กสท เผยแผนบุกตลาด 3จี โดยจะรวมกับเอกชนเข้าร่วมประมูลไลเซนส์ หวังก้าวกระโดดสู่บริการ 4จี อ้อน กทช. ขอประมูลก่อนจ่ายค่าไลเซนส์ทีหลัง
นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนคม เปิดเผยว่า กสท มีแผนธุรกิจในระยะยาวที่จะเสนอต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) โดยที่ กสท จะเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต หรือไลเซนส์ การให้บริการเทคโนโลยีมือถือระบบ 3 จี ร่วมกับโอเปอเรเตอร์ที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายอื่นๆ ด้วย
ปัจจุบัน กสท มีการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ CDMA2000 1xEV-DO ที่ให้บริการในเขตพื้นที่ภูมิภาค 51 จังหวัด และมีจำนวนสถานีฐานรวมทั้งสิ้น 1,600 สถานีฐาน ขณะที่การเจรจาซื้อโครงข่ายระบบซีดีเอ็มเอ ที่บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือฮัทช์ เป็นผู้ทำการตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบซีดีเอ็มเอในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและภาคกลาง 25 จังหวัด ซึ่ง กสท มีแนวทางที่จะขอให้ฮัทช์อัปเกรดเทคโนโลยีระบบ CDMA2000 1xEV-DO
ทั้งนี้ หากฮัทช์ตกลงในเงื่อนไขดังกล่าว การอัปเกรด CDMA2000 1X เข้าสู่ระบบ CDMA2000 1xEV-DO ทั้งโครงข่าย ซึ่งเทคโนโลยีระบบ CDMA2000 1xEV-DO เทียบเท่ากับเทคโนโลยีระบบ 3 จี ที่ให้ประสิทธิภาพในการส่งทั้งเสียงและข้อมูล ที่สามารถดาวน์โหลดในระดับ 2.4 เมกะไบต์ต่อวินาที
อย่างไรก็ตาม การเจรจาดังกล่าวอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลลักษณะมูลค่าของการอัปเกรดอุปกรณ์ ปัจจุบันอุปกรณ์การอัปเกรดมาจากจีนเป็นส่วนมากและมีอัตราที่ถูกลง ซึ่งคาดว่าในสัปดาห์หน้าจะเสนอเข้าบอร์ด
ขณะเดียวกันกสท มองว่าในอนาคต 3 จี กำลังจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายยุคที่ 4 หรือ 4 จี ซึ่งหลายๆ ประเทศกำลังเปลี่ยนมาเทคโนโลยี LTE (Long Term Evolution) ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา และฮ่องกง
ขณะนี้อเมริกากำลังจะอิมพรีเมนต์ LTE ที่ใช้ความถี่ในย่าน 2.6 กิกะเฮิรตซ์ ขณะที่ฮ่องกงกำลังจะประมูลไลเซนส์ LTE ในย่านความถี่ 2.5 กิกะเฮิรตซ์ หากกสทประมูล LTE ได้ ในช่วงประมาณปี 2009 จะให้บริการเดต้าได้อย่างเดียว แต่ในปี 2012 จะเพิ่มบริการวอยซ์ ถ้าได้ความถี่ย่าน 2.5 หรือ 2.6 เป็น LTE ก็จะอิมพรีเมนต์ได้ โดยจะลงทุนในพื้นที่ที่มีแนวโน้มการใช้ดาต้าสูง ในเขตหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต
เทคโนโลยี LTE จะมีประสิทธิภาพในการให้บริการด้านดาต้า แต่กสท จะให้บริการขนานไปกับการอัปเกรดเทคโนโลยีระบบ HSPA ในคลื่นความถี่เดิมย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งจะสามารถให้บริการได้ทั้งเสียงและข้อมูล
สำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น ดีแทค ทรูมูฟ และเอไอเอส ซึ่งบริษัทเหล่านี้คงจะไม่ย้อนกลับไปสู่ 3 จี และจะไปสู่เทคโนโลยี 4 จี เลย ซึ่งแนวโน้มส่วนใหญ่ จะไปในทิศทางของ เทคโนโลยี LTE มากกว่า ส่วนงบประมาณในการลงทุนโครงการดังกล่าว ประมาณ 1,000 ล้านบาท
ผู้บริหาร กสท กล่าวว่า การลงทุนโปรเจกต์นี้ไม่เท่าไหร่แต่ประเด็นใหญ่คือ ขอความกรุณาจาก กทช. เพื่อขอเข้าประมูลก่อนแล้วจ่ายค่าไลเซนส์ทีหลัง เพราะคิดว่าค่าไลเซนส์น่าจะมีมูลค่าที่สูงกว่าเงินลงทุนส่วนล่างของฟอร์มประธานบอร์ดทีโอที สับ กสท ทำสะดุดฉุด 3 จีไม่ให้เดิน โดยไม่ยอมตกลงสละสิทธิคลื่นความถี่ ทำให้ต้องรอเข้าขั้นตอนพิจารณาการโอนคลื่น กทช.ซึ่งต้องใช้เวลาร่วม 6 เดือน อ้างกลัวทีโอทีเบี้ยวหนี้เป็นเรื่องไร้สาระ ด้าน กสท ยันยังไม่ได้เงินจากการขายหุ้น เพราะจะได้ก็ต่อเมื่อ กทช. อนุมัติการโอนสิทธิ
นายธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานกรรมการบริษัท ทีโอที เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา 3 จีของทีโอทีถูกดึงให้ล่าช้า เพราะทีโอทีได้ร้องขอไปยัง บริษัท กสท โทรคมนาคมให้ระบุใน MOU สละสิทธิในหุ้นและคลื่นความถี่ 1900 MHz ให้ทีโอทีสามารถดำเนินการ 3 จีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และยังลดระยะเวลารอการโอนคลื่นความถี่ ได้ แต่นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท ไม่ยินยอม และยืนยันว่าดำเนินการตามกระบวนการโอนคลื่น
“ผมไม่เข้าใจว่าทำไม กสท รัฐวิสาหกิจผู้มีกระทรวงการคลังถือหุ้นเหมือนกันจึงไม่ยอมตกลงสละสิทธิ์เพื่อให้โครงการ 3 จีซึ่งมีความสำคัญกับประเทศสามารถเดินหน้าได้ โดยเหตุผลที่กลัวทีโอทีโกงเงินซื้อขายนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวลเพราะ ทีโอทียืนยันจ่ายเงินงวดแรกทันทีที่กสท ยอมตกลงสละสิทธิ์"
ส่วนกรณีขั้นตอนพิจารณาการโอนคลื่นของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. นั้นเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะทีโอทีไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงการทำงานของกทช.จึงทำได้เพียงขอความอนุเคราะห์ให้ กทช.เร่งการพิจารณา
นายวิเชียร นาคสีนวล รองกรรมการผู้จัดการ สายงานบริการโทรคมนาคมโดยทั่วถึง กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทีโอทีมีความพยายามขอร้องให้ กสท ใส่ข้อตกลงยอมลงนามสละคลื่นความถี่ 1900 MHz ให้ทีโอทีเป็นผู้ดำเนินการเพียงรายเดียวใน MOU ซื้อขายคลื่น 1900 MHz แต่ กสท ไม่ยินยอมและยืนยันว่าต้องดำเนินการโอนคลื่นตามขั้นตอนของ กทช. เท่านั้น
“ที่ผ่านมาผมขอความร่วมมือกับ กสท มาโดยตลอดเพื่อขอให้ กสท ยอมตกลงสละสิทธิ์ในหุ้นและคลื่นความถี่เพราะวิธีนี้จะช่วยให้การดำเนินงาน 3 จีให้เร็วขึ้น ถึงขนาดยอมไปนั่งรอที่ห้องกรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่เพราะเขายืนยันให้มีการโอนคลื่น”
สำหรับขั้นตอนรอการพิจารณาของ กทช.ในการโอนคลื่นความถี่ 1900 MHz อีกร่วม 6 เดือน เพราะกทช.มีขั้นตอนการดำเนินการหลายขั้นตอนโดยระหว่างนี้ทีโอทีได้ดำเนินการส่วนอื่นคู่ขนานไปด้วย เช่น การปรับเปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจัดหาใหม่ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยี โดยคาดว่าทีโออาร์การจัดซื้อจัดหาจะแล้วเสร็จกลางเดือน ก.พ.2551
ขณะเดียวกัน ขั้นตอนการพิจารณาโอนคลื่นของ กทช. มีขั้นตอนและกระบวนการมาก แต่มองว่าบางขั้นตอนสามารถข้ามเช่นการพิจารณาของ กระทรวงการคลัง หรือสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาเรียบร้อยแล้วในขั้นตอนการนำเสนอโครงการขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนกระบวนประกาศขอความเห็นการโอนคลื่นความถี่ 1900 MHZ ต่อสาธารณะชนนั้นมองว่าเป็นขั้นตอนที่สามารถข้ามได้เพราะเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น
นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท กล่าวว่าปัจจุบัน กสท ยังไม่ได้รับเงินจากทีโอที ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวที่กสทจะได้จากการขายหุ้นจำนวน 42% คิดเป็นเงินจำนวน 2,400 ล้านบาท โดยเงินจำนวนดังกล่าวจะได้ก็ต่อเมื่อ กทช.อนุมัติการโอนสิทธิเป็นที่เรียบร้อย โดยปัจจุบันการโอนสิทธิอยู่ระหว่างการรอผลจากกทช.
“การโอนหุ้นในไทยโมบายที่ กสท ถือหุ้นอยู่จำนวน 42% ได้โอนเรียบร้อยแล้ว แต่ยังเหลือหุ้นใน เอซีทีโมบายที่ กสท.ถืออยู่จำนวน 42% ที่ยังไม่ได้โอน ส่วนเรื่องที่ว่าต้องการให้เราเปลี่ยนมาเป็นการสละสิทธิ์แทนการโอนแล้วกลัวว่าเราจะไม่ได้เงินจำนวนดังกล่าวนั้น เราก็ไม่ได้กังวลในเรื่องนี้แต่อย่างใด”
นอกจากนี้ กสท ได้ร่างสัญญาในการโอนสิทธิเรียบร้อยแล้ว ยังแค่เพียงระบุผู้มีอำนาจในการอนุมัติ ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเป็นคณะกรรมการ (บอร์ด) หรือ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งหากสรุปว่าอำนาจเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ สามารถอนุมัติได้ก็จะดำเนินการได้เลย
นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการ 3 จี ซึ่งยังติดปัญหาในการโอนสิทธิการถือหุ้นในกิจการร่วมค้าไทยโมบายอยู่นั้น ตนได้รับคำเสนอแนะจาก กทช โดยได้เสนอแนะว่าหากเป็นการเปลี่ยนเป็นสละสิทธิ์แทนการโอนสิทธิ เพื่อการดำเนินการตามขั้นตอนได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งหากรอขั้นตอนของการพิจารณาจาก กทช.จะต้องใช้ระยะเวลา 180 วัน ซึ่งทีโอทีได้ทำหนังสือไปถึงกสท กรณีการขอเปลี่ยนจากการโอนสิทธิเป็นการสละสิทธิ์ในการถือหุ้นไทยโมบายแทน
“หากกสท ใช้สิทธิการโอนคลื่นเป็นการสละสิทธิ์แทนนั้น ก็อาจจะทำให้กสท จะต้องสละสิทธิ์การได้เงินในการขายหุ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งกสท ก็เป็นห่วงเรื่องนี้” นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ กทช. จะพิจารณาเรื่องการร่างหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง (ไวแมกซ์) และโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี รวมถึงเรื่องการคงสิทธิเลขหมาย (นัมเบอร์พอร์ตฯ) เพื่อหาแนวทางดำเนินการตามแผนที่วางไว้ต่อไป
ทั้งนี้ คาดว่าจะเร่งพิจารณาสรุปเป็นร่างประกาศหลักเกณฑ์ให้ได้ภายในปี 2551 เพราะปัจจุบัน กทช. ได้วิเคราะห์ผลที่รวบรวมข้อคิดเห็นของประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ดังนั้น คาดว่าต้นปีหน้า จะสามารถรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับแก้ไขร่างฯ และประกาศใช้ให้ทันภายในไตรมาสแรกของปี
ส่วนเรื่องการลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาต มีความเป็นไปได้สูงที่จะลดราคาลง อีกทั้งการต่อใบอนุญาตประเภทที่ 1 สำหรับการให้บริการ จะขยายระยะเวลาเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยมีระยะเวลาระดมทุนในการทำธุรกิจ เพราะแต่เดิมการต่อใบอนุญาตจะเป็นแบบปีต่อปี โดยจะเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการว่าจะต่อให้เพิ่มขึ้นเป็นช่วง 3 ปี 5 ปี
ขณะเดียวกัน บอร์ดมีมติให้นำเรื่องงบประมาณเคพีไอไปแก้ไขอีกครั้ง โดยมีระเบียบปฏิบัติราชการใหม่ ที่จะต้องเอามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตามในปี 2552 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงตาม พ.ร.บ.ใหม่ การทำงานจะต้องทำตามกฎหมายของวิทยุกระจายเสียง กฎหมายโทรคมนาคม ที่จะต้องทำควบคู่กันหลายอย่าง
นายสุรนันท์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการโอนสิทธิ์คลื่นระบบมือถือ 1900 ของ บมจ. ทีโอที ตามระเบียบจะต้องมีการส่งข้อมูลมาให้ครบทั้ง 2 หน่วยงาน คือ ทีโอที และ บมจ. กสท โทรคมนาคม โดยหลังจากนั้น ต้องมาดูขั้นตอนระเบียบว่าจะมีระยะเวลาในการดำเนินการนานเท่าใด ซึ่งเรื่องบางเรื่องก็ต้องรอตามเวลา แต่หากเรื่องใดที่ทำคู่ขนานได้ ก็จะทำไปพร้อมกันเพื่อลดขั้นตอนและเวลาในการดำเนินงานปีหน้า-2552 น่าจะเป็นปีทองของผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม เพราะมีไลเซนใหม่ๆ จ่อคิวออกอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น 3 G (third genera tion) บนคลื่นใหม่ 2.1GHz หรือไวแมกซ์
แม้จะไม่มีไวแมกซ์ และ 3 G คลื่นใหม่ บรรดายักษ์มือถือทั้งหลายก็เริ่มขยับขยายการลงทุนกันบ้างแล้ว อย่างน้อยๆ ก็กับการอัพเกรดโครงข่ายเดิมคลื่นความถี่เดิม (850 และ 900MHz) บนเทคโนโลยี HSPA (high speed packet access) เพื่อเนรมิตบริการโทรศัพท์มือถือยุคที่ 3 หรือ 3 G
โดยมี "เอไอเอส" นำร่องไปก่อนแล้วกับเงินลงทุนอย่างน้อยๆ 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือห้าพันกว่าล้านบาท
"ปีหน้า ไม่นับการลงทุน 3 จี บนคลื่น 2100 ถ้า กทช.เปิดประมูล เม็ดเงินที่เราจะใช้ในการลงทุนไม่น่าต่ำกว่าปีนี้ คือ ที่ 1.2-1.4 หมื่นล้านบาท" วิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าว และว่า
"ผมคิดว่าไลเซน 3 G คงออกมาปีหน้า เพราะ กทช.ไม่มีอะไรต้องรออีกแล้ว ถ้าออกมาได้จะดีมาก เท่ากับเป็นการกระตุ้นการลงทุนในภาวะที่เศรษฐกิจอย่างนี้"
สำหรับ 3 G-2100 MHz "เอไอเอส" ประเมินว่า ช่วง 3 ปีแรกจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่าปีละ 2.5 หมื่นล้านบาท
เป็นเงินจำนวนไม่น้อย แต่สำหรับ "เอไอเอส" ที่มีดีกรีเป็นถึงเจ้าตลาด และมี ผู้ถือหุ้นใหญ่กระเป๋าหนักอย่าง "เทมาเส็กฯ" ย่อมไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
"ปีหน้าต้นทุนการเงินสูงขึ้นแน่ แต่ถ้าต้องลงทุน 3 จี เรื่องเงินสำหรับเราไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร แต่แน่นอนว่าสภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ การใช้จ่ายต้องระมัดระวังมากขึ้น เชื่อว่าคนอื่นๆ ก็คงไม่ต่างกัน"
ในมุมของประชาชนผู้ใช้บริการคงต้องรออีกเป็นปีกว่าถึงจะมีโอกาสได้ใช้มือถือ 3 G บนคลื่นความถี่ 2100 MHz เพราะ "กทช." คาดว่าจะเริ่มจัดเวทีประชาพิจารณ์ร่างหลักเกณฑ์ใบอนุญาต 3 G ช่วงไตรมาสที่ 1 กว่าจะเปิดประมูล กว่าจะแจกไลเซน และกว่าจะติดตั้งโครงข่ายแล้วเสร็จใน บางส่วนเพื่อเปิดให้บริการได้ เบ็ดเสร็จแล้วปีกว่านับจากนี้อาจเร็วไปด้วยซ้ำ
อยากใช้จริงๆ ลอง 3 G บนคลื่น 850 และ 900 MHz ไปพลางๆ ก่อนก็ได้ โดยทั้งดีแทค และทรูมูฟ ตั้งใจว่าจะเผยโฉมไม่เกินในไตรมาสที่ 2 ปีหน้า
โดย "ทรูมูฟ" แม้จะเป็นน้องนุชสุดท้องในตลาดมือถือก็จริง (เทียบมาร์เก็ตแชร์) แถมไม่ได้มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นยักษ์ข้ามชาติเหมือน "เอไอเอส และดีแทค" แต่กลับเป็นรายแรกที่ตกลงปลงใจกับ "แอปเปิล" นำเข้าเครื่อง "ไอโฟน 3 G" ที่รองรับการใช้งานบนคลื่น 850MHz ทำสัญญา 3 ปี ปีละ 1 แสนเครื่อง !!!
ทำเอาพี่ใหญ่ "เอไอเอส" และน้องรอง "ดีแทค" งงไปเลยกับความใจถึงของ น้องเล็ก
เรียกว่า มีเครื่อง "ไอโฟน 3 G" ให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ก่อนที่เน็ตเวิร์กจะขึ้นเสียอีก
ในระหว่างนี้ "ทรูมูฟ" จึงเปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนจองสิทธิในการซื้อ "ไอโฟน" ไปพลางๆ
ได้ยินว่า เดิมเครื่องลอตแรกจะเข้ามาอวดโฉมก่อนคริสต์มาสนี้ มาเจอเหตุ "สนามบินปิด" เลยต้องกลับไปตั้งหลักใหม่ จะเปิดตัวเป็นทางการปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าโปรดติดตาม
แต่ที่แน่ๆ ถึง "ทรูมูฟ" จะเป็นรายแรกที่ประกาศความร่วมมือกับแอปเปิลก่อนใคร แต่วันทำตลาดจริงจะพร้อมกันหมด
แค่ 2 เจ้า (ทรูมูฟ และเอไอเอส) หรือครบ 3 เจ้ารวม "ดีแทค" ด้วย ถึงนาทีนี้ยังต้องลุ้น ได้ยินว่าพี่ใหญ่กับน้องรองพยายามที่จะร่วมมือกันในดีลนี้
ว่ากันว่า ถ้าสำเร็จต่างฝ่ายต่างจะเจ็บตัวน้อยหน่อยกับดีลสุดเขี้ยวนี้
ข้างยักษ์ "เอไอเอส" ด้วยศักดิ์ศรีของเจ้าตลาดที่ประกาศตัวมาตลอดว่า เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ในแง่หน้าตา และศักดิ์ศรี จึงพลาดดีล "ไอโฟน" ไม่ได้ด้วยประการ ทั้งปวง ถึงไม่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจก็เถอะ
"เจ๊งไม่ว่า แต่ขายหน้าไม่ได้" ประมาณนั้นเลย
ไม่อยากได้ แต่ต้องได้ เพื่อรักษาอิมเมจ "ผู้นำ" จึงแลกมาด้วยราคาแสนแพง (แต่แพงน้อยกว่าทรูมูฟ) ตัวเลขที่รับมา 3 ปีเหมือนกัน แม้ไม่ถึง 3 แสนเครื่องก็จริง แต่ก็หย่อนไปไม่เท่าไร (2.75 แสนเครื่อง)
ไม่รวมข้อตกลงที่ว่า ต้องใส่เม็ดเงินด้านการตลาดปีละไม่ต่ำกว่า 50 ล้านอีกต่างหาก
"เอไอเอส" หนักกว่า "ทรูมูฟ และดีแทค" ตรงที่ ถึงวันนี้เครื่อง "ไอโฟน 3 G" ยังไม่มีที่รองรับการใช้บน 900MHz ด้วยซ้ำ
หมายความว่า ลูกค้า "เอไอเอส" จะใช้ไอโฟนได้อย่างมากก็บนเครือข่ายเอดจ์เท่านั้น
ว่ากันว่า วันนี้แม้ยังไม่ได้ขายเป็นทางการ ก็มีลูกค้าเอไอเอสที่ใช้ "ไอโฟน" อยู่แล้ว ไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นราย
ข้างทรูมูฟ และดีแทค ก็เช่นเดียวกัน
ถึงเวลาขายจริง ถ้าต้องการลูกค้ามากๆ ระดับปีละแสนเครื่องก็คงต้องอัดฉีดกิจกรรม กระตุ้นยอดขายกันอย่างหนัก สวนทางเศรษฐกิจขาลงเสียนี่กระไร
"กลุ่มที่อยากใช้ไอโฟนก็มีใช้ไปหมดแล้ว น่าสนใจว่า ถ้าโอเปอเรเตอร์เอาเข้ามาขายเองจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นสักเท่าไร ถ้าไม่มีบริการใหม่ๆ มาดึงดูดใจ ลำพังแค่ตัวเครื่องไม่น่าดึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้มากนัก เว้นแต่จะมีกลยุทธ์ด้านราคา ซึ่งก็ไม่คุ้มอีก เพราะต้นทุนเครื่องแพง ขายถูกก็ต้องซับซิไดซ์" ผู้สันทัดกรณีในวงการมือถือให้ความเห็น
ระหว่าง "3 จี (2.1GHz) ไวแมกซ์ และไอโฟน"
"ไอโฟน" มาก่อนเพื่อน แต่จะได้ใช้งานเต็มประสิทธิภาพของเครื่องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า "ทรูมูฟ-ดีแทค" อัพเกรดเครือข่ายได้เร็วแค่ไหน
ส่วน "3 จี-ไวแมกซ์" ขึ้นอยู่กับการทำงานของ "กทช."
ที่แน่ๆ ปีหน้าถือเป็นปีทองของผู้ผลิตอุปกรณ์โดยแท้ แต่กับยักษ์มือถือคงรู้ซึ้งคำว่า "ทุกขลาภ" ก็คราวนี้เอง
ฟาก "ผู้บริโภค" คงต้องถามก่อนว่า เงินน่ะมีไหม ถ้ามีก็ไม่ใช่ปัญหาหลังจากหลายเสียงวิพากษ์วิจารณ์การที่กทช.มีกำหนดให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจเทคโนโลยี 3G ในปีหน้า ว่าประเทศไทยควรจะก้าวไปให้บริการ 4G หรือเทคโนโลยีที่เหนือกว่า เพื่อไม่ให้ดูเหมือนเป็นการตามหลังประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างลาว ที่มี 3G ใช้งานก่อนประเทศไทย จุดนี้ประธาน กทช. ยืนยันว่า การให้ใบอนุญาตของ กทช. เป็นการให้ความถี่ เป็นสิทธิ์ของโอเปอเรเตอร์ในการตัดสินใจว่าจะพัฒนาบริการของตัวเองเป็นเทคโนโลยีใด ซึ่ง กทช. จะไม่เข้าไปแทรกแซง
พลเอกชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ให้สัมภาษณ์ในพิธีส่งมอบระบบไวแมกซ์เพื่อการศึกษา ภายใต้ชื่อโครงการต้นแบบศูนย์ทางไกลเพื่อการศึกษาและพัฒนาชนบทเฉลิมพระเกียรติ ที่โรงเรียนบ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด จังหวัดเชียงราย ว่า กทช. จะไม่แทรกแซงการให้บริการของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม ความคิดที่ว่าบริการข้อมูลเคลื่อนที่ความเร็วสูงซึ่งชาวไทยจะได้ใช้งานในปีหน้าจะต้องเป็น 3G เท่านั้นจึงเป็นเรื่องเข้าใจผิด
"เราทำ 3G เราก็มองไปที่การพัฒนาระบบอยู่แล้ว ที่บอกว่าเราต้องทำบริการที่เหนือกว่า 3G นั้นมันเป็นสิ่งที่ต้องเดินไปอยู่แล้ว ที่เราให้ไปไม่ใช่ให้ไปทำเฉพาะ 3G เราให้ความถี่ไปเท่านั้น กทช. จะไม่เข้าไปแทรกแซง ขอเพียงแค่ผู้ให้บริการ พัฒนาเทคโนโลยีให้อยู่ในขอบเขตสัมปทานเท่านั้น"
ฑัศ เชาวนเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวร์เลส แอ๊ดวานซ์ ซิสเต็ม ผู้นำเข้าเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์มือถือยี่ห้อจีเน็ต (GNET) เป็นหนึ่งในผู้ที่เคยแสดงความเห็นว่า ประเทศไทยควรก้าวข้ามขั้นไปให้บริการที่เหนือกว่า 3G เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการถอยหลังลงคลอง เนื่องจาก 3G ถือว่าไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ของโลกแล้วในขณะนี้
"3G เกิดมาแล้วตั้ง 15 ปี สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามบอกมาตลอดเวลาก็คือ ประเทศไทยควรจะก้าวไปทำ 4G ไปเลย หรือไม่ก็เทคโนโลยีอื่นที่เหนือกว่า 3G ลาวยังมีก่อนไทยเลย อย่างนี้ก็เหมือนกับว่าเรากำลังถอยหลังลงคลอง หรือถ้าจะทำ ก็ต้องทำให้ 3G มีราคาถูกกว่าประเทศอื่นให้มาก"
แม้พลเอกชูชาติจะยืนยันว่า เทคโนโลยีใหม่ที่เหนือกว่า 3G จะเกิดขึ้นแน่นอนในประเทศไทย แต่ยอมรับว่าราคาต้นทุนการใช้งานเทคโนโลยีใหม่อย่าง 3G จะอยู่ในระดับสูงระยะหนึ่ง
"เรื่องเทคโนโลยีไปแน่ไม่ต้องห่วง แต่ที่หนีไม่พ้นคือเทคโนโลยีใหม่ ราคาเครื่องจะแพง"
ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับเทคโนโลยี 3G ในประเทศไทย คือการที่เอไอเอสเปิดทดลองใช้งาน 3G ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เวิล์ด เป็นบริการรับส่งข้อมูลความเร็วสูง (3G) เดียวกับที่เอไอเอสเปิดให้บริการที่เชียงใหม่ในคลื่นความถี่ 900MHz ซึ่งเป็นคลื่นความถี่เดิมที่เอไอเอสได้รับสัมปทานมา
บริการที่เอไอเอสเปิดให้ทดลองใช้จริง ได้แก่ บริการ Video Call บริการ TV on Mobile รวมถึงการใช้งาน Wireless Hi-Speed Internet โดยอัตราค่าบริการจะคิดตามปริมาณข้อมูลที่ใช้งานจริง ระบบจะคิดค่าบริการในอัตรา 100 บาท ต่อ 1 เมกะไบต์หากไม่สมัครแพกเกจระยะยาวอัลคาเทล-ลูเซ่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ 3G W-CDMA/HSPA ใหม่ เน้นสร้างสถานีฐานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และลดการใช้พลังงาน
แวงซอง ดูด้า กรรมการผู้จัดการ อัลคาเทล-ลูเซ่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทได้เพิ่มกลุ่มผลิตภัณฑ์ Wideband-CDMA/High Speed Packet Access (W-CDMA/HSPA) ด้วยผลิตภัณฑ์สถานีฐานแบบใหม่ ที่มีการใช้ Remote Radio Head (RRH) แบบไม่มีพัดลม และใช้พลังงาน 60 วัตต์ ซึ่งถือเป็นแพลตฟอร์มแรกของวงการที่มีคุณสมบัตินี้ นวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย และทำให้การติดตั้งเครือข่าย 3G มีความยืดหยุ่นมากขึ้น นอกจากนี้ ยังสามารถรองรับการใช้งานประเภทต่างๆ ได้มากขึ้น
สถานีฐานแบบใหม่นี้สามารถเพิ่มพลังส่งออกสูงมากขึ้นถึง 50 %เมื่อเทียบกับอุปกรณ์รุ่นก่อนหน้านี้ และพัฒนาการระดับสูงในตลาด
แพลตฟอร์มนี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับความจำเป็นและความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มการใช้งานรับ-ส่งข้อมูลจากการบริการที่ให้ลูกค้าใช้งานด้านข้อมูลในราคาเดียว พร้อมทั้งอุปกรณ์มัลติมีเดียในโครงข่าย 3G ที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น
อัลคาเทล-ลูเซ่นได้นำเสนอเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มการเลือกใช้งานของโซลูชันที่อยู่บน RRH และเพื่อจัดผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงานสูงตามความต้องการของลูกค้า
ในฐานะผู้พัฒนาและการติดตั้งโครงข่าย Third-Generation (3G) อัลคาเทล-ลูเซ่นติดตั้งระบบ (UMTS/HSPA และ CDMA2000) เชิงพานิชย์ให้แก่ผู้บริการมาแล้วกว่า 70 รายทั่วโลก
เรามีโซลูชันมากมายที่รองรับความต้องการของผู้ให้บริการไร้สายในประเทศไทยได้ดีที่สุด หลังจากที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว”
จุดเด่นของ Radio Heads ด้านประสิทธิภาพที่ดีขึ้นของ RF และ simplified siting เป็นที่รู้จักมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่สำคัญคือ พลังงานที่ได้รับจะสามารถรองรับความต้องการของผู้ให้บริการที่ต้องการสัญญาณครอบคลุมกว้างไกลเพื่อช่วยในการจัดขนาดให้การบริการต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการเดี่ยว หรือร่วมกันหลายรายที่มีความสนใจในการแบ่งใช้ RAN ซึ่งจะทำให้สามารถกระจายต้นทุนไปยังโครงข่ายของผู้บริการแต่ละรายได้
Remote radio heads เป็นส่วนหนึ่งของสถานีฐานเพื่อกระจายสัญญาณ (รู้จักกันในฐานะ Node B ในธุรกิจโครงข่าย W-CDMA) ซึ่งการทำงานทั้งหมดจะรวมอยู่ในอุปกรณ์เล็กๆ หน่วยเดี่ยวที่นำไปติดตั้งในตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลจากอุปกรณ์หลักได้ ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายมีความคล่องตัวในการแก้ปัญหาการติดตั้งที่เกี่ยวข่องกับตำแหน่งที่ตั้งของสถานีฐาน หรือปัญหาที่เกิดจากความแตกต่างของสถานีฐานต่างๆ ได้ดีมากขึ้น
นายแพทริค ปาค ประธานกลุ่มกิจกรรม W-CDMA ของอัลคาเทล-ลูเซ่น กล่าวว่า แนวความคิดของ Node B ที่สามารถกระจายได้จากส่วนกลาง ช่วยให้เครือข่ายสามารถใช้งานได้อยู่ตลอดเวลาในขณะที่ก็ช่วยให้ลูกค้าใช้การลงทุนและค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ผู้ให้บริการไร้สายเกือบทุกรายมีความต้องการขยายการใช้งานของโซลูชันที่ใช้ Remote Radio Head ให้ครอบคลุมตำแหน่งและแอปพลิเคชันเพิ่มขึ้น ทั้งยังต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ความสามารถของ RRH ใหม่นี้เพิ่มศักยถาพและคุณค่าให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์มากขึ้น และเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า อัลคาเทล-ลูเซ่นมีความตั้งใจมอบผลประโยชน์ให้แก่ลูกค้ามากที่สุดด้วยพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาด
อัลคาเทล-ลูเซ่นลดภาวะโลกร้อน
อัลคาเทล-ลูเซ่นมีความมุ่งสรรค์สร้างเพื่อความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นที่เรื่องภาวะโลกร้อนเป็นสำคัญ และเป็นส่วนสำคัญในกลยุทธ์ทางธุรกิจของอัลคาเทล-ลูเซ่น ที่พัฒนากลยุทธ์องค์กรและแนวปฏิบัติในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากผลิตภัณฑ์และการดำเนินงาน อัลคาเทล-ลูเซ่นสนับสนุนให้ทีมค้นคว้าวิจัยและนวัตกรรมพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน และเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่าที่สุด
ในฐานะผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมระดับโลก อัลคาเทล-ลูเซ่นร่วมมือกับผู้ที่มีส่วนร่วมทั้งหมดรวมถึงลูกค้าและผู้ค้าวัตถุดิบในการปฏิบัติงานทุกระดับในการเน้นถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่ารวมทั้งปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งอัลคาเทล-ลูเซ่นได้ร่วมลงนามกับ UN Global Compact ในโครงการหัวหอก "Caring for Climate" และจัดอยู่ในทำเนียบประเภท Sustainability Index ของ Dow Jones นอกจากนี้ อัลคาเทล-ลูเซ่นยังได้รับรางวัล SAM Silver Sustainability Recognition ในปีพ.ศ. 2551 ด้วยAIS เปิดให้บริการ 3G ในพื้นที่กรุงเทพแล้ว เป็น Operator เจ้าแรก โดยจะให้บริการเฉพาะพื้นที่บริเวณ Central World ตามรูปแนบด้านล่างนี้
อัตราค่าบริการหากทำการสมัครบริการ VDO Call การใช้งาน VDO Call นาทีละ 1 บาท ส่วนการใช้งานด้าน Data จะมี Package ดังนี้
-3G & EDGE package รับส่งข้อมูล (EDGE, GPRS, 3G) 500 MB / เดือน ส่วนเกินคิด 1 บาท/MB จ่าย 100 บาท
3G & EDGE package 2 รับส่งข้อมูล (EDGE, GPRS, 3G) 1.5GB / เดือนส่วนเกินคิด 1 บาท/MB จ่าย 300 บาท
3G & EDGE package 3 รับส่งข้อมูล (EDGE, GPRS, 3G) 2.5GB / เดือน ส่วนเกินคิด 1 บาท/MB จ่าย 500 บาท
3G & EDGE package 4 รับส่งข้อมูล (EDGE, GPRS, 3G) 15 GB / เดือน ส่วนเกินคิด 1 บาท/MB จ่าย 900 บาท
3G & EDGE package 5 รับส่งข้อมูล (EDGE, GPRS, 3G) 30 GB / เดือน ส่วนเกินคิด 1 บาท/MB จ่าย 1500 บาท
ทั้งหมดนี้ใช้งานได้นาน 6 รอบบิล **สิทธิพิเศษเมื่อสมัครวันที่ 10 ต.ค.– 31 ธ.ค.51 รับฟรี GPRS and HSPA เดือนละ 500 MB นาน 3 เดือน
***Note จาก AirCardShop***คลื่น 3G ที่ AIS นำมาใช้บริเวณ Central World นี้จะเป็นคลื่น 900 แบบเดียวกับที่ใช้ทดสอบที่เชียงใหม่ ซึ่งไม่ใช้คลื่นมาตราฐานที่ใช้กันทั่วโลกอย่าง 850, 1900 หรือ 2100 ดั้งนั้น AirCard ที่จำหน่ายใน webนี้จะไม่ support คลื่นนี้ จำเป็นต้องรอ กทช. ออกใบอนุญาติให้ Operator ค่ายต่างๆก่อนจึงจะมีคลื่น 3G ที่เป็นมาตราฐานให้ใช้กันเอไอเอสไม่หวั่นวิกฤตเศรษฐกิจ ประกาศเดินหน้าลงทุนเทคโนโลยี 3G ตามแผนที่วางไว้ ทั้งที่เชื่อปัญหาที่เกิดขึ้นกระทบภาคโทรคมนาคมโดยเฉพาะผู้บริโภคที่อาจลดปริมาณการใช้งาน อาปู้ลดเพราะตลาดแข่งเดือด พร้อมออกบิ๊กแคมเปญส่งท้ายปี ด้วยการผนึก 6 พันธมิตรขายพ่วงแบบครบเครื่องสำหรับกลุ่มเอสเอ็มอี หวังสร้างรายได้ชดเชยอาปู้ที่ลดลงจากการแข่งขัน และฐานเอสเอ็มอีเพิ่ม 20%
นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า จากภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นขณะนี้ เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อไทยไม่มากนัก เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ต่างจากประเทศที่เป็นอุตสาหกรรมอย่างสิงคโปร์ แต่สำหรับภาคโทรคมนาคมในไทยคงหนีไม่พ้นเรื่องของผลกระทบเช่นกันโดยเฉพาะผู้บริโภค ซึ่งอาจจะลดปริมาณการใช้งานลง เช่น คนที่เคยใช้ 2 เครื่อง 2 ซิม ก็อาจเหลือเครื่องเดียวซิมเดียว เป็นต้น และอาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ต่อเลขหมายต่อเดือน หรืออาปู้ที่ปกติก็ลดลงอยู่แล้ว เนื่องจากมีการแข่งขันกันรุนแรงในอุตสาหกรรมนี้
ส่วนแผนการลงทุนก็ต้องพิจารณาจากรายได้ที่เข้ามาเป็นหลัก แต่สำหรับเทคโนโลยี 3G หรือไวแมกซ์ ใบอนุญาต (ไลเซนส์) ไหนออกก่อนก็จะลงทุน เพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่ จำเป็นต้องดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้า อย่างกรณีของ 3G ยืนยันว่าจะลงทุนในย่านความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ตามงบที่จัดเตรียมไว้ แต่หากไลเซนส์ที่ย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ออกมา ก็จะพักการลงทุนในส่วนของ 900 เมกะเฮิรตซ์ไว้ก่อน เพราะไม่ต้องโอนทรัพย์สินให้ทีโอทีตามสัญญาร่วมการงานเดิม
ทั้งนี้ จากปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ ผู้บริหารเอไอเอสเชื่อว่า จะสามารถสร้างรายได้จากโซลูชันที่นำเสนอให้ลูกค้าองค์กร โดยเฉพาะองค์กรขนาดกลางและเล็ก หรือเอสเอ็มอี ที่มีโซลูชันเปิดบริการอยู่สู่ตลาดมาตั้งแต่ต้นปี
ล่าสุดได้จัดบิ๊กแคมเปญส่งท้ายปี 2551 ด้วยการร่วมมือกับ 6 พันธมิตร ประกอบด้วย ทีโอที, เอไอเอ็นผู้ให้บริการโทร.ต่างประเทศในเครือเอไอเอส, โมบาย ฟอร์ม แอดวานซ์ (เอ็มเอฟเอ), อัสซุสเทค, เอชทีซี, เอสเอ็มแอล ซอฟต์ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ธุรกิจ ภายใต้บริการเอสเอ็มอีครบเครื่องแพกเกจเดียว
แพกเกจที่เอไอเอสออกมาครั้งนี้จะเป็นแบบเหมาจ่ายเริ่มต้นเดือนละ 250 บาท โดยลูกค้าจะได้รับสิทธิ์จากเอไอเอส สมาร์ท เอสเอ็มอี ซึ่งประกอบด้วย โทร.ฟรี 400 บาท, บริการ mPaging ฟรีเดือนละ 100 ข้อความ พร้อมฟรีบริการสมาร์ท ออฟฟิศ ไลต์ (เว็บโฮสติ้ง) นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกซื้อบริการจากพันธมิตรที่ร่วมรายการพิเศษประกอบด้วยสินค้าประเภทอุปกรณ์สื่อสาร หรือดีไวซ์ โดยเอ็มเอฟเอให้ส่วนลดสูงสุด 8,000 บาท เมื่อซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นที่ร่วมในแพกเกจ อัสซุสเทคให้ส่วนลด 30% สำหรับเน็ตบุ๊ก และส่วนลด 25% สำหรับไวร์เลส เราเตอร์
ด้านเน็ตเวิร์กทีโอทีให้ไฮสปีด อินเทอร์เน็ต 1 เมกะบิตต่อวินาที พร้อมเอดีเอสแอล โมเด็ม ราคา 590 บาท เอไอเอสให้ส่วนลดสูงสุด 90% เมื่อเลือกดาต้า แพกเกจจาก Bridge Data Roam ส่วนลดพิเศษเมื่อใช้บริการตู้สาขาไร้สายอัจฉริยะ ขณะที่เอไอเอ็นให้ส่วนลด 20% สำรหรับค่าโทร.ทางไกลต่างประเทศ ส่วนแอปพลิเคชันเอสเอ็มแอลให้ฟรีซอฟต์แวร์ระบบบัญชีและระบบบริหารด้านการจัดการ
จากแพกเกจล่าสุดผู้บริหารเอไอเอสเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มฐานลูกค้าในกลุ่มเอสเอ็มอีได้อีกเดือนละ 20% และจะมีฐานลูกค้าเก่าในกลุ่มนี้ที่มีอยู่ประมาณ 2 แสนรายมาใช้ประมาณ 10%
"ยิ่งเศรษฐกิจอย่างนี้ยิ่งเป็นโอกาสของธุรกิจขนาดเล็ก และถ้ามีการปลดพนักงานจากบริษัทขนาดใหญ่คนก็จะหันมาเป็นผู้ประกอบการเล็กๆ มากขึ้น ซึ่งจะทำให้กลุ่มผู้ประกอบการนี้เข็มแข็งขึ้น เชื่อว่าเรามาถูกเวลา" นายวิเชียรกล่าว ไอซีที-กทช. เผยแนวโน้มปล่อยไลเซ่น "ไวแม็กซ์" ได้ก่อน 3จี ภายในกลางปีหน้า ขานรับเกณฑ์สมาชิกเอเปกมีบรอดแบนด์ใช้ทั่วประเทศภายในปี 2558 เล็งผลักกฎหมายคลื่นความถี่ฯ ทันก่อนปิดสภาปลายปี
นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) มีแนวโน้มว่าจะสามารถออกใบอนุญาตไวแม็กซ์ได้ก่อน อนุมัติใบอนุญาต 3จี ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนมิ.ย.2552 เนื่องจากซับซ้อนน้อยกว่า
ทั้งปัจจุบันยังได้ดำเนินการทดสอบระบบในจุดสำคัญๆ เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการทดสอบระบบบางพื้นที่ และออกกฎเกณฑ์ให้เรียบร้อย
เขายอมรับว่า แม้ไอซีทีจะไม่มีอำนาจอนุมัติไลเซ่น แต่ก็มีนโยบายที่ต้องการผลักดันการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ทั้ง 3จี และไวแม็กซ์ให้เกิดขึ้นในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงเรื่องการให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานอย่างทั่วถึง (ยูเอสโอ) กับหน่วยงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ที่ไทยเป็นสมาชิกอยู่ โดยระบุว่า ประเทศสมาชิกเอเปกจะต้องสื่อสารผ่านบรอดแบนด์ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2558
ขณะที่ พัฒนาการของบรอดแบนด์ในไทย ก็จัดว่าอยู่ขั้นที่ยังต้องประเมินว่า ประสิทธิภาพการใช้งานจริงได้ผลเพียงใด
"บ้านเรายังมีปัญหาอีกนิดหน่อย คือต้องดูว่าเทคโนโลยีที่เอามาใช้ ประสิทธิภาพได้ผลจริงแค่ไหน ซึ่งไอซีทีกับ กทช. ยุคนี้ก็มีความสัมพันธ์ต่อกันดีมาก มีอะไรก็ยกหูคุยกัน รู้ว่ากำหนดจะออก 3จี เมื่อไร เราก็มีเวลาทำองค์กรของรัฐให้เข้มแข็ง พร้อมรองรับการให้บริการเทคโนโลยีๆ" นายมั่นกล่าว
นายมั่นระบุว่า ในช่วงนี้ไอซีทีกำลังพยายามทำให้องค์กรรัฐแข็งแกร่ง ด้วยการผลักดันการควบรวมหน่วยงานระหว่างบอดร์ด กสท และทีโอที ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าจะพยายามทำให้ได้ก่อนออกไลเซ่น 3จี โดยอาจเป็นในลักษณะโฮลดิ้งก่อน ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำได้ภายในอีก 1-2 เดือน
ส่วนความคืบหน้า ร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ไอซีที จะพยายามผลักดันเข้าเป็นวาระเข้า ครม.ให้ทันก่อนสภาปิด 29 พ.ย.นี้ เพื่อให้ผ่านวาระที่ 1 ตั้งกรรมาธิการ ก่อนเข้าสู่วาระที่ 2-3 ต่อไปในช่วงสภาเปิดอีกครั้งช่วงเดือน ก.พ. ปีหน้า
พร้อมกับเสนอให้องค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ใช้เวลาสรรหากรรมการให้สั้นลง เพื่อไม่ให้เสียเวลา และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ
ด้านนายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการ กทช. กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่การจัดสรรคลื่นความถี่ไวแมกซ์ จะทำได้ก่อน 3จี เพราะการทดสอบไวแมกซ์มีกำหนดส่งรายงานสรุปเดือน พ.ย.นี้ และจะนำไปจัดทำแผนคลื่นความถี่ไวแมกซ์ คาดว่าจะเสร็จภายในเดือน ธ.ค.
จากนั้นจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อจัดทำหลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่น ดังนั้น ภายในไตรมาส 1 ปี 2552 อาจทำการจัดสรรได้กทช.ไฟเขียวติดตั้งเอชเอสพีเออีกรอบให้เอไอเอส กวาดเครือข่ายทั่วประเทศ ด้านทีโอทีวางงบลงทุน 3 ปี 3 พันล้านขยายบรอดแบนด์ ลุยเป้าลูกค้า 3 ล้าน คุยปีหน้ายุคทอง
นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) ได้อนุมัติให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่ยื่นขอติดตั้งเทคโนโลยีเอชเอสพีเอ (High Speed Packet Access) บนคลื่นความถี่เดิมย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ให้ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส 1,454 สถานีฐาน แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 1,000 สถานี ชลบุรี 123 สถานี มหาสารคาม 17 สถานี ภูเก็ต 42 สถานี ลำปางและนครสวรรค์ 15 สถานี เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโครงข่ายเดิมรองรับ 3 จี ทำให้เอไอเอสมีสถานีฐานที่พร้อมให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิมรวม 1,884 สถานีทั่วประเทศ
ด้านนายสุจินต์ กดทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ ทีโอที กล่าวว่า บริษัทวางงบการลงทุนอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) แบบระยะยาว 3 ปีครึ่ง 3,341 ล้านบาท เพื่อขยายการติดตั้งโครงข่ายให้สามารถรองรับการใช้งานทั้งบรอดแบนด์และอินเทอร์เน็ตไร้สาย 3.76 ล้านราย ภายในปี 2554 จากปัจจุบันมีลูกค้าบรอดแบนด์ 6.5 แสนราย โดยตั้งเป้า 1 ล้านราย ภายในปี 2552 และ 3 ล้านกว่าราย ในปี 2554
ทั้งนี้ ปี 2552 จะเป็นยุคทองของบรอดแบนด์ แม้เศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากพฤติกรรมของคนไทยยังใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อความบันเทิง ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนการกระจายโอกาสการเข้าถึงบรอดแบนด์ทั่วประเทศ โดยปัจจุบันไทยมีการใช้งานเพียง 1.3 ล้านราย หรือ 2.11% ต่อประชากร 100 คน ขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่ 22