GPS ติดรถ


GPS ติดตามรถ


  Software ติดตามรถยนต์
  ทดลองใช้งาน Software

AirCard


ถาม-ตอบ Aircard, 3G Router, GPS Navigator
Speedtest : ความเร็ว Air Card


© AirCard Shop.com

หน้าแรก

สาละวันเตี้ยลง "TOT-กสท" มากกว่าฝีมือมี "ผลประโยชน์" ?

รัฐวิสาหกิจผู้กุมสัมปทานโทรคมนาคมอย่าง บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม นอกจากจะมีทรัพย์สินหลักแสนล้านบาทแล้ว ยังส่งเงินให้กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้น 100% ในรูปแบบปันผลปีละเกือบหมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นขุมทรัพย์หล่อเลี้ยงภาครัฐมาตลอด

แต่หลายปีที่ผ่านมา หลังตลาดเปิดกว้างจากกฎระเบียบต่างๆ ที่ผ่อนคลายลง บริการโทรคมนาคมหลายรูปแบบเริ่มเข้าสู่การเปิดเสรีทำให้การแข่งขันมากขึ้น ผลการดำเนินงานของทั้งคู่ โดยเฉพาะในกิจการที่ทำมาหาได้ด้วยตนเองกลับย่ำแย่ลง

ถ้าตัดรายได้จากสัมปทานออกไป เรียกได้ว่าดูไม่จืดกันเลยทีเดียว

ปี 2551 ที่ผ่านมา ทีโอทีมีรายได้รวม 72,100 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้ว 914 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิลดลงเหลือ 5,974 ล้านบาท จาก 6,232 ล้านบาท

เมื่อแยกแยะตัวรายได้จะพบว่ามาจากการดำเนินงานเอง 27,681 ล้านบาท จากสัญญาสัมปทาน 22,839 ล้านบาท (ส่วนใหญ่มาจากสัมปทานมือถือเอไอเอส) และรายได้อื่นๆ 1,991 ล้านบาท

ขณะที่สินทรัพย์รวม 254,995 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่มี 266,244 ล้านบาท

แหล่งข่าวจาก บมจ.ทีโอทีกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ด้วยว่า จากข้อมูลปิดงบฯเมื่อ 16 ม.ค. 2552 ที่ผ่านมา รายได้ของทีโอทีทั้งหมดไม่รวมรายได้ทางบัญชีซึ่งเป็นแค่ตัวเลขไม่ได้มีเงินสดเข้ามาจริงๆ จะมีแค่ 5 หมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้น

ขณะที่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่รวมค่าเสื่อมบัญชีและภาษี รวมแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท

ในอนาคตอันใกล้ ถ้ารายได้จากสัมปทานหายไป อะไรจะเกิดขึ้น

"กสท โทรคมนาคม" ก็ไม่น้อยหน้ากันเท่าไรนัก

แม้กำไรสุทธิในปีที่แล้วจะอยู่ที่ 5,168 ล้านบาท มีรายได้รวม 48,561.93 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากสัมปทาน 28,655.35 ล้านบาท และจากการดำเนินงานของตนเอง 17,612.98 ล้านบาท รวมรายได้จาก "ฮัทช์" (ตัวแทนทางการตลาดระบบซีดีเอ็มเอ) อีก 2,293.60 ล้านบาท เป็น19,905 ล้านบาท

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่รวมค่าเสื่อมราคา ซึ่งเป็นตัวเลขทางบัญชีจะอยู่ราวๆ 25,000 ล้านบาท

เรียกว่าทำมาหารายได้เองไม่พอกับรายจ่ายด้วยกันทั้งคู่ แต่ที่ยังอยู่ได้ มีกำไร มีโบนัสให้พนักงาน ก็เพราะส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทาน

สอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่เน้นย้ำว่า ทั้ง 2 องค์กรต้องจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อสร้างรายได้ทดแทนรายได้จากสัมปทานที่ใกล้จะสิ้นสุดให้ได้เพื่อรักษาสถานภาพขององค์กร

ปีนี้ทั้งคู่จึงมีงบฯลงทุนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้องค์กร รวมๆ กันแล้วไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้านบาท

"ทีโอที" มีโครงการใหญ่ๆ อาทิ โครงการขยายโครงข่ายไอพีบรอดแบนด์ วงเงิน 4,200 ล้านบาท ขยายบรอดแบนด์ล้านพอร์ตอีก 3,600 ล้านบาท และการอัพเกรดโครงข่ายมือถือ 1900 MHz ของ "ไทยโมบาย" ขึ้น 3 G มูลค่า 29,000 ล้านบาท และโครงการเปลี่ยนชุมสายเดิมเป็น "NGN" อีก 13,000 ล้านบาท เป็นต้น

ฟาก "กสทฯ" ก็เช่นกัน กรอบวงเงินลงทุนรวมแล้วประมาณ 28,000 ล้านบาท ได้แก่การขยายโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซีดีเอ็มเอ เฟส 3 กว่า 4,000 ล้านบาท การขยายโครงข่ายเอ็นจีที และโครงข่าย ไอพี โครงการติดตั้งไฟเบอร์ทูเดอะโฮมเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เป็นต้น

แต่ละโครงการมีกรอบการลงทุนในระดับพันล้านบาทขึ้นไป รวมถึงการจ่ายค่าติดตั้งระบบไอแบ็ก (Integrated Billing and Customer Service System) ซึ่งการจัดซื้อแต่ละโครงการต้องให้บอร์ดอนุมัติในแต่ละโครงการอีกครั้ง

เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้เมื่อติดตั้งแล้วต้องมีการบำรุงรักษาทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ทำให้มีโครงการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อบำรุงรักษาติดตามมาเป็นระยะๆ

ล่าสุดกับโครงการจ้างบำรุงรักษาโครงข่ายซีดีเอ็มเอ วงเงินประมาณ 300 ล้านบาท

อีกไม่น้อยกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์องค์กร ตราสินค้า และการตลาด ซึ่งแต่ละปี "กสทฯ-ทีโอที" ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

ถ้าใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หรือเป็นแค่ช่องทางกระจายรายได้ในหมู่คนกันเอง เทียบกับบริษัทเอกชน ตัวเลขระดับนี้ไม่ถือว่ามาก

ที่สำคัญต้องตระหนักด้วยว่า ปรับเปลี่ยนแค่ภาพลักษณ์ภายนอกอย่างเดียว ไม่เกิดประโยชน์ และย่อมไม่ใช่ทางเลือกทางรอดในอนาคตนี้

ที่ผ่านมา ทั้ง 2 องค์กรถูกค่อนแคะจากสังคมว่าเป็น "เสือนอนกิน" มาโดยตลอด แม้ในระยะหลังจะพยายามปรับตนเองเพื่อก้าวสู่สมรภูมิแข่งขันในหลายธุรกิจแล้ว แต่ทำได้อย่างมากหนีไม่พ้นการใช้กลยุทธ์ "ราคา" เข้าสู้

จริงอยู่ว่าหลายบริการไม่ลดราคาหนักๆ ใครจะมาใช้ เช่น บริการโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นซีดีเอ็มเอ หรือ 1900 MHz ไทยโมบาย

ด้วยว่าพื้นที่ในการใช้งานและความหลากหลายของบริการล้วนแล้วแต่เป็นข้อจำกัด ไม่ต้องคิดถึง "คุณภาพ"

ความโชคร้ายอีกอย่างของทั้งคู่ แต่ไหนแต่ไรมา หนีไม่พ้นคลื่นแทรกทางการเมืองและเหลือบริ้นไรที่สลับกันเข้ามาทำมาหากินกับการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการต่างๆ

มีตั้งแต่กินจุบกินจิบกับโครงการเล็กๆ ระดับไม่กี่สิบล้านไปจนถึงโครงการใหญ่ๆ ระดับร้อยล้านพันล้าน

ทั้งหลายทั้งมวลทำให้ "คนใน" ที่ยังรักดีต่อองค์กรกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมานัก ต่อนัก

ที่แข็งขืนไม่สนองนโยบาย "โดนปลดอากาศ" ก็มีให้เห็นมาแล้วไม่ใช่น้อย

ว่ากันว่ามากกว่าแรงบีบจาก "อำนาจ" หนีไม่พ้นเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่มักไม่เข้าใครออกใคร

ประชาชาติธุรกิจ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 | ข่าว ทั่วไป




ข่าว 3G || ข่าว IT

AIS Aircard| AirCard| แอร์การ์ด| AirCard USB| GPRS| EDGE| 3G| Dtac aircard| 3G AirCard| 3G Router| GPS ติดรถ| GPS| GPS คืออะไร| GPS Navigator| ราคา GPS ติดรถ| ราคา GPS| GPS ติดตามรถ| GPS tracking| GPS tracker| GPS กันขโมย| ระบบติดตามรถยนต์

GPSIAMDOTCOM 323/8 ซอยภาวนา ถนนลาดพร้าว41 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ 10310
โทรศัพท์ : 02-9399-616 - 17, 02-939-8912 / Fax : 02-939-8913