ข้อมูลจากหลายสถาบันระบุตรงกันว่า "อินเทอร์เน็ต" มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
ข้อมูลจากหลายสถาบันที่ระบุตรงกันว่า "อินเทอร์เน็ต" เป็นเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่จะได้รับประโยชน์อย่างมาจาก "ความรวดเร็ว" และ "ความทั่วถึง" ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มขีดแข่งขันเชิงธุรกิจ
ล่าสุด เทเลนอร์ จากนอร์เวย์ ผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่อันดับ 6 ของโลก ได้สนับสนุนบริษัท บอสตัน คอนเซาท์ติ้ง กรุ๊ป (บีซีจี) ในการจัดทำเสนอรายงานผลทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเกิดขึ้นจากระบบอินเทอร์เน็ตในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยนำปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มาประกอบการประเมินเป็นตัวเลขพยากรณ์สำหรับช่วง 10 ปีข้างหน้า
ด้านเป้าหมายการจัดทำรายงานดังกล่าว ในแง่ของเทเลนอร์ ต้องการสร้างความเข้าใจเชิงลึกเพิ่มขึ้น ถึงอิทธิพลของระบบอินเทอร์เน็ต ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต การทำงานของผู้คน ตลอดจนการพัฒนาประเทศตั้งแต่ระดับพื้นฐาน พร้อมทั้งหวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้รัฐบาลในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ใช้ประกอบการวางกรอบและกำหนดนโยบาย ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาประเทศ และเศรษฐกิจไปในทิศทางที่ถูกต้อง
ไทย" 1 ใน 3 กลุ่มตัวอย่าง
ทั้งนี้ การศึกษาดังกล่าวเลือกประเทศบังกลาเทศ ไทย และเซอร์เบีย เป็นกลุ่มตัวอย่าง เพราะมีความโดดเด่นในแง่ระดับการพัฒนาการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ระยะกลางซึ่งพร้อมรองรับการขยายตัวต่อไป และช่วงของการเติบโตอย่างรวดเร็ว ตามลำดับ
ปัจจุบัน บังกลาเทศ มีจำนวนครัวเรือนที่สมัครใช้บริการระบบอินเทอร์เน็ตต่ำกว่า 2% 2 ขณะที่ ประเทศไทย มีอยู่ 21% และเซอร์เบีย มีระดับความแพร่หลายถึง 31% เมื่อเทียบกับสัดส่วนโดยเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ในระดับ 24%
"ในบังกลาเทศ คาดการณ์ว่าอัตราการนำเอาระบบอินเทอร์เน็ตมาใช้จะเร่งขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นครั้งแรกหลังจากปี 2018 จนแตะระดับที่ 10% ในปี 2020 ขณะที่ ประเทศไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2014 และจะชะลอตัวลงเล็กน้อยในช่วงท้ายของระยะเวลาที่ดำเนินการศึกษา และจะแตะระดับ 26% ในปี 2020 ส่วนเซอร์เบีย การนำเอาระบบอินเทอร์เน็ตมาใช้จะเติบโตสูง แต่จะมีอัตราที่ปรับตัวลดลง และอยู่ในอัตรา 42% ปี 2020"
ยิ่งใช้(เน็ต)มาก-จีดีพียิ่งโต
ขณะเดียวกัน ความแพร่หลายของอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น จะมีผลต่อการสร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอย่างมากในส่วนของภาพรวมผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยพบว่า ระบบอินเทอร์เน็ตจะมีสัดส่วน 2.6% ในจีดีพีรวมของบังกลาเทศ ส่วนประเทศไทยอยุ่ที่ 3.8% และเซอร์เบียอยู่ที่ 5.2% โดยเป็นผลจากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นซึ่งผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในภาคธุรกิจบริการ การผลิต และการเกษตรได้รับ
นอกจากนี้ อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตต่อจำนวนประชากร ยังกระตุ้นจำนวนผู้ประกอบการให้เพิ่มขึ้น สร้างให้เกิดกิจกรรมทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ผลักดันตัวเลขการจ้างงานสูงขึ้น
ในส่วนของประเทศไทย คาดว่าตลอดช่วง 10 ปีจนถึงปี 2020 คาดว่า อินเทอร์เน็ต จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างธุรกิจใหม่ได้ถึง 52,000 ธุรกิจ เท่ากับการสร้างงานใหม่ 114,000 อัตรา ซึ่งจำนวนนี้มีเพียง 11,000 อัตรา ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในภายในสายธุรกิจอินเทอร์เน็ต และงานที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติด้วยผลของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้น โดยปราศจากการกระตุ้นหรือเงินสนับสนุนในการพัฒนาใดๆ จากรัฐบาล
ขณะที่ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมากขึ้น จะทำให้ภาครัฐมีรายได้จากจากภาษีเพิ่มขึ้น โดยมีประมาณการณ์ว่าอีก 10 ปีข้างหน้านี้ ระบบอินเทอร์เน็ตอาจคิดเป็นสัดส่วน 4.2% ของรายได้รัฐบาลไทย, 4.6% ในบังกลาเทศ และ 1.8% ในเซอร์เบีย
รายได้จากภาษีเหล่านี้กว่า 50% (ในบังกลาเทศ และประเทศไทย เกือบ 90%) มาจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่ผู้ให้บริการ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าบริการอินเทอร์เน็ต ถือเป็นสินค้าทุนที่สามารถช่วยให้การผลิตเพิ่มขึ้นได้ในระบบเศรษฐกิจ
ทางลัดขยายโครงสร้างพื้นฐาน
ในการศึกษาครั้งนี้ ยังได้มองถึงความสำคัญของ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ และการพัฒนาชนบท ซึ่งเป็นปัญหาร่วมสำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และสามารถ "เอาชนะ" ได้โดยใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต
เนื่องจากประเทศที่มีปัญหาด้านการเข้าถึงการศึกษาระดับพื้นฐาน ก็สามารถนำการริเริ่มการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านอินเทอร์เน็ต มาใช้เสริมประสิทธิภาพของการศึกษาในระบบโรงเรียนได้ ขณะที่ ปัญหาขาดแคลนบุคคลากรทางการแพทย์นั้น การใช้เทคโนโลยีเว็บแคม และการสื่อสารแบบเรียลไทม์ กับแพทย์ที่ปฏิบัติงานภาคสนามผ่านคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค จะช่วยให้แพทย์หนึ่งคนสามารถให้บริการผู้ป่วยได้มากขึ้น เป็นต้น
ขณะที่ ประชากรส่วนใหญ่ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท มีรายได้โดยเฉลี่ยต่ำกว่าในเมือง และพึ่งพาภาคเกษตรเป็นหลัก เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตก็สามารถเข้ามาช่วยเพิ่ม รวมทั้งกระจายแหล่งที่มาของรายได้ให้กับคนในชนบท สร้างโอกาสรายได้เสริมจากการประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของระบบอินเทอร์เน็ต รวมทั้งแก้ปัญหาช่องว่างด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน
3จีตัวเร่งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต
รายงานของบีซีจี ระบุอีกว่า หากมีปัจจัยแวดล้อมและกรอบกฎหมายควบคุมที่เหมาะสม ไทยสามารถมีผู้สมัครใช้บริการอินเทอร์เน็ตถึง 17.9 ล้านคนในปี 2020 หรือคิดเป็นผู้สมัครใช้บริการ 26 คนต่อประชากร 100 คน โดยปีเดียวกันนี้คาดว่า 70% ของครัวเรือนจะมีสมาชิกใช้บริการอินเทอร์เน็ตอย่างน้อย 1 บัญชีสมาชิก ส่วนการใช้งานของภาคธุรกิจจะอยู่ที่ประมาณ 91%
ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าประมาณ 2 ใน 3 ของผู้สมัครใช้บริการอินเทอร์เน็ตในไทยจะเป็นแบบไร้สาย เนื่องจากการครอบคลุมของสัญญาณโทรศัพท์พื้นฐานจะกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง ดังนั้น การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในเขตชนบท 85% น่าจะเป็นแบบไร้สาย ขณะที่ ในเขตเมืองก็จะมีผู้ใช้ระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สายสูงถึง 55%
ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนให้เกิดความแพร่หลายของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ก็คือ เทคโนโลยี 3จี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเร็วในการเชื่อมต่อเน็ตในรูปแบบของบรอดแบนด์ไร้สาย ได้ทั้งผ่านโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์พกพาที่ต่อเชื่อมกับ 3จี
อย่างไรก็ตาม ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง และเป็นที่กังวลว่าระบอบกฎหมายในปัจจุบันยับยั้งการลงทุน โดยขาดกฎระเบียบที่ชัดเจน และแนวทางการปฏิบัติในเรื่องที่สำคัญ เช่น กฎหมายการแข่งขัน รวมถึงความขัดแย้งระหว่างระบบสัมปทาน และการให้ใบอนุญาต
นายซิคเว่ เบรคเก้ รองประธานบริหาร เทเลนอร์ กรุ๊ป และเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุด เทเลนอร์ เอเชีย กล่าวว่า เขารู้สึกเสียใจที่กระบวนการออกใบอนุญาต 3จีของไทยล่าช้ามาก พร้อมย้ำว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เพิ่มขึ้นนั้น มีความสำคัญทั้งกับผู้ใช้บริการและต่อสังคม เพราะจะสร้างผลต่อเนื่องที่ใหญ่กว่าการใช้มือถือ