ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กำลังกุมขมับกับการเปิดประมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G หรือ Third Generation เนื่องจากถูกหลายคนตั้งข้อสงสัยรีบเร่งประมูลออกใบอนุญาต
หากแต่อีกมุมหนึ่งของถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นตึกบัญชาการของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ทางทีมฝ่ายบริหารกิจการร่วมค้าไทยโมบาย (บริษัทลูกทีโอที) กำลังขะมักเขม้นกับแผนเตรียมการกดปุ่มให้บริการ หลังจากที่ได้ย่านความถี่ 1900-2000 เมกะเฮิรตซ์ โครงการถูกชะลอไปมากกว่า 3 ปี และประกาศชัดเจนว่าวันที่ 3 ธันวาคม 2552 กดปุ่มเปิดป้ายให้บริการอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม "ฐานเศรษฐกิจ" มีโอกาสสัมภาษณ์ ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานกรรมการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้!!
** ได้ข้อสรุปเปิดมือถือ 3G แล้ว
มีมติแล้วจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ธันวาคมนี้ เร็วกว่ากำหนดเดิมคือวันที่ 5 ธันวาคม 2552 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 82 พรรษา ดังนั้นทางบอร์ดมีมติให้เปิดก่อนวันที่ 5 ธันวาคมนี้
***ความพร้อม ณ วันนี้
ตอนนี้การติดตั้งเครือข่ายได้ดำเนินไปแล้วกว่า 60% เหลือระยะเวลากว่า 1 เดือนเชื่อว่าการติดตั้งเครือข่ายนับจากนี้ไม่มีอะไรมากเพียงแต่ปรับปรุงระบบเครือข่ายเพื่อให้ครบตามจำนวนคือ 550 สถานีครอบคลุมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
***ตกลงเลือกเอกชนรายใดเข้ามาทำตลาด
เราขยายเวลาสรรหาผู้ทำหน้าที่ด้านการตลาดออกไปอีก 15 วันเพราะว่า บมจ.ทีโอที ต้องการเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนที่สนใจเข้ามาเสนอเงื่อนไขแต่ตอนนี้ยังไม่ทราบใครเสนอเข้ามาเพิ่มเติมจากเดิมที่มีเพียง 4 ราย (ดูตารางประกอบ) ส่วนกิจการร่วมค้าไทยโมบายทำหน้าที่ในการบริหารจัดการเลขหมายไม่มากนักเพราะนโยบายของเราเป็น Network Provider (ผู้บริหารทางด้านเครือข่าย) ส่วนหน้าที่ด้านการตลาดมอบหมายให้เอกชนเป็นผู้บริหารจัดการ
***แต่ไอ-โมบาย มีข้อพิพาทกับทีโอทีมาก่อน
ตอนนั้น ไอ-โมบาย กับ ทีโอที เกิดปัญหาข้อพิพาทระบบบิลลิ่งกับกิจการร่วมค้าไทยโมบาย เนื่องจากระบบราชการล่าช้ามีการเปลี่ยนผู้บริหารบ่อยถ้าจะสังเกตผู้บริหาร บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม ใช้เวลาเปลืองมากจากวันนั้นถึงวันนี้เปลี่ยนบอร์ดมากี่คนเพราะการปรับเปลี่ยนบอร์ดเปลี่ยนตามรัฐมนตรีทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่องเพราะฉะนั้นทำให้โครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G เกิดปัญหาขึ้นในอดีตผูกติดอยู่กับ 3 องค์กร คือ บมจ.ทีโอที,บมจ.กสท โทรคมนาคม และ วิทยุการบินแห่งประเทศไทย การตัดสินใจต้องประชุมร่วมกันและที่ผ่านมาต้องบอกว่าโครงการ 3G ของ บมจ.ทีโอที มีปัญหาอย่างต่อเนื่อง และ ตั้งแต่ผมเข้ามาบริหารพยายามแก้ปัญหาถึงแม้จะมีปัญหาแต่โครงการก็เกิดได้
***คุณสมบัติเลือกเอกชน
ต้องดูแผนธุรกิจ...เพราะไม่อยากทำอะไรให้เป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เพราะฉะนั้นการทำตลาดยึดติดบริษัทเดียวไม่ได้อย่างน้อยต้อง 3 บริษัท และ ประการสำคัญบริการหลังการขายจะต้องดีโดยเราได้กำหนดยุทธศาสตร์ 7 X 24 หรือ การให้บริการตลอด 7 วันและตลอดเวลา 24 ชั่วโมง
**** แล้วจะให้เอกชนทำตลาดกี่เลขหมาย
ในหลักการเมื่อเอกชนที่เสนอเข้ามาทำตลาดต้องเสนอแผนทางธุรกิจเข้ามาและทาง บมจ.ทีโอที ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อคัดเลือกร่างเสนอเงื่อนไขซึ่งตอนนี้เท่าที่ทราบที่มีฝ่ายบริหารกำลังพิจารณาในเรื่องนี้อยู่ เพราะการคัดเลือกเอกชนเข้ามาทำหน้าที่บริหารทางด้านการตลาดเรื่องหลักๆที่จะต้องพิจารณา คือ ความซื่อสัตย์สุจริต ความมั่นคงของบริษัทที่เสนอเงื่อนไขเข้ามาเพื่อทำหน้าที่ทางด้านการตลาด
***แบรนด์จะใช้ชื่อว่าอะไร
ต้องเจรจาร่วมกันระหว่างในบอร์ดแต่ต้องมีคำว่า "TOT" หรือ อาจจะเป็น 3G TOT
***ตั้งเป้าปีแรกหลังเปิดให้บริการ
ประมาณ 300,000 เลขหมาย จับกลุ่มลูกค้าทั้งตลาดบน กลาง และ ล่าง ส่วนเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาทำตลาดเราจะต้องวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนและเราก็จะไม่จัดสรรเลขหมายให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งทำการตลาดแบบผูกขาดเพราะเราไม่ต้องการให้มีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนสมัยก่อนในอดีต
***ต่อไป 3G เป็นดาวรุ่ง
เราคงไม่อาจเอื้อมขนาดนั้นเพราะโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ที่เปิดให้บริการนั้นเป็นความมั่นคงของประเทศ ขณะที่เอกชนที่เปิดให้บริการแสวงหากำไรเป็นหลัก ขณะที่ 3G ของ บมจ.ทีโอที เราต้องการให้เป็นความมั่นคงของประเทศแม้จะขาดทุนกำไรไปบ้างก็ตาม เพราะ การให้บริการบางส่วนเราต้องเข้าไปสนับสนุนหน่วยงานรัฐด้วยกัน
*** กทช.ไม่ให้ ทีโอที เข้าประมูล 3G
เป็นเรื่องของการวินิจฉัย และ เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจสูงสุดที่จะต้องพิจารณา และ กทช.ต้องวิเคราะห์ถึงข้อดี และ ข้อเสีย การเปิดประมูลรวดเร็วไปก็ไม่ดี เพราะผมเชื่อว่าคณะกรรมการ กทช.แต่ละท่านเป็นคนดี แต่เป็นเพราะว่าท่านอาจจะเห็นว่าต้องการเปิดประมูล 3G ออกไปเพื่อให้เกิดการแข่งขันโดยเร็วแต่อาจจะลืมอะไรไปบางอย่างหรือเปล่า...