตราส่วนมือถือต่อจำนวนประชากรในปัจจุบันสูง ตลาดเริ่มอิ่มตัวและมีการเติบโตน้อยลง นอกจากนี้ยังต้องมีต้นทุนค่าประมูลซึ่งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) มีไกด์ไลน์ไว้ที่ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีต้นทุนการวางโครงข่ายอีก ดังนั้นผู้ให้บริการรายเดิมที่ได้ไลเซนส์ไปน่าจะได้เปรียบ เพราะสามารถต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิมได้เลย"
นายพรรัตน์ เจนจรัสสกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวถึง ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจว่า ในไตรมาส 4/2551 บริษัทมีอัตราการเติบโตของรายได้ ที่ลดลงทั้งๆ ที่ปกติแล้วจะต้องสูงขึ้นทุกปี
"ในสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง เคยสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคว่าจะเลือกตัดค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ปรากฏว่าค่าโทรศัพท์อยู่เป็นอันดับ 3 แต่พอถึงไตรมาส 4 ในปีนั้นการเติบโตก็ยังไม่ลดลง เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มกลางไปจนถึงระดับบน แต่ไตรมาส 4 ที่ผ่านมากลับมีการเติบโตลดลง เนื่องจากขณะนี้ ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนกลุ่มบนและกลาง แต่ขยายตัวลงมาถึงระดับ รากหญ้าแล้ว"
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของธุรกิจมือถือปีนี้เชื่อว่าตลาดยังคงมีการเติบโตได้ เช่นในกลุ่มเกษตรกร ที่แม้ว่าราคาผลผลิตทางการเกษตรจะลดลง แต่ไม่ได้ย่ำแย่เหมือน 2-3 ปีที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้อาจชะลอการใช้จ่าย แต่ยังมีกำลังซื้อ และในภาพรวมสำหรับธุรกิจมือถือแล้ว ตัวเซอร์วิสเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผู้บริโภคจะลดการใช้จ่าย แต่คนที่ได้รับผลกระทบก่อนคือ ผู้ผลิต และ value chain ทั้งหมดที่เกี่ยวกับเครื่องลูกข่าย ดังนั้นบริษัทตั้งเป้าว่าปีนี้ยังมีการเติบโตของรายได้ แม้จะเป็นตัวเลขหลักเดียวก็ตาม
ส่วนเงินลงทุนของบริษัทปีนี้จะอยู่ที่ 14,000-15,000 ล้านบาท ในกรณีที่ไม่มี ใบอนุญาต 3G เกิดขึ้น โดยจะทยอยลงทุนตามความจำเป็น แต่หากมีใบอนุญาต 3G ก็จะใช้เงินประมาณ 20,000 ล้านบาท/ปี
นายกิตติพงษ์ เตมียะประดิษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ บริษัทได้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย และอีก 2 เดือนข้างหน้าบริษัทจะปรับแผนการลงทุน โดยตัดงบฯลงทุนลงประมาณ 30% อย่างไรก็ตามจะไม่กระทบกับโครงการใหญ่อย่างเช่นโครงการลงทุน 3G, โครงการ NGN, โครงการ IP Broadband และการขยายโครงข่าย ADSL เป็น 1 ล้านพอร์ต เพราะที่จะตัดออกไปเป็นโครงการย่อยๆ และโครงการที่ให้ ผลตอบแทนในระยะยาว
"ทีโอทีมีแผนลงทุนในระยะ 4-5 ปีข้างหน้าประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งเราก็คงเป็นตัวหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล อย่างไรก็ตามเราก็ต้องถนอมตัวด้วย ตอนนี้เป็นห่วงเรื่องกระแสเงินสด เพราะถ้าใช้จ่ายมากเกินไปก็จะเป็นปัญหาได้"
นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ รองประธานอาวุโส ส่วนธุรกิจบริการเสริม บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ดีแทคเห็นแนวโน้มตั้งแต่ปีก่อนว่ารายได้ของผู้ใช้บริการไม่ค่อยดี เช่นมีการใช้เวลาในการโทร.น้อยลง อย่างไรก็ตามดีแทคตั้งเป้าว่าปีนี้ยังคงมีการเติบโตของรายได้ แม้จะเป็นตัวเลขหลักเดียว เพราะ ผู้บริโภคมีความต้องการใช้งาน DATA มากและจะเป็นตัวผลักดันการเติบโตในช่วงนี้