ไม่เฉพาะแต่ความเคลื่อนไหวของภาคเอกชน นำโดย "ทรู" เท่านั้น ที่ออกมาวิพากษ์เงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz ของ กทช. ฝั่งฟาก "ทีโอที" มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) "ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี" ออกโรงคัดค้านการประมูลคลื่น 3G
ล่าสุดสหภาพรัฐวิสาหกิจ บมจ.ทีโอที จัดเสวนาในหัวข้อ "การนำคลื่นย่านความถี่ 3G มาบริหารประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือ" เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ความเห็นในแง่มุมต่าง ๆ แต่บทสรุปไม่ต่างกันดังต่อไปนี้
"ตนในฐานะ รมต.ต้นสังกัดพร้อมยืนเคียงข้างรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม ทีโอที และ กสท โทรคมนาคมอย่างเต็มที่ และพร้อมเป็นปากเป็นเสียงในคณะรัฐมนตรีเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล และ กทช.ทบทวนถึงความเสียหาย และผลกระทบที่จะเกิดกับทั้ง 2 องค์กร และประเทศชาติ หากเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz เพื่อให้บริการ 3 จี โดยขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ"
ร.ต.หญิงระนองรักษ์ย้ำว่า "กทช.เร่งรีบเปิดประมูล 3 จีทั้งที่ยังไม่ประกาศเงื่อนไขกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนออกมา ขณะเดียวกันยังไม่ได้พิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ที่สำคัญควรดำเนินการโดย กทช.ที่เป็นตัวจริง ไม่ใช่ทำหน้าที่รักษาการแค่ 3 คนทั้ง ๆ ที่ทราบมาว่าในเดือน พ.ย.กระบวนการสรรหา กทช.ใหม่จะเสร็จเรียบร้อย จึงต้องถามว่าเป็นการกระทำที่ผิดมารยาทหรือมีอะไรซ่อนเร้นหรือไม่"
ที่สำคัญจากเงื่อนไขที่ กทช.เปิดเผยล่าสุด ยังเปิดโอกาสให้บริษัทที่มีต่างชาติ ถือหุ้น 49% เข้าประมูลคลื่นได้ด้วย
"เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เท่ากับยอมให้ ต่างชาติเข้ามามีอำนาจบริหารธุรกิจโทรคมนาคมมากเกินไป อาจกระทบความมั่นคงของประเทศจึงควรปรับสัดส่วนการถือหุ้นของต่างด้าวให้น้อยลง โดยอาจลดให้เหลือ 40% หรือ 30% คงต้องพิจารณา ผลกระทบให้รอบคอบอีกครั้ง"
ฟากนักกฎหมาย นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความกล่าวว่าในต่างประเทศแม้แต่ประเทศเสรีทางการค้าอย่างสหรัฐอเมริกา หรือสิงคโปร์ยังถือว่าธุรกิจด้านโทรคมนาคมเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ และจะไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นหรือมีอำนาจบริหาร ซึ่งก่อนหน้านี้ในประเทศไทยกำหนดให้ต่างด้าวเข้ามาถือหุ้นได้ไม่เกิน 25% เท่านั้น ฉะนั้นหาก กทช.ยอมให้บริษัทที่ต่างด้าวถือหุ้นไม่เกิน 49% ประมูลคลื่น 3 จีได้ย่อมเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาครอบงำสื่อสาธารณะคลื่นวิทยุ ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของประเทศได้
"กทช.ปัจจุบันยังมีประเด็นการถกเถียงเรื่องสถานะทางกฎหมายว่าถูกต้องหรือไม่ จึงไม่ควรทำในสิ่งที่เสี่ยงต่อประโยชน์ของประเทศที่มีการผูกพันต่อเนื่องถึง 15 ปี"
ขณะที่ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า แม้เอกชนจะอ้างตลอดว่าการโอนย้ายลูกค้า ไม่สามารถทำได้รวดเร็วต้องรอให้โครงข่ายครอบคลุม ซึ่งอาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี แต่เชื่อได้ว่าการโอนย้ายลูกค้าภายใต้สัมปทานจะเกิดขึ้นแน่นอนใน 6 เดือน หลังมีการให้ใบอนุญาตเพราะช่วยให้เอกชนประหยัดต้นทุนจากที่ต้องจ่ายส่วนแบ่ง รายได้ให้ทีโอที หรือ กสทฯมากถึง 25% ของรายได้ หากโอนลูกค้ามาอยู่ในบริษัทลูกที่ได้ใบอนุญาตจะจ่ายให้ กทช.ราว 6.5% เท่านั้น
"วิธีในการโอนย้ายลูกค้าแบบเร็ว ๆ ทำได้ไม่ยาก เพราะ กทช.กำลังเร่งผลักดันให้มีประกาศเรื่องการคงสิทธิเลขหมายหลังจากที่เคยพูดว่าจะทำตั้งแต่ปี 2549 แต่เพิ่งมาเดินหน้าเร่งรัดในช่วงนี้ รวมถึงประกาศให้สิทธิในการโรมมิ่งข้ามโครงข่าย จุดนี้ทำให้เอกชนนำลูกค้าเก่าในระบบ 2 จีย้ายมาอยู่ในบริษัทที่ให้บริการ 3 จีได้โดยใช้การเปลี่ยนซิมการ์ดให้ลูกค้า"
การมีประกาศทั้ง 2 ฉบับของ กทช. ออกมารองรับ เท่ากับว่าลูกค้าแม้ไม่ได้ต้องการใช้ 3G แต่สามารถโอนเข้ามาอยู่ในบริษัทที่ให้บริการ 3G โดยยังใช้เบอร์เดิมได้ และอาศัยการโรมมิ่งไปใช้โครงข่าย 2G ของบริษัทที่อยู่ในระบบสัมปทานเดิม "ดร.สมเกียรติ" ระบุว่า วิธีนี้ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้โครงข่ายเสร็จ หาก กทช.ออกประกาศให้ผู้ให้บริการทุกรายต้องแชร์ใช้โครงข่ายร่วมกัน อุปสรรคในการโอนลูกค้าออกจากระบบสัมปทานยิ่งหมดไป
"หากประเทศไทยไม่มี 3G ในตอนนี้จะมีผลกระทบด้านภาพลักษณ์ คือ ไทยล้าหลังประเทศอื่นในอาเซียน เวลาจัดอันดับศักยภาพของประเทศด้านโทรคมนาคมก็คงอยู่ในอันดับต่ำกว่าหลายประเทศ ขณะที่ผลกระทบที่เป็นรูปธรรมด้านเศรษฐกิจเชื่อว่าไม่มากนัก หากดูจากอัตราการใช้งานในประเทศที่พัฒนาแล้ว แม้แต่ในอเมริกาก็มีการใช้งานราว 10% ของประชากร ถ้าไทยมีตอนนี้เงินรายได้ที่จะเข้าคลังประมาณ 3.3 แสนล้านบาทจะหายไป รัฐบาลคงต้องคิดทบทวนถึงผลกระทบนี้ด้วย"
คิดสะระตะแล้วการถือกำเนิดของ "3G" ในเมืองไทยไม่มีใครไม่เห็นด้วยเพราะต่างยอมรับว่าบ้านเราเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แม้แต่ลาวหรือเวียดนามก็ถือว่าล่าช้าไปมากแล้ว หากแต่การเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz พร้อมใบอนุญาตในการให้บริการจะเป็น 3G หรือ กี่ G ก็แล้วแต่หลายฝ่ายต่างวิตกกังวลว่าประเทศชาติอาจสูญเสียผลประโยชน์มหาศาลหากเทียบกันแล้วรายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตกับการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ในระบบสัมปทานเดิมมีความแตกต่างกันมาก
เหนือสิ่งอื่นใดพลันที่ไลเซนส์ 3G ทำคลอด เท่ากับเป็นระฆังเตือน "ทีโอที และ กสทฯ" ด้วยว่าให้เริ่มนับถอยหลังได้แล้ว เพราะรายได้จากสัมปทานจะค่อย ๆ หายไป ขึ้นอยู่กับว่าจะเร็วหรือช้าแค่ไหน แต่มองอีกมุมไม่กี่สัญญาสัมปทานก็จะหมดอายุอยู่แล้ว สู้เร่งมือปรับองค์กรเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมไว้ล่วงหน้าดีกว่า