นั่งเก้าอี้ president เข้าปีที่ 3 "วิเชียร เมฆตระการ" หรือ "ป๋า" ฉายาที่ใครต่อใครตั้งให้จากบุคลิกผู้ใหญ่ใจดี ต้องสละเก้าอี้เบอร์ 2 ตามโครงสร้างเดิมมานั่งเป็นเบอร์ 1 ของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ในฐานะ "ซีอีโอ-หัวหน้าคณะผู้บริหาร"
"ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสพูดคุยกับ "ซีอีโอคนใหม่"
ตำแหน่งใหม่และภารกิจที่ใหญ่โตขึ้นกลางวิกฤตเศรษฐกิจ การเดินเข้าสู่จุดอิ่มตัวของตลาดมือถือกับรอยต่อธุรกิจจากยุค 2.5 ไปยัง "3G" การขับเคลื่อนองค์กรเบอร์ 1 เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในสังเวียนธุรกิจให้ยืนนานจึงเป็นภารกิจที่ท้าทาย
จาก president มาเป็น CEO
president ดูโอเปอเรชั่นทุกอย่าง พอขยับเป็นซีอีโอจะดูภาพรวมทั้ง PR HR ไฟแนนซ์ รวมถึงเรื่องคน เรามีการปรับโครงสร้างระดับบน มี CEO แล้วก็ COO (chief operation officer - คุณฮุย เวง ชอง) ไม่มี president
คุณฮุยดูโอเปอเรชั่นเป็นต้นตอข่าวลือ ที่ว่าสิงคโปร์คุม
ก็ใช่ แต่ก็ต้องรายงานคนไทยที่อยู่ข้างบนอีกที คือผมที่ดูภาพรวม
ผมตั้งใจว่าจะลงมาโฟกัสเรื่องการพัฒนาคนให้มากขึ้น แม้แต่คนในกลุ่ม 5% ล่าง (ผลงานต่ำกว่ามาตรฐานที่บริษัทกำหนด) ก็ต้องมีวิธีดูแล ทำยังไงที่จะพัฒนาเขาขึ้นมา เขาอาจอยู่ผิดที่ผิดทาง
ไม่ใช่ปล่อยไว้ แล้วอยู่ๆ กันไป ผมให้นโยบายไปแล้ว พูดชัดไปกับผู้บริหารระดับ VP เขาต้องไปถ่ายทอดต่อกับระดับถัดๆ ไป ถ้าไม่ทำปัญหาก็จะไม่ถูกแก้ อาจทำให้เขาตกใจกันระดับหนึ่ง แต่ผมไม่ได้ต้องการแค่ตกใจ ต้องทำให้ดีขึ้นด้วย เราอยู่สบายแบบไทยๆ มานานแล้ว
เปลี่ยนผู้ถือหุ้นตั้งนานแต่ยังไทยๆ อยู่
เราเป็นโปรเฟสชั่นนอลในระดับที่น่าพอใจ แต่คิดว่าพัฒนาต่อได้อีก การทำงานกับสิงคโปร์ต้องพร้อมเข้าใจวัฒนธรรมของเขา ผมยังคิดว่าเรายังเข้าใจเขาน้อยมาก การยอมรับสไตล์การทำงานก็ดี ยอมรับว่าเขาเป็นคนต่างชาติก็ดี แต่ไม่ใช่กับทุกเรื่อง อะไรที่ใส่เข้ามา เช่น ส่งให้ไปเทรนหลักสูตรที่เขาเขียน บางครั้งสิงคโปร์เลี่ยนมากๆ ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องยอมรับ
หรือเนเจอร์เรากับบางคนอาจไม่มีความทะเยอทะยานที่จะไปให้ถึงในสิ่งที่เขาต้องการให้เป็น เขาพยายามให้เรากัดไม่ปล่อย ถ้าคนของเราไม่ใช่ก็ต้องปล่อยให้เขาเลือกด้วย เพราะไม่ใช่ข้อเสีย
ไม่จำเป็นต้องไดรฟ์ทุกคนเข้าโปรแกรมเดียวกันหมด
วัฒนธรรมที่แตกต่างมีอยู่ แต่ถ้าเข้าใจก็จะผสมผสานกันได้ ต้องเป็นโปรเฟสชั่นนอลในการทำงานกับต่างชาติ ถ้าวันหนึ่งเขาขายไปให้ฝรั่ง เราก็ต้องทำงานกับฝรั่ง
คิวรีดไขมันหลัง WDS-แม็ทช์บ็อก
WDS เป็นผลพวงของการเปลี่ยนนโยบายของโนเกีย และมีปัญหากับการขายโฟนวัน การไม่จัดการทำให้ส่งผลต่อการทำงาน และผลประกอบการจึงถึงเวลาที่ต้องล้างบาง แม็ทช์บ็อกออกไป 35 คน ถัดไปเป็นเอดีซี (แอดวานซ์ ดาต้าเน็ตเวอร์ค คอมมิวนิเคชั่นส์) เห็นอาการ และพยายามแก้ แต่มีปัญหากับผู้ถือหุ้นอีกฝั่งที่ไม่ทำอะไร จะมีการ
โอนย้ายพนักงานบางส่วนไปอยู่บริษัทอื่น แต่ต้องยอมรับว่าบางส่วนจะต้องออกไป
AIS ยังต้องเลย์ออฟเป็นอะไรที่น่าตกใจ
เราคนไทยยังไม่ค่อยยอมรับการ เลย์ออฟ สิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทลูกเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกคนรู้สึกด้วยว่าถึงเวลาต้องปรับตัว การเอาคนออกไม่มีใครอยากทำ แต่ถ้าไม่ทำ ระยะยาวจะเป็นปัญหามาก อยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ทำจะลำบากกับใครอีกหลายคน
เป้าหมายส่วนตัวในฐานะซีอีโอ
ในเชิงธุรกิจ ข้อแรกต้องดำรงสถานะของเอไอเอสให้เป็นเบอร์ 1 ต่อไป ซึ่งทำให้ดีได้ยากมาก กับความคาดหวังของผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของเงิน คนลงทุน กับนักวิเคราะห์ กับลูกค้า 2.เราเชื่อว่าธุรกิจนี้ในระยะยาวไม่ใช่ธุรกิจมีกำไรมหาศาลจึงต้องหาแนวทางใหม่เพิ่มเติมเกี่ยวกับน็อนวอยซ์
3G จะเปิดโอกาสให้ธุรกิจใหม่เกิดขึ้นได้คงต้องดึงใครต่อใครที่มีครีเอทีฟไอเดียเข้ามาช่วยกันคิดและทำมากขึ้น เพิ่งตั้งทีม "อินโนเวทีฟ โปรดักต์ แอนด์เซอร์วิส" ขึ้นมาช่วยคิดช่วยทำมี อ.สรรค์ชัย (เตียวประเสริฐกุล) เป็นหัวหน้าทีม และ 3.พยายามบริหารความคาดหวังของทุกคนให้ได้มากที่สุด
บริษัทปรับเป้าลงน่าจะหนักใจน้อยลง
ผู้ถือหุ้นเข้าใจภาวะเศรษฐกิจจึงปรับเป้าลง แต่ถามว่า เขาพอใจไหม เข้าใจ แต่ไม่พอใจ ดังนั้นต้องทำให้ดีกว่าที่เขาคาดหวัง วันนี้บอกว่า การเติบโตจะอยู่ที่ 0 ถึง -3 ก็ต้องทำเต็มที่ ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ อาจต่ำกว่านี้ ต้องยอมรับว่าไม่ง่าย แต่ในฐานะรับผิดชอบก็ต้องทำ
ในทีมมาร์เก็ตติ้งคงต้องขยับทีม ขยับกลยุทธ์ และการใช้เงิน เขาก็พยายามทำกันอยู่ เมื่อก่อนเราเป็นแบบชักเข้าชักออก มีโปรโมชั่นให้ลูกค้าใหม่ก็กังวลว่าจะกระทบลูกค้าเก่า ต้องยอมรับให้ได้ว่าบางส่วนที่ออกไปคงมีบ้าง
และต้องมีวิธีอื่นที่มากกว่าการลดราคา ถ้าแค่ลดราคา ไม่ต้องจบเอ็มบีเอก็คิดได้
ถึงปรับโครงสร้างไหม
ผมไม่เชื่อในการปรับโครงสร้างมาหาคน ถ้าคนมีปัญหาต้องปรับที่คน
ส่วนไหนต้องปรับปรุงดูจากอะไร
ดูจากผลงานของทีม ของผลประกอบการ โปรเซสในการทำงานเมื่อวานกับวันนี้ต้องเปลี่ยนแปลง โปรเซสมีไว้เพื่อเปลี่ยนแปลง กับทีมมาร์เก็ตติ้ง ผมอยากให้เขาทำงานประสานงานกันมากกว่านี้ ไม่ต้องแย่งกันเอาหน้า วัน-ทู-คอลอยู่รอด สวัสดีอยู่ไม่ได้ ก็ไม่ได้ ต้องมองในภาพรวม
สวัสดีเงียบเพราะลงพื้นที่ต่างจังหวัด
คนตอบแบบนี้เป็นคนที่ทำวัน-ทู-คอล การแยกโปรดักต์ไม่ใช่หมายถึง ต่างคน ต่างทำ ถ้าไม่ประสานงาน ไม่ร่วมมือกัน ถึงเวลาที่ 3G มาจะทำอย่างไร
คนขายซิมสวัสดีไม่จำเป็นต้องขายแต่สวัสดี วันนี้เมื่อตลาดไม่เติบโตยิ่งต้องช่วยกัน เรารู้ว่าลูกค้ามีมากกว่า 1 ซิม สิ่งที่ทำคือทำยังไงให้เขาใช้ซิมเอไอเอสเป็นซิมหลัก โดยไม่อยากเป็นคนก่อสงครามราคา แต่ถึงเวลาอาจต้องทำบ้าง
จะเป็นซีอีโอแบบไหน
มีเหตุมีผล แต่บางครั้งก็ต้องทุบโต๊ะ ต้องเผด็จการ แล้วแต่สถานการณ์ สิ่งที่ผมคิด ผมไม่ได้บอกว่า ถูกทั้งหมด
บางอย่างไม่ชอบแต่อาจต้องทำก็คิดว่าถ้าทำบนความถูกต้องและชัดเจน น่าจะตอบคำถามทุกคนได้
บางคนอาจบอกว่า ป๋าเป็นซีอีโอ จากเคยใจดีมาใจร้าย ก็ต้องยอมรับ ถ้าการทำงานยืนอยู่บนพื้นฐานของความชัดเจนและเป็นประโยชน์กับองค์กร
องค์กรจะเป็นไปตามแคแร็กเตอร์ของผู้นำ หรือผู้นำใช้แคแร็กเตอร์องค์กรเป็น แคแร็กเตอร์ตัวเอง แต่แคแร็กเตอร์ที่ชัดเจนของเราคือตัดสินใจเร็วและโปร่งใส
คนชอบพูดว่า รายได้จะดีขึ้น ง่ายสุดคือลดค่าใช้จ่าย
ถูก แต่การลดค่าใช้จ่ายอะไรต่างๆ เราได้ทำอย่างเต็มที่แล้วนะ วันนี้เหลืออย่างเดียวคือตัดเงินเดือน ผมหนักใจเรื่องนี้พอสมควร ผมเองอาจไม่เดือดร้อน ไม่มีภาระ ลูกก็ไม่มี
หาทางเพิ่มรายได้น่าจะดีกว่าลดเงินเดือน
ถูก แต่ถามว่า เราได้ทำไม เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว ทุกวันนี้เราก็ไม่ได้นั่งกันเฉยๆ มาร์เก็ตติ้งทำงานกันเต็มที่ แต่ที่พูดถึงก็เพราะถ้าได้ทำทุกอย่างหมดแล้ว
มองครึ่งปีหลังอย่างไร
เดือน 8 เริ่มดีขึ้นในแง่รายได้ที่เพิ่มขึ้น เหมือนว่าอะไรๆ จะเริ่มดีขึ้น แต่ก็ไม่รู้อีกว่าจะดีแค่เดือนเดียวหรือดีไปถึงสิ้นปี
ช่วงเศรษฐกิจไม่ดีอะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ก็มีเยอะ เช่น มีเงินซื้อที่ตอนนี้ก็ได้ราคาน่าสนใจ การต่อรองเรื่องซื้อของกับซัพพลายเออร์ก็ง่ายขึ้น เช่น 3G ต่อได้สุดๆ แต่การขออนุมัติเงินจากผู้ถือหุ้นก็ไม่ง่าย คนทำงานก็ต้องเสนอแผน ต้องคอนวินซ์กับบอร์ดกับผู้ถือหุ้น
การประมูลไลเซนส์ 3G ต้องทำให้สำเร็จ
เป็นเรื่องใหญ่ ในแง่ความพร้อมเราพร้อมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคน เงิน หรือเทคโนโลยี ความได้เปรียบเสียเปรียบของ 3G ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีเน็ตเวิร์กใหญ่กว่าใคร เพราะเริ่มต้นพร้อมกัน หรือคู่แข่งบางรายอาจคิดสร้างความได้เปรียบจากการมี 850 MHz ไว้ก่อน แต่เรามุ่งไปที่การประมูลขอไลเซนส์จาก กทช.มากกว่า
เป็นจุดเปลี่ยนของโอเปอเรเตอร์ไหม
เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ระดับหนึ่ง ต้องหาอย่างอื่นมาช่วย ต้องปรับตัวเยอะมาก เพราะไม่ใช่เรื่องการลดค่าโทร. ไม่ใช่การใช้วอยซ์ โอเปอเรชั่นเอ็นจิเนียริ่งก็ต้องเปลี่ยน จากวอยซ์มาน็อนวอยซ์ รูปแบบบริการ การดูแลลูกค้า หรือแม้แต่การตอบคำถามลูกค้าก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบ แต่ก็เป็นโอกาสใหม่ๆ เพราะแนวโน้มของธุรกิจมือถือการให้บริการด้านเสียงจะไม่ใช่ธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาลอีกต่อไป
เทียบคู่แข่งปัจจุบัน เราเชื่อว่าเรา ได้เปรียบที่ฐานลูกค้าใหญ่กว่า สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีอีโคโนมี ออฟ สเกลดีกว่า
มองคู่แข่ง
รายใหม่จะลำบากในการลงเน็ตเวิร์ก คู่แข่งที่มีปัจจุบันน่ากลัวทั้งคู่ กรณีโวดาโฟน ถ้าอยากเข้ามาในเมืองไทยบ้างก็อาจต้องเจรจาซื้อดีแทคจากเทเลนอร์ หรือไปลงทุนร่วมกับทรู แต่เข้ามาเองไม่ได้ เพราะติดเรื่องการถือหุ้นตามกฎหมาย
ความสำเร็จของโวดาโฟนในยุโรปไม่ได้หมายความว่าจะสำเร็จในไทย