นายอนุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระด้านโทรคมนาคม กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของ กทช. ที่เลือกวิธีการจัดสรรคลื่นความถี่ด้วยการประมูล เพราะเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม แม้ว่าจะดูเหมือนโปร่งใสที่สุด
เนื่องจากหากมีปัญหามูลค่าการประมูลสูงมาก จะส่งผลให้ค่าบริการสูงตามไปด้วย และไม่มีการรับประกันว่าผู้ที่ชนะการประมูลที่ได้คลื่นความถี่ใหม่ไป จะจัดบริการได้เกิดประโยชน์กับประชาชน และผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด
ดังนั้นหาก กทช. มีความรับผิดชอบต่อสังคม ควรเปลี่ยนวิธีการจัดสรรคลื่นความถี่ ใช้วิธีการ Competitive hearing ซึ่งเป็นรูปแบบการรับฟังความคิดเห็นอย่างหนึ่ง คือ ผู้ที่สนใจเข้าประมูลต้องเสนอแผนโครงการการลงทุน 3จี และการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ใหม่ เปิดให้ทุกภาคส่วนสามารถถามหรือโต้แย้งได้
ทั้งนี้ วิธีการดังกล่าวจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชน ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่า ใครควรได้รับคลื่นความถี่ใหม่ เพราะนอกจากประชาชนสามารถได้รับรู้แล้ว คู่แข่งยังสามารถโต้แย้งโครงการที่อีกฝ่ายนำเสนอได้ด้วย
"เย้ย"เลียนแบบงานประมูลรสก.
“กทช. อ้างว่าประมูลโปร่งใส และใช้วิธีพิจารณาคุณสมบัติขั้นต้น มาคัดกรองผู้เข้าร่วมการประมูล นั่นคือไม่มีความแตกต่างจากการประมูลที่รัฐวิสาหกิจในปัจจุบันใช้อยู่ และที่สำคัญ กทช. เป็นผู้คัดเลือกเอง ไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วม” นายอนุภาพกล่าว
ขณะเดียวกัน การจัดสรรแบบรับฟังความเห็น ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจนว่า ผู้มีส่วนได้เสียใดบ้างที่ต้องเข้าร่วม และ กทช. มีหน้าที่ต้องเชิญมาเข้าร่วม ไม่ใช่การจัดรับฟังความคิดเห็นทั่วๆ ไปเหมือนที่ กทช. เคยจัดมาแล้ว ซึ่งไม่เกิดประโยชน์
"ประชาชนจะสามารถเลือกได้ว่า โครงการของผู้เสนอใดดีที่สุด และเป็นการตัดสินไปในตัวให้ กทช. ต้องจัดสรรให้รายนั้น ส่วนเรื่องมูลค่า อาจไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นสำคัญกว่า เช่น ถ้าประชาชน เลือกข้อเสนอว่า ให้ลงทุนในพื้นที่ห่างไกล ใช้เวลา 1 ปี และเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการรายอื่นเข้าใช้โครงข่ายได้ สิ่งที่ตามมาคือ ในพื้นที่ห่างไกลจะมีบริการโทรคมใน 1 ปี และเกิดผู้ให้บริการรายใหม่" นายอนุภาพกล่าว
นอกจากนี้ เรื่องจำนวนใบอนุญาต กทช. ต้องระบุให้ชัดเจนว่า จะให้จำนวนเท่าใดและเปิดโอกาสให้มีรายใหม่ได้รับจำนวนเท่าใด เช่น กรณีมีใบอนุญาต 4 ใบ มีการันตี 1 ใบสำหรับรายใหม่ แต่อีก 3 ใบที่เหลือเปิดให้รายเดิมและใหม่เข้าขอรับการจัดสรรร่วมกัน ไม่ใช่กำหนดให้ 3 ใบสำหรับรายเดิมเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการชัดเจนว่า ต้องการให้รายเดิม 3 รายในตลาดได้รับไป และเปิดโอกาสให้มีรายใหม่เพียง 1 รา เพราะ กทช. ไม่ได้มีอำนาจกำหนดว่าควรมีผู้ให้บริการกี่ราย แต่ต้องให้ตลาดเป็นคนตัดสิน
พร้อมย้ำว่า วิธีการประมูลใบอนุญาต ไม่มีประโยชน์ต่อประชาชน หรือต่อผู้ให้บริการ และต่อประเทศชาติ แต่มีประโยชน์กับผู้กำกับดูแลที่จะได้รับเงินจากการประมูล ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า กทช. มีหน้าที่กำกับการแข่งขันให้เกิดขึ้น และดูแลคุ้มครองผู้บริโภค
หลายประเทศเลิกเปิดประมูล
นายอนุภาพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการจัดสรรใบอนุญาตด้วยวิธีประมูล เริ่มต้นในสหรัฐอเมริกา และยังคงใช้อยู่ ภายหลังแพร่หลายเข้ามาในยุโรป โดยมีผู้ให้บริการหลายรายประมูลแล้วยกเลิก หรือชะลอการลงทุน เพราะแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจากการประมูลไม่ไหว ผลเสียคือ 3จี เกิดช้า มีความเสียหายทางการเงิน และต้องเสียเวลาจัดประมูลใหม่อีกรอบ และหน่วยงานที่จัดสรรได้รับประโยชน์ ท้ายที่สุดในยุโรป จึงมี 3จี เกิดเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วเอง
ขณะที่ ปัจจุบัน หลายประเทศได้ยกเลิกวิธีการประมูลไปแล้ว ทั้งในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น, เกาหลี และหลายประเทศในยุโรป เนื่องจากเห็นตัวอย่างว่า ใครมีเงินมากก็จะมีสิทธิ์ได้ใบอนุญาตไป ซึ่งผู้ให้บริการคงไม่อยากได้วิธีนี้แน่นอน เพราะยิ่งมีคนเข้าประมูลมาก มูลค่าก็ยิ่งสูงขึ้น เว้นแต่มีการฮั้วกันเท่านั้น
ทีดีอาร์ไอ "ผิดหวัง" กทช.
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ผิดหวังที่สุดกับการที่ กทช. ประกาศว่าจะเปิดให้มีการประมูลคลื่น 3 จี โดยที่ไม่ให้ข้อมูลใดๆ เพิ่มเติม ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นที่ให้มาว่าอายุใบอนุญาตเกิน 10 ปี และต้องเป็นนิติบุคคลไทยนั้น เป็นเรื่องเดิมๆ ที่ผู้ประกอบการรับทราบอยู่แล้ว ซึ่ง กทช. ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึง 2 ปี เพื่อศึกษาและประกาศข้อมูลนี้
"ตอนนี้คนทั้งหลายเขาอยากรู้ว่า กฎเกณฑ์ที่จะออกมามีอะไรบ้าง คุณสมบัติของผู้เข้าประมูล วงเงินขั้นต่ำที่ประมูลอยู่ที่เท่าไหร่ จะต้องสร้างสถานีเครือข่ายให้ครอบคลุมแค่ไหน และจะให้ใบอนุญาตกี่ใบ เรื่องเหล่านี้ต่างหากที่ทุกคนอยากรู้ ไม่ได้อยากรู้ในเรื่องเดิมๆ ที่ประเทศไหนเขาก็รู้อยู่แล้ว เพราะทุกคนต้องการไปเตรียมแผนการลงทุน" นายสมเกียรติกล่าว
ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่ออกมานั้น สามารถมองได้ใน 2 ทาง คือ กทช. ต้องการให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบการรายเดิม และ 2. กทช. มีความเห็นเบื้องต้นอยู่แล้วแต่ไม่ยอมเปิดเผย
"ผมเชื่อว่าหากเป็นอย่างนี้ ในปีนี้เราก็ยังไม่ได้ใช้ 3 จี การที่บอกว่าจะออกใบอนุญาตได้ในไตรมาส 3 นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต่นเต้นอะไร" นายสมเกียรติกล่าว
นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีการวิเคราะห์กันว่า มีผู้ประกอบการบางรายไม่พร้อมที่จะเข้าประมูล เลยดึงเรื่องไว้ไม่ให้มีการออกหลักเกณฑ์นั้น ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากเชื่อว่า ผู้ประกอบการทุกรายในขณะนี้ ต้องการคลื่นใหม่ เพื่อผลประโยชน์ทางด้านค่าธรรมเนียมที่จะจ่ายน้อยลง
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ 4 ราย ซึ่งทุกวันนี้ทุกรายต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับกสท โทรคมนาคม และทีโอที ในสัดส่วนที่ลดหลั่นกันไป ดังนั้นเมื่อมีการจัดสรรคลื่น 3 จี ที่เร็วกว่าและดีกว่ามา ทุกรายก็ต้องการอยู่แล้ว เพราะเท่ากับว่า ผู้ประกอบการรายเดิม ไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทานให้แก่คู่สัญญา แต่จะไปเสียค่าธรรมเนียมให้ กทช. แทน ซึ่งน่าจะเป็นเม็ดเงินที่ต่ำกว่าเดิมมาก
ประมูล"ทางลัด"คลอด 3จี
ด้านนายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ในแง่ผู้ประกอบการ ขอให้ กทช. ออกหลักเกณฑ์และวิธีการที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด ก็พร้อม แม้ว่าการประมูลจะไม่ใช่วิธีดีที่สุด หรือเสียค่าใช้จ่ายสูงก็ตาม แต่เป็นวิธีที่เหมาะสมกับประเทศในขณะนี้ เพราะจะเกิดได้เร็วกว่าวิธีอื่น เนื่องจากหากเลือกวิธีประกวดราคา หรือผสมผสาน ก็ถกเถียงกันมาไม่น้อยกว่า 5 ปีแล้วก็ไม่ได้ข้อสรุปในรายละเอียด จนกระทั่งมาถึงวิธีการประมูล
ส่วนกรณีที่นักวิชาการ แนะเรื่องให้ออกเกณฑ์การรับฟังความคิดเห็น เฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้น ในแง่มุมของผู้ให้บริการมือถือ เห็นว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะแม้แต่เป็นผู้ไปพูดบนเวที ให้ข้อคิดเห็นอย่างเป็นทางการไปยัง กทช. ก็ตาม ยังไม่เคยเห็น กทช. รับฟังจนถึงนำความคิดเห็นไปเป็นข้อมูล เพื่อวิเคราะห์ออกเกณฑ์ตามข้อชี้แนะจากคนในอุตสาหกรรมแต่ประการใด
"ทรู"พร้อมระดมทุนแข่งประมูล
นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่มือถือ 3จี ด้วยวิธีการประมูลตามที่ กทช. ตัดสินใจเลือกไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นวิธีที่ยอมรับได้ แต่ยังต้องรอดูเงื่อนไข และหลักเกณฑ์การเข้าร่วมประมูล ที่จะออกมาในอนาคต ถ้าเป็นเงื่อนไขที่ต้องใช้เงินทุนสูง และต้นทุนการให้บริการสูง อาจก่อให้เกิดการผลักภาระไปยังผู้บริโภค
ทางด้านทรู มีความพร้อมเข้าร่วมการประมูล หากเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ออกมาดี ส่วนเรื่องภาระหนี้ที่มีอยู่ไม่ใช่ปัญหา เพราะสามารถระดมทุนได้
"ใบอนุญาตใหม่มีต้นทุนที่ต่ำกว่า ไม่ใช่สัญญาสัมปทาน ไม่มีส่วนแบ่งรายได้ และการมีฐานลูกค้า 2จี อยู่เดิมจะช่วยให้ระดมทุนได้ง่ายขึ้นด้วย" นายศุภชัยกล่าว
ทั้งนี้ การขายหุ้นเพิ่มทุนของทรู จำนวน 10,000 ล้านหุ้น หุ้นละ 1.95 บาท เพื่อระดมทุน 19,500 ล้านบาท ซึ่งในรอบแรกคาดไว้แล้วว่าจะยังขายไม่หมด ต้องมีเปิดขายรอบ 2 และ 3 แน่นอน แต่มั่นใจว่าจะขายหมดภายในปีนี้
ด้านปัญหาแพ็คเกจเครื่องไอโฟน 3จี ที่อาจเข้าข่ายไม่เป็นไปตามระเบียบ กทช. ทางทรูยังไม่รู้ประเด็นปัญหาแน่ชัดว่าเป็นเรื่องใด และ กทช. ก็ยังไม่ได้เรียกเข้าไปชี้แจง แต่มั่นใจว่าไม่มีปัญหา เพราะก่อนทำตลาดมีการตรวจสอบระเบียบหลักเกณฑ์แล้ว และรูปแบบการทำตลาดทางแอ๊ปเปิ้ล ก็มีตัวอย่างมาจากหลายประเทศ มีความหลากหลายให้ประชาชนได้เลือก