ทรู เกตเวย์ เตรียมลงทุน 1,000 ล้านวางเครือข่ายใยแก้วใต้น้ำจากกรุงเทพไปสหรัฐอเมริกา เร่งเจรจาพันธมิตรต่างประเทศร่วมลงทุน หาลงตัวพร้อมบริการในปี 53 ทั้งรุดเจรจา กสท ยอมเปิดเสรีเชื่อมโครงข่ายตรงไปอเมริกา พร้อมเดินหน้าลงทุนขยายแบนด์วิธเพิ่มอีก 100 ล้านบาทปี 52 หนุนธุรกิจอินเทอร์เน็ตโต
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายอโณทัย รัตนกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัททรู อินเทอร์เน็ต เกตเวย์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทกำลังวางแผนสร้างเคเบิลใยแก้วใต้น้ำเพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตโดยตรงจากกรุงเทพฯ ไปยังสหรัฐ คาดว่าจะต้องใช้งบในการลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างเจรจาหาพันธมิตรร่วมทุนทั้งใน และต่างประเทศ
โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาพันธมิตรในสหรัฐอเมริกา อินเดีย รวมทั้งบริษัทในแถบเบอร์มิวดา แม้ว่าปัจจุบันไทยจะมีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำจากกรุงเทพฯ ไปยังสหรัฐโดยตรง ซึ่ง กสท โทรคมนาคมเป็นเจ้าของโครงข่าย แต่ถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการเปิดให้ใช้งานอย่างเสรี ทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศโดยรวมไม่มีประสิทธิภาพมากพอ เพราะต้องผ่านเกตเวย์ในหลายประเทศก่อนจะถึงอเมริกา
"เราได้พยายามคุยกับทาง กสท ซึ่งมีโครงข่ายนี้อยู่แล้ว หาก กสท เปิดให้บริการเชื่อมต่ออย่างเสรี เราก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนวางโครงข่ายเอง แต่ กสท ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในเรื่องนี้" นายอโณทัย กล่าว
สำหรับแผนการเจรจากับพันธมิตรในการวางเครือข่ายดังกล่าวจะทำ ควบคู่กับการรอการเปิดเชื่อมต่อจาก กสท หากเป็นไปตามแผนงาน ระยะเวลาการเจรจากับพันธมิตรที่จะร่วมลงทุนจะอยู่ราวๆ 4-6 เดือน หลังจากนั้นจะใช้เวลาอีกกว่า 2 ปี ในการสร้าง โดยประเมินว่า จะสร้างแล้วเสร็จ พร้อมเปิดให้บริการได้ภายในปี 2553
"หาก กสท เปิดโครงข่ายให้เชื่อมต่อตรงไปยังสหรัฐ จะส่งผลทำให้ความเร็วของอินเทอร์เน็ตในประเทศเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว และทำให้ค่าบริการอินเทอร์เน็ตในประเทศลดลงทันที 30% แต่หาก กสท ไม่ยอมเปิดโครงข่าย ทรู ก็คงต้องเดินหน้าลงทุนตามแผนที่วางไว้เอง" นายอโณทัยกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะหารือกับพันธมิตรในประเทศ ที่มีแนวโน้มต้องใช้แบนด์วิธเพิ่มในอนาคตมาร่วมลงทุนด้วย โดยหากไม่นับ กสท แล้ว ก็จะหารือร่วมกับ เอไอเอส ดีแทค ทีโอที รวมถึงกลุ่มจัสมิน เป็นต้น
สำหรับแผนการลงทุนปีหน้า เตรียมลงทุนขยายแบนด์วิธเพิ่มจาก 7 กิกะบิต เป็น 8.3 กิกะบิต ด้วยเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท
ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมีแบนด์วิธรวมทั้งตลาดราว 27 กิกะบิต หรือมูลค่าตลาดรวม 3,000 ล้านบาท และคาดว่าปี 52 จำนวนแบนด์วิธทั้งตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 50 กิกะบิต มูลค่าตลาดจะอยู่ระหว่าง 4 , 800-5 , 000 ล้านบาท
"โดยปกติแล้ว แบนด์วิธในแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2 เท่า มาจากจำนวนผู้ใช้เน็ตเอดีเอส แอลที่เพิ่มขึ้น รวมถึงคอนเทนท์ปัจจุบันที่เน้นภาพ และเสียงทำให้การใช้แบนด์วิธเพิ่ม ส่วนกลุ่มทรูสิ้นปีนี้ ตลาดรวมของเราอยู่ที่ 850 ล้านบาท ปีหน้าวางรายได้ในส่วนนี้ไว้ 1,000 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งการตลาดราว 20% ของแบนด์วิธรวมทั้งตลาด" นายอโณทัยกล่าว
ขณะเดียวกัน บริษัทยังอยู่ระหว่างการเดินโครงข่ายไฟเบอร์บนดินไปยังกรุงอัมสเตอดัม ซึ่งถือเป็นโหนดอินเทอร์เน็ตหลักของยุโรป รวมทั้งในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นศูนย์รวมคอนเทนท์ และในเมืองลอสแองเจลิส ในสหรัฐฯด้วย
ทั้งนี้ บริษัทยังได้มีการติดตั้ง POPS หรือ Point of Presence ทั้งในไทย และต่างประเทศ ซึ่งได้แก่ประเทศสิงคโปร์ และสหรัฐ เพื่อให้ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตมาไทยได้เร็วขึ้น