ขณะที่สังคมกำลัง "เบื่อหน่าย" กับเครือข่าย "3จี" แต่ยังมีอีกหนึ่งเทคโนโลยีหนึ่ง "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" ที่คาดว่าจะสร้างมูลค่าศก.ได้มากกว่า 3จี
ขณะที่สังคมกำลัง "ปวดหัว" (รวมถึงเบื่อหน่าย) กับการจะเกิด หรือไม่เกิดเครือข่าย "3จี" ในไทย กูรูวงการไอทีหลายต่อหลายคนออกมาประเมิน และคาดเดาถึงเส้นทางเครือข่ายเจเนอเรชั่นใหม่เครือข่ายนี้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ยังมีอีกหนึ่งเทคโนโลยีหนึ่งในฟากฝั่งของไอทีอย่าง "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" (Cloud Computing) ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา และก็ได้รับการประเมินว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 3 จีด้วยซ้ำ
เวทีสัมมนา การพัฒนาธุรกิจบน "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" กับ "เทคโนโลยี 3จี" ที่จัดขึ้นโดยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ถกประเด็นเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง "กรุงเทพธุรกิจ" ได้รวบรวมความเห็นของ 3 กูรูไอทีมานำเสนอ
ได้แก่ "ธัชพล โปษยานนท์" กรรมการผู้จัดการบริษัทซิสโก้ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด "ไพรัช ธัชยพงษ์" ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และประธานคณะกรรมการบริหาร ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และ "ประสบโชค ประมงกิจ" ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยี บริษัทไมโครซอฟท์ ประเทศไทย จำกัด
มีหลายประเด็นน่าสนใจ โดยเฉพาะการประเมินว่าหาก "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" ผนึกกับ " 3จี" และใช้บริการได้อย่างแพร่หลาย จะสามารถดันมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้กว่า 3.5 แสนล้านบาท
คลาวด์+3จี เชื่อมโลก
"ธัชพล โปษยานนท์" กรรมการผู้จัดการ บริษัทซิสโก้ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันองค์กรธุรกิจทั่วโลกตื่นตัวหันมาใช้ระบบเครือข่ายเจเนอเรชั่นใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ รวมถึงช่วยพลิกฟื้นรายได้ของธุรกิจหลังเศรษฐกิจทั่วโลกเกิดวิกฤติ และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เครือข่ายคลาวด์ คอมพิวติ้ง และ3จี ถือเป็นเครือข่ายเทคโนโลยียุคใหม่ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกหยิบขึ้นมาให้ความสำคัญมากที่สุด
"ผมจำได้ว่า เมื่อ 2 ปีก่อน ไมโครซอฟท์เคยประเมินว่า คลาวด์ คอมพิวติ้ง จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในไทยได้ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งมากกว่าเครือข่าย 3จี ที่บอกว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 1.7 แสนล้านเสียอีก"
ประเมินได้ว่า หากในไทยสามารถใช้ทั้ง 2 เครือข่ายในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย คาดว่า จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของไทยได้ไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนล้านบาท
เขากล่าวว่า ขณะนี้ธุรกิจในไทยเห็นความสำคัญของเครือข่ายคลาวด์ คอมพิวติ้งมากขึ้น โดยเฉพาะหลายองค์กรขนาดใหญ่ที่เริ่มทดสอบระบบคลาวด์ฯ ไปแล้ว เช่น บมจ.ปตท บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย และยังมีองค์กรขนาดใหญ่อื่นๆ อีก ที่จะเตรียมทดสอบระบบอีกหลายองค์กรด้วยกัน
รัฐควรหนุนคลาวด์ด้วย
ขณะที่ "ไพรัช ธัชยพงษ์" ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และประธานคณะกรรมการบริหาร ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เล่าว่า ประเทศเพื่อนบ้านไทย อย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ต่างมีศูนย์ทดสอบคลาวด์ คอมพิวติ้ง ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเครือข่ายยุคหน้าที่สามารถช่วยครีเอตบริการใหม่ๆ หรือแนวทางการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ได้
"จริงๆ แล้วรัฐบาลไทยควรนำคลาวด์ คอมพิวติ้ง เข้าไปประยุกต์ใช้ในระบบอี-กอฟเวอร์เม้นท์ด้วย และในไทยก็ควรมีศูนย์ทดสอบ คลาวด์ คอมพิวติ้ง เพราะเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ คาดว่าไม่เกิน 1 ปี จะใช้งานกันอย่างแพร่หลายในไทย เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ทั้งช่วยประหยัดพลังงาน รวมถึงเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจปัจจุบันที่มีจำนวนข้อมูลมหาศาลเกิดขึ้นทุกวัน"
ขณะที่ "ประสบโชค ประมงกิจ" ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยี บริษัทไมโครซอฟท์ ประเทศไทย จำกัด อธิบายว่า คลาวด์ คอมพิวติ้ง ถือเป็นเป็นเครือข่ายที่ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ทำงานเชื่อมโยงกัน คอมพิวเตอร์ที่ทำงานร่วมกันอาจอยู่ในห้องเดียวกัน หรือไกลกันคนละซีกโลกก็ได้
ประสบโชค คาดว่า คลาวด์ คอมพิวติ้งจะได้รับการใช้งานเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเฉพาะกระแสความนิยมของเว็บ 2.0 ยิ่งเป็นตัวผลักดันให้คลาวด์ คอมพิวติ้งเข้ามามีบทบาทในการประมวลผลมากยิ่งขึ้น เพราะเว็บ 2.0 ต้องใช้ขีดความสามารถการประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ปัจจุบัน องค์กรธุรกิจระดับโลกที่ใช้ประโยชน์จากคลาวด์ คอมพิวติ้ง เช่น บริษัทไชน่า เทเลคอม
"วันนี้มีข้อมูลดิจิทัลมากมายมหาศาล จำเป็นต้องมีระบบประมวลที่จับข้อมูลเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกันแบบรวดเร็ว และประหยัดซึ่งคลาวด์มีบทบาทมาก ซึ่งปัจจุบันได้รับความสนใจจากองค์กรใหญ่กว่า 80%ทั่วโลก ที่เริ่มลงมือทดสอบระบบทั้งแบบภายใน หรือแบบภายนอกไปบางส่วนแล้ว"
คาดคลาวด์ฯ โต 3 เท่า
เขายังคาดอีกว่า ในไทยธุรกิจที่จะนำคลาวด์ คอมพิวติ้งเข้าไปประยุกต์ใช้ได้ก่อน คือ ธุรกิจภาคบริการทั้งหมด โดยเฉพาะบริการด้านการรักษาพยาบาล การเสียภาษี การบริการประชาชนต่างๆ และคาดว่า อัตราการเติบโตของคลาวด์ คอมพิวติ้งในไทยจะเติบโตต่อปีไม่ต่ำกว่า 3 เท่า
"ประสบโชค" บอกว่า ในส่วนของไมโครซอฟท์เองกำลังให้บริการคลาวด์ คอมพิวติ้งในไทย โดยให้บริการอยู่บนซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า "วินโดว์ส อาซัว" (Windows Azure : Azure แปลว่า ก้อนเมฆ) ซึ่งขณะนี้เปิดให้บริการแล้วในอเมริกา และยุโรป ส่วนไทยคาดว่า อีก 2 ปีถึงจะเปิดให้บริการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาแพลทฟอร์มให้มีความเหมาะสมกับธุรกิจไทย
ก่อนหน้านี้ ยังได้ประเมินกันว่า ภายในปี 2554 งบประมาณของบริการคลาวด์ คอมพิวติ้งจะอยู่ที่ 95 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ ปี 2555 งบประมาณจากธุรกิจที่ต้องการใช้บริการคลาวด์จะโต 3 เท่า หรือมีมูลค่ากว่า 42 พันล้านดอลลาร์
"ปัจจุบันในยุโรป ตื่นตัวเรื่องคลาวด์ คอมพิวติ้งมาก กระทั่งได้รวมกลุ่มบรรดาผู้ให้บริการ และตั้งเป็นองค์กรชื่อว่า ยูโร คลาวด์ ซึ่งไมโครซอฟท์ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกนี้ ขณะที่ในเอเชีย คาดว่า อีกไม่นานหากคลาวด์ได้รับความนิยมมากขึ้นก็อาจจะตั้งกลุ่มเอเชีย คลาวด์ขึ้นมาก็ได้" นายประสบโชค กล่าว