กลุ่มบริษัทสามารถฯโฟกัส 3G ที่มูลค่าถึง 2 หมื่นล้าน กับงานประมูล รวมทั้งการเป็น MVNO เพื่อให้บริการโทรศัพท์มือถือ เมินไลเซนส์ความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เผยช่วงครึ่งปีแรกเซ็นสัญญาโครงการใหญ่เพิ่มอีก 14 โครงการ มูลค่ากว่า 4.2 พันล้าน มั่นใจภายในไตรมาส 3 จะมีมูลค่างานในมือรวมกันกว่าหมื่นล้าน และทำรายได้ได้ตามเป้าปีนี้ 2.3 หมื่นล้านบาท
นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของกลุ่มสามารถฯจะโฟกัสไปที่มือถือ 3G และงานประมูลต่างๆ โดยเฉพาะโครงการของทีโอทีที่มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีแผนเข้าไปทำตลาดที่เป็นแอร์ไทม์มากขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้ขอไลเซนส์หรือใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)อย่างเช่นบริการโมบาย เวอร์ชวล เน็ตเวิร์ก โอเปอเรเตอร์ (MVNO) ซึ่งขณะนี้กำลังดูตัวอย่างจากต่างประเทศก่อนว่ามาตรฐานสากลเป็นอย่างไร
ส่วนการเข้าร่วมประมูลโครงการโทรศัพท์มือถือ 3G ของทีโอทียังอยู่ระหว่างการเจรจากับซัปพลายเออร์แต่ละรายซึ่งขณะนี้มีอยู่ 5 รายและหากชนะการประมูล ในส่วนของกลุ่มสามารถฯก็จะดำเนินการในส่วนที่เป็นสถานีฐานไม่เข้าไปทำส่วนที่เป็นข่ายสายตอนนอก
"เรารอ 3G เกิด ก็จะเข้าไปเป็นรีเซลเลอร์ หรือทำ MVNO อย่างการเข้าประมูล 3G ของทีโอทีอยู่ที่ว่าใครจะจับมือกับใคร แต่เชื่อว่าสเปกคงผ่านหมดแต่จะไปฟันกันในเรื่องราคา และเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ เพราะเราทำอยู่ในเขมรอยู่แล้ว และคนที่เคยทำที่เขมรก็มาอยู่ที่ไทยบ้างแล้ว ส่วน 3G ความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์เราไม่สนใจ เพราะมีคนใช้เช่าโครงข่ายอยู่แล้ว อย่างทีโอทีเราก็เข้าไปซับโครงการ"
การทำ MVNO นั้นกลุ่มสามารถฯมองว่ามีความได้เปรียบในเชิงธุรกิจ เพราะไม่ต้องสร้างโครงข่ายเอง แต่จะทำตัวเป็นเอสไอ จากนั้นให้สามารถ ไอ-โมบายเข้าไปดำเนินการ เพราะมีทั้งเครื่องลูกข่าย คอนเทนต์ และเชื่อว่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับกลุ่มสามารถฯในช่วงปลายปีนี้
วัฒน์ชัยเชื่อว่าการทำตลาดเครื่องลูกข่ายมือถือในอนาคตอันใกล้นี้ จะเป็นการซื้อเครื่องมาแล้วติดยี่ห้อหรือเปลี่ยนสีเท่านั้น แต่สำหรับไอ-โมบาย จะต่างจากเฮาส์แบรนด์รายอื่น เพราะจะเลือกชิ้นส่วนที่มีคุณภาพจากซัปพลายเออร์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ เช่น กล้อง เครื่องเสียง จอ แล้วส่งไปประกอบที่จีน หรือไต้หวัน เป็นต้น
สำหรับเครื่องลูกข่ายที่เป็นเฮาส์แบรนด์ครึ่งปีแรกที่ผ่านมามียอดขายรวม 1.2 ล้านเครื่อง หรือประมาณ 2 แสนเครื่องต่อเดือน และคาดว่าครึ่งปีหลังจะขายได้ประมาณ 1.5 ล้านเครื่อง หรือมียอดขายรวมทั้งปีอยู่ที่ 2.7 ล้านเครื่อง พร้อมกันนี้ จะมีการนำเครื่องรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอีก 18 รุ่น โดยจะเน้นเครื่องประเภททัชสกรีน จอใหญ่ โดยมองตลาดทดแทนเครื่องเก่าหรือรีเพลสเมนต์เป็นหลัก รวมถึงเครื่องที่รองรับ 3G และซีดีเอ็มเอด้วย
นอกจากนี้ ไอ-โมบายยังมีศูนย์บริการที่สะดวก รวดเร็วกว่า 750 แห่งทั่วประเทศตามมาตรฐานที่จะสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า เช่น รับประกันฟรีค่าอะไหล่นาน 1 ปี และฟรีค่าบริการนาน 2 ปี ส่วนคอนเทนต์ก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องสำหรับคอนเทนต์ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการพนันเครื่องรุ่นใหม่ที่ออกสู่ตลาดก็จะไม่มีคอนเทนต์เหล่านี้
ขณะเดียวกัน กลุ่มสามารถฯยังได้ขยายธุรกิจโดยการขยายบริการ i-Link ไปยังประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือให้กับมือถือแบรนด์ข้ามชาติ เช่น แอลจี เป็นต้น
ด้านงานประมูล กลุ่มสามารถฯมีแผนจะเป็นผู้วางระบบเคเบิลใต้น้ำ หรือซับมารีน เคเบิล เน็ตเวิร์ก ให้แก่ธุรกิจขุดเจาะน้ำมันที่อยู่กลางทะเล ซึ่งอยู่ระหว่างประมูล และคาดว่าจะลงทุนประมาณ 3 พันล้านบาท ให้ธุรกิจดังกล่าวเช่าเป็นระยะเวลา 10 ปี จากอายุการใช้งาน 30 ปี
ส่วนโครงการต่างๆ ด้านไอซีทีโซลูชันในช่วงครึ่งปีแรกสามารถฯเซ็นสัญญาโครงการใหญ่เพิ่มอีก 14 โครงการ มูลค่าประมาณ 4.2 พันล้านบาท และคาดว่าจะมีมูลค่างานในมือรวมกันภายในไตรมาส 3 ปีนี้อยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท
ปัจจัยที่ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจไอซีทีของสามารถฯเติบโตมาจากการใช้งบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาประสิทธิภาพบริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ และภายในปีนี้ธุรกิจไอซีทีของสามารถฯคาดว่าจะมีรายได้โตเป็น 3 เท่าของปีที่ผ่านมา คือจาก 2.849 พันล้านบาท เป็น 8 พันล้านบาท
นอกจากการรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการที่มีอยู่ในขณะนี้แล้ว ยังจะมีรายได้ที่จะทยอยรับรู้เพิ่มเติมจากโครงการใหม่ๆ ที่เซ็นสัญญาไปแล้วในครึ่งปีแรก และอีกครึ่งปีหลัง รวมถึงโครงการที่จะเข้าร่วมประมูลอีกกว่า 10 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกันกว่า 3 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ อีกโครงการที่กลุ่มสามารถฯมองคือการทำแคช พลัสรวมถึงระบบไอทีของระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพราะมองว่าการทำตรงนี้จะสามารถต่อยอดให้แก่บริการประเภทบัตรอื่นๆ ได้ เช่น บัตรค่าทางด่วน ค่าจอดรถ เป็นต้น
ทั้งนี้ กลุ่มสามารถฯตั้งเป้ารายได้รวมรอบปีนี้ไว้ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท เป็นรายได้จากลุ่มไอซีที 8 พันล้านบาท คิดเป็น 35% ของรายได้รวม สามารถ ไอ-โมบาย 1.25 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 55% และธุรกิจอื่นๆ 2.5 พันล้านบาท หรือประมาณ 10% ของรายได้รวม
"ถ้าสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการเมืองดำเนินไปด้วยดี แผนการลงทุนด้านไอทีของภาครัฐในเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับเน็ตเวิร์ก ทั้งแอร์พอร์ต อินฟอร์เมชัน แมเนจเมนต์, ซับมารีน เคเบิล และ 3G เกิดอย่างจริงจัง ก็จะเห็นกลุ่มสามารถฯเปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ที่สร้างรายได้ประจำและเป็นการต่อยอดจากธุรกิจเดิม"