TOT เร่งแผนธุรกิจขายต่อบริการโทรศัพท์มือถือ สรุปให้เช่า 3 ราย มุ่งทำตลาด 3 จี เองควบคู่การให้เช่าโครงข่าย หวังลูกค้า 5 แสนรายใน 6 เดือน
นายวิเชียร นาคสีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ขณะนี้ทีโอที กำลังพิจารณาเรื่องแผนธุรกิจให้บริการ 3 จีในภาพรวม ทั้งส่วนการอัพเกรดโครงข่าย และการลงทุนใหม่กว่า 2 หมื่นล้านบาทที่วาระการพิจารณาเรื่องบยังค้างอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตลอดจนรูปแบบการคิดค่าบริการที่จะทำธุรกิจเป็นผู้ให้ขายต่อบริการโทรศัพท์มือถือ (เอ็มวีเอ็นโอ) ซึ่งอาจคิดเป็นลักษณะเหมาเลขหมาย หรือการขายข้อมูล (ดาต้า) ต่อปริมาณกิกะไบต์ ต่อเดือน และบริการเสียง (วอยซ์) ต่อปริมาณกิกะไบต์ต่อเดือน
เขาคาดว่าจะสรุปรายละเอียดต่างๆ ได้ภายในสิ้นเดือนก.ย.นี้ โดยยอมรับว่า ขณะนี้มีผู้เข้ามาเสนอชิงการเป็นผู้ให้บริการเอ็มวีเอ็นโออยู่หลายราย ซึ่งคาดว่าจะตัดสินเลือกเหลือ 3 ราย เพราะเป็นจำนวนที่เหมาะสมสำหรับการแข่งขันในตลาด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อผู้สนใจได้ เนื่องจากได้เริ่มเซ็นข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล 3 จีแล้ว
ส่วนผู้ที่เข้ามาเสนอตัวเป็นเอ็มวีเอ็นโอ ส่วนใหญ่เป็นผู้ขายเครื่องในปัจจุบัน โดยไม่มีผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ (โมบาย โอเปอเรเตอร์) รายปัจจุบันเข้ามาเสนอทำเอ็มวีเอ็นโอแต่ประการใด เนื่องจากขณะนี้มีหลักเกณฑ์คุณสมบัติผู้เข้าประมูล 3 จี ของกทช.ที่มีข้อกำหนดไม่ให้ผู้ที่เช่าโครงข่ายให้บริการเอ็มวีเอ็นโอมาขอใบอนุญาต 3 จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ จาก กทช.ได้
ขายซิม-จัดการบิลลิ่งเอง
นายวิเชียร กล่าวว่า จากที่มีผู้กล่าวว่าการที่ทีโอทีจะให้บริการเอ็มวีเอ็นโอ แต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางรอดขององค์กรนั้น ก็เป็นสิ่งที่ทีโอทีตระหนักดี ดังนั้นจึงจะทำตลาดจำหน่ายซิมควบคู่ไปด้วย นอกจากการให้เอกชนเช่าโครงข่าย โดยทีโอทีคาดหวังว่าเมื่อทำตลาดเองจะมีลูกค้าเข้าระบบ 1 แสนรายภายใน 6 เดือน และอีก 4 แสนรายเป็นหน้าที่ของเอ็มวีเอ็นโอทำตลาดจากเลขหมายที่ทีโอทีตั้งเป้าทำตลาดทั้งหมด 5 แสนเลขหมาย
"ทีโอทีเองเซ็ตระบบการทำตลาด 3 จีอยู่ โดยคาดว่าจะกระจายซิม 3 จี ผ่านช่องทางการขายลูกตู้ ทั่วประเทศ ส่วนบริการจะเน้นจุดเด่นการขาย โมบาย บรอดแบนด์ เป็นหลัก ขณะที่ทีโอทีก็ได้เรียกผู้ให้บริการรวบรวมคอนเท้นต์ (คอนเท้นต์ อินทิเกรเตอร์) มาผูกบริการไปกับการขายซิมของทีโอทีด้วยเช่นกัน" นายวิเชียร กล่าว
นอกจากนี้ทีโอทีจะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลจัดการระบบของระบบบิลลิ่ง และระบบคอลล์เซ็นเตอร์ ทีโอทีให้แก่เอกชนที่จะเข้ามาทำเอ็มวีเอ็นโอทั้งหมด โดยมีแผนเข้าไปใช้ระบบเดิมของไทยโมบายที่ยังสามารถใช้งานได้ดีอยู่
ส่วนการเริ่มเปิดให้บริการ 3 จีเฟสแรก 500 ไซต์ในกรุงเทพฯ ทีโอทีคาดว่าจะเปิดให้บริการเร็วขึ้นเป็น 1-2 ธ.ค.นี้ จากแผนเดิม 5 ธ.ค. ซึ่งได้ติดตั้งอุปกรณ์ 3 จีในพื้นที่กลางเมืองหลวง และอาคารหลักเช่นประตูน้ำแพลตตินั่ม มาบุญครอง พารากอน เซ็นทรัลเวิล์ด เซ็นทรัล ชิดลมแล้ว
ทั้งนี้ทีโอทีได้ CoSite 3 จี กับ 2 รายขณะนี้ ได้แก่ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด โดยทีโอทีจ่ายค่าเช่าให้ ขณะที่พื้นที่ติดตั้งเช่าจากบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) และของทีโอทีเอง เพื่อประหยัดทรัพยากร ค่าใช้จ่าย และจากเกณฑ์ใหม่ของ กทช. ที่หากจะลงทุนติดตั้งเสาสัญญาณ หรือไซต์ใหม่ต้องทำประชาพิจารณ์ ก่อนสรุปการลงทุน
นายวิเชียร กล่าวว่า ขณะนี้ทีโอที เปิดกว้างที่จะทำโรมมิ่งสัญญาณกับผู้ให้บริการมือถือทุกรายในส่วนวอยซ์ จากที่ผ่านมามีเพียงเอไอเอส รายเดียวที่ทำเอ็มโอยูร่วมวัน ซึ่งคาดว่าอนาคตทีโอทีก็จะทำโรมมิ่งกับทรูมูฟในพื้นที่สัญญาณเอไอเอสแน่น ส่วนการโรมมิ่งดาต้านั้นผู้ให้บริการทุกรายต่างสนใจเข้าโรมมิ่งกับคลื่นความถี่ 3 จีของทีโอทีระหว่างที่ยังไม่มีใบอนุญาตให้บริการ 3 จี จากกทช.
อนุญาโตฯชี้ทีโอทีจ่ายค่าปรับ
พร้อมกันนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา คณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อ้างถึงคดีหมายเลขดำที่116/2548 และคดีหมายเลขแดงที่ 74/2552 ระหว่างบมจ.ทีทีแอนด์ที กับ บมจ.ทีโอที โดยให้ทีโอทีชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำนวน 2,553 ล้านบาท ให้แก่ทีทีแอนด์ที กรณีที่ทีโอทีผิดสัญญาเกี่ยวกับการปรับอัตราค่าบริการ ตามสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ในเขตโทรศัพท์ภูมิภาค
นายธีรวุฒิ บุญยโสภณ ประธานกรรมการ บมจ. ทีโอที กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ทีโอที จ่ายค่าปรับ 2.5 พันล้านบาท กรณีผิดสัญญาการปรับอัตราค่าบริการ ตามสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ภูมิภาค ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะต้องหารือกับฝ่ายบริหารก่อนที่จะหาแนวทางต่อไป
เล็งยื่นคำร้องศาลปกครองต่อ
ด้านนายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานคำชี้ขาดดังกล่าว แต่ตามกระบวนการแล้ว ฝ่ายบริหารจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง จนกว่าการพิจารณาจะถึงที่สุด
อย่างไรก็ตาม ทีโอทีจำเป็นต้องยอมรับการตัดสินคดี ไม่ว่าจะออกมาแพ้หรือชนะก็ตาม แต่หากคำตัดสินออกมาให้ทีโอทีแพ้ ก็ต้องยอมรับว่าทีโอทีต้องมีภาระหนี้สินต่อไป และจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณมาให้ แต่ขณะนี้ไม่ได้เตรียมงบประมาณส่วนนี้ไว้
นายวรุธ กล่าวว่า ข้อพิพาทดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในคดีพิพาทที่ทีโอทีมีกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชน จากจำนวนทั้งสิ้นหลายร้อยคดี คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการ (บอร์ด) ทีโอที ที่มีนายธีรวุฒิ เป็นประธาน มีนโยบายจะเร่งเจรจายุติข้อพิพาทต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ขณะนี้ได้อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทขึ้น โดยมีนักกฎหมายทั้งจากภายในและภายนอกเข้าร่วม เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างทีโอที กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชน เบื้องต้นจะพิจารณาคดีที่สามารถไกล่เกลี่ย หรือต่อรองได้ก่อนคดีเข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาล เพราะหากถึงเวลานั้นการดำเนินการไกล่เกลี่ย หรือต่อรองจะทำได้ลำบาก
กรณีข้อพิพาทระหว่างทีทีแอนด์ทีและทีโอที ได้ยื่นเรื่องต่อคณะอนุญาโตตุลาการตั้งแต่ปี 2548 โดยจากเดิมในสัญญาสัมปทานมีข้อตกลงท้ายสัญญา เรื่องอัตราค่าบริการประชาชนเท่ากัน เป็นในพื้นที่ครั้งละ 3 บาท นอกพื้นที่มีค่าบริการตั้งแต่ 6 9 12 และ 18 บาท แต่ทีโอที ได้ให้บริการวายเทล 1234 โทรต่างพื้นที่ หรือโทรเข้าโทรศัพท์มือถือ นาทีละ 1 บาท ทั่วประเทศ ทีทีแอนด์ที จึงยื่นฟ้องว่า ทีโอทีผิดสัญญา ทำให้สูญเสียรายได้รวมดอกเบี้ย และทางทีโอที กำลังเตรียมการยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองต่อไป