GPS ติดรถ


GPS ติดตามรถ


  Software ติดตามรถยนต์
  ทดลองใช้งาน Software

AirCard


ถาม-ตอบ Aircard, 3G Router, GPS Navigator
Speedtest : ความเร็ว Air Card


© AirCard Shop.com

หน้าแรก

ศุภชัยชงบรอดแบรนด์เชื่อ 5 ปีโต 8 แสนล้าน DTAC-AIS คาดปีหน้า 3G ยังไม่ให้บริการ

แนะชงเอ็มบีดับบลิวจีให้รัฐบาลกำหนดเป็นนโยบาย ขยายฐานผู้ใช้บรอดแบนด์ในไทย คาด 5 ปี มีเม็ดเงินสูงถึง 8 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันเป็นโอกาสของไทยที่สร้างคอนเทนต์ขายตลาดโลก กระทุ้ง กทช. รีบปล่อยไลเซนส์ 3G ไวแมกซ์ ด้าน ดีแทค-เอไอเอส คาดปีหน้ายังไม่ได้ให้บริการ 3 G

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่คณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะประธานคณะทำงาน (ตามวาระ) โครงการบรอดแบนด์ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนประเทศไทย หรือ Meaningful Broadband Working Group (MBWG) กล่าวว่า อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อปี 1992 แต่ยังเป็นแค่เรื่องข้อมูลเพียงอย่างเดียว พอถึงปี 2000เริ่มมีการให้บริการผ่านเทคโนโลยีเอดีเอสแอล ทำให้เกิดมัลติมีเดียมากขึ้น แต่การให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ ผ่านเทคโนโลยีนี้ยังมีข้อจำกัด เพราะสื่อที่ใช้ยังเป็นสายทองแดง

แต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเกิดขึ้นเร็วมาก ถ้าเปรียบเทียบจำนวนผู้ใช้บรอดแบนด์กับจำนวนประชากรในไทยมีแค่ 7% ซึ่งต่ำกว่าเวียดนาม ขณะที่จีนมีผู้ใช้ถึง 90 ล้านราย แซงสหรัฐอเมริกาที่มีผู้ใช้บรอดแบนด์อยู่ที่ 80 ล้านราย และถ้าจีนดำเนินการติดตั้งระบบ 3G และ 4Gเสร็จภายใน 2 ปี จะทำให้การเข้าถึงบรอดแบนด์ขั้นพื้นฐานของจีนสูงมาก ส่วนเกาหลีมีผู้ใช้บรอดแบนด์สูงถึง 99% ส่วนการลงทุนด้านโทรคมนาคมไทยอยู่อันดับที่ 18 ซึ่งต่ำกว่าเวียดนาม ขณะที่การใช้จ่ายด้านไอทีก็ถือว่าต่ำ

สิ่งที่ศุภชัยมองว่ายังเป็นอุปสรรคคือฮาร์ดแวร์หรือฮาร์ดไซต์ กับซอฟต์แวร์หรือซอฟต์ไซต์ ที่เป็นฮาร์ดไซต์ความครอบคลุมของบรอดแบนด์ที่ผู้ใช้จะเข้าถึงยังน้อย อย่างโทรศัพท์พื้นฐานมีการใช้งานทั้งหมดประมาณ 4 ล้านเลขหมาย จากจำนวนประชากร 19 ล้านครัวเรือน ส่วนมือถือที่มีการใช้จีพีอาร์เอสก็มีแค่หลักแสน ด้านอุปกรณ์สื่อสารหรือดีไวซ์อย่างโน้ตบุ๊กราคาลดลงมาก เชื่อว่าถ้าจีนลงระบบ 3Gและ 4Gเสร็จ จะช่วยขับเคลื่อนให้ราคาโน้ตบุ๊กลดลงอีก ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงบรอดแบนด์ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ให้ความรู้กับผู้ปกครอง อย่างเกาหลีจะมีกองทุนสำหรับให้ความรู้เรื่องบรอดแบนด์กับแม่บ้าน เพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในสถาบันครอบครัว ขณะที่สมาร์ทโฟนก็เป็นอีกตัวที่จะทำให้มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

นายศุภชัยกล่าวว่า รัฐบาลไทยต้องกระตุ้นเรื่องบรอดแบนด์ โดยเฉพาะภาคการศึกษา เพราะขณะนี้มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ประมาณ 17 ล้านคน มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 11 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่และคนวัยทำงาน และสิ่งที่จะตามมาคือกฎหมาย วัฒนธรรม และระบบสังคม หรือโซเชียล แวลู ทั้งนี้ หากบรอดแบนด์มีการขยายตัวจะทำให้เกิดการทำธุรกรรมผ่านช่องทางนี้มากขึ้น ซึ่งกฎหมายต้องตามให้ทัน

ส่วนกรณีที่ผู้หวั่นว่าหาก 3Gเกิดผู้ใช้จะย้ายระบบจาก 2Gไป 3G จะทำให้เสียรายได้กว่า 3 แสนล้านบาทนายศุภชัยย้ำว่าไม่จริง เพราะการเก็บค่าใบอนุญาตหรือไลเซนส์ 3Gจะได้มากกว่าการแบ่งรายได้จำนวน 25% ตามสัมปทานเดิม ซึ่งหน่วยงานที่กำกับดูแลเองก็น่าจะหาแนวทางว่าทำอย่างไรจะให้เอกชนมีอิสระมากขึ้นในการทำสิ่งใหม่ๆ อย่าง 3Gก็ต้องทำให้เกิดโดยเร็วเพราะขณะนี้ทั่วโลกกำลังไป 4G แล้ว ทำอย่างไม่จำกัดขีดความสามารถของเอกชน ไวแมกซ์ก็เช่นกัน

“การลงทุนด้านเทคโนโลยีอาจมีถูกบ้างผิดบ้าง ซึ่งก็ต้องเรียนรู้เพราะจะได้ศึกษาว่าจะต้องลงทุนเท่าไหร่”

ผู้บริหารทรูมองถึงสิ่งที่โตแบบก้าวกระโดดหากผู้บริโภคเข้าถึงบรอดแบนด์จำนวนมากคือ คอนเทนต์กับแอปพลิเคชัน ถ้าไทยมีการพัฒนาคอนเทนต์มากๆ สามารถกระจายไปทั่วโลกได้ ซึ่งเป็นผลพ่วงขนาดใหญ่ที่จะตามมา และหากมีการลงทุนเกี่ยวกับบรอดแบนด์จะสามารถเสริมสร้างผลผลิตมวลรวมภายในประเทศหรือGDPได้กว่า 1.38% และถ้าคนไทยมีการเข้าถึงบรอดแบนด์ภายใน 5ปีจะมีเม็ดเงินในตลาดนี้สูงถึง 8 แสนล้านบาท

ด้านเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการ กรรมการในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในฐานะประธานผู้ร่วมก่อตั้งMBWG กล่าวว่า เรื่องคอนเทนต์เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และถ้ามีการใช้บรอดแบนด์อย่างแพร่หลายก็จะเป็นโอกาสทางการตลาดของคนไทย

ส่วนการลดบทบาทของหน่วยงานที่กำกับดูแล กฎหมายเขียนไว้ว่าให้ทำงานตามกรอบอย่างเคร่งคัด การทำแต่ละอย่างก็ต้องรับฟังจากสาธารณะและต้องใช้เวลา

“เห็นด้วยกับการดีเร็กกูเรต ซึ่งกทช.ก็กำลังดูว่าจะลด หรือยกเลิกอะไรได้ อย่างผู้ประกอบการรายใดลงทุนเกี่ยวกับการลากสายเคเบิลจะยกเลิกค่าธรรม”

สำหรับโครงการMBWG น่าจะนำเสนอรัฐบาลให้มีการกำหนดเป็นนโยบายเกี่ยวกับเรื่องบรอดแบนด์ที่ชัดเจน เพราะขับเคลื่อนให้บริการประเภทนี้เกิด อย่าง 3Gในไทยก็สมควรที่จะเกิด แต่มีนักวิจัย นักวิชาการบางคนที่ไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริงออกมาให้ข้อมูลข่าวสารกับสาธารณะ อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวต้องเดินหน้าต่อไป

***ดีแทค-เอไอเอสถอนแผน3Gปีหน้า

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าว่า ในปี 2553 บริษัทจะไม่มีแผนการทำการตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 G อย่างแน่นอน เนื่องจากหากเปิดประมูล 3 G ได้ในเดือน มีนาคม-เมษายนปีหน้า เอกชนต้องใช้เวลาสร้างโครงข่ายราว 6 เดือนหรือมากกว่า ดังนั้นในปีหน้าดีแทคจะยังไม่มีรายได้จาก 3G ส่วนเงินลงทุนโครงข่ายนั้นดีแทคมีการเตรียมการไว้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะได้นำออกมาใช้หรือไม่

อย่างไรก็ดีการในปีหน้าดีแทคจะเน้นลงทุนขยายโครงข่ายเพื่อให้บริการสื่อสารข้อมูลเป็นหลัก เพราะผู้บริโภคมีความต้องการใช้งานสื่อสารข้อมูลเพิ่มมากขึ้นตามตลาดโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับเดือนธันวาคมนี้ ดีแทคจะนำเครื่องแบล็กเบอร์รี่เข้ามาจำหน่าย

สำหรับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ใหม่ 4 รายที่จะเข้ารับตำแหน่งแทนกทช.เดิมที่จับฉลากลาออกไป 3ราย และแทนกทช.ที่ลาออกไป 1 รายนั้นเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในกิจการโทรคมนาคม ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องเข้ามาศึกษาเรื่องที่กทช.ชุดเดิมทำไว้ใหม่ทั้งหมด

ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าว่า เอไอเอสได้เตรียมแผนการลงทุนโครงข่าย 3 Gไว้ แต่คาดว่าอาจจะไม่ได้ใช้เนื่องจากความคาดเคลื่อนในการประมูลมีขึ้นตลอดเวลา ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจ 3 G ในปีหน้าเอไอเอสจะไม่เตรียมการไว้ และจะไปเน้นแผนการดำเนินธุรกิจ 2 G เป็นหลัก

ส่วนการสรรหากทช.ใหม่ 4 รายยังไม่สามารถคาดการณ์ใดๆได้ เนื่องจากหลังจากการได้รายชื่อ กทช.ใหม่แล้วจะต้องรอการเสนอโปรดเกล้าซึ่งไม่สามารถระบุเวลาได้ และหลังจากโปรเกล้าเรียบร้อยแล้ว กทช.ทั้งหมดจะต้องเลือกประธานบอร์ดคนใหม่ และเสนอโปรดเกล้าอีกครั้ง ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่สามารถระบุระยะเวลาสิ้นสุดได้เช่นกัน

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 พฤศจิกายน 2552 | ข่าว 3G



บิ๊กมือถือพร้อมทำตลาด 3G

ผ่ากลยุทธ์ผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิ์ทำตลาดมือถือ 3G ให้กับ บมจ.ทีโอที ล่าสุด "ไออีซี" ดึง "วิสิทธิ์ คุณนิรันดร" เข้ามาคุมสายงานการตลาด พร้อมใช้แบนด์ "IEC 3G" ต่อยอดธุรกิจคอนเทนต์ "ทริปเปิ้ลเพย์" ขณะที่กลุ่มสามารถ ปักธง "ไอ-โมบาย" เป็นตัวชูโรง เผยพร้อมตั้งแต่วันแรกเปิดให้บริการ

ด้าน "ล็อกซ์เล่ย์" พร้อมลุยเช่นเดียวกัน ส่วน "ทีโอที" เตรียมลงทุนอีก 3,000 ล้าน ขยายเครือข่ายในอาคารอีก 200 จุด

นายวิสิทธิ์ คุณนิรันดร รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิล เอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ ไออีซี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงเหตุผลที่บริษัท ไออีซี เทคโนโลยี จำกัด (บริษัทลูกไออีซี) ยื่นข้อเสนอไปยัง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อทำหน้าที่ด้านการตลาดและบริการในลักษณะ MVNO (Mobile Virtual Network Operator) ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ว่า เนื่องจาก ไออีซี มีความพร้อมทั้งช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งค้าส่งและค้าปลีกโดยผ่านช่องทางของ โมบายอีซี่ และ บริษัท บลิส-เทล จำกัด (มหาชน) ที่มีตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ และ คอลล์เซ็นเตอร์ 1369 เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ขณะนี้บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์รองรับระบบมือถือ 3G และบุคลาการก็มีความพร้อมเนื่องจากมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมาอย่างยาวนาน

นายวิสิทธิ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จะใช้แบรนด์ "IEC 3G" ทำตลาดโดยกลยุทธ์ทางธุรกิจจะใช้คอนเทนต์(เนื้อหา)ของบริษัทลูกคือ บริษัท ทริปเปิ้ลเพย์ จำกัด ผู้ผลิตดิจิตอลคอนเทนต์และจำหน่ายเกม และแอพพลิเคชันต่างๆ บนมือถือ รวมไปถึงคอนเทนต์เพลงจากศิลปินเพลงแนวอินดี้ อีกด้วย ส่วนเรื่องจำนวนเลขหมายโทรศัพท์ และ โครงสร้างทางด้านราคานั้น ต้องรอความชัดเจนของบมจ.ทีโอที ภายในสัปดาห์หน้า

ด้านนายธนานันท์ วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ ไอ -โมบาย จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า บมจ.สามารถ จะใช้แบรนด์ "I-mobile" ในการทำตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G เนื่องจากแบรนด์ "I-mobile" เป็นที่รู้จักสำหรับผู้บริโภคเนื่องจาก ไอ-โมบาย มีจำนวนเครื่องลูกข่ายอยู่ในท้องตลาดมากกว่า 10 ล้านเครื่อง และ มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ในประเทศไทยรองจากโนเกีย

ส่วนเหตุผลที่ยื่นขอทำการตลาดและบริการในลักษณะ MVNO เนื่องจากบริษัทมีประสบการณ์ผ่านการเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ ปัจจุบันยังจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้ชื่อ "ไอ-โมบาย"

"เรามีความพร้อมตั้งแต่แรกที่เปิดให้บริการเพราะเราเคยผ่านประสบการณ์และมีช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านร้านไอ -โมบาย จำนวน 80 แห่งทั่วประเทศ"

ขณะที่นายสุรช ล่ำซำ กรรมการบริหาร บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ขณะนี้บริษัทได้ยื่นขอใบอนุญาต MVNO จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เนื่องจากว่า บมจ.ทีโอที ได้มีข้อกำหนดหากต้องการทำหน้าที่ด้านการตลาดและขายจะต้องขอ MVNO อย่างไรก็ตามในขณะนี้บริษัทมีความพร้อมในการจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ของ บมจ.ทีโอที ที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ธันวาคมนี้

ส่วนนายวิเชียร นาคศรีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดูแลรับผิดชอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ของ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า ในวันที่ 3 ธันวาคมนี้ ผู้ให้บริการ MVNO จำนวน 5 รายจะเปิดตัวพร้อมกับแบรนด์ TOT 3G และในเบื้องต้นจะจัดสรรเลขหมายให้กับผู้ให้บริการ MVNO รายละ 20,000 เลขหมาย หากจัดสรรได้หมดสามารถขอเลขหมายเพิ่มเติมได้

อย่างไรก็ตามในเบื้องต้น บมจ.ทีโอที ได้กำหนดโครงสร้างราคาขายส่งเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ให้กับผู้ประกอบการจำนวน 5 รายในราคา 300 บาท และเมื่อบวกกับจำนวนเลขหมายทั้งหมด 500,000 เลขหมาย บมจ.ทีโอที มีได้รายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 150 ล้านบาท โดยตั้งเป้าจำหน่ายเลขหมายให้ได้ทั้งหมดภายใน 6 เดือน

"เราทำหน้าที่ขายส่งแต่เขาจะไปกำหนดค่าบริการรายเดือน ค่าโทร และการกำหนดแบรนด์ขึ้นมาเราไม่มีเงื่อนไขตรงนี้"

นอกจากนี้แล้ว บมจ.ทีโอที มีแผนจะขยายเครือข่ายภายในอาคารจำนวน 200 จุดใช้งบประมาณการลงทุนจำนวน 3,000 ล้านบาทจากเดิมที่ติดตั้งไปแล้วจำนวน 500 แห่ง และวงเงินที่จะมาลงทุนเป็นกระแสเงินสดของบริษัทแต่จะต้องขออนุมัติจากคณะกรรมการ ขณะที่จุดเด่นของ TOT 3G คือ บริการ Video Call ซึ่งเป็นการสื่อสารทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียงผ่านเครื่องลูกข่ายของ TOT 3G บริการ Mobile Broadband หรือการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง ซึ่ง Peak rate อยู่ที่ 7.2 Mbps. (download) และ 1.4 Mbps (upload)

ฐานเศรษฐกิจ วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน 2009 | ข่าว 3G



"TOT"แจกมือถือพร้อมซิม3จี อ่วมหลังครม.เบรกลงทุนตจว.

"ทีโอที" เดินหน้าแจกซิม "TOT 3G" พร้อมมือถือ "ไอ-โมบาย" ให้พนักงานทุกคน ทดลองใช้บริการฟรีถึงสิ้นปีนี้ เตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ 3 ธันวาคมนี้ในเขตพื้นที่บริการกรุงเทพฯและปริมณฑล เตรียมแผนตั้งรับหลัง ครม.สั่งเบรกการลงทุนเฟส 2 ทั่วประเทศ

รายงานข่าวจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในวันที่ 19-20 พ.ย.ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดขายซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี ภายใต้แบรนด์ "TOT 3G" ให้กับพนักงานทีโอที ซึ่งถือเป็นการแจกซิมให้กับผู้บริโภคได้ทดลองใช้บริการ 3G บนคลื่น 2100 MHz เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ก่อนที่จะมีการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ธันวาคมศกนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล

โดยซิมดังกล่าวต้องจดทะเบียนใช้งานในชื่อของพนักงานทีโอทีเท่านั้น สำหรับโปรโมชั่นแบ่งเป็นกลุ่มพนักงานที่ถือหุ้นของบริษัท เอซีที โมบาย จำกัด และพนักงานที่เป็นลูกค้าไทยโมบายเดิม จะมีสิทธิได้รับ 2 ซิม พร้อมรับโทรศัพท์มือถือ i-mobile IE5510 ฟรี หรือรับคูปองส่วนลดมูลค่า 1,000 บาทเพื่อซื้อโทรศัพท์แบรนด์อื่นที่มาจำหน่ายในบริเวณงาน ซึ่งประกอบด้วย MFA โซนี่ อีริคสัน โนเกีย และซัมซุง

สำหรับพนักงานทีโอทีทั่วไป จะมีสิทธิได้รับ 2 ซิมเช่นกัน พร้อมเลือกได้ว่าจะรับโทรศัพท์มือถือ i-mobile IE5510 ฟรี 1 เครื่อง หรือรับคูปองส่วนลดมูลค่า 750 บาท โดยผู้ที่ใช้สิทธิส่วนลดในการซื้อเครื่องใหม่จะได้รับซิมทันที แต่อีก 2 วันจึงจะใช้งานได้ เนื่องจากต้องรอลงทะเบียนในระบบก่อน ส่วนผู้ที่เลือกรับเครื่องฟรีจะได้รับเครื่องพร้อมซิมในวันที่ 30 พ.ย.นี้ และพนักงานที่ได้รับซิมทุกคนจะได้รับสิทธิใช้งานฟรีจนถึงวันที่ 1 ม.ค. 2553

หลังจากนั้นจะเสียค่าบริการรายเดือนตามแพ็กเกจ ได้แก่ "Jump Start 300" จ่ายค่าบริการเหมาจ่ายขั้นต่ำ 300 บาทต่อเดือนนาน 12 รอบบิล ได้สิทธิโทร.ออก 250 นาที บริการ SMS 50 ครั้ง พร้อมบริการ VDO Call (เฉพาะในโครงข่าย TOT 3G) 150 นาที บริการอินเทอร์เน็ต (เฉพาะในโครงข่าย TOT 3G) 1 GB

"Jump Start 500" จ่ายค่าบริการเหมาจ่ายขั้นต่ำ 500 บาทต่อเดือน นาน 12 รอบบิล ได้สิทธิโทร.ออก 450 นาที บริการ SMS ได้ 100 ครั้ง บริการ VDO Call (เฉพาะในโครงข่าย TOT 3G) 300 นาที บริการอินเทอร์เน็ต (เฉพาะในโครงข่าย TOT 3G) 3 GB

ส่วนที่เกินจากโปรโมชั่น โทร.ออกคิดในอัตรา 1 บาทต่อนาที SMS 1 บาทต่อครั้ง VDO Call 2 บาทต่อนาที อินเทอร์เน็ต 0.20 บาทต่อ MB สำหรับบริการ VDO Call และอินเทอร์เน็ต ไม่สามารถใช้งานผ่านโรมมิ่งได้ นอกจากนี้พนักงานยังได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมคือ สามารถโทร.ภายในเครือข่าย TOT 3G ได้ไม่จำกัดแหล่งข่าวกล่าวว่า การเปิดจำหน่ายซิมทั้ง 2 วัน นอกจากจะเป็นการเปิดให้พนักงานได้ทดลองใช้เพื่อทดสอบระบบแล้ว ยังเป็นการลองเชิงตลาดว่าจะได้รับความสนใจแค่ไหนด้วย สำหรับพนักงานที่เป็นลูกค้าไทยโมบายเดิมซึ่งมีประมาณ 10,000 ราย บางส่วนมีการค้างชำระค่าบริการ จึงได้ตั้งเงื่อนไขว่า หากต้องการรับสิทธิใช้ TOT 3G จะต้องชำระหนี้ที่ค้างอยู่ทั้งหมด เพราะเฉลี่ยแล้วจะมีหนี้ค้างราว 1,500 บาท ซึ่งก็ช่วยลดภาระหนี้เสียของไทยโมบายได้

ทั้งนี้หลังจากเปิดให้พนักงานใช้สิทธิที่สำนักงานใหญ่แล้ว ต่อไปก็จะเดินสายไปตามศูนย์บริการต่าง ๆ และคาดว่าสัปดาห์หน้าจะสรุปแพ็กเกจราคาสำหรับประชาชนทั่วไป เพิ่มเตรียมพร้อมการทำตลาดอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ธ.ค.นี้ โดยจะมีงานเปิดตัวที่ลานเซ็นทรัลเวิลด์

กรณีที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้ทีโอทีชะลอการลงทุนติดตั้งโครงข่าย 3G ในเฟสต่อไป ซึ่งจะติดตั้งให้ครอบคลุมทั่วประเทศนั้น แหล่งข่าวภายในทีโอทีกล่าวว่า จะเป็นอุปสรรคในการทำตลาดส่วนภูมิภาคอย่างแน่นอน ส่วนในกรุงเทพฯและปริมณฑล ทีโอทีอาจใช้วิธีเกลี่ยงบประมาณจากส่วน อื่น ๆ มาปรับปรุงโครงข่ายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการให้บริการ ซึ่งจากที่สำรวจยังมีอาคารอีกราว 200 จุดที่ควรติดตั้งอุปกรณ์เสริมเพื่อให้รองรับการใช้งานที่หนาแน่นขึ้นหลังเปิดให้บริการ

"ทีโอทีเป็นหน่วยงานรัฐ อย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เพียงแต่ตอนนี้ก็สับสนเหมือนกันว่า ที่นายกรัฐมนตรีบอกให้รอความชัดเจนในการประมูลคลื่น 3G ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) นั้น จะต้องรอถึงแค่ไหน เพราะคลื่น 2100 MHz ที่ทีโอทีเอามาทำ 3G ก็เป็นคลื่นที่ทีโอทีได้สิทธิใช้งานมาตั้งแต่ ปี 2543 และการให้บริการ 3G ของทีโอทีก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดกับ กทช. เลย ทำไมต้องรอ มองอย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องการเมือง"

ประชาชาติธุรกิจ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 | ข่าว 3G



เปิดใจ "วรุธ สุวกร" เอ็มดีทีโอที "...ม.78 มา 3G ก็เอาไม่อยู่"

ในภาวะปกติ ปัญหาภายในองค์กรเป็นมรสุมพัดผ่าน "ทีโอที" เป็นระลอก ๆ ตลอดปีอยู่แล้ว แต่มาวันนี้มีปัจจัยภายนอกก่อตัวตั้งเค้าเป็น "ไต้ฝุ่น" รอกระหน่ำเข้าใส่ ทั้งจากใบอนุญาต 3G ของ กทช.ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่นาน ซึ่งส่งผลต่อรายได้สัมปทาน มือถือ 2G เดิม

กับคลื่นลูกล่า ผลพวงของ ม.78 ใน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ...(กสทช.) เมื่อมีผลบังคับใช้ ทีโอทีต้องส่งรายได้สัมปทานทั้งหมดเข้าคลังโดยตรง

"ทีโอที" เตรียมตัวอย่างไร "ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสพูดคุยกับ "วรุธ สุวกร" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที มี รายละเอียดดังนี้

- ถ้า ม.78 มีผลบังคับใช้ ทีโอทีจะเป็นอย่างไร

ก็ไม่ต่างไปจาก ร.ส.พ.น้อย (องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ รัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลยุบในปี 2548 เพราะขาดสภาพคล่อง ไม่มีความสามารถในการแข่งขัน)

คิดง่าย ๆ ทีโอทีมีรายได้จากสัมปทาน ปีละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท มีกำไรสุทธิปีละ 5-6 พันล้าน ถ้ารายได้สัมปทาน หายไป ผลประกอบการจะติดลบทันทีกว่า 15,000 ล้านบาท ถามว่าเราจะทำอย่างไร ยากที่จะหารายได้มากขนาดนี้มาชดเชยในทันที แม้จะเร่งทำธุรกิจ

เต็มที่แล้ว ถ้ารัฐบาลไม่มาอุดหนุน จะกระทบกับสภาพคล่องในบริษัท พนักงานกว่า 20,000 คน ก็เป็น ร.ส.พ.

- ไม่มีแผนอื่น

ยาก ถึงมี 3 จี ก็ใช่ว่าจะคืนทุนได้ย่างรวดเร็วแบบที่จะมาชดเชยตัวแดงเป็นหมื่น ๆ ล้านได้ในปีแรก

- ไม่คิดแปรสัญญาไปเลย

การแปรสัญญาสัมปทานไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ มีไอเดียมานานแล้ว ตั้งแต่แปรสัญญาเป็นทุนให้ทีโอทีไปถือหุ้น สมัยก่อนก็พูดกัน แต่สมัยผมยังไม่ได้คิด

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้มันวน ๆ อยู่แบบนี้ก็คือ ใครๆ ก็พูดให้ดีให้สวยได้ว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ แต่สำคัญที่ใครจะเป็นคนอนุมัติ ใครจะเซ็นชื่อ ที่พูดกันว่าจะยอมมานั่งเป็นประธานคณะทำงานแปรสัญญาไหม

รูปแบบการแปรสัญญาทำได้หลายรูปแบบ แต่ที่พูดกันว่าต้องทำให้วิน ๆ ทั้ง 2 ฝ่าย ถามว่า ตรงไหนคือวิน ๆ เป็นเรื่องใหญ่ รัฐหรือเอกชน ใครจะยอมถอย ไม่จบง่าย ๆ หรอก ถ้าจบได้ ก็ทำไปนานแล้ว

- แผนธุรกิจหลังหมดสัมปทานเอามาใช้แทนไม่ได้

ไม่เหมือนกัน สัญญาสัมปทานจะหมดอีก 5-6 ปีข้างหน้า เมื่อหมดแล้ว โครงข่ายต่าง ๆ สิ่งปลูกสร้างตามสัญญาก็เป็นของเรา สามารถเข้าไปใช้งาน ใช้ประโยชน์ได้ แต่ตอนนี้ทีโอทีให้สิทธิเขาใช้งานอยู่ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะขอเข้าไปใช้

- ไม่เรียกเอกชนมาเจรจา

สัญญาเปิดช่องอยู่ในเรื่องสิทธิการใช้งานของเขา แต่ในแง่ธุรกิจก็ต้องมองว่า ถ้าเขาได้ประโยชน์อยู่ ใครจะมาเจรจากับเรา ในเมื่อได้สิทธิใช้โครงข่าย นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่เราเรียกร้องให้ กทช.กำหนดเงื่อนไขในการให้บริการ 3 จี ที่ กทช.จะให้ใบอนุญาตว่าต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สินของคู่สัญญาสัมปทานเดิมว่าจะใช้โครงข่ายตามสัมปทานมาให้บริการ 3จีได้มากน้อยแค่ไหน

ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดช่องว่าง เปิดช่องให้มีการเอื้อประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จนเกิดการกีดกัน ทีโอทีต้องกำหนดให้ชัดว่าจะให้ลงทุนโครงข่ายเอง หรือจะให้เช่าใช้

- ทีโอทีมีทางออกไหม

ต้องลงทุนเน็ตเวิร์ก 3 จีให้เข้มแข็ง ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาล เพราะทีโอทีเดินตาม ขั้นตอนไปเรื่อย ๆ ส่งทีโออาร์ ข้อกำหนดทางเทคนิคให้อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว ถ้าไม่มีปัญหาก็เปิดประชาพิจารณ์ จุดนี้สำคัญที่สุด ถ้าผ่านได้ ไม่มีข้อร้องเรียนก็จะรายงานกับกระทรวงไอซีทีว่าจะเปิดประมูล คาดว่าราว เม.ย.จะได้ชื่อผู้ชนะ พ.ค. เซ็นสัญญาได้ ประมาณ 18 เดือน ติดตั้งโครงข่ายเสร็จทั่วประเทศ

- ใช้เงินกู้

ตามหลัก ถ้าโครงการ 3 จี ของทีโอทีเข้าไปอยู่ในงบฯไทยเข้มแข็ง ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนฯ ให้เข้าไปอยู่ใน พ.ร.บ.เงินกู้ประจำปี รัฐบาลจะค้ำประกันให้ แต่ตอนนี้ยังไม่แน่ แต่ก็ไม่มีปัญหา รอกระทรวงการคลังแจ้งมาว่าจะเอาอย่างไร ถ้าไม่ค้ำก็แจ้งมา ต้นทุนเราก็จะสูงขึ้น คือขอให้แจ้งมาแล้วกัน เราจะได้ดำเนินการในทางเลือกอื่น ๆ เพราะนำแผนธุรกิจไปขอกู้จากธนาคารได้ แต่ระยะเวลาคืนทุนจะนานกว่าที่รัฐบาลค้ำประกันให้

ตอนนี้ขอแค่อย่ามีการเมืองมาดึง จนทำให้เราเสียเปรียบเอกชน

- เตรียมแผนธุรกิจหลังหมดสัมปทานไว้แล้ว

กำลังจะทำแผนการใช้ทรัพย์สินที่ได้มาหลังหมดสัมปทาน

- โครงข่ายที่โอนมา ยังใช้งานได้

ได้ ปกติ พวกนี้จะใช้งานได้ตามอายุ บวกด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปว่ามากน้อยแค่ไหน ก็ราว ๆ 5 ปี ถ้ามากกว่านี้ ก็มี บางส่วนที่จะเริ่มหมดสภาพ

- สิทธิในคลื่น ?

คลื่นที่เอไอเอสใช้อยู่ เป็นของทีโอที เราแค่ให้สิทธิเขาใช้งาน เพราะทีโอทีเป็นคนจ่ายค่าคลื่นความถี่ ถ้าหมดสัมปทาน คลื่นยังเป็นของเรา ถ้า กทช.จะเรียกคืนคลื่นได้ ก็ต่อเมื่อเราไม่ได้ใช้ประโยชน์ แต่อาจมีการตีความไปผูกกับเรื่องใบอนุญาตให้บริการที่บริษัทได้รับจาก กทช.เมื่อ 4 ส.ค. 2548 ที่มีอายุ 20 ปี อาจตีความว่าเป็นการให้ ใบอนุญาตให้สิทธิในการใช้คลื่นไปด้วย

- นอกจาก 3จี จะทำอะไรอีก

ไฟเบอร์ทูเดอะโฮม โครงข่ายใยแก้วนำแสงความเร็วสูง ครอบคลุมการใช้งานทั่วประเทศ ส่งตรงไปถึงบ้านทุกครัวเรือน เป็นโครงการสร้างโทรคมนาคมพื้นฐานให้ทั่วถึง แนวคิดนี้ทั่วโลกทำกัน วางโครงข่ายทั่วประเทศให้เอกชนเช่าใช้

- ไม่ซ้ำซ้อนกับกสทฯ

ที่ กสทฯจะทำ ใช้งบฯแค่ 6 พันล้าน ซึ่งมาตรฐานโครงการนี้ อย่างน้อยต้องใช้เงิน 3 หมื่นบาทต่อพอร์ต 6 พันล้านบาทได้แค่ 2 แสนพอร์ต แค่ในกรุงเทพฯก็มีเป็นล้านครัวเรือนแล้ว เมื่อไรจะครบทุกบ้าน

ประชาชาติธุรกิจ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 | ข่าว 3G



รอยต่อ "กทช." อนาคต "3G" ผลประโยชน์ผู้บริโภค-จุดเปลี่ยนเอกชน

ร้อนฉ่าตามคาดกับเวทีประชาพิจารณ์เกี่ยวกับร่างสรุปข้อสนเทศ การจัดสรรคลื่นความถี่ เพื่อให้บริการโทรศัพท์มือถือ ยุคที่ 3 หรือ 3G ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2552 ที่ผ่านมา หนนี้ตัวแทนภาคประชาชนมาร่วมแสดงความเห็นอุ่นหนาฝาคั่ง ขณะที่ฟากเอกชนค่ายมือถือไม่น้อยหน้า "ซีอีโอ" นำทีมมาด้วยตนเองครบทั้ง "เอไอเอส-ดีแทค-ทรู"

โดยรอบนี้เพิ่มเติมประเด็นใหม่ ๆ เช่น การกำหนดมูลค่าขั้นต้น (reserve price) และราคาเริ่มต้นการประมูล (starting price) เงื่อนไขการประมูลที่เกี่ยวกับการโอนลูกค้าจาก 2G ไปยัง 3G การกำหนดให้ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน การกำหนดเงื่อนไขสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับสัมปทาน การกำหนดอัตราค่าบริการ และความเหมาะสมในการเปรียบเทียบมูลค่าการประมูลใบอนุญาตความถี่กับรายได้จากสัมปทาน เป็นต้น

สบท.เสนอประมูลไลเซนส์ 2 ใบ

"ผู้แทน" สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) แสดงความ คิดเห็นว่าควรกำหนดมาตรการรองรับที่คาดว่าจะเกิดกับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราค่าบริการ ความเป็นส่วนตัว ทั้งพิจารณาแนวทางให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการจัดสรรคลื่นความถี่ เช่น การทำให้เกิดการแข่งขันเพิ่มขึ้น มีผู้ให้บริการรายใหม่ ไม่ใช่เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยควรกำหนดโควตาสำหรับรายใหม่เพื่อเพิ่มการแข่งขัน และกำหนดการขยาย เครือข่ายให้ได้ 100% ภายใน 3 ปี พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันของผู้ประกอบการทุกราย

"สัดส่วนที่จะให้ MVNO เช่าใช้โครงข่ายควรไม่น้อยกว่า 30% เรื่องการชำระค่าธรรมเนียมการประมูล ควรชำระล่วงหน้าทั้งหมด แต่ถ้าสูงเกินไป อาจชำระล่วงหน้า 50% ที่เหลือแบ่งจ่าย และควรขยายเวลาการยื่นแบบคำขอเป็น 90 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้รายใหม่เตรียมตัวเข้าประมูลได้"

สบท.ยังเสนอการกำหนดราคาประมูลความถี่ด้วยว่า ใบอนุญาตมีอายุ 10 ปี แถบความถี่ 10MHz ควรมีราคา 33,856 ล้านบาท 15MHz อยู่ที่ 38,272 ล้านบาท ถ้า ใบอนุญาต 15 ปี 10MHz ที่ 44,676 ล้านบาท 15MHz ที่ 55,004 ล้านบาท

และเสนออีกว่า ถ้ามีผู้เข้าประมูลน้อยกว่าจำนวนใบอนุญาต ควรยกเลิกการประมูล แล้วลดการให้ใบอนุญาตเหลือ 2 ใบ ทั้งควรกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค เช่น อัตราค่า

บริการด้านเสียงไม่ควรเกินนาทีละ 1 บาท ส่วนบริการด้านข้อมูลควรคิดอัตราเหมาจ่ายตามระยะเวลา ไม่ใช่ปริมาณข้อมูล

สอดคล้องกับ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ที่แสดงความเห็นว่า กทช.ควรออกใบอนุญาต 2 ใบก่อน เพื่อให้เกิดการแข่งขันในการเข้าประมูล และเห็นว่าบริการ 3G ให้บริการได้หลากหลายมาก ทั้งด้านการสื่อสารและวิทยุโทรทัศน์ ดังนั้นจึงควรกดดันรัฐบาลและรัฐสภาให้ผลักดัน กม.จัดตั้ง กสทช.โดยเร็ว

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศไทยต่างจากประเทศอื่นเพราะประเทศอื่นไม่มีระบบสัมปทาน ดังนั้นการศึกษาของเนร่าจึงเปรียบได้กับการมองเห็น "ช้างตัวใหญ่"เป็น "แมว" ทำให้การพิจารณาเรื่องการโอนย้ายลูกค้าจาก 2G ไป 3G ละเลยแรงจูงใจของ ผู้ประกอบการที่ต้องการเปลี่ยนจากสัมปทานเป็นใบอนุญาต

"การรับฟังความเห็นของ กทช.ยังไม่ได้มองโครงสร้างตลาดในอนาคต ทั้งที่ 3G กระทบทั้งรายใหม่ รายเดิม และมีโอกาสเปลี่ยนโครงสร้างตลาด ปัญหาคือโครงสร้างตลาดที่ กทช.อยากเห็นคืออะไร ์ไม่มีประเทศไหนที่มี 3G มากกว่า 2G แต่เรากำลังจะมี 5 ราย การไม่มีภาพใหญ่ แต่ถามภาพเล็กจะเกิดความเห็นที่แตกต่าง จะได้แต่คนมีผลประโยชน์ขัดกัน"

ดร.สมเกียรติกล่าวด้วยว่า การใช้ 3G ยังจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากญี่ปุ่นและเกาหลี ไม่มีประเทศไหนมีสัดส่วนคนใช้ 3G เกิน 25% ทั้งปริมาณการดาวน์โหลดข้อมูลก็ไม่เพิ่มขึ้นมากนัก หมายความว่า 3G ไม่ใช่การใช้เดต้า แต่คือการโอนย้ายลูกค้า การให้ใบอนุญาตต้องคำนึงถึงด้วย เพราะมีผลต่อการออกแบบการประมูลและการกำหนดเงื่อนไขการขยายเครือข่าย

"การมีใบอนุญาต 4 ใบ เยอะเกินไป ขณะที่ราคาตั้งต้นยังค่อนข้างต่ำมาก ตนอยากให้กทช.ทำแผนรองรับกรณีมีผู้เข้าประมูลน้อยราย และการตีราคาคลื่นต้องไม่ลืมเอามูลค่าคลื่นที่เอกชนได้ประโยชน์จากการโอนย้ายสัมปทานมาพิจารณาด้วย ควรจัดรับฟังความเห็นอีกครั้ง และไม่ควรเปิดเผยมูลค่าขั้นต้นในการประมูล"

ว่าที่ กทช.หนุน 3G

รศ.นรีวรรณ จินตกานนท์ เก่งเรียนผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นกรรมการ กทช. (กรณีจับสลากออก) กล่าวว่า ในฐานะนักวิชาการมองว่า 3G มีความจำเป็น เพราะเป็นเรื่องของการสืบค้นข้อมูล แต่ความจำเป็นของ 3G จะได้ประโยชน์ก็ต่อเมื่อประชาชนทราบว่าคืออะไร ใช้ประโยชน์ได้อย่างไรจึงควรให้ความรู้ประชาชน เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้

"23 พ.ย.นี้จะได้ กทช.ชุดใหม่เข้ามาหรือไม่ไม่ทราบ แต่คนใหม่เข้ามา โดยหลักแล้วเขาต้องรู้เรื่อง 3G อยู่แล้ว คนมาเป็นผู้บริหารระดับนี้ ใช้เวลาศึกษาไม่นาน"

เอกชนแจง "โอนลูกค้า" ต้องสมัครใจ

ด้าน นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ไทยเสียเวลาและโอกาสไปมากจากความล่าช้าในการออกใบอนุญาต 3G จนปัจจุบันมีกว่า 100 ประเทศทั่วโลกใช้รวมทั้งลาวและกัมพูชา ขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์มีแนวโน้มเลิกผลิตอุปกรณŒ 2G ไปสู่ 3G หากไทยยึดติดกับการใช้ 2G อาจมีปัญหาในการหาอะไหล่ ที่ผ่านมา กทช.ได้ใช้ความรอบคอบในการดำเนินการ ไม่ได้รีบเร่งประมูล ซึ่งอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีผลต่อการพัฒนาประเทศ จึงไม่อยากให้ไทยเป็นประเทศสุดท้ายที่ได้ใช้

"หากมีการออกใบอนุญาต 3G จะทำให้รัฐได้ประโยชน์จากการประมูล ทั้งรายได้จากการประมูล การจ้างงาน และการใช้วัสดุในการสร้างเครือข่ายในมูลค่าพอกับการนำเข้า และนำไปสู่การเสียภาษี ทั้ง 3G ยังเป็นพื้นฐานในการผลักดันเศรษฐกิจ"

ส่วนการโอนย้ายฐานลูกค้า ไม่มีอยู่จริง เพราะลูกค้าไม่ใช่ตึกแถว หรือรถกระบะที่โอนย้ายกันได้ ลูกค้ามีวิจารณญาณในการตัดสินใจว่าจะเลือกใช้บริการของรายใด และเลือกในสิ่งที่ตนได้ประโยชน์สูงสุด สำหรับการแปรสัญญาสัมปทาน ตนขอให้แยกจากการออกใบอนุญาต 3G เพราะเป็นสัญญาที่มีมาแต่เดิม เชื่อว่าเป็นเรื่องที่หาทางออกไม่ได้ เพราะพูดมานับ 10 ปีแล้ว

นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า การโอนลูกค้าไม่ได้ที่จะเกิดชั่วข้ามคืน เพราะโครงข่าย 3G มีขนาดเล็กกว่า 2G เดิม หากต้องใช้ร่วมกับโครงข่ายเดิมยังไม่ทราบว่าทีโอทีหรือ กสทฯจะยอมให้ใช้ร่วมหรือไม่ แต่ในมุมเอกชนต้องเตรียมสำหรับอนาคต เมื่อสัมปทานสิ้นสุดในปี 2558 หากไม่มีใบอนุญาตใหม่รองรับจะเกิดสภาพที่วุ่นวาย เพราะลูกค้าอยู่กับเอกชน โครงข่ายอยู่ที่เจ้าของสัมปทาน ความถี่อยู่ที่ กทช.

นายธนา เธียรอัฉริยะ รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเกชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า กทช.ควรประกาศเป็นทางการว่าจะเดินหน้าออกใบอนุญาต 3G เพราะไม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต้องโดนวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว เช่น การกำหนดราคาตั้งต้น หากตั้งราคาสูง ผู้เข้าประมูลมีน้อย กทช.ก็ล้มประมูลได้ หรือราคาต่ำไป ก็กำหนดหลักเกณฑ์อื่น เพื่อเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม เช่น ค่าเลขหมาย หรือ USO ส่วนการโอนย้ายลูกค้าควรกำหนดมาตรการให้ชัดเจนว่าห้ามไม่ให้มีการบังคับโอน แต่ให้เป็นไปตามความสมัครใจ ถ้ามีใบอนุญาต 3G เชื่อว่าผู้ให้บริการจะลดราคาบริการเสียงลงอีก 20-30% เพื่อดึงดูดใจลูกค้า

ทรูเสนอแบ่งแบนด์วิดท์เท่ากันทุกใบ

นายอธึก อัศวนันท์ หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายกฎหมาย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กทช.ต้องใส่ใจดูแลการ เข้ามาครอบงำกิจการโทรคมนาคมโดยรัฐวิสาหกิจสิงคโปร์และนอร์เวย์ เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติ ทั้งนี้ ทรูไม่ได้ต่อต้านทุนต่างชาติ แต่ต้องการให้เข้ามาประกอบกิจการอย่างเปิดเผยจึงเสนอว่า ให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติของเอไอเอสและดีแทคถือหุ้นในสัดส่วนที่น้อยกว่าจำนวนหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนไทย ส่วนหุ้นที่ถือเกินกว่านั้นให้นำไปลงทุนในกองทุนรวม เพื่อผู้ลงทุนต่างด้าวจะทำให้ได้เงินปันผลตรงไปตรงมา แต่ไม่มีอำนาจในการออกเสียงในบริษัท

"ตนขอเสนอให้ กทช.กำหนดเงื่อนไขการติดตั้งโครงข่ายให้ได้ 90% ของจำนวนประชากรภายใน 2 ปี แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขบังคับให้มีการใช้โครงข่ายร่วมกัน โดยบังคับเฉพาะผู้มีอำนาจเหนือตลาดในปัจจุบัน และเปิดให้เข้าร่วมใช้โครงข่ายใน 6 เดือน นับจากวันรับใบอนุญาต นอกจากนี้ยังเห็นว่า กทช.ควรแบ่งแบนด์วิดท์ ใบอนุญาตให้เท่ากันหมด เช่น 15 MHz 3 ใบ หรือ 10 MHz 4 ใบ"

ลุ้นประกาศ IM ธ.ค.นี้

นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการ กทช.กล่าวว่า กทช.จะเปิดรับความคิดเห็นทางเอกสาร จนถึง 25 พ.ย. 2552 จากนั้นจะประชุมเพื่อประมวลสรุปประเด็นต่าง ๆ อีกครั้ง และพยายามที่จะประกาศ IM ฉบับสมบูรณ์ในราชกิจจานุเบกษาให้ทันภายในเดือน ธ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ต้องรอคำตอบข้อซักถามจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ กทช.ถามไปก่อนด้วย

นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ กทช.กล่าวว่า สำนักงาน กทช.ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2552 ใน 3 ประเด็นหลัก ๆ คือ 1.กทช.มีอำนาจออกใบอนุญาตใหม่ภายใต‰บท บัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้หรือไม่ 2.องค์ประกอบของกรรมการ กทช.ในขณะนี้ ซึ่งลาออก 1 ราย จับสลากออก 3 ราย แต่อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ต่อจนกว่าจะมีการแต่งตั้ง กทช.ชุดใหม่มาแทน จะสามารถออกใบอนุญาต 3G ได้หรือไม่ และ 3.การออกใบอนุญาต 3G ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯด้วยหรือไม่

ประชาชาติธุรกิจ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 | ข่าว 3G



สามารถรุกตลาด3Gทีโอทีขายซิมพ่วงมือถือไอ-โมบายรับเปิดบริการ3ธ.ค.นี้

สามารถฯชูกลยุทธ์บีโลว์เดอะไลน์ทำตลาด MVNO เน้นเจาะกลุ่มลูกค้า Data ไม่สนแข่ง Voice บันเดิลขายซิมพร้อมมือถือไอ-โมบาย

ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3 โปรเจ็กต์ประมูลงานภาครัฐดันกำไรพุ่ง 157% เตรียมเซ็นสัญญาเพิ่มอีกกว่า 2,000 ล้านบาท ขณะที่ "ไอ-โมบาย" รายได้ลด แต่กำไรเพิ่มหลังลดต้นทุนสต๊อกสินค้า

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมของกลุ่มสามารถฯในไตรมาส 3 ว่ามีผลประกอบการอยู่ในเกณฑ์ดี โดยมีรายได้เติบโต 10% จาก 4,000 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 4,400 ล้านบาท แต่เฉพาะกำไรมีการเติบโตถึง 157% จาก 54 ล้านบาท เป็น 139 ล้านบาท จากการเติบโตของรายได้ของบริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) ที่ได้สัญญาโครงการต่าง ๆ และรับรู้รายได้มากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากสามารถเทลคอมเพิ่มขึ้นเป็น 30% ขณะที่สัดส่วนรายได้จากบริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) ลดลงจาก 70% เป็น 50%

ทั้งนี้ สามารถเทลคอมมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 700 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ปีก่อน เป็น 1,400 ล้านบาท ในปีนี้ และมีกำไรเพิ่มขึ้นจาก 27 ล้านบาท เป็น 92 ล้านบาท หรือโตขึ้น 245% รวมมูลค่าโครงการที่เซ็นสัญญาในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา มูลค่า 7,000 ล้านบาท กำไรในรอบ 9 เดือน อยู่ที่ 196 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาส 4 ยังมีโครงการใหญ่ ๆ ที่เตรียมเซ็นสัญญาอีกหลายโครงการ เช่น โครงการติดตั้งระบบเช็กอินในสนามบินสุวรรณภูมิ มูลค่า 2,100 ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศ กรมที่ดิน 700 ล้านบาท ฯลฯ เป็นต้น รวมมูลค่าสัญญาตลอดปี 2552 น่าจะอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท

ขณะที่บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) มีรายได้ลดลง 12% จาก 2,853 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2551 เหลือ 2,524 ล้านบาท ในปีนี้ แต่ผลกำไรเติบโตขึ้น 89% เนื่องจากลดต้นทุนการสต๊อกสินค้าได้มาก ซึ่งหากดูปริมาณการขายเครื่องลูกข่ายในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา มีการขายไปแล้ว 9.8 แสนเครื่อง โดยมียอดขายในประเทศเติบโตจาก 7.2 แสนเครื่อง เป็น 7.8 แสนเครื่อง หรือมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 30% แต่ยอดขายในตลาดต่างประเทศตกลงไป

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในไตรมาส 4 นี้ ไอ-โมบายน่าจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากมีแผนเป็นผู้ให้บริการ MVNO (Mobile virtual network operator) ให้ทีโอที ซึ่งจะเปิดให้บริการมือถือระบบ 3G วันที่ 3 ธ.ค. 2552 นี้

ด้านนายจง ดิลกสมบัติ กรรมการผู้อํานวยการ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จํากัด (มหาชน) กล่าวถึงแผนการให้บริการ MVNO ว่า บริษัทจะบันเดิลซิมบริการ 3G ของทีโอทีไปพร้อมกับโทรศัพท์ไอ- โมบาย เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า และเตรียมงบฯการตลาดไว้ 30-40 ล้านบาท โดยจะทำตลาดแบบบีโลว์เดอะไลน์ และอีเวนต์มาร์เก็ตติ้งเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และผู้ที่ต้องการใช้คอนเทนต์ ไม่ทำแพ็กเกจบริการด้าน Voice แข่งกับผู้ให้บริการรายใหญ่

"เราคงเน้นลูกค้าที่ต้องการ Data เป็นหลัก โดยมีเครื่องหลายรุ่นให้เลือก ทั้งมือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งจะเข้ามาในปลายปีนี้ รวมถึงเครื่องที่รองรับวินไดวส์ โมบาย, แอร์การ์ด และโน้ต บุ๊ก ที่จะนำของ Acer มาจำหน่ายด้วย ส่วนคอนเทนต์ เราได้เตรียม Video Messaging, Video Chat, Social Networking เช่น เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ รวมทั้งแอปพลิเคชั่นในลักษณะวิดีโอ เช่น หมอดู และภาพยนตร์ต่าง ๆ"

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 | ข่าว 3G



ควอลคอมม์เปิดสายผลิตชิปลูกผสม 3G/4G

ผู้ผลิตชิปอุปกรณ์เคลื่อนที่ยักษ์ใหญ่อย่างควอลคอมม์ (Qualcomm) ประกาศว่าได้เริ่มต้นผลิตชุดชิปเซ็ตใหม่ที่ผสานเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายยุคที่ 3 และ 4 หรือ 3G/4G ไว้ในตัวเดียวกัน หวังช่วยให้โอเปอเรเตอร์สามารถปรับตัวเพื่อรองรับเทคโนโลยีไร้สายยุคอนาคตได้ง่ายขึ้น

ควอลคอมม์ให้ข้อมูลว่า บริษัทที่สนใจนำชิปเซ็ตไปทดสอบเพื่อผลิตเป็นอุปกรณ์แนวใหม่ได้แก่ Huawei Technologies, LG Electronics Novatel Wireless, Sierra Wireless และ ZTE คาดว่าผลิตภัณฑ์พกพาแรกที่ใช้ชิปลูกผสม 3G/4G จะสามารถทำตลาดจริงจังได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2010

ควอลคอมม์การันตีว่าชิปใหม่จะทำให้โทรศัพท์ไร้สายและอุปกรณ์พกพาต่างๆสามารถใช้งานเครือข่ายข้อมูล 3G สลับกับ 4G ได้บนเทคโลยี LTE หรือ long-term evolution และเทคโนโลยี HSPA Plus

ควอลคอมม์เชื่อว่าความสามารถดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากโอเปอเรเตอร์ทั่วโลกล้วนมีแผนพัฒนาระบบของตัวเองให้เป็น 4G โดยใช้เทคโนโลยี LTE แต่เนื่องจากเครือข่ายนั้นไม่สามารถแพร่ขยายให้คลุมทุกพื้นที่ในชั่วข้ามคืนหรือในเวลาสั้นๆ เมื่อผู้บริโภคไม่สามารถใช้งานเครือข่าย 4G ได้ต่อเนื่อง การถ่ายโอนบริการระหว่าง 2 เครือข่ายเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการทำให้โทรศัพท์สามารถทำงานได้ต่อเนื่องตลอดเวลา

นอกจากนี้ ควอลคอมม์ยังระบุว่ากำลังหาทางทดสอบเพื่อพัฒนาความสามารถด้านมัลติมีเดียในชิปเพิ่มขึ้นอีกด้วย ตั้งเป้าให้สมาร์ทโฟนที่ใช้ชิปของควอลคอมม์สามารถบันทึกและเล่นวิดีโอความละเอียดสูงได้ สามารถแสดงกราฟฟิกขั้นสูง และสามารถรองรับการทำงานบนอินเทอร์เน็ตได้เต็มรูปแบบ

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 พฤศจิกายน 2552 | ข่าว 3G



"3G"เคว้งธุรกิจ-การเมืองรุมสกรัม ลุ้น23พ.ย.เลือก4กทช.ใหม่ชี้ชะตา

คลื่นแทรก "3G" ทั้งการเมือง-ธุรกิจรุมสกรัมกดดัน "กทช." ต้องรอกฤษฎีกาตีความ 2 ประเด็นข้อกฎหมาย จับตา 23 พ.ย.นี้ ลุ้นเลือก 4 กทช.ใหม่ชี้ชะตาอนาคต ฟาก "ดร.วรเจตน์" ชี้ถ้าใบอนุญาต 3G ต้องเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ก็ควรยุบทิ้ง กทช. เพราะอำนาจทั้งหมดจะอยู่ที่ ครม. ค่าย มือถือ "ดีแทค" ไม่หมดหวัง เชื่อปี"53 ได้เห็น

จากการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เมื่อ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา มีมติให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความใน 2 ประเด็น คือ อำนาจหน้าที่และองค์ประกอบของ "กทช." ปัจจุบันสามารถออกใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ได้หรือไม่ และเรื่องการประมูลคลื่น 2100 MHz เพื่อให้บริการ 3G เข้าข่ายต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานและดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือไม่

รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงประเด็นข้อกฎหมายว่า การประมูลคลื่น 2100 MHz (3G) อาจต้องเข้าข่ายต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯด้วยว่า หากตีความตามตัวอักษรก็เข้าข่ายเรื่องของการให้สิทธิเอกชน แต่ถ้าพิจารณาตามวัตถุประสงค์ของการตั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และการตรา พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ จะพบว่า กทช.คือผู้กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ดังนั้นการให้ ใบอนุญาตในกรณีนี้คือการออกคำสั่งทางปกครองที่ กทช.มีอำนาจตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ไม่ใช่การเข้าทำสัญญาโดยตรงกับเอกชน

"พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯมีวัตถุประสงค์ มุ่งหมายที่จะเข้ามาควบคุมดูแลสัญญา ขณะที่การประมูลคลื่นไม่ใช่สัญญา กทช. คือผู้กำกับดูแลมีอำนาจทางปกครองเหนือกว่าเอกชน ไม่ใช่ร่วมการงานหรือเป็นคู่สัญญา"

หากตีความว่าเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ หากโครงการมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ก็ต้องเสนอเรื่องให้ ครม.พิจารณา นั่นหมายถึง ครม.มีอำนาจเข้ามากำกับดูแลแทน กทช. ฉะนั้นก็ควรยุบ กทช.ไปเลย เพราะหากตีความแบบนี้ต้องมาคิดกันว่า แล้ว กทช.จะดำรงอยู่อย่างไรต่อไป

"ต้องเข้าใจว่า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯออกมาก่อนที่จะมี พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่ง ณ เวลานั้นอำนาจในการกำกับดูแลสัญญาหรือกิจการต่าง ๆ รวมศูนย์อยู่ที่ ครม.ทั้งหมด แต่เมื่อมี พ.ร.บ.จัดตั้ง กทช.ขึ้นมา กิจการด้านโทรคมนาคมจึงถูกแยกออกมา"

รศ.ดร.วรเจตน์กล่าวว่า การเดินหน้า 3G จะยุ่งเหยิงอีกนาน ประเด็นข้อ กม.ต่าง ๆ จะถูกยกขึ้นมาอ้างตลอดเวลา เพราะเป็นประเด็นที่เบรกการประมูลได้ แม้ กทช.จะส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความแล้ว แต่การตีความของกฤษฎีกาไม่มีผลผูกพันตาม กม. หากมีผู้เห็นแตกต่างก็จะมีการส่งเรื่องฟ้องศาลได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา สถาบันวิทยาการตลาดทุนไทย (วตท.) ได้จัดเสวนาในหัวข้อ "3G กับตลาดทุนไทย" นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ หนึ่งในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า ข้อเสนอแนะของ ครม.เศรษฐกิจไม่ได้ทำให้การเปิดประมูลคลื่น 3G ล่าช้าออกไป แต่เป็นสิ่งที่ กทช.ต้องรับมาพิจารณา ซึ่งวันที่ 12 พ.ย. ในการทำประชาพิจารณ์หลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาตจะหยิบยกประเด็นต่าง ๆ ตามที่ ครม.เสนอแนะมาพิจารณาด้วย เช่น การกำหนดเงื่อนไขการถ่ายโอนลูกค้าจาก 2G ไป 3G การแชร์ใช้โครงข่ายระหว่าง 2G กับ 3G เป็นต้น ส่วนข้อสงสัยด้าน กม. คาดว่าจะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความได้ภายในสัปดาห์หน้า

อย่างไรก็ตามในวันที่ 23 พ.ย.นี้ หาก วุฒิสมาชิกมีการคัดเลือก กทช.ใหม่ กทช. ชุดเก่า 3 คนจะหมดหน้าที่ และมีชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งต้องใช้เวลาศึกษาการออกใบอนุญาต 3G ทำให้อาจมีผลให้การเปิดประมูลต้องช้าออกไปได้

ขณะที่นายพินิจ จารุสมบัติ ประธานผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุนไทย (วตท.) รุ่น 9 กล่าวว่า กทช.เกิดขึ้น จากความต้องการในการเปิดเสรีธุรกิจโทรคมนาคม มีหน้าที่บริหารและจัดสรรคลื่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นธรรม รวมถึงเปิดโอกาสให้คนไทยรายใหม่มีโอกาสประมูลคลื่น 3G ได้ด้วย เพราะการมีผู้ประกอบการหลายรายทำให้เกิดการแข่งขัน ไม่ควรกำหนดให้มีใบอนุญาตเพียง 4 ใบทั่วประเทศ แต่ควรกำหนดเป็นพื้นที่เหมือนกับประเทศอื่น นอกจากนี้ยังควรกำหนดด้วยว่าผู้ให้บริการ 2G เดิมไม่ควรเข้าประมูล 3G

"ประเทศไทยต้องเร่งเปิด 3G โดยเร็ว เพราะเป็นอนาคตของประเทศ นำไปพัฒนาต่อยอดได้อีกหลายธุรกิจ แต่ถ้าทำไม่ดี ต่อไปเราจะไปเป็นขี้ข้าต่างชาติ จึงไม่ควรผูกขาดแค่ 2-3 บริษัท ควรเปิดเสรีอย่างแท้จริง จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ เพราะค่าบริการถูกลงแน่"

นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทยังเชื่อว่าการประมูลใบอนุญาต 3G บนคลื่น 2100 MHz จะเกิดขึ้นภายในปีหน้า แม้ว่าจะดีเลย์ออกไปบ้าง เนื่องจากมีคำถามใหม่ ๆ เกิดขึ้นในเชิงข้อกฎหมายที่ยังต้องใช้เวลาตีความ ตราบใดที่การประมูลยังคงมีอยู่ โดยที่ กทช.หรือรัฐบาลยังไม่พูดเป็นอย่างอื่น ดีแทคยังคงให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมประมูล และการลงทุนบนคลื่นความถี่ใหม่เป็นหลัก

ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า การเปิดประมูล 3G จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล

แต่ไม่ว่าอย่างไรในฐานะบริษัทเอกชนซึ่งอยู่ในธุรกิจนี้ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการประมูลคลื่น โดยตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่เพื่อเข้าประมูล โดยสิ่งที่ทำได้คือเตรียมบริษัทให้พร้อมทั้งด้านเงิน บุคลากร และเทคโนโลยี

ประชาชาติธุรกิจ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 | ข่าว 3G



‘เชิดศักดิ์’ คัมแบ็ก M Conzult Asia บริการ MVNO 3G TOT

'เชิดศักดิ์' นำทัพ M Conzult Asia ควงคู่พาร์ตเนอร์เจมาร์ท กับไฮเทค เน็ตเวิร์กในเครือคอม-ลิ้งค์ เป็น MVNO ระบบ 3G ของทีโอที เปิดยุทธศาสตร์ 3S จากมุมมองอดีตแม่ทัพที่สร้างเอไอเอสมากับมือ หวังพา MVNO และ 3G TOT เข้าเส้นชัย

นายเชิดศักดิ์ กู้เกียรตินันท์ ประธานกรรมการ บริษัท M Conzult Asia กล่าวว่าเอ็มคอนซัลต์ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมทำการตลาดในลักษณะขายส่งบริการโทรศัพท์มือถือระบบ 3G จากบริษัท ทีโอที หรือ MVNO (Mobile Virtual Network operator) โดยเอ็มคอนซัลต์จะมีพาร์ตเนอร์อีก 2 รายคือเจมาร์ท และ ไฮเทค เน็ตเวิร์ก

3 พาร์ตเนอร์ผนึกพลัง

เอ็มคอนซัลต์เป็นบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับการติดตั้งโครงข่าย (Network Implementation) มาก่อนหน้านี้ทั้งโครงข่าย 3G และ 2G เคยเป็นโอเปอเรเตอร์ 3G มาก่อนในประเทศกัมพูชา(ปัจจุบันขายไปแล้ว) และเคยเป็น MVNO ให้ โอเปอเรเตอร์ AXITI ที่ประเทศนอร์เวย์ ให้บริการเฉพาะธุรกิจองค์กร (cooperate sector) รวมทั้งเป็นซับคอนแท็กต์ในการวางโครงข่ายของโนเกีย ซีเมนส์หรือครึ่งหนึ่งของเน็ตเวิร์ก 3G ปัจจุบันของทีโอทีซึ่งถือว่ามีความรู้ ประสบ การณ์อยู่แล้ว จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เสนอตัวต่อยอดเป็น MVNOโดยเอ็มคอนซัลต์ได้รับใบอนุญาตประเภท1จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)แล้ว

เจมาร์ทถือว่ามีประสบการณ์ตรงและความชำนาญในธุรกิจเกี่ยวกับแฮนด์เซต มีข้อมูลเบื้องต้นว่าแฮนด์เซตที่รองรับ 3G มีทั้งหมดถึง 80 รุ่น พวกบิ๊กแบรนด์มีทุกยี่ห้อ ส่วนเรื่องช่องทางจำหน่าย เจมาร์ทมีร้านในกรุงเทพฯ 100 กว่าสาขา ต่างจังหวัดมี 90 กว่าสาขารวมแล้ว 200 กว่าสาขาทั่วประเทศ และยังมีไอทีจังก์ชัน ตามหัวเมือง มีคอลเซ็นเตอร์ มีเซอร์วิสเซ็นเตอร์ มีแพกเกจบริการจำนวนมาก

ส่วนไฮเทค เน็ตเวิร์ก เป็นบริษัทในเครือคอม-ลิ้งค์ มีความชำนาญเรื่องการบริหาร กลยุทธ์ และการเงิน

'คอนเซ็ปต์ MVNO มีมาทั่วโลก เป็นการใช้โครงข่ายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งทีโอทีมาถูกทางเพราะทีโอทีถนัดเรื่องเน็ตเวิร์ก ส่วนเรื่องการขาย การตลาด การจัดแพ็คเกจต่างๆ เอกชนน่าจะมีความคล่องตัวมากกว่า ธุรกิจเกี่ยวกับ MVNO ความรู้ในเรื่องช่องทางจำหน่าย เรื่องแบรนด์ เรื่องแฮนด์เซตและ เรื่องประสบการณ์ผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้'

สำหรับในเรื่องคอนเทนต์ โพรวายเดอร์ จะเป็นการแบ่งงานกันทำกับเจมาร์ท เนื่องจากเอ็ม คอนซัลต์มาจากต่างประเทศ มีความสัมพันธ์ค่อนข้างดีกับผู้รวบรวมคอนเทนต์(content aggregater) ต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มีการนำคอนเทนต์เหล่านี้เข้ามาแล้ว ส่วนเจมาร์ท จะดูแลเรื่องคอนเทนต์ในประเทศ

ใช้กลยุทธ์ 3S บุกตลาด

เอ็มคอนซัลต์จะใช้กลยุทธ์ 3 S หรือ 3 Services ในการทำตลาด คือ Service ที่หนึ่งคือสิ่งที่ลูกค้าสัมผัสได้เลยคือเรื่องแฮนด์เซต ตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือและการให้บริการลูกค้าหลังการขาย Service ที่สอง คือเรื่องดาต้าเซอร์วิส ซึ่งลูกค้าที่จะใช้บริการ 3G จะไม่ใช่บริการทั่วไปแต่จะเน้นเรื่องมัลติมีเดีย ดาต้า บรอดแบนด์ แอปพลิเคชัน ซึ่ง MVNOมีหน้าที่จะต้องดีไซน์ เซอร์วิสพวกนี้ Service ที่สามคือ Network Serviceซึ่งเป็นหน้าที่ของทีโอที ในการควบคุมคุณภาพเครือข่าย พื้นที่ครอบคลุม ความชัดเจน การส่งต่อสัญญาณระหว่างเซลไซต์ เป็นสิ่งสำคัญ

'เราจะรับผิดชอบเซอร์วิสที่หนึ่งและสอง ส่วนทีโอทีรับผิดชอบเซอร์วิสที่สาม หากทั้งสามเรื่องมีความพร้อม เราก็เชื่อว่าน่าจะมีโอกาสสำเร็จ MVNOซื้อจากทีโอทีมาแบบขายส่งและพวกเราก็ช่วยกันขายปลีก'

เขาเชื่อว่าMVNO แต่ละรายจะมีความถนัดที่ต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องเซอร์วิสที่สองต้องมี Differentiate Serviceและต้องมี Segmentation ต้องหาให้เจอว่าลูกค้าเป้าหมายของ MVNOแต่ละรายอยู่ตรงไหน เพราะจะไปแข่งกับวอยซ์ธรรมดา ให้คนเปลี่ยนมาใช้ก็ไม่มีเหตุผลโดยเฉพาะเรื่องของราคา แต่การใช้ 3G จะเป็นเรื่องของการสร้างความต้องการใช้ไม่ว่าจะเป็นเพื่อความบันเทิงส่วนตัวหรือใช้ในทางธุรกิจ การสร้างแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าพร้อมที่จะจ่ายค่าบริการ

"ทีโอทีใช้จุดแข็งเรื่องเน็ตเวิร์ก และอาศัยพาร์ตเนอร์มาสร้างเซอร์วิสล้อมตัวเอง จนไปถึงลูกค้าซึ่งจะมีเซอร์วิสประเภทต่างๆที่หลากหลาย MVNO 4-5 รายก็ต้องหาทางเจาะเข้าตลาดที่ตัวเองถนัดไม่ว่าจะเป็นตลาดองค์กร ภาครัฐ เอสเอ็มอี ซึ่งผมเชื่อว่า MVNO จะเป็นตัวเปลี่ยนแลนด์สเคปในการแข่งขันเลย"

ทั้งนี้หลายคนอาจมองว่าทีโอทีมีความพร้อมน้อยกว่าในแง่การแข่งขันในตลาดแต่ MVNO จะเป็นตัวอุดช่องโหว่ เหมือนส่งขุนศึกไปรบแทน 4-5 คนเพื่อให้บริการที่เป็น best serviceในขณะที่ตัวเองดูแลเรื่องเน็ตเวิร์กเป็นหลักแต่ต้องมีแผนที่จะขยายเน็ตเวิร์กด้วย

กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 3G คาดว่าจะเป็นกลุ่ม data centrix หรือพวกที่ใช้งานด้านการรับส่งข้อมูลปริมาณมากๆ ปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่มนี้ประมาณ 10-15% ของลูกค้าทั้งหมดในตลาดโทรศัพท์มือถือหากคิดที่ประมาณ 50 ล้าน ก็จะมีลูกค้าเป้าหมายที่เป็น data centixประมาณ 7-8 ล้านคน แต่แนวโน้มการเติบโตลูกค้าในกลุ่มนี้สูงมาก เช่นพวกนักธุรกิจ คนทำงานออฟฟิศ กลุ่มคนพวกนี้ถ้าเอ็มคอนซัลต์ได้เริ่มทำตลาดเร็ว ก็จะสามารถตอบสนองความต้องการลูกค้ากลุ่มนี้ได้ก่อน เพราะที่ใช้บริการอยู่ในปัจจุบันไม่ใช้ระบบ 3G เป็นแค่บริการคล้ายกันเฉยๆ ซึ่งต้องส่งข้อมูลจำนวนมากก็จะส่งข้อมูลได้แต่ช้า

'เราจะมีแพกเกจง่ายๆแต่ให้เข้าถึงลูกค้า และสร้างความแตกต่าง MVNO ไม่ได้แข่งที่ cost แต่แข่งที่ differentiate เพราะทุกคนแข่งกันที่ราคาต่ำอยู่แล้ว และไม่ได้แข่งที่วอยซ์ แต่แข่งที่บริการ'

เชิดศักดิ์ย้ำว่า 'services mapping มีหมดแล้ว ตามแผนที่เสนอทีโอทีไป แต่เราพูดพร้อมกันไม่หมด เพราะต้องดูความพร้อมของเน็ตเวิร์กด้วย ทีโอทีเร่งเครื่องเต็มที่เรื่องเขา เราเร่งเครื่องเต็มที่เรื่องเรา เซอร์วิสคงพร้อมเต็มที่ในเดือนม.ค.2553 ต้องให้เวลา'

เอ็มคอนซัลต์พร้อมให้บริการภายใน 30 วันหลังจากที่รู้ตัวว่าได้รับการคัดเลือกเป็น MVNO ซึ่งคาดว่าจะสามารถให้บริการได้ภายในปี 2552 ด้วยบริการที่เป็นพื้นฐานก่อนที่จะพัฒนาเป็นบริการที่ซับซ้อนและสร้างความแตกต่างจาก MVNO รายอื่น โดยคอนเซ็ปต์ MVNO ยิ่งมากยิ่งดีเพราะช่วยกันขาย อย่างในต่างประเทศ บางแห่งมี MVNO มากถึง 30-40 รายซึ่งเป็นเรื่องปกติ มีมากไม่เสียหาย เพราะแต่ละรายจะถนัดคนละแบบ ซึ่งอาจจะมีลูกค้าจำนวนไม่มากแต่แน่นอน MVNO ก็อยู่ได้ และการที่ทีโอทีจะขายรีเทลหรือขายปลีกถึงผู้บริโภคเอง ก็ไม่ใช่เรื่องน่าเป็นห่วงเหมือนเป็นการแบ็กอัปและเพื่อศึกษาตลาดไปด้วย

'MVNO คงสตาร์ทจากจุดเดียวกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้แบรนด์ ราคา ระบบบิลลิ่ง แล้วหลังจากนั้นค่อยมาวัดกัน เพราะอนาคตแต่ละบริษัทต้องเติบโตต่างกัน เพราะ MVNO จะมีกลยุทธ์ที่ต่างกัน เพราะยิ่งใส่เซอร์วิสเข้าไปมาก แต่มีลูกค้าน้อย ต้นทุนต่อลูกค้าก็จะสูง ส่วนรายได้ก็น่าจะต้องสูงกว่า ARPU วอยซ์ประมาณ 2 เท่า ปัจจุบันบางเน็ตเวิร์กประมาณ 200 ต้นๆบางเน็ตเวิร์ก 170 กว่าบาทผมว่าน่าจะได้ประมาณ10 เหรียญก็น่าจะเวิร์กได้'

เขาย้ำว่าในธุรกิจบริการโทรศัพท์มือถือ การขยายเน็ตเวิร์ก เป็นเรื่องที่หยุดไม่ได้ ต้องขยายและมีการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยการขยายเน็ตเวิร์กต้องติดตามตลาดหรือดูความต้องการลูกค้าเป็นหลัก ไม่ใช่การขยายเน็ตเวร์กตามใจตัวเอง ซึ่งเชื่อว่าทีโอทีมีข้อมูลของบริษัทสัมปทานในด้าน traffic distribution ก็พอรู้แล้วว่าจะขยายเน็ตเวิร์กไปทางไหน

'พวกครีมๆหรือพวกใช้งานดาต้าสูงๆจะอยู่กับเอไอเอสหมด การหาลูกค้าไม่ง่าย แต่พูดถึงแค่ 5 แสนเลขหมายในกทม.ก็ไม่น่าจะพอ'

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 พฤศจิกายน 2552 | ข่าว 3G



มหากาพย์มือถือ3จีสะดุด โรคเลื่อนกำเริบ...ไร้กำหนดคลอด

ในการประชุมของคณะรัฐมนตรี เศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ข้อหารือสำคัญครั้งนั้นเกี่ยวข้องกับการดำเนินการเปิดประมูลใบอนุญาต (ไลเซนส์) 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ์ ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)

ต้องยอมรับว่าประเด็นนี้ก่อให้เกิดความคิดเห็นที่หลากหลาย โดยเฉพาะข้อท้วงติงถึงเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่จะกระทบประเทศชาติ และประชาชน ต่อการจัดสรรคลื่นความถี่มูลค่ามหาศาลครั้งนี้

โดยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ กทช. นายอภิสิทธิ์ถึงกับสอบถาม ทักท้วง และฝากให้ กทช.ทบทวน ประกอบด้วย ประเด็นการจัดตั้งองค์กรกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ซึ่งถือเป็นองค์กรเดียวที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ

ดังนั้น การดำเนินการเปิดประมูลไลเซนส์ 3 จี นั้น อำนาจของ กทช.ในการออกใบอนุญาตจะมีปัญหาหรือไม่ ทั้งเรื่องขององค์ประกอบ กทช. ที่ขณะนี้ยังไม่มีการคัดเลือกกรรมการเพื่อทดแทนกรรมการที่หมดวาระและลาออก รวมถึงประเด็นการเปิดประมูลต้องดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) ซึ่งประเด็นทั้งหมดนี้ กทช.น่าจะมีการหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือหาก กทช.ไม่ดำเนินการ รัฐบาลจะหารือเอง เพื่อให้เกิดความมั่นใจ และไม่กลายเป็นปัญหาในอนาคต

นอกจากรัฐบาลต้องการความชัดเจนประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ กทช.แล้ว มติที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ชะลอการลงทุนโครงการพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3 จี ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ออกไปก่อน เนื่องจากเป็นห่วงว่าอาจส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุน 3 จี ของทีโอทีอย่างมีนัยยะสำคัญคือ มีผลต่อผลตอบแทนทางการเงินของโครงการ

ข้อท้วงติงที่เกิดขึ้นนี้ นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ กทช. กล่าวยอมรับว่า กทช.จะทำหนังสือสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาภายในสัปดาห์นี้ โดยมติบอร์ด กทช. เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ก็มีความเห็นชอบที่จะดำเนินการดังกล่าว และสอบถามใน 3 ประเด็น อย่างครบถ้วน ทั้งอำนาจ กทช. องค์ประกอบ กทช. และ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ

นอกจากนี้ จะนำข้อเสนอที่ประชุมที่ให้เพิ่มเติมประเด็นรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) ร่างสรุปข้อสนเทศการจัดสรรคลื่นความถี่ 3 จี ซึ่งจะมีขึ้นอีกครั้งในวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ประกอบด้วย การกำหนดเงื่อนไขการถ่ายโอนลูกค้าสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตรายใหม่ การใช้โครงข่าย 2 จี และ 3 จี ร่วมกัน และการกำหนดคุณสมบัติผู้ที่ได้รับสิทธิในการใช้คลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคมอยู่แล้ว ควรจะได้เข้าร่วมการประมูลหรือไม่

ขณะที่นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการ กทช.กล่าวว่า การสอบถามประเด็นที่ ครม.เศรษฐกิจห่วงใยไปที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่น่าจะใช้เวลานาน เพราะเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีสอบถามมา แต่ กทช.ก็จะดำเนินการควบคู่ไปกับการเปิดประมูลไลเซนส์ 3 จี ด้วย โดยเห็นว่าถ้าการเปิดรับฟังความคิดเห็นอีกครั้งในวันที่ 12 พฤศจิกายน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ร่างหลักเกณฑ์การประมูลก็น่าจะมีความชัดเจนได้ภายในสิ้นปีนี้

หากนับจากวันประกาศร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวลงราชกิจจานุเบกษา ระยะเวลาเข้าสู่การประมูลอย่างน้อย 45-60 วัน ดังนั้น การประมูลก็น่าจะเกิดขึ้นได้ราวเดือนกุมภาพันธ์ 2553

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ กทช.ออกอาการเป็นห่วงถึงการประมูลครั้งนี้คือ การคัดเลือกกรรมการชุดใหม่จำนวน 4 คน แทนกรรมการที่หมดวาระและลาออก รวมถึงขั้นตอนสุดท้ายคือ การคัดเลือกจากวุฒิสภา ในวันที่ 23 พฤศจิกายน ซึ่งนายเศรษฐพรกล่าวยอมรับว่า กทช.ชุดใหม่จะต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลการดำเนินการดังกล่าวอีกพอสมควร ทำให้ระยะเวลาการเปิดประมูลจำเป็นต้องขยับออกไปอีกประมาณ 1 เดือน เป็นเดือนมีนาคม 2553

"ถ้าคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า กทช.ชุดปัจจุบันไม่มีอำนาจในการให้ใบอนุญาต 3 จี ครั้งนี้ ก็เป็นไปได้ที่การดำเนินการต้องหยุด และกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่"

แต่สิ่งที่ กทช.กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ นายเศรษฐพรเผยว่า เป็นการเตรียมความพร้อมเท่านั้น ไม่ใช่การตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพราะ กทช.คำนึงถึงหลากหลายทางความคิดเห็นที่มีต่อการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ยืนยันว่า สิ่งที่ กทช.ดำเนินการจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และประชาชน

จากการศึกษาของสมาคมจีเอสเอ็มโลก ระบุว่า หากประเทศไทยเปิดให้บริการเทคโนโลยี 3 จี ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปี (2553-2557) ภาคการลงทุนในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี กระตุ้นการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานถึง 80,000 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ เทคโนโลยี 3 จี ยังมีผลต่อความสามารถในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคมชนบทที่ห่างไกล ให้สามารถเข้าถึงการศึกษา การจ้างงาน ตลอดจนก่อให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศได้

"ใบอนุญาต 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ์ จำนวน 4 ใบ รวมกับการเปิดให้บริการ 3 จี ของทีโอที จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเฉพาะด้านโครงข่ายทั่วประเทศราว 10,000 ล้านบาทต่อราย ต่อเนื่องอย่างน้อย 3-4 ปี หรือคิดเป็นเม็ดเงินลงทุนรวม 2-3 แสนล้านบาท โดยยังไม่รวมค่าใบอนุญาต และรายได้จากอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะทำให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยมีเม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท ในช่วงเวลาดังกล่าว"

ส่วนกรณีที่ประชุมมีมติให้กระทรวงการคลังและกระทรวงไอซีทีร่วมกันพิจารณาหาแนวทางแก้ไขสัญญาสัมปทานระหว่างภาคเอกชนกับทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้น นายเศรษฐพรเห็นว่า การจัดทำแผนแม่บทไอซีที ฉบับที่ 2 ซึ่งให้หาแนวทางสิ้นสุดสัญญาสัมปทานภายในปี 2553 นั้น เป็นเรื่องที่กระทรวงไอซีทีดำเนินการ ไม่เกี่ยวข้องกับ กทช. แต่อย่างใด

และเห็นว่าในวันนี้ที่มีการพูดถึงเรื่องการสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นตกใจอะไร เพราะผู้ให้บริการมือถือทั้ง 3 รายหลัก ก็ล้วนทยอยใกล้สิ้นสุดอายุสัญญาสัมปทานแล้ว

เพียงแต่ต้องไปหารือกัน เพราะมีหลายรูปแบบกระทำได้ โดยรัฐไม่เสียประโยชน์ เช่น แปลงสินทรัพย์เป็นทุน รัฐวิสาหกิจเข้าถือหุ้นในบริษัทเอกชนภายใต้สัมปทาน ถ้าเอกชนเหล่านั้นไปลงทุนที่ใด เราก็ได้ผลประโยชน์ไปด้วย เป็นต้น

มติชนรายวัน 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 | ข่าว 3G



ข่าว 3G หน้าที่   1   2   3   4   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14   15   16   17   18   19   20   21   22   23   24   25 

ข่าว 3G || ข่าว IT

GPS ติดตามรถ| GPS tracking| GPS tracker| GPS กันขโมย| ราคา GPS ติดตามรถ| ระบบติดตามรถยนต์

หจก. จีพีเอสไอแอม 323/8 ซอยภาวนา แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ 10310
โทรศัพท์ : 02-9399-616 - 17, 02-939-8912 / Fax : 02-939-8913