กทช. เล็งยื่นกฤษฎีกาตีความอำนาจหน้าที่สัปดาห์หน้า กระทบแผนเปิดประมูลคลื่น 3จีลากยาวเป็นอย่างเร็วเดือน มี.ค. 53 เผยตัวเลขประมาณการณ์ 4 ปี ใบอนุญาต 3จี กระตุ้นการลงทุน 5 แสนล้านบาท ด้านซีอีโอ กสท เตรียม 2 แนวทางแปลงสินทรัพย์โครงข่ายเป็นทุน รับนโยบายสิ้นสุดสัมปทานตามแผนแม่บทไอซีที ฉบับที่ 2 ทั้งให้เอกชนแบ่งจ่ายค่าเช่าโครงข่าย และเป็นหุ้นในบริษัทคู่สัญญา
นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวในงานเสวนา "3 จี ผลกระทบกระทบต่อตลาดทุนไทย" วานนี้ (5 พ.ย.) ว่า สัปดาห์หน้า กทช. จะส่งหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า กทช. ชุดปัจจุบันมีอำนาจหน้าที่จัดประมูลคลื่นความถี่ 3 จีได้หรือไม่ และจะรอคำตีความกลับมาก่อนเดินหน้าการประมูล โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่นานนัก เพราะเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีให้สอบถาม
ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อกฎหมาย โดยเฉพาะอำนาจหน้าที่ของ กทช. ชุดปัจจุบันที่มีสัดส่วนผู้รักษาการอยู่ 3 ตำแหน่ง จากจำนวน กทช. ทั้ง 6 คน
“บอร์ด กทช. มีมติเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ว่า พร้อมที่จะรอกฤษฎีกาตีความก่อน เพื่อให้เกิดความสบายใจในการจัดประมูล ซึ่งคาดว่าการประมูลจะต้องเลื่อนออกไปจากกำหนดเดิมในเดือน ก.พ. เป็น มี.ค.53 เป็นอย่างน้อย ” นายเศรษฐพรกล่าว
อย่างไรก็ตาม ด้านขั้นตอนการเตรียมจัดประมูลนั้น กทช. จะเตรียมความพร้อมไว้ และเมื่อกฤษฏีกาตีความกลับมาในเรื่องอำนาจหน้าที่จัดประมูล 3 จีได้ กทช. ชุดปัจจุบันก็สามารถดำเนินการต่อทันที ขณะที่ ระหว่างนี้ ก็จะยังจัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเรื่องคลื่นความถี่ 3 จี ตามร่างเอกสารเชิญชวนเพื่อเข้าร่วมประมูล (Information Memorandum : IM) รอบที่ 2 ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อที่ต้องพึงสังเกตว่าวันที่ 23 พ.ย. นี้ สมาชิกวุฒิสภา กำลังจะคัดเลือก กทช. 4 คนใหม่แทน 3 คนเก่าที่จับสลากออก และ 1 คนที่ลาออกไป เพราะฉะนั้นหากได้คนใหม่มาตามกำหนดดังกล่าว ผู้ที่รักษาการอยู่ 3 คนในขณะนี้ ก็ต้องหยุดการดำเนินการ และรอ กทช. ชุดใหม่ใช้ดุลยพินิจจัดประมูลต่อไป
กระตุ้นการลงทุน5แสนล้าน
นายเศรษฐพร ยังได้ชี้แจงให้เห็นถึงข้อดีของการเกิด 3 จี โดยอิงตามรายงานการศึกษาของสมาคผู้ประกอบการจีเอสเอ็ม (GSMA) ที่คาดว่าจะสร้างจีดีพีให้เติบโตขึ้น 2.3% ถ้าขยายเลขหมายบรอดแบนด์ 10% ซึ่ง 3 จีก็เป็นไวร์เลสบรอดแบนด์ จึงสามารถช่วยให้มีการเข้าถึงข้อมูลได้ดีขึ้น และก่อให้เกิดการขยายตัวของผู้สร้างโลคัล คอนเทนท์ เพิ่มขึ้นด้วย
ขณะเดียวกัน คาดว่าเงินที่ผู้ให้บริการมือถือ ต้องลงทุนเป็นค่าไลเซ่น รวมกับค่าลงทุนโครงข่าย 3จี ทั่วประเทศ จะสามารถสร้างเงินเข้ารัฐได้ไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาท ใน 4 ปี แบ่งเป็น ประมาณการค่าไลเซ่นของแต่ละราย มูลค่าการลงทุนของผู้ให้บริการ เพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงธุรกิจการสร้างงานเกี่ยวเนื่อง (แวลูเชน) อีกทั้งจะมีการขยายต้วของจำนวนผู้ประกอบการไทยที่ให้บริการคอนเทนท์ และมีรายได้เพิ่มขึ้น
กทช. เสียงแตกเงื่อนไขประมูล
รายงานข่าว กล่าวว่า การเสวนาดังกล่าว ได้เชิญ กทช. ร่วมเวที 2 คน โดยนอกเหนือจากนายเศรษฐพรแล้ว ก็ยังมีนายสุธรรม อยู่ในธรรม อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่าระหว่างการเสวนาได้มีการเสนอมุมมองที่ต่างกัน เกี่ยวกับเงื่อนไขการประมูลใบอนุญาต 3จี
โดยนายสุธรรม อยู่ในธรรม คณะกรรมการ กทช. ได้ย้ำถึงแนวคิดที่แตกต่างจาก กทช. คนอื่นๆ มาโดยตลอด คือ ต้องการให้มีการทยอยให้ใบอนุญาตแทนการเปิดประมูลพร้อมกันทั้ง 4 ใบ รวมทั้งควรแบ่งให้ใบอนุญาตเป็นโซน หรือพื้นที่แต่ละภูมิภาค แทนการจัดสรรแบบทั่วประเทศ
ทั้งนี้ นายพินิจ จารุสมบัติ อดีต รมว.คมนาคม กล่าวในฐานะประธานวิทยาลัยตลาดทุน รุ่นที่ 9 ได้สนับสนุนแนวคิดของนายสุธรรม โดยระบุว่า ต้องการให้แจกไลเซ่นตามการแบ่งโซน ของพื้นที่ไทย พร้อมบางจังหวัดให้เหมาะสม จึงจะเป็นการเปิดโอกาสให้แข่งขันจากผู้ให้บริการแต่ละรายอย่างเป็นธรรม
"รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนไทยเข้าแข่งขันได้ และ กทช. ควรทยอยให้ไลเซ่น 3จี เปิดโอกาสให้ผู้เล่นหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมนี้" นายพินิจกล่าว
เสียงส่วนใหญ่หนุนประมูลพร้อมกัน
รายงานข่าว กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการประเมินจากหลายสถาบันระดับสากล ว่าการจัดสรรคลื่นความถี่และออกใบอนุญาต 3จี และไวแม็กซ์ ของประเทศไทยนั้น ควรเป็นแบบทั่วประเทศ เพื่อจูงใจนักลงทุนในเรื่องของผลตอบแทนการลงทุน โดยพิจารณาจากขนาดประชากร และลักษณะประเทศ ซึ่งไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่ หรือมีลักษณะเป็นหมู่เกาะอย่างบางประเทศ ที่จะสร้างความคุ้มค่าจากการให้บริการเป็นโซนได้
ขณะที่ การกำหนดใช้วิธีการประมูลแบบพร้อมกันหลายรอบนั้น ก็เป็นแนวทางประมูลที่โปร่งใสที่สุด เพราะผู้ลงทุนแต่ละรายสามารถเห็นตัวเลขคู่แข่ง และสามารถพิจารณาตัดสินใจได้ว่า จะต้องเสนอตัวเลขเท่าไร ที่มีความเหมาะสมในการลงทุนมากที่สุด เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระการลงทุนที่เกินตัว หรือสร้างค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในทางอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ
จี้ไอซีทีแก้ปัญหาทีโอที-กสท
นายเศรษฐพร กล่าวว่า การจัดทำแผนแม่บทไอซีทีฉบับที่ 2 ซึ่งให้หาแนวทางสิ้นสุดสัญญาสัมปทานภายในปี 2553 นั้น เป็นเรื่องที่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกันดำเนินการส่งเข้า ครม. และในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ วันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ก็ได้พบกับนางระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที และย้ำให้รีบไปดำเนินการตามความเห็นชอบของครม.ในเดือน ส.ค ที่ผ่านมา
ดังนั้น จากนี้กระทรวงไอซีที ก็ต้องหารือแนวทางกับ บมจ. ทีโอที และ บมจ. กสท โทรคมนาคมเอง ไม่เกี่ยวข้องกับ กทช.แต่ประการใด
“ ในวันนี้การพูดถึงเรื่องการสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นตกใจอะไร เพราะผู้ให้บริการมือถือ 3 รายหลัก ก็ล้วนทยอยใกล้สิ้นสุดอายุสัญญา เพียงแต่ต้องไปหารือกันเพราะมีหลายรูปแบบกระทำได้ โดยรัฐไม่เสียประโยชน์ เช่น แปลงสินทรัพย์เป็นทุน รัฐวิสาหกิจเข้าถือหุ้นในบริษัทเอกชนภายใต้สัมปทาน ถ้าเอกชนเหล่านั้นไปลงทุนที่ใด เราก็ได้ผลประโยชน์ไปด้วย” นายเศรษฐพรกล่าว
กสท เตรียม2แนวทางแปรสัญญา
นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ซีอีโอ) บมจ. กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า กรณีกระทรวงไอซีที ได้จัดทำแผนแม่บทฉบับที่ 2 และต้องหาแนวทางสิ้นสุดสัมปทานของ กสท และทีโอที ในปี 2553 กสท ได้ศึกษาตลาดมานานเช่นกัน โดยแนวทางที่พิจารณาอยู่ ได้แก่ การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน หรือการแปลงจากค่าส่วนแบ่งรายได้มาเป็นค่าเช่าโครงข่าย เพราะโครงข่ายเป็นสินทรัพย์ของ กสท ที่เอกชนภายใต้สัมปทานต้องโอนให้อยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน กสท ก็จะเข้าไปถือหุ้นในบริษัทแม่ หรือบริษัทเอกชนภายใต้สัมปทานทั้ง บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด
เขากล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ค่าเช่าโครงข่ายคงไม่สามารถคิดจำนวนสูง เท่ากับค่าส่วนแบ่งรายได้ที่จ่ายต่อปีได้ แต่ กสท ยังไม่มีข้อสรุปในขณะนี้ว่า จะมีสัดส่วนระหว่างการเช่าและถือหุ้นเท่าใด รวมถึงอัตราเช่าและอัตราหุ้นด้วย ซึ่งมีสูตรให้คำนวณได้
"หากรัฐต้องการความชัดเจนน่าเชื่อถือของอัตราการคิดค่าเช่าโครงข่าย กับการเข้าถือหุ้นในเอกชน เราก็จะว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินมาร่วมดำเนินการด้วย" นายจิรายุทธกล่าว
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ข้อสรุปดังกล่าวจะใช้เวลาพอสมควร เพราะมีรายละเอียดที่ต้องคำนึงถึงมาก เนื่องจากมีผลกระทบต่อรายได้ขององค์กร ซึ่งคาดว่าจะตัดสินได้ภายหลังจากการเข้าซื้อกิจการ บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด (ฮัทช์) ที่ได้เซ็นข้อตกลงการซื้อขายและอัพเกรดโครงข่ายทั้งหมดไปไม่นานนี้
ก่อนหน้านี้ กสท ประมาณการณ์ว่ามูลค่าการซื้อกิจการฮัทช์ไว้ 5 พันล้านบาท เพื่อรวมโครงข่ายซีดีเอ็มเอทั่วประเทศเข้าด้วยกันภายใต้บริการของ กสท และลดการสูญเสียโอกาสปีละ 3 พันล้านบาท โดยตั้งเป้าจะบรรลุข้อตกลงได้ภายในเดือน ธ.ค. นี้ก่อนการเปิดประมูล 3จีของ กทช.
มูลค่าข้อพิพาทสัมปทานแสนล.
นายจิรายุทธ กล่าวว่า กรณีที่นายกรัฐมนตรี ต้องการให้สรุปและแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกับคู่สัญญาสัมปทานนั้น ในส่วนของ กสท ได้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอดนานแล้ว ซึ่งข้อพิพาทอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการ
รายงานข่าว กล่าวว่า ปัจจุบัน กสท และทีโอที มีข้อพิพาทกับบริษัทเอกชนคู่สัญญารวมประมาณ 17 คดี โดย กสท ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายคิดเป็นมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ในทางกลับกัน กสท ฟ้องเอกชนคู่สัญญา 24,000 ล้านบาท แต่ไม่มีกรณีที่ กสท ฟ้องร้องทีโอที
ส่วนทีโอที มีข้อพิพาทกับคู่สัญญาเอกชนร่วมการงาน 9 คดี แบ่งเป็น กรณีทีโอทีถูกฟ้อง 4 คดี มูลค่า 50,000 ล้านบาท และกรณีทีโอที ฟ้องเอกชนคู่สัญญา 5 คดี มูลค่า 20,000 ล้านบาท หากแยกเฉพาะคดีที่ทีโอทีฟ้อง กสท กับบริษัทคู่สัญญาสัมปทานของกสท มี 2 คดี มูลค่า 16,213 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาอีกหลายสัญญา เช่น กรณีทรูมูฟยื่นฟ้อง กสท และผู้บริหาร ต่อศาลแพ่ง เรียกค่าเสียหายมูลค่า 50 ล้านบาท จากกรณี กสท ยึดหนังสือค้ำประกันรายได้ขั้นต่ำ (แบงก์การันตี) ของบริษัทตั้งแต่ปี 2549-2551 เป็นเงินกว่า 1,310 ล้านบาท