ทั้งใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 3 และใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบที่ 3 หวังลดภาระผู้ประกอบการ ส่งผลต่อเนื่องผู้บริโภค พร้อมอนุมัติให้ "ทีโอที" ลุยปรับปรุงสถานีฐานไทยโมบาย 1900 เป็นระบบ 3G...
นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดกทช. ได้สั่งให้สำนักงานกทช.ไปศึกษาลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 3 และใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบที่ 3 ซึ่งมีโครงข่ายเป็นของตัวเอง จากเดิมที่คิดค่าธรรมเนียมปีละ 2.5% ของรายได้ผู้ได้รับใบอนุญาต เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจ ที่กระทบไปทุกธุรกิจ ดังนั้นกทช.จึงต้องการช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งจะส่งผลต่อผู้บริโภคให้ได้รับค่าบริการที่ถูกลงตามไปด้วย ทั้งนี้กทช. มีรายได้จากจัดเก็บค่าใบอนุญาตปีละ 2,500 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรศัพท์ 1 ,000 ล้านบาท รวมรายได้ปีละ 3,500 ล้านบาท
รองเลขาธิการ กทช. กล่าวอีกว่า หากกทช.ลดค่าใบอนุญาตลง จะทำให้กทช. มีรายได้ลดลง แต่ก็เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและยังมีเงินเหลือส่งเข้ากระทรวงการคลัง โดยปีที่ผ่านมา กทช.ส่งรายได้เข้ากระทรวงการคลัง 800 ล้านบาท จากรายได้ทั้งหมด 3,800 ล้านบาทนายประเสริฐ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) สามารถยื่นขออนุญาตนำเข้าอุปกรณ์ เพื่อนำมาปรับปรุงสถานีฐานโทรศัพท์มือถือ 1900 เมกะเฮิร์ทซ์ จำนวน 533 สถานี ได้ เพื่อเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือระบบ 3 จี ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในปลายปี 2552 ซึ่งจะใช้เงินลงทุนในการปรับปรุงครั้งนี้สถานีฐานละ 3 ล้านบาท คิดเป็นเงินรวม 1,500 ล้านบาท
นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันทีโอที ยังได้คืนเลขหมายโทรศัพท์มือถือจำนวน 140,000 เลขหมาย ให้กทช. เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเลขหมายละ 1 บาทต่อเดือน สำหรับโครงการโทรศัพท์มือถือระบบ 3 จี ของทีโอทีทั้งหมด ตามแผนทีโอที จะลงทุนขยายโครงข่ายไม่ต่ำกว่า 5,200 สถานีฐานเพื่อครอบคลุมการให้บริการทั่วประเทศ โดยใช้เงินลงทุน 29,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดเงื่อนไขการประมูล(ทีโออาร์) เพื่อเปิดประมูลการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์มือถือระบบ 3 จี คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ไม่เกินกลางปี 2552 และเปิดให้บริการได้ไม่เกินกลางปี 2553