ปัจจุบัน กลุ่มชินคอร์ป บริษัทแม่ของยักษ์มือถือ "เอไอเอส" ยังคงดำรงสถานะผู้นำในธุรกิจโทรคมนาคมเมืองไทยก็ไม่ได้ผิดแผกไปจากในอดีต แม้จะโดนมรสุมการเมืองจากการเปลี่ยนผ่านกลุ่มผู้ถือหุ้นพัดกระหน่ำเข้าใส่อย่างหนักในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
"สมประสงค์ บุญยะชัย" ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มชินคอร์ปบอกว่า ภาพของกลุ่มชินกับการเมืองในวันนี้จางลงไปมากแล้ว แม้จะยังไม่ถึงกับ 100% ก็ตาม ภารกิจในฐานะแม่ทัพกลุ่มชินจึงเน้นไปในเรื่องการส่งเสริมสนับสนุนให้บริษัทในเครือดำเนินธุรกิจได้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งด้านการลงทุน การบริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบแบบมืออาชีพ ตลอดจนการประสานความสัมพันธ์กับหน่วยงานในการกำกับดูแลอย่าง กทช.
"เมื่อเวลาเปลี่ยน ตัวผู้ถือหุ้นและบริบทต่างๆ เปลี่ยนไป มี กทช. มีกฎกติกาใหม่ๆ มีเรื่องเกี่ยวกับ ก.ล.ต.ที่ต้องปฏิบัติตาม มีสิ่งที่เกิดขึ้นจาก ตปท. ถึงวันนี้เจ้าของไม่เปลี่ยน เราก็ต้องเปลี่ยนอยู่ดี เมื่อเจ้าของเปลี่ยนเป็นองค์กร การตัดสินอะไรต่างๆ ก็เป็นโปรเฟสชั่นนอลมากขึ้น มีระบบมากขึ้น"
นโยบายในการลงทุนทั่วโลกของเทมาเส็ก ผู้ถือหุ้นปัจจุบันของกลุ่มชินจะมองระยะยาวเป็นหลัก ซึ่งในเมืองไทยเทียบกับประเทศอื่นๆ จากสภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ถือว่ายังดีอยู่
"เทเลคอมเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต วันนี้อาจดูเป็นขาลงก็เพราะไปมองที่ยอดการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้ สมัยก่อนคนยังใช้น้อยแต่ใน 10 ปีมานี้โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ถามว่าเป็นขาลงหรือไม่ คงต้องบอกว่าบริการที่ลูกค้าต้องการใช้ซับซ้อนมากขึ้น และการสร้างการเติบโตจากฐานที่มีขนาดใหญ่ย่อมยากกว่าเดิม"
มากไปกว่านั้นผู้เล่นที่มีศักยภาพก็มีหลายรายทำให้การเจริญของการตลาดต้องเป็นไปโดยการแย่งชิง ในแง่การเติบโตของธุรกิจสื่อสารต่อไปจะเหมือนกับไฟฟ้าและน้ำประปาที่ในที่สุดการเติบโตเป็นไปตามจำนวนประชากร
"ศก.โลกตอนนี้เหมือนเราสมัยปี"40 ตอนนั้นคนอื่นขึ้นรถบัสวิ่งไปข้างหน้า เราขึ้นไม่ทันก็หารถเท่าที่หาได้ วิ่งของเราไปเรื่อยๆ ระหว่างวิ่งไปก็สร้างความเข้มแข็งขึ้นมาได้ ปรากฏว่ารถบัสคันใหญ่ที่วิ่งไปข้างหน้าดันคว่ำ เราเลยไม่เป็นไร ศก.ประเทศเรายังมีสถานะที่เข้มแข็ง"
สำหรับชินคอร์ปธุรกิจโทรคมนาคมนำโดย "เอไอเอส" จะยังเป็นธุรกิจเรือธงในการสร้างรายได้ ซึ่ง "สมประสงค์" เชื่อว่าจะเป็นต่อไปอีกหลายปีเพราะการหาลู่ทางขยับขยายการลงทุนไปยังธุรกิจใหม่ๆ ด้วยสภาวะเศรษฐกิจขณะนี้อาจไม่ใช่จังหวะที่ดีนัก ประกอบกับยากมากที่จะหาธุรกิจใหม่มาแทนเอไอเอสได้
"เอไอเอสมีศักยภาพมาก ถามว่าจะมีธุรกิจอะไรที่ไปได้ขนาดนี้ กลุ่มชินจะโฟกัสในโทรคมนาคมและมีเดียต่อไป"
โดยการประมูลใบอนุญาตบริการโทรศัพท์มือถือ 3G บนคลื่นความถี่ 2100 MHz ของ กทช.ที่คาดว่าน่าจะได้เห็นในปีนี้เป็นเป้าหมายสำคัญของ "เอไอเอส" ที่กลุ่มชินสนับสนุนเต็มที่
"เราเข้าประมูลด้วยแน่ มั่นใจสัก 80% ว่าได้เห็น เพราะ กทช.อนุมัติแผนความถี่แล้วหลังจากค้างเติ่งมาหลายปี ขณะนี้ กทช.ให้ สนง.กทช.ศึกษาต่อว่าจะจัดสรรความถี่และให้ใบอนุญาตอย่างไร"
เทียบกับคู่แข่งรายอื่น ด้านสถานะทางการเงิน "เอไอเอส" ไม่เป็นรองใครแน่
"โดยธรรมชาติคนที่เป็นรายเก่าต้องเข้าประมูลแน่ๆ ซึ่ง กทช.พูดคร่าวๆ ว่า ต้นทุนใบอนุญาตน่าจะราว 100-200 ล้านเหรียญในการเริ่มต้น แต่ประมูลจริงๆ จะไปหยุดที่เท่าไรไม่แน่ใจถ้าอยู่ในอัตรานี้ถือว่ารับได้"
"สมประสงค์" เชื่อว่าการลงทุน 3G ส่งผลดีในการกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ ถัดมายังผลักดันให้การใช้ data service โตขึ้นด้วย เพราะคนไทยเริ่มคุ้นขึ้นแล้ว ช่วงที่ผ่านมาการใช้งานก็เพิ่มขึ้น เมื่อมี 3G ทำให้ใช้ง่ายขึ้น มีการใช้ไวร์เลสบรอดแบนด์อย่างแพร่หลายมากขึ้น สเต็ปถัดไปก็จะมีบริการ "ไวแม็กซ์" ออกมาอีก ทั้งหมดจะเปลี่ยนโฉมหน้าการใช้งานด้านดาต้าและบรอดแบนด์ในไทยอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ก็จะเปลี่ยนไป มีมือถือรุ่นใหม่ๆ มีเน็ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่
"เป็นประโยชน์กับประเทศแน่ๆ ทำให้เกิดการลงทุนมากขึ้น เพราะแต่ละรายจะลงทุนปีละไม่ต่ำกว่า 1.5-2 หมื่นล้านบาท ดังนั้น 3G เกิดขึ้นได้เร็วเท่าไรยิ่งดี?
เมื่อมี 3G การย้ายของลูกค้าในระบบ 2G เดิมจะเกิดขึ้นตามมา ซึ่ง "สมประสงค์" เชื่อว่าภายใน 5 ปีจะมีคนหันมาใช้ 3G ไม่น้อยกว่า 60%
"การย้ายมาใช้ระบบใหม่เป็นพฤติกรรมของผู้ใช้อยู่แล้ว เราต้องสร้างเน็ตเวิร์กให้ดี ตรงกับความคาดหวังของลูกค้า ผู้บริโภคมีความต้องการในการแสวงหาสิ่งใหม่ๆ อยู่แล้ว อย่างวันนี้คนก็ซื้อมือถือ 3G ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้"