บอร์ดกสทอนุมัติแผนพลิกฟื้นกิจการรับมือ 3จีและรายได้จากส่วนแบ่งสัมปทานหดหาย จี้ฝ่ายบริหารศึกษาแนวทางระดมทุน1-2หมื่นล้านบาทเสริมสภาพคล่อง
นายกฤษดา กวีญาณ กรรมการ บมจ. กสท โทรคมนาคม กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) วานนี้ ( 25 พ.ย.) ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติแผนพลิกฟื้นกิจการของบริษัท เพื่อเตรียมรับมือการเปิดให้บริการ 3 จี จากการประมูลคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่อาจส่งผลให้ กสท สูญเสียรายได้จากส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทาน
ขณะเดียวกัน บอร์ดได้สั่งให้ฝ่ายบริหาร ทำการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโอกาส ความเป็นไปได้และระเบียบทางกฎหมาย ในการระดมทุนขั้นต้น 1-2 หมื่นล้านบาท ในรูปแบบของพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ หรือตราสารหนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม เพื่อเตรียมเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ที่อาจเกิดขึ้นจากการลดลงของรายได้จากสัญญาสัมปทาน และหากรายได้ใหม่เข้ามาทดแทนไม่ทัน ก็ยิ่งต้องเร่งระดมทุน คาดว่าวงเงินดังกล่าว ต้องเตรียมพร้อมไว้ในปี 2553
ทั้งนี้ บอร์ดสั่งการให้เริ่มศึกษารายละเอียดไว้ เพื่อเตรียมเสนอกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นว่าจะอนุมัติหรือไม่ รวมถึงกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าด้วยหรือไม่ พร้อมย้ำว่า กสท ไม่เคยก่อหนี้มาก่อน แต่ตอนนี้เมื่อมีความเสี่ยงในการทำธุรกิจและสภาพคล่องของบริษัท ก็ต้องเตรียมการรับมือ พร้อมกับเร่งโครงการต่างๆ
ด้านวงเงินประมาณการณ์ 1-2 หมื่นล้านบาท เป็นการพิจารณาจากภาระที่ กสท ต้องดำเนินการและแผนการลงทุนธุรกิจใหม่ๆ เช่น การจ่ายค่าติดตั้งโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซีดีเอ็มเออีก 3 งวดที่เหลือ งวดละ 1,872 ล้านบาท, โครงการลากโครงข่ายใยแก้วนำแสงรองรับบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับลูกค้าถึงหน้าบ้าน หรืออาคารสำนักงาน โรงแรม (ไฟเบอร์ ทู เดอะ เอ็กซ์) ประมาณ 6 พันล้านบาท และเงินที่เตรียมไว้สำหรับซื้อกิจการซีดีเอ็มเอส่วนกลาง 25 จังหวัด จากบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด (ฮัทช์) ที่จะเสนอมูลค่าการซื้อในการประชุมบอร์ดวันที่ 14 ธ.ค. นี้
เขากล่าวว่า แม้ปัจจุบัน กสท จะมีเงินสดในธนาคารประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่ก็ต้องเตรียมเงินสำรองไว้ พร้อมทั้งไม่ยืนยันตัวเลขเงินลงทุนที่ก่อนหน้านี้เขาเคยระบุว่า น่าจะอยู่ในวงเงินประมาณ 5 พันล้านบาท
“ ไฟเบอร์ ทูเดอะเอ็กซ์ จะเริ่มปีหน้า และเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2554 ส่วนการซื้อซีดีเอ็มเอส่วนกลาง เมื่อร่วมกับภูมิภาค จะรับรู้รายได้ทันทีประมาณ 4 พันล้านบาทต่อปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอชดเชยรายได้จากสัญญาสัมปทานปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท” นายกฤษดากล่าว
สั่งหาที่ปรึกษา แปรสัมปทาน
นอกจากนี้ บอร์ดได้สั่งการให้ที่ฝ่ายบริหารศึกษาแนวทางการแปรสัญญาสัมปทานอย่างจริงจังมากขึ้น และต้องหาที่ปรึกษามาช่วยวิเคราะห์แนวทางให้ได้ในปีนี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปทั้ง กสท และเอกชน ก่อนที่จะเสนอให้ ครม.อนุมัติ รวมถึงหาทางออกปัญหาการแก้ไขสัญญาที่ไม่ถูกต้องในอดีตด้วย ซึ่งอาจจะมีทั้งค่าเช่าโครงข่าย หุ้น และเป็นการลดความเสี่ยงการทำธุรกิจของ กสท ในอนาคต ต้องให้ที่ปรึกษาช่วยวิเคราะห์
"ก่อนหน้านี้อาจมีหลายฝ่ายไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแปรสัญญาสัมปทาน แต่เชื่อว่าตอนนี้เริ่มจะเห็นกันแล้ว กระทรวงการคลังก็ออกมาบอกแล้วว่าให้หาแนวทางได้เลย เพราะมีปัจจัยมากที่ต้องวิเคราะห์ เช่น หาก กสท เข้าไปถือหุ้นในดีแทคและทรูมูฟ ซึ่งเป็นคู่แข่งในตลาดเดียวกัน จะมีปัญหาขัดกับกฎระเบียบ หรือขัดเรื่องนโยบายหรือไม่" นายกฤษดากล่าว
เขากล่าวว่า ปัจจุบัน ทรูมูฟ เป็นบริษัทที่แสดงความสนใจที่จะแปรสัญญาสัมปทานมากที่สุด อาจเพราะเป็นผู้ให้บริการรายที่ 3 มีต้นทุนสูง มีผลประกอบการขาดทุน จึงอยากดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะมีแนวทางความร่วมมืออื่นๆ รออยู่ด้วย เช่น การใช้คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ เป็นต้น
ทีดีอาร์ไอจี้เลิกสัมปทานมือถือ
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในการสัมมนาวิชาการ”การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมในสังคม” จัดโดยทีดีอาร์ไอ วานนี้ว่า กรณีศึกษาที่พบว่าเข้าข่ายของการแสวงหาผลตอบแทนส่วนเกินจากสัมปทาน คือ การแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ ของเอไอเอส เมื่อปี 2539 ขยายสัญญาจาก 20 เป็น 25 ปี เพื่อแลกกับสิทธิผูกขาด ต่อมาในปี 2544 ก็ลดค่าสัมปทานระบบพรีเพดจาก 25%เหลือ 20% อีกทั้งในปี 2545 ให้หักค่าใช้จ่ายโรมมิ่งก่อนจ่ายค่าสัมปทานได้
ส่วนกรณีของดีแทคก็เช่นกัน ในปี 2536 ได้ขยายสัญญาจาก15 ปี เป็น 22 ปี ต่อมาในปี 2539 ได้มีการขายแบ่งคลื่นความถี่ที่ถือครองไว้มากให้กับทางทรูมูฟกว่า 4 พันล้านบาท และปีเดียวกันยังได้รับการขยายสัญญาเพิ่มอีกจาก 22 ปีเป็น 27 ปี และในปี 2544 ได้ลดค่าเชื่อมต่อโครงข่าย หรือแม้แตในกรณีของ ทรูมูฟ ในปี 2543 ก็ได้ลดค่าสัมปทาน ต่อมาปี 2551 ได้ต่อสัญญาสัมปทานไปอีก 5 ปี
อย่างไรก็ตาม กรณีศึกษาเหล่านี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้มีความเห็นว่าไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย และปีนี้ รัฐบาลก็เตรียมที่จะออกใบอนุญาติระบบ 3จี โดย กทช. ซึ่งสาระสำคัญอยู่ที่เรื่องของการโอนถ่ายระบจาก 2จี ไปยังระบใหม่คือ 3จี มีการลดค่าสัมปทานบางส่วน ซึ่งจะเข้าข่ายของการหลบเลี่ยงการจ่ายสัมปทาน อย่างไรก็ตามกรณียังไม่ได้ข้อยุติ คงต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง
"ควรเลิกระบบสัมปทานให้เหลือเฉพาะเท่าที่จำเป็น โดยปรับไปสู่การแข่งขันเสรีในระบบใบอนุญาต ยกเว้นกรณีที่รัฐจำเป็นต้องเป็นเจ้าของโครงข่ายต่อไป ก็ควรให้สัมปทานโดยการประมูลเป็นหลัก เพื่อให้ผลตอบแทนส่วนเกินของเอกชนกลายเป็นผลระโยชน์ของรัฐหรือผู้บริโภค และควรมีข้อกำหนดให้สามารถเจรจาต่อรองผลตอบแทนได้ เพื่อป้องกันการประมูลที่สูงเกินไป โดยหวังที่จะเจรจาแก้สัญญาภายหลัง" นายสมเกียรติกล่าว
เร่งจัดการข้อพิพาทหัวเว่ย
นายกฤษดา กล่าวต่อไปว่า การระงับข้อพิพาทระหว่าง กสท กับ หัวเว่ย กรณีการส่งมอบโครงข่ายซีดีเอ็มเอส่วนภูมิภาค ได้กำหนดเป็นหัวข้อ 10 ประเด็นหลักๆ ที่หัวเว่ยได้เสนอแนวทางมาให้ กสท พิจารณาแล้ว ทางบอร์ดเห็นชอบ 5 ประเด็น และไม่เห็นชอบ ทั้งเสนอให้ หัวเว่ยทำข้อเสนอมาใหม่โดยเร็ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ เพราะอาจจะกระทบกับรูปคดีในชั้นศาลได้
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นหนึ่งที่ กสท ไม่เห็นด้วย คือ หัวเว่ยเรียกเก็บดอกเบี้ย 7.5% มูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท จากการจ่ายค่างวด 3 งวดช้ากว่ากำหนดมากว่า 2 ปีแล้ว แต่ กสท ได้ปฏิเสธการจ่าย เพราะเป็นเรื่องสืบเนื่องจากการส่งมอบโครงข่ายช้า ทำให้มีการคิดค่าปรับกว่า 3 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน ซึ่งหัวเว่ย อ้างตาม มติ ครม. สมัยนั้นให้สามารถขยายเวลาการติดตั้งได้จากปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ยังต้องเจรจาในประเด็นนี้กันก่อน
อีกทั้ง กสท ได้เสนอให้หัวเว่ย ทำหนังสือค้ำประกันจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย รับรองว่า หากศาลมีคำตัดสินออกมาในทางที่ กสท จะได้รับประโยชน์ หัวเว่ยต้องดำเนินการปรับปรุงอุปกรณ์ อีวี- ดีวี (EV-DV) ในโครงข่ายให้ใหม่ แม้ว่าทางควอลคอมม์จะไม่ผลิตอุปกรณ์นี้แล้ว ก็ต้องรอการตัดสินชี้ขาดจากศาลว่า จะมีทางออกอย่างไร
จับมือ อสมท ให้บริการไวแมกซ์
นายกฤษดา กล่าวอีกว่า ขณะนี้บอร์ด กสท และบอร์ด อสมท ได้อนุมัติหลักการความร่วมมือระหว่างกัน และเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (เอ็มโอยู) ในเร็วๆ นี้ เพื่อให้บริการไวแมกซ์ ผ่านคลื่นความถี่ 2.5 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่ง อสมท จะเป็นผู้ให้บริการมัลติมีเดีย ส่วน กสท จะให้บริการด้านโครงข่าย และบริการบางส่วน เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบริการแอพพลิเคชั่นอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม อสมท จะให้บริการได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ อสมท ต้องไปเจรจากับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เอง แต่ กสท จะเตรียมพร้อมไว้ รวมถึงเตรียมปรับโฉมศูนย์บริการทั่วประเทศ หลังจากที่มีการรีแบรนด์มาแล้ว ให้มีความหลากหลายพร้อมให้บริการกับลูกค้ามากขึ้น ทั้งจากบริการซีดีเอ็มเอทั่วประเทศ และบริการไวแมกซ์ร่วมกับ อสมท
ที่ประชุมบอร์ดวานนี้ ยังได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลพิเศษให้กระทรวงการคลัง ประจำไตรมาสที่ 3 เพื่อชดเชยรายได้จากภาษีสรรพสามิต มูลค่า 1,245 ล้านบาท
กทช. เลื่อน3จีรอกรรมการใหม่
นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด กทช. วานนี้ ( 25 พ.ย.) มีมติสั่งการให้เตรียมข้อมูลและเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ และการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3 จี เพื่อให้ กทช. ชุดใหม่ศึกษาหลังมีการโปรดเกล้าฯ เข้ารับตำแหน่ง
จากนี้ สำนักงานฯ จะทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง และรอการตีความจากกฤษฎีกาว่า กทช. มีอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่หรือไม่ เพื่อเสนอให้ กทช. ชุดใหม่เป็นคนตัดสินใจ ขณะที่ กทช. ชุดปัจจุบันจะไม่มีการพิจารณาตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายหรือ 3 จี อีกแล้ว
ส่วนขั้นตอนการแต่งตั้ง กทช. ทางวุฒิสภา จะเสนอรายชื่อให้กับนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอโปรดเกล้าฯ ตาม มาตรา 15 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2543 ซึ่งเมื่อผ่านขั้นตอนนี้ รายชื่อจึงจะถูกส่งมาที่สำนักงาน เพื่อเตรียมจัดให้ กทช. ใหม่ประชุมเลือกประธาน และส่งให้นายกรัฐมนตรีเสนอโปรดเกล้าฯ อีกครั้ง
นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นคุณสมบัติของผู้ที่จะรับตำแหน่ง กทช. ใหม่ ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะผ่านการตรวจสอบมาแล้วหลายขั้นตอนทั้ง คณะกรรมการสรรหา และวุฒิสภา
แหล่งข่าวจากวงการโทรคมนาคม กล่าวว่า กรณีวานนี้ (25 พ.ย.) กองปราบส่งหมายเรียกนายบัณฑูร สุภัควณิช อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ผู้ได้รับเลือกเป็น 1 ในกรรมการ กทช. คนใหม่ เพื่อไปให้ถ้อยคำในฐานะพยาน เนื่องจากพบว่าสำนักงบประมาณมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่างๆ นั้น คาดว่ามีความเกี่ยวข้องจากการไปให้ปากคำ และให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับโครงการซื้อจักรยานยนต์ของตำรวจเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ร่วมกระทำผิดแต่อย่างใด
"อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน ยังไม่มีข้อสรุปออกมา"
สว.ชี้เป็นขั้นตอนของสนง.กทช.
นายอนันต์ วรธิติพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ขั้นตอนของวุฒิสภาได้ผ่านไปแล้ว จากนี้สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ต้องประชุม และเป็นผู้ทำเรื่องเสนอโปรดเกล้าฯ ถ้าโปรดเกล้าฯ ก็จบ แต่ถ้าไม่โปรดเกล้าฯ จะต้องดำเนินการสรรหาใหม่
ส่วนการดำเนินการลงมติเลือก กทช. ใหม่นั้น สว.ไม่มีข้อมูลส่วนที่เป็นคดีความ ขั้นตอนสรรหาก็ไม่มีเสนอ รวมทั้งที่ได้ตรวจสอบไปยังหน่วยงานอื่นๆ ก็ไม่ปรากฎข้อมูล การสรรหาจึงดำเนินการไปตามปกติ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก
ขณะที่มีผู้กล่าวหาว่า ประธานที่ประชุมชี้นำนั้น เขาเห็นว่า เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่เป็นความเห็นร่วมกันของสว.หลายๆ คนมากกว่า