ทีโอทีเฮ ครม.เห็นชอบหลักการโอนสิทธิ์บริหารคลื่น 1900 เมกะเฮิรตซ์รายเดียว รอสภาพัฒน์เห็นชอบพัฒนา 3 จี พร้อมปัดไม่ได้รับติดต่อจากเอไอเอสเช่าคลื่นทำ 3G
นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการการโอนสิทธิ์บริหารคลื่น 1900 เมกะเฮิรตซ์ ให้ทีโอทีบริหารเพียงรายเดียวแล้ว ส่วนการนำคลื่นความถี่ในย่านดังกล่าวเพื่อมาพัฒนาระบบ 3 จี ว่าต้องรอให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) อนุมัติก่อน โดยคาดว่าเรื่องดังกล่าวน่าจะยื่นเสนอต่อสภาพัฒน์ได้ประมาณวันที่ 1 ก.ย.นี้
ทั้งนี้ หากสภาพัฒน์เห็นชอบเรื่องการนำคลื่น 1900 เมกะเฮิรตซ์มาพัฒนา 3 จี ทีโอทีก็คาดว่าจะเปิดให้บริการ 3 จีได้ในเดือน ก.พ. ปี 2552 เพราะการพัฒนาคลื่นความถี่ในย่านดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันที แค่เพียงติดตั้งอุปกรณ์บนสถานีฐาน
ส่วนกรณีบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส จะขอใช้คลื่นความถี่ 1900 จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อเปิดให้บริการ 3 จีนั้น คณะกรรมการ (บอร์ด) และผู้บริหารทีโอทียังไม่เคยรับทราบหรือได้รับการติดต่อแต่อย่างใด ทั้งนี้ หากเอไอเอสต้องการขอใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวจะต้องผ่านกระบวนการต่างๆ พร้อมกับมีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาอยู่มาก อย่างไรก็ตาม หากทีโอทีจัดสรรให้เอไอเอส 5 เมกะเฮิรตซ์ ก็จะส่งผลให้ทีโอทีเหลือคลื่น 1900 ไว้พัฒนาเพียง 10 เมกะเฮิรตซ์เท่านั้น และจากความถี่ที่เหลือน้อยก็จะทำให้บริการ 3 จี ค่อนข้างทำได้ลำบาก
นายวรุธกล่าวถึงการเข้าร่วมงานไอทียู เทเลคอม เอเชีย 2008 ระหว่างวันที่ 2-5 กันยายนนี้ว่า ทีโอทีใช้งบรวม 37 ล้านบาท โดยทีโอทีจะให้การสนับสนุนการจัดงาน 2 ด้าน คือ การให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคม เช่น บริการโทรศัพท์พื้นฐาน บริการโทรศัพท์สาธารณะแบบใช้บัตร บริการคู่สายเช่า-วงจรเช่าบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง.“รมว.ไอซีที” สั่งทีโอทีเดินหน้าโครงการโทรศัพท์มือถือ 3 จี หลังครม.ไฟเขียวโอนสิทธิ์และหน้าที่คลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ให้ทีโอทีเป็นเจ้าของรายเดียว
นายมั่น พัธโนทัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงไอซีทีเสนอ คือเห็นชอบตามบันทึกข้อตกลงระหว่างบมจ.ทีโอที กับ บมจ.กสท โทรคมนาคม เรื่องการโอนสิทธิ์และหน้าที่ในคลื่นความถี่ย่าน 1900 เมกะเฮิรตซ์ ให้ทีโอทีเป็นผู้มีสิทธิ์และหน้าที่ใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว คิดมูลค่าการโอนจำนวน 2,400 ล้านบาท โดยทีโอทีจะผ่อนชำระให้ กสท เป็นเวลา 5 ปี
ทั้งนี้ กสท จะต้องโอนหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท เอซีที โมบาย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างทีโอที กับ กสท และบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ให้ทีโอทีด้วย และให้ทีโอทีไปเจรจาซื้อหุ้นคืนจากวิทยุการบิน เพื่อให้ทีโอที เป็นผู้ถือหุ้นรายเดียวของเอซีที โมบาย จากนั้นทีโอทีจะมอบสิทธิ์และหน้าที่การให้บริการโทรศัพท์มือถือ3 จี บนคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ที่ได้รับอนุมัติจากครม.ให้เอซีที โมบาย เป็นผู้ดำเนินการ เพื่อความคล่องตัวในการให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 จี
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้เอซีที โมบาย ได้รับสิทธิยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และมติ ครม. ที่ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจ และมีสิทธิปรับค่าบริการได้อย่างอิสระ เพื่อให้ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับกลยุทธ์ทางการตลาด เนื่องจากธุรกิจโทรคมนาคมแข่งขันกันอย่างรุนแรง หากยังต้องยื่นขออนุญาตตามระเบียบรัฐวิสหากิจก็จะไม่สามารถแข่งขันกับเอกชนได้
"หลังจากที่ ครม. มีมติอนุมัติแล้ว ให้ทีโอทีแจ้งมติ ครม. ให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ทราบเรื่องด้วย ขณะเดียวกันทีโอที จะต้องยื่นเรื่องขออนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือ 3 จี ต่อ กทช. ด้วย เพื่อให้เปิดบริการโทรศัพท์มือถือ 3 จีเป็นไปได้ตามแผนธุรกิจที่วางไว้ว่าจะให้บริการต้นปี 2552"
นายมั่น กล่าวว่า แม้สถานการณ์การเมืองจะวุ่นวาย ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และการลงทุนสร้างโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 3 จี ของทีโอที เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารหรือข้าราชการประจำที่ต้องทำงานต่อไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล โครงการนี้ก็ต้องเกิดขึ้นและเดินหน้าต่อไป เพราะต้องแยกเรื่องการเมืองออกจากเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี มิฉะนั้นจะตามประเทศเพื่อนบ้านเช่น กัมพูชา ลาวไม่ทัน เพราะสิ้นปีนี้จะเปิดให้บริการแล้ว
"ผมเข้ามาแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังระหว่าง กสท และทีโอที ที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานานหลายปี ถือว่าวันนี้ก็ยุติแล้ว ทีโอที ก็จะได้เดินหน้าโครงการโทรศัพท์มือถือ 3 จี ขณะที่ กสท ก็จะเดินหน้าโครงการโทรศัพท์มือถือระบบซีดีเอ็มเอ เพราะหากปัญหาดังกล่าวไม่มีข้อยุติ ทีโอที และ กสท ก็จะวิบัติขาดทุน ไม่มีอะไรไปแข่งขันสู้กับเอกชนได้"
ส่วนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ต้องพิจารณารายละเอียดของโครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 3 จีนั้น คาดว่า สศช. จะนำมาพิจารณาวันที่ 1 ก.ย.นี้ และเชื่อว่าจะผ่านการพิจารณา เพราะเป็นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องเดินหน้าต่อไป
ขณะที่เรื่องการกู้เงินเพื่อมาลงทุนจำนวน 26,000 ล้านบาทนั้น กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ดำเนินการให้ ซึ่งระหว่างที่รอการพิจารณาของ สศช. และกระทรวงการคลัง ทีโอทีจะใช้เงินที่มีอยู่ 2,400 ล้านบาททยอยสร้างโครงข่ายไปก่อน เพื่อให้เปิดบริการได้ตามกำหนดต้นปีหน้าถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงภายในปี 2552 ประเทศไทยจะได้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G (Third Generation) ด้วยเทคโนโลยี HSPA (High-Speed Packet Access) อย่างแน่นอน
หลังจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)มีมติ( 14 สิงหาคม 2551)
เป็นเอกฉันท์ อนุมัติให้บรรดาผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไล่เลียงตั้งแต่ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ,บริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด สามารถอัพเกรดความถี่ 800 เมกะเฮิรตซ์ด้วยเทคโนโลยี HSPA อย่างเป็นทางการ
ขณะที่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส อนุมัติให้อัพเกรดความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ด้วยเทคโนโลยี HSPA เป็นรายแรกและเปิดทดลองเทคโนโลยีดังกล่าวไปแล้วที่ จ.เชียงใหม่
++ย้อนตำนาน HSPA
มูลเหตุหลัก ๆ ที่เลือกเทคโนโลยี HSPA เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G เป็นเพราะ กทช. ไม่สามารถออกใบอนุญาตระบบ 3G บนย่านความถี่ 2000 เมกะเฮิรตซ์ ให้กับบรรดาเอกชนได้เนื่องจากยังไม่สามารถทำกฎเกณฑ์ให้แล้วเสร็จและอยู่ระหว่างประชาพิจารณ์ ดังนั้นทางเดียวที่จะทำได้ก็คือการอัพเกรดความถี่ที่มีอยู่เดิม คือ ย่านความถี่ 800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์
นั้นจึงเป็นที่มาที่ ดร.มั่น พัธโนทัย อนุมัติหลักการให้บรรดาเอกชนสามารถอัพเกรดเทคโนโลยี HSPA โดย บมจ.กสท โทรคมนาคม ได้จัดระเบียบความถี่ใหม่เพื่อให้กับ ดีแทค และ ทรูมูฟ และ เป็นผู้ยื่นขอนำเข้าอุปกรณ์เพื่ออัพเกรดความถี่ลงทุนจำนวน 656 สถานีฐาน เป็นมูลค่า 1,990 ล้านบาทให้แก่ ทรูมูฟ ขณะที่ ดีแทค เป็นผู้ขออนุญาตอัพเกรดทั้งหมดเนื่องจากเป็นผู้ได้สัมปทานใช้ความถี่ 800 เมกะเฮิรตซ์มาตั้งแต่ต้น
กระนั้นก็ดีแม้ กทช.อนุญาตให้นำเข้าอุปกรณ์อัพเกรด 3G แล้ว หลังจากนี้ กสท จะเจรจากับดีแทคตามมาตรา 22 และทรูมูฟตามมาตรา 13 ของพ.ร.บ.ร่วมการงานรัฐกับเอกชนปี 2535 แล้วเสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบอีกครั้งหนึ่ง
ขณะที่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียวที่ได้รับอนุมัติย่านความถี่ 1900-2000 เมกะเฮิรตซ์ ให้บริการเทคโนโลยีระบบ 3G ภายใต้การดำเนินงานของกิจการร่วมค้าไทยโมบาย 1900 สำหรับ เอไอเอส ใช้ย่านความถี่เดิมคือ 900 เมกะเฮิรตซ์ในการพัฒนาเทคโนโลยี HSPA
++เอไอเอสเตรียมขยาย10 หัวเมืองใหญ่
นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า บริษัทกำลังเตรียมขยายบริการ 3GSM advance ด้วยเทคโนโลยี HSPA (High Speed Packet Access) ไปยัง 10 หัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศไทย ซึ่งจะขยายไปในพื้นที่ใดก่อนนั้น คงต้องรอดูความพร้อมอีกที เนื่องจากยังมีปัญหาด้านความถี่ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามจากที่ได้ทดลองเปิดให้บริการที่จังหวัดเชียงใหม่ไปแล้วนั้น
คาดว่าต่อไปจะขยายไปยังจังหวัดโคราช และขอนแก่น ภายในปี 2551 นี้ และจะขยายไปยังจังหวัดอื่นๆเป็นลำดับต่อไป ส่วนกรุงเทพฯคาดว่าจะเปิดให้บริการช้ากว่าจังหวัดอื่นๆ เพราะยังมีความถี่ไม่เพียงพอ สำหรับอุปกรณ์ คาดว่าตอนนี้ทางทีมงานกำลังเตรียมการสั่งซื้อ
"ตอนนี้เรายังไม่ได้กำหนดงบลงทุน ต้องรอดูความพร้อมก่อนว่าเราจะลงทุนพื้นที่ไหนบ้าง เพราะเราขอเปิดบริการจากกทช. (คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) เพียง 10 จังหวัด ส่วนอุปกรณ์เราจะใช้ของทุกเจ้าที่เป็นผู้ผลิต (supplier) ของเรา"
++ดีแทค ทุ่ม 5 พันล้าน
นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานพาณิชย์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ดีแทค เตรียมตั้งสถานีฐานเพิ่มขึ้นประมาณ 1,600 สถานี ด้วยเม็ดเงินลงทุนในเฟสแรกประมาณ 5,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และชลบุรี คาดว่าจะสามารถดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายใน 1 ปีนับจากวันที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตามบริษัทเชื่อว่าการอนุมัติเพื่อให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถพัฒนาเพื่อให้บริการ 3G ก่อให้เกิดประโยชน์ 3 ด้าน ประการแรกคือประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมโดยรวม เนื่องจากเทคโนโลยี 3G จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว และพัฒนา ทั้งในส่วนของโอเปอเรเตอร์ และผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ค้ามือถือ, นักพัฒนาแอพพลิเคชัน และผู้ผลิตคอนเทนต์
ประการที่สองคือประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่จะได้รับโอกาสในการเข้าถึงบริการข้อมูลข่าวสารผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมความเร็วสูงทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ และประการสุดท้ายคือประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ เนื่องจากระบบ 3G จะทำให้การเข้าถึงข้อมูลกระจายไปยังทุกภาคส่วนของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกลที่ยังขาดแคลนเครือข่ายโทรคมนาคม และเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ
++ "CAT CDMA" กวาดลูกค้า 8 หมื่นรายในภูธร
นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการเงิน บมจ.กสท โทรคมนาคม ผู้ให้บริการและผู้ทำการตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ "CAT CDMA" ในเขต 51 จังหวัด เปิดเผยว่า CAT CDMA จะเริ่มทำการตลาดเต็มรูปแบบหลังจากที่ผ่านมาทยอยเปิดตัวจนถึงวันนี้ผู้ใช้บริการ 80,000 ราย คาดว่าถึงสิ้นปีจะมีลูกค้า 180,000 ราย เนื่องจากมีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นแต่ละเดือน 20,000-30,000 ราย
สำหรับแผนการทำตลาดในปีนี้ใช้งบจำนวน 100 ล้านบาท และ มีการใช้งบประมาณไปแล้ว 50 ล้านบาทเพื่อทำกิจกรรมโรดโชว์อย่างต่อเนื่องใน 15 จังหวัด ขณะที่ตัวแทนจำหน่ายสินค้าได้แต่งตั้งตัว บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน),บริษัท เอ็มลิงค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บลิส- เทล จำกัด (มหาชน) รวมไปถึงตัวแทนจำหน่ายในแต่ละพื้นที่โดยในจังหวัดเชียงใหม่ มอบหมายให้บริษัทแม่วังสื่อสาร และ นิยมสื่อสาร
ส่วนการลงทุนด้านโครงข่ายในปีนี้มีการลงทุนทั้งสิ้น 817 ล้านบาทเพื่อขยายพื้นที่สัญญาณให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยปัจจุบันซีดีเอ็มเอมีสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 80% ซึ่งโครงการทั้งหมด บมจ.กสท ได้ลงทุนไปแล้วจำนวน 7,000 ล้านบาท
++ทีโอที ลงทุน 29,000 ล้าน
ขณะที่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้รับสิทธิ์ในการบริหารบริษัท เอ ซี ที โมบาย จำกัด หรือ ACT ที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ หลังจาก บมจ.กสท โทรคมนาคม ยอมโอนคลื่นความถี่และขายหุ้นจำนวน 42% เป็นจำนวน 2,400 ล้านบาทให้กับ บมจ.ทีโอที และครม.ได้อนุมัติในหลักการให้ลงทุนติดตั้งเครือข่ายเป็นเงิน 29,000 ล้านบาทแบ่งเป็นเงินกู้จาก บมจ.ทีโอที จำนวน 2,400 ล้านบาทเพื่อดำเนินการในระยะเริ่มต้นโครงการ และ เงินกู้ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลตามนโยบายของกระทรวงไอซีที อีก 26,600 ล้านบาท
เป้าหมายโครงการนั้นแบ่งออกเป็น 2 ระยะด้วยกัน คือ ปรับปรุงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1900 เมกะเฮิรตซ์จำนวน 500 แห่งเพื่อรองรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G และ เพิ่มขีดความสามารถให้บริการสื่อสารความเร็วสูง HSPA และ ระยะที่สอง คือ ขยายโครงข่ายทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑลติดตั้งสถานีจำนวน 5,220 แห่งทั่วประเทศระหว่างปี 2552-2555 เปิดให้บริการภายในปี 2552 โดยมีผู้ใช้บริการไม่น้อยกว่า 4 ล้านบาทภายในระยะเวลา 5 ปี
อย่างไรก็ตาม ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานกรรมการ บมจ.ทีโอที เปิดเผยว่า จะร่วมมือกับพันธมิตรในการทำธุรกิจและมีแผนจะเปลี่ยนชื่อกิจการร่วมค้าไทยโมบาย 1900 เป็น ทีโอที โมบาย อีกด้วย
ถัดจากนี้อีก 6 เดือนว่าเชื่อว่าสงครามมือถือรอบใหม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน!! เป็นเพราะ "ทอเร่ จอห์นเซ่น" ว่าที่ซีอีโอ ค่ายมือถือเบอร์สอง ดีแทค ประกาศว่าต้องการมีส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับหนึ่งทั้งในแง่จำนวนลูกค้า และ ความรู้สึกของลูกค้าทีโอทีเผยแผนร่วมลงทุนเอไอเอส ย้ำชัดเปิดให้เอไอเอสลงทุนโครงข่ายทั้งหมดเลี่ยงสัมปทาน หนีการพิจารณาขั้นตอนผ่านสภาพัฒน์
นายวรุธ สุวกร รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทีโอทีต้องการให้รูปแบบการร่วมทุนระหว่างบริษัทกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เพื่อพัฒนาโครงข่าย 3 จีบนคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ เป็นไปในลักษณะให้เอไอเอสเป็นผู้พัฒนาโครงข่าย แล้วจ่ายเป็นส่วนแบ่งรายได้ให้ทีโอที เพราะในขณะนี้เอไอเอสน่าจะมีความพร้อมลงทุนอยู่แล้วในฐานะเป็นผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่
สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ จะไม่อยู่ภายใต้สัมปทานเดิม หรือบีทีโอ (สร้าง-โอน-บริการ) และไม่ใช่การทำธุรกิจร่วมเหมือนอย่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กับบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือฮัทช์ เนื่องจากวิธีการดังกล่าวต้องผ่านขั้นตอนการเสนอสู่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานาน การเปิดให้เอกชนพัฒนาโครงข่ายนั้น จะทำให้ทีโอทีและรัฐบาลไม่ต้องหาเงินกู้แบบรัฐบาลต่อรัฐบาล เพื่อนำมาลงทุนด้านโครงข่ายเองทั้งหมด และวิธีดังกล่าวน่าจะเป็นไปได้สูงมากกว่าการที่เอไอเอสจะขอแบ่งคลื่น 1900 จากทีโอที 5 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ อีกทั้งจำนวนคลื่นก็ยังไม่เพียงพอต่อการพัฒนาโครงข่ายสู่การให้บริการ 3 จี. แบงก์ใหญ่เกาะกระแส 3จี รีลอนซ์-ปูพรมบริการธนาคารผ่านมือถือ เชื่อความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูงขึ้น ช่วยแก้อุปสรรคในอดีต มั่นใจไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคหนุนความพร้อมตลาดไทย
นายอมฤต เหล่ารักพงษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่สายประมวลผลเทคโนโลยีสารสนเทศ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงสู่ยุค 3จี จะทำให้บริการธนาคารบนมือถือ (โมบาย แบงกิ้ง) เกิดใหม่อีกครั้ง หลังจากเผชิญเคยเผชิญปัญหาด้านแบนด์วิธต่ำ ทำให้ต้องใช้เวลาในการทำธุรกรรมนานกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง และค่าใช้จ่ายในการสื่อสารสูง
ในส่วนของธนาคารเอง เคยเปิดตัวบริการดังกล่าวในชื่อ "เอสซีบี โมบาย แบงกิ้ง" ช่วงปี 2543-2549 ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นบริการ "เอสซีบี อีซี่ เน็ต" ซึ่งลูกค้าของธนาคารไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนซิม และไม่ผูกติดกับผู้ให้บริการมือถือรายใด
โดยลูกค้าสามารถต่ออินเทอร์เน็ตผ่านระบบจีพีอาร์เอส ทางมือถือเข้าไปล็อกอินที่ m.scbeasy.com เพื่อเข้าไปเช็คยอดเงิน โอนเงินผ่านมือถือภายในธนาคารเดียวกัน เติมเงิน รวมถึงบริการชำระเงินออนไลน์ (eBill)
ด้านนายธนารักษ์ อิศดิศัย ผู้อำนวยการฝ่ายผู้บริหารฝ่าย ฝ่ายผลิตภัณฑ์ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารฯ อยู่ระหว่างทดสอบให้บริการธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือ ในชื่อ "เคทีบี พ็อกเก็ต แบงกิ้ง" กับพนักงานและลูกค้าบางส่วน ก่อนเปิดตัวบริการเชิงพาณิชย์เร็วๆ นี้
ทั้งนี้ มองว่าปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคพร้อมแล้ว สำหรับบริการธนาคารผ่านช่องทางใหม่นี้ ทั้งจากจำนวนใช้งานโทรศัพท์มือถือ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ รวมถึงความเร็วของเครือข่ายสื่อสารที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉลี่ยเท่าตัวต่อปี
นอกจากนี้ เชื่อว่าแนวโน้มการคิดค่าใช้จีพีอาร์เอส ซึ่งผู้ให้บริการมือถือจะปรับจากรูปแบบคิดตามการใช้งานเป็นอัตราเหมาจ่าย เช่นเดียวกับค่าโทร ก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ลูกค้าธนาคาร นิยมทำธุรกรรมผ่านมือถือมากขึ้น
ขณะที่ แนวคิดของบริการนี้จะเป็น "ธนาคารในกระเป๋า" ที่ต้องการให้ลูกค้าใช้บริการได้ง่าย รวดเร็ว ต้นทุนค่าใช้บริการไม่สูง เมื่อเทียบกับเดินทางไปทำธุรกรรมที่สาขาของธนาคาร ภายใต้ระบบความปลอดภัยที่เชื่อถือได้
นายอาจ วิเชียรเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จำนวนโทรศัพท์มือถือในตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือมากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยหนุนยอดใช้โมบาย แบงกิ้ง
ปัจจุบันมียอดลูกค้าของธนาคารที่ใช้บริการธนาคารผ่านมือถือ ประมาณ 8 แสนคน มีปริมาณธุรกรรมเกินล้านทรานแซคชั่นต่อเดือน และคาดว่ายอดผู้ใช้จะเพิ่มเป็น 1 ล้านคนสิ้นปีนี้
"อย่างไรก็ตาม โมบาย แบงกิ้ง ต้องไม่อิงกับอินเทอร์เน็ต เพื่อจะได้ไม่เสี่ยงต่อประเด็นความปลอดภัย ซึ่งในส่วนของเราได้พัฒนาบริการผ่านเอสเอ็มเอส และขยายมาถึงเอทีเอ็ม ซิม ซึ่งจะมีการป้องกันไว้ตั้งแต่การใส่รหัสมาจากโรงงานผู้ผลิตซิมให้เรา" นายอาจกล่าวปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ ได้เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคไม่น้อย โดยจะขอยกตัวอย่างจากการให้บริการของโทรศัพท์มือถือที่เป็นมากกว่ามือถือ คือ การโทรเข้าและรับสายเท่านั้น
เพราะขณะนี้ได้มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาให้บริการ อาทิ การทำธุรกรรมทางการเงินหรือการทำธุรกรรมทางธนาคารผ่านมือถือ โดยใช้วิธีการผูกบัญชีเข้ากับเลขหมายที่ได้ใช้บริการอยู่
ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถโอนเงินหรือชำระค่าบริการต่างๆ ได้โดยที่ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องไปยืนเข้าแถวรอคิวรับบริการจากธนาคาร หรือตู้เอทีเอ็มอีกต่อไป โดยข้อดีจากการใช้บริการดังกล่าวไม่เพียงร่นเวลาในการโอนเงินเหลือเพียงเสี้ยววินาที ยังลดค่าใช้จ่ายในการจัดส่งเงินเมื่อเทียบกับการโอนเงินแบบเดิมๆ ผ่านไปรษณีย์หรือบริษัทที่ทำธุรกิจรับโอนเงินโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตามบริการดังกล่าวได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ผลิตคอนเทนต์เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินใหม่ๆ มาให้บริการผู้บริโภคเสมอ อาทิ การนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมาใส่ในโทรศัพท์มือถือ และเมื่อนำไปแตะที่เครื่องรับสัญญาณก็สามารถชำระเงินได้ทันที เป็นต้น ซึ่งการพัฒนารูปแบบบริการดังกล่าวมีแง่ดี คือ เกิดการพัฒนาประเทศ และรวมไปถึงการสร้างคุณภาพชีวิตของประชากรให้ดีขึ้นด้วย
และถ้าบริการมีผลตอบรับดีจากผู้ใช้บริการในประเทศก็ยังเป็นดัชนีชี้วัดถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นการไว้วางใจจากผู้บริโภคโดยผูกบัญชีธนาคารเข้ากับเลขหมายโทรศัพท์ที่ใช้บริการอยู่ โดยสาเหตุที่ทำให้ผู้บริโภคไว้วางใจมากขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการมีระบบรักษาความปลอดภัยดี ป้องกันการเจาะข้อมูลของผู้ใช้บริการได้ มีคอนเทนต์ให้บริการมาก
หากย้อนกลับมาในประเทศไทย ผู้ประกอบการมือถือก็ได้ให้บริการทำธุรกรรมทางธนาคารผ่านมือถือเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นบริการเอ็มเปย์ ของบริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส, บริการเอทีเอ็มซิม ที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชัน จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ที่ได้ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย และบริษัททรูมันนี่ จำกัด ที่ได้เปิดบริการทรูมันนี่ แต่เมื่อเทียบจำนวนผู้ใช้บริการดังกล่าวกับจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในขณะนี้ยังถือว่ายังน้อยอยู่มาก โดยมีจำนวนไม่ถึงแสนราย
ทั้งนี้เนื่องจากจำนวนประชากร 65 ล้านคน แบ่งเป็นการใช้เครือข่ายจากทรูมูฟ จำนวน 12.3 ล้านราย หรือคิดเป็น 21.8% ดีแทคจำนวน 17.3 ล้านราย คิดเป็น 30.6% บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอทีไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด หรือฮัทช์ จำนวน 1.1 ล้านราย คิดเป็น 1.9% และเอไอเอส มีผู้ใช้บริการ 25.8 ล้านราย คิดเป็น 45.7%
โดยปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดการทำธุรกรรมทางธนาคารในประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จ เพราะส่วนหนึ่งอาจมาจากผู้ให้บริการในประเทศไทยเพิ่งเริ่มให้บริการ ประชาชนยังไม่คุ้นเคย และรวมไปถึงการไม่มั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยที่มีอยู่ เพราะการทำธุรกรรมทางการเงินขาดหลักฐานยืนยันอย่างใบเสร็จชำระเงิน แต่ปัจจุบันผู้ให้บริการก็ได้พัฒนาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคโดยยืนยันการชำระเงิน โอนเงิน ผ่านข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส)
และส่วนหนึ่งอาจมาจากปัจจุบัน ประเทศไทยยังใช้ระบบ 2 จีอยู่ แต่หากบริการ 3 จีเกิดขึ้นก็จะเป็นการเพิ่มความสามารถในการให้บริการข้อมูลมัลติมีเดียเพื่อเชื่อมโยงกัน ทำให้การทำธุรกรรมทางธนาคารมีประสิทธิภาพในการรักษาข้อมูล จนส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความไว้วางใจหันมาใช้บริการมากขึ้นกว่าเดิม
อย่างไรก็ตามจากการสำรวจของสถาบันวิจัยไอเอ็มเอสพบว่า ในปี ค.ศ.2012 จะมีผู้ทำธุรกรรมทางธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือจำนวน 884 ล้านรายในทั่วโลก และจะมียอดการทำธุรกรรมธนาคารผ่านมือถือสูงถึง 62 พันล้านครั้ง นอกจากนี้สถาบันวิจัยจูปิเตอร์ยังมีผลการวิจัยที่ใกล้เคียงกัน โดยพบว่า ในปี ค.ศ.2011 จะมีผู้ใช้งานจำนวน 816 ล้านราย ซึ่งตัวเลขใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ผลการวิจัยเมื่อเดือน มี.ค.2551 พบว่า ประชากรเกาหลีทำธุรกรรมทางธนาคารผ่านมือถือมีจำนวนถึง 5.7 ล้านราย มีอัตราเติบโตขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยที่เกาหลีจำนวนผู้ใช้บริการ 581,000 ราย มียอดทำธุรกรรมทางธนาคาร 4 ล้านครั้ง และในทุกๆ เดือนประชากรมากกว่า 3 แสนรายจะซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติพิเศษมีชิปเก็บรักษาข้อมูลทางธนาคารบริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมทุกแห่ง แต่ทว่าสำหรับประเทศเกิดใหม่ การให้บริการเหล่านี้สำหรับพื้นที่ในถิ่นทุรกันดารยังเป็นไปได้ยาก ดังนั้น รัฐบาล องค์กรสาธารณะ และหน่วยงานเอกชนจึงได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาการสื่อสารในภูมิภาคเหล่านี้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย
ระบบไร้สายครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขวาง ด้วยต้นทุนการติดตั้งที่ต่ำ และสามารถใช้งานได้กับโทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์มือถือ รวมถึงแอปพลิเคชันบนมือถือ จึงเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมในการเชื่อมต่อกับพื้นที่ห่างไกล ยิ่งไปกว่านั้น ระบบไร้สาย 3G กลายเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในบริการรับส่งเสียงและข้อมูล เนื่องจากความคุ้มค่าในการลงทุน ความสามารถในการขยายการให้บริการแก่ฐานผู้ใช้บริการที่มีอัตราเติบโตสูง รวมทั้งการให้บริการเสริมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ตลาดในหลายๆ ประเทศทั่วโลกสามารถเพิ่มอัตราการเข้าถึงโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต ซึ่งช่วยกระตุ้นสภาพเศรษฐกิจ ทั้งนี้ จากการศึกษาให้กับ ITU โดย Telecom Management Group หรือ TMG ระบุว่า เมื่ออัตราการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 1% รายได้ต่อหัวของประชากรจะเพิ่มขึ้น 4.7% และเมื่อการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 1% รายได้ต่อหัวของประชากรก็จะเพิ่มขึ้น 10.5% ด้วยเทคโนโลยี 3G องค์กรต่างๆ
ทั้งรายใหญ่และรายย่อยสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากความคล่องตัวในการทำงานได้ทุกแห่ง อัตราความเร็วที่เร็วขึ้นในการรับส่งข้อมูล การใช้งานที่ดีขึ้นยังส่งผลดีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอีกด้วย เนื่องจากมีจำนวนประชาชนมากขึ้นใช้ประโยชน์จากบริการข้อมูลแบบไร้สายและคุณประโยชน์ที่ล้ำหน้าอื่นๆ
เทคโนโลยี 3G ความสามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างดีเยี่ยมด้วยค่าบริการข้อมูลที่ต่ำที่สุด เมื่อความสามารถในการส่งข้อมูลเพิ่มขึ้น สถานีฐานเซลลูลาร์ (BTS) แต่ละแห่งจึงรองรับการส่งข้อมูลในปริมาณมากขึ้น ในขณะที่เครือข่ายต้องการอุปกรณ์และสถานีรับส่งน้อยลง ดังนั้น จึงลดต้นทุนการดำเนินการและการลงทุนลงได้ เนื่องจากเกือบ 1 ใน 3 ของหมู่บ้านในประเทศไทยยังอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและเข้าถึงได้ยาก ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาทำให้การขยายเครือข่ายเป็นไปได้ยาก ดังนั้นผู้ให้บริการเครือข่ายและผู้กำหนดกฎเกณฑ์ในการให้บริการจำเป็นต้องพิจารณาการใช้เทคโนโลยี 3G ในการเข้าถึงพื้นที่ทุรกันดาร
หลายคนอาจสงสัยว่าประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องพัฒนาจากเครือข่ายเซลลูลาร์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น GSM (2G) หรือเทคโนโลยี GPRS 2.5 ไปสู่ 3G หรือไม่ เนื่องจากทุกวันนี้การใช้บริการส่วนใหญ่เป็นทางด้านเสียงและ SMS มีการกล่าวกันว่าการลงทุนในเทคโนโลยี 3G อาจจะได้รับผลประโยชน์ต่อการลงทุนไม่คุ้มค่า ซึ่งจริงๆ แล้ว เราสามารถเห็นการพัฒนาแอปพลิเคชันและอุปกรณ์ต่างๆ เช่น iPhone และ Asus Eee PC รวมทั้งอัตราการรับส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งหมดนี้จะเป็นกลไกขับเคลื่อนอัตราการใช้เทคโนโลยีไร้สายอย่างการใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน การใช้เครือข่าย GPRS ในการรับส่งข้อมูล การใช้งานที่มากขึ้นจะส่งผลให้ผู้ใช้รับภาระในเรื่องค่าบริการที่สูงขึ้นในที่สุด ซึ่งต่างจากเครือข่าย 3G บริการ GPRS ไม่ได้ใช้ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีเหมือนกับ 3G ไม่ว่าจะเป็น WCDMA หรือ EV-DO ดังนั้น ราคาค่าบริการในการรับส่งข้อมูลต่อ 1 เมกะไบต์ด้วยการใช้เทคโนโลยี GPRS จะมีราคาสูงกว่าการใช้เทคโนโลยี 3G ถึง 5 เท่า ในที่สุดต้นทุนที่สูงขึ้นจึงตกเป็นภาระของผู้ใช้บริการ ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่เพื่อส่งเสริมการทำงานและกิจกรรมอื่นๆ
ตลาดในภูมิภาคเอเชียอื่นๆ ได้ตระหนักถึงประโยชน์ของการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยี 3G เช่น Maxis ผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ที่สุดในมาเลเซียได้เปิดให้บริการ WCDMA เมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 และ HSDPA เมื่อเดือนกันยายน 2549 ด้วยการใช้เครือข่ายเทคโนโลยี 3G ที่ล้ำหน้า ผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถให้บริการแอปพลิเคชันทางด้านข้อมูลได้มากขึ้น ซึ่งรวมถึงการดาวน์โหลดเพลงและวิดีโอได้ตามต้องการ
นอกจากนี้ ผู้ให้บริการยังสามารถให้บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตไร้สายด้วยการใช้อุปกรณ์การ์ดข้อมูลบน PC และโมเด็ม USB การให้บริการดังกล่าวทำให้ Maxisสามารถเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ 3G มากกว่า 300% คิดเป็น 1.3 ล้านรายในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ซึ่งที่น่าชื่นชมมากที่สุดคือ Maxis สามารถให้บริการ HSDPA สำหรับการเชื่อมต่อด้วยโทรศัพท์ระบบพื้นฐานและมือถือในพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดบริการ ADSL และบริการบรอดแบนด์มีสาย ด้วยการเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยี 3G ทำให้อัตราการเข้าถึงบรอดแบนด์ในมาเลเซียเติบโตอย่างมีศักยภาพสูงถึงประมาณ 15%
ปรากฏการณ์ดังกล่าวในมาเลเซียทำให้ได้สังเกตตลาดของประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ที่ทาง Wireless Intelligence ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ GSM Association ได้รายงานเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2551 แสดงให้เห็นว่าจำนวนการใช้งานบรอดแบนด์ไร้สาย HSPA ในอินโดนีเซ๊ย มีการใช้งานถึงประมาณ 315,000 รายซึ่งมีมากกว่าการใช้งานโทรศัพท์พื้นฐานซึ่งมีประมาณ 300,000 ราย ด้วยการเริ่มต้นให้บริการของ Excelcomindo และ MLW Telecom’s “HSPA ZONE” ทำให้การเข้าถึงบรอดแบนด์ไร้สายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น
ดังนั้น เห็นได้ชัดว่าประเทศไทย ที่ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่าย และผู้กำหนดกฎเกณฑ์การให้บริการมีความต้องการให้เครือข่ายมีความครอบคลุมทุกพื้นที่ ตลอดจนผู้ใช้งานที่กำลังรอบริการบรอดแบนด์อยู่อย่างมาก ด้วยบริการประสิทธิภาพสูงในราคาประหยัด บริการ 3G จะทำให้ผู้ใช้บริการมีความคล่องตัวสูง และรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังให้บริการได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งความรวดเร็วในการรับส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นจะช่วยประหยัดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพ รวมทั้งราคาค่าบริการก็สามารถต่ำกว่าบริการเดิมในปัจจุบัน
ยิ่งไปกว่านั้น ความเร็วในการรับส่งข้อมูลและราคาที่ต่ำลงทำให้เกิดบริการข้อมูลใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อตลาดที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย บริการบางอย่างได้รวมถึงความสามารถในการดำเนินงานด้านการแพทย์ทางไกล การศึกษาทางไกล การทำธุรกรรมด้านการเงิน การโฆษณาสินค้าและบริการ การสนับสนุน และเปิดเว็บไซต์ที่ให้ประชาชนในเมืองต่างๆ สามารถแลกเปลี่ยนข่าวสาร และเหตุการณ์ได้ทันท่วงที
การอนุญาตให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าถึงบริการนี้ได้ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติต่อไปในอนาคต ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจะคุ้มค่ากับการลงทุนอย่างแน่นอนธุรกิจโทรศัพท์มือถือไม่ใช่ธุรกิจเรือธงของยักษ์มือถือฟากเอกชนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงเจ้าของสัมปทานอย่าง "บมจ. ทีโอที และ บมจ. กสท โทรคมนาคม" ด้วย
นอกเหนือไปจากการสร้างรายได้ให้ในรูปของส่วนแบ่งรายได้เป็นเงินปีละนับหมื่นล้านบาทแล้ว ทั้งคู่ต่างมุ่งมาดคาดหวังว่า "1900 MHz และซีดีเอ็มเอ" ธุรกิจโทรศัพท์มือถือตนเองจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคตสำหรับองค์กร
กับ "ซีดีเอ็มเอ ภูธร" (51 จังหวัด) ของ บมจ.กสท โทรคมนาคม เพิ่งประกาศรุกทำตลาดไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยเลือกปูพรมทำตลาดอย่างเป็นจริงเป็นจังตามหัวเมืองใหญ่ๆ ใน 15 จังหวัด อาทิ เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต หาดใหญ่ อุบลราชธานี เป็นต้น ด้วยงบประมาณการตลาด 100 ล้านบาท
มีเป้าหมายว่าภายในสิ้นปีนี้จะผลักดันฐานลูกค้าให้ได้ถึง 1.8 แสนราย จากปัจจุบันมีถึง 80,000 รายแล้ว คาดว่าจะทำรายได้ถึง 600 ล้านบาท
"ถ้าลูกค้ายังเพิ่มเดือนละ 2 หมื่นราย ถึงสิ้นปีน่าจะทำได้เกิน 1.8 แสนราย เป้าเท่านี้ถือว่าไม่น้อยเพราะตลาดปัจจุบันเป็นพรีเพด แต่ของเราเป็นโพสต์เพด (บริการรายเดือน) อย่างเดียว "จิรายุ รุ่งศรีทอง" รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. กสท โทรคมนาคมกล่าวและว่า
"แคท ซีดีเอ็มเอ" ยังใช้ "ราคา" เป็นใบเบิกทาง ทั้ง "ราคา-แอร์ไทม์" (เหมาจ่ายเดือนละ 149-599 บาท) และ "ราคา-เครื่องลูกข่าย" (เครื่องส่วนใหญ่ราคาอยู่ระหว่าง 1-3 พันกว่าบาท) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดต่างจังหวัด อาจเพราะเข้าตลาดช้ากว่ารายอื่น แถม "ซิมการ์ด" ใช้ได้เฉพาะกับเครื่องซีดีเอ็มเอเท่านั้น
แม้โดยเทคโนโลยีแล้วจะมีจุดเด่นที่เหนือกว่าจีเอสเอ็มเดิม ทั้งความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล ระดับ 3 จีเลยทีเดียว ความเร็ว (ตามทฤษฎี) สูงถึง 3.1 Mbps ทั้งมีจุดเด่นเรื่องการตัดเสียงรบกวนรอบข้างขณะสนทนาได้
กลุ่มลูกค้าองค์กรหรือบุคคลทั่วไปที่ต้องการใช้ "อินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง" น่าจะถูกใจ
มีโอกาสทดลองใช้ "อินเทอร์เน็ต" ในบูท "แคท ซีดีเอ็มเอ" ระหว่าง "กสทฯ" ไป โรดโชว์แนะนำบริการและเปิด "ช็อป" ที่จังหวัดเชียงใหม่ ต้องยอมรับว่า เร็วปรู๊ดปร๊าดได้ใจทีเดียว
ถึงกระนั้น "จิรายุ" ยอมรับว่า การที่ มือถือ "ซีดีเอ็มเอ" มี 2 แบรนด์ ทั้ง "ฮัทช์ และแคท ซีดีเอ็มเอ" ย่อมไม่เป็นผลดี นอกจากทำให้ลูกค้าเกิดความสับสนแล้วยังเป็นการลงทุนที่ซ้ำซ้อน เพราะ "ฮัทช์" มีสถานะเป็นตัวแทนทางการตลาดของ กสทฯ
ทำอย่างไรจึงจะรวมบริการเป็นหนึ่งเดียว เป็นโจทย์สำคัญที่ "กสทฯ" กำลังเร่งหาทางออกในขณะนี้ ซึ่งไม่น่าจะจบได้เร็วนัก
สถานการณ์ยักแย่ยักยัน ระหว่าง "ฮัทช์กับแคท ซีดีเอ็มเอ" คงอยู่ต่อไปอีกพักใหญ่ๆ
"เดิมเราเซ็นเอ็มโอยูกับฮัทชิสันว่าจะรวมโครงข่าย แต่หลังเซ็นสัญญาไปแล้วเกิดเหตุการณ์ต่างๆ มากมายทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป เช่น มีการทำ 3 จีบนคลื่น 850 MHz ได้ และเอไอเอสได้รับอนุญาตจาก กทช.ให้ทำ HSPA บนคลื่นเดิม ถ้าเรายังทำตามแผนเดิมต้องใช้เวลาอีกเป็นปีคงไม่ทันการ"
ดังนั้นจึงต้องมาคิดกันใหม่ว่าจะทำยังไงให้ไปต่อได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งก็คือเราจะเป็นฝ่ายซื้อโครงข่ายจากฮัทช์ บอร์ด กสทฯเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เราคุยกับทางฮัทช์ไปบ้างแล้ว แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะลงเอยได้เมื่อไรและอย่างไร
ก่อนหน้านี้ "พงศพัศ พงษ์เจริญ" โฆษกบอร์ด กสทฯออกมาเปิดเผยว่า "ราคา" เบื้องต้นในการซื้อโครงข่ายของ "ฮัทช์" จะอยู่ที่ 6 พันล้านบาท แต่สุดท้ายจะตกลงกันได้หรือไม่ ที่ตัวเลขเท่าไร ถึงขณะนี้คงไม่มีใครบอกได้
แต่ต้องอย่าลืมว่า ค่าติดตั้งโครงข่าย 51 จังหวัดที่จ้าง "หัวเว่ยฯ" แค่ 7 พันกว่าล้านเท่านั้น
ย้ำว่า 7 พันกว่าล้าน แถมยังไม่คิดค่าปรับที่ติดตั้งช้าอีกไม่รู้เท่าไร
ซื้อที่ 6,000 ล้านบาท ก็น่าจะหรูพอแล้ว
อย่างไรก็ตาม ก่อนสิ้นเดือน ส.ค.นี้ "ผู้บริหาร กสทฯ" ต้องรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาซื้อโครงข่ายกับ "ฮัทช์" ให้บอร์ด กสทฯรับทราบด้วย (27ส.ค.)
นอกจากฮัทช์ และ "แคท ซีดีเอ็มเอ" แล้วยังมีคิวที่ต้องสะสางกรณี "ทรูมูฟ" ที่"บอร์ด กสทฯ" อนุมัติให้แบ่งคลื่นเพิ่มให้ อีก 5 MHz เพื่ออัพเกรดเป็น 3 จีบนเทคโนโลยี HSPA
พร้อมกับให้ต่อสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือออกไปอีก 5 ปี ในลักษณะของการ "เช่าโครงข่าย" (เท่าอายุสัญญาของดีแทค) จากเดิมจะสิ้นสุดในปี 2556
รายละเอียดและเงื่อนไขสัญญาเช่าโครงข่าย หรือข้อตกลงระหว่าง "กสทฯ และ ทรูมูฟ" จะเป็นอย่างไร
น่าจับตามากทีเดียว
"จิรายุ"กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้มีนัดเจรจากับ "ทรูมูฟ" เพื่อหาข้อสรุปให้ได้โดย "เขา" ต้องรายงานให้ "บอร์ด" รับทราบในการประชุมครั้งหน้าพร้อมกรณีซื้อโครงข่ายฮัทช์
เคส"ทรูมูฟ"น่าสนใจเพราะอาจเป็น "โมเดลธุรกิจใหม่ที่ส่งผลต่อข้อผูกพันในระบบ"สัมปทาน" ในอนาคต
ในห้วงเวลาที่สัญญาสัมปทานมือถือทั้งหลายต่างเข้าคิวรอวันหมดอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
แน่นอนว่า ไม่ง่ายและสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง ด้วยว่าเกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาลกทช.ได้ฤกษ์เอาจริงเร่งเครื่องเดินหน้า 3G ไทย ประชาพิจารณ์นัดแรก 27ส.ค.นี้ คาดต้นปีหน้าให้ใบอนุญาตผู้ประกอบการได้ เผยที่ปรึกษาเสนอใช้วิธีการประมูลใบอนุญาตพร้อมความถี่เหมาะสมที่สุด เพราะโปร่งใสตรวจสอบได้ กำหนดให้ใบอนุญาต 4 รายอย่างน้อยเป็นรายใหม่ 1 ราย
นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เปิดเผยว่าหลังจากนี้กทช.จะเดินหน้าเรื่อง 3G อย่างเต็มรูปแบบ โดยจะเปิดประชาพิจารณ์ขอความเห็นจากประชาชน และผู้ประกอบการครั้งแรกในวันที่ 27 ส.ค. 51 โดยคาดว่าในเดือนก.ย.นี้จะรับฟังความคิดเห็นครบถ้วน และจะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดแล้วเสร็จในเดือน ต.ค. ซึ่งตามกรอบแล้วหลักกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ 3G จะแล้วเสร็จภายในปลายปีนี้
ทั้งนี้หากทุกอย่างสามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้คาดว่าจะสามารถเปิดให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบการในไตรมาส 1 ปีหน้าและในไตรมาส 2 จะได้ผู้ลงทุนทำ 3G และหลังจากนั้น 1 ปีเชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถใช้งาน 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz อย่างเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ดีประเด็นสำคัญในเรื่อง 3G มีอยู่ 2 ส่วน คือ 1. ประเด็นด้านเทคนิค และ2. ประเด็นด้านการจัดสรรคลื่นความถี่และวิธีการประมูลใบอนุญาตที่มาพร้อมคลื่นความถี่ โดยเบื้องต้นบริษัทอินเตอร์คอนเนค จากอังกฤษซึ่งเป็นที่ปรึกษาได้เสนอวิธีการให้ใบอนุญาตมา 3 วิธี ได้แก่ 1. ประมูลซึ่งที่ปรึกษาเสนอมาว่าเป็นวิธีที่ทั่วโลกใช้มากที่สุดเพราะเป็นวิธีที่โปร่งใสตรวจสอบได้ 2. พิจารณาจากคุณสมบัติผู้ยื่นขอใบอนุญาต ซึ่งวิธีนี้อาจจะเกิดข้อครหาว่าลำเอียงได้ 3. วิธีผสมระหว่างการประมูลและพิจารณาจากคุณสมบัติ
“ที่ผ่านมายอมรับว่าการดำเนินการ 3G ล่าช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิม เพราะที่ปรึกษาต้องใช้เวลามากในการหารายละเอียด ซึ่งก็เป็นเรื่องดีที่เราสามารถเรียนรู้ข้อผิดพลาดของประเทศอื่นที่ให้บริการไปก่อนหน้านี้เป็นอย่างดี โดยการให้ใบอนุญาตนั้นที่ปรึกษาให้แนวทางมาว่าการประมูลน่าจะดีที่สุดเพราะเป็นวิธีที่โปร่งใส และทั่วโลกนิยมใช้”
นายเศรษฐพรกล่าวต่อว่า จะให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบการจำนวน 4 ราย โดยจะกำหนดเอาไว้ว่าต้องมีผู้ประกอบการรายใหม่ที่ไม่มีการให้บริการโทรศัพท์มือถือจำนวน 1 ราย ส่วนการจัดสรรคลื่นนั้นจะมี 1 ใบอนุญาตที่ได้รับความถี่ 15 MHz ซึ่งใบอนุญาตดังกล่าวจะต้องมีรายจ่ายสูงกว่าใบอนุญาต อีก 3 ใบที่จะได้รับความถี่เพียง 10 MHz โดยสาเหตุที่ กทช.ไม่สามารถจัดสรรความถี่ให้เท่ากันทุกรายเป็นเพราะคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz มีอยู่ 45 MHz
อย่างไรก็ดี ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการเปิดให้บริการในระบบ 3G เป็นอย่างมาก เนื่องจากจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นทั้งคุณภาพของเสียงและข้อมูลข่าวสารที่มีความรวดเร็วอีกทั้งจะมีระบบมัลติมีเดียที่มีการสื่อสารที่เร็วขึ้นทั้งภาพและเสียง
นอกจากนี้การให้บริการ3G นั้นช่วยให้ประเทศไทยพัฒนามากยิ่งขึ้นในด้านเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารและยังสามารถช่วยให้อุตสาหกรรมรอบข้าง มีการเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจคอนเทนต์ต่าง และยังจะช่วยให้เกิดการสร้างงานในประเทศมากขึ้น เพราะประเมินแล้วผู้ประกอบการแต่ละรายต้องใช้เงินลงทุนรายละประมาณ 29,000 ล้านบาท รวม 4 ราย มีเกือบ 1แสนล้านบาทAIS-DTAC เร่งเสริมเขี้ยวเล็บแข่งธุรกิจ 3G "วิเชียร" โวทีโอทีไฟเขียวแบ่งคลื่น 1900 MHz แล้ว ขณะที่ดีแทคตั้งแผนกใหม้ดูแล 3 จี พร้อมเปิดซิมเติมเงินใหม่
รับสายได้เงินสกัดโทนบุฟเฟต์คู่แข่ง
นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า ขณะนี้เอไอเอสอยู่ระหว่างการขอคลื่นย่าน 1900 จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ จาก บมจ.ทีโอที ซึ่งการขอคลื่นในครั้งนี้เอไอเอสต้องการเอามาเสริมการให้บริการ 3 จีบนคลื่นความถี่เดิมย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ เพราะขณะนี้คลื่นในย่านดังกล่าวใกล้เต็ม ดังนั้นเอไอเอสจึงจะนำบริการ 3 จี บนคลื่น 1900 เมกะเฮิรตซ์มาติดตั้งเป็นจุดๆ นำมามาเสริมบริการโดยจะเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ ก่อน อาทิ สยามสแควร์ สีลม เซ็นทรัลเวิลด์
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเอไอเอสได้หารือกับคณะกรรมการ (บอร์ด) และผู้บริหารทีโอทีไปบ้างแล้ว และได้มีการเห็นชอบในหลักการเบื้องต้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีและการทำสัญญาจะเป็นในรูปแบบ BTO (สร้าง-โอน-ดำเนินการ เหมือนสัญญาสัมปทานเดิมที่เอไอเอสเคยทำร่วมกับทีโอที
นอกจากนี้ นายวิเชียรกล่าวว่า เอไอเอสเชื่อว่าถ้าได้คลื่น 1900 เมกะเฮิรตซ์จากทีโอทีก็จะสามารถเปิดให้บริการได้ภายใน 3 เดือน
ด้านนายเกษชญง สกาวรัตนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มธุรกิจเติมเงิน (พรีเพด) บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เปิดเผยว่า ดีแทคได้เปิดบริการ "ซิมรับสาย รับทรัพย์" สำหรับผู้ใช้ระบบเติมเงิน โดยผู้ใช้ที่รับสายของคู่แข่ง 2 ระบบ คือเอไอเอส และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด จะได้รับเงินคืนนาทีละ 50 สต. ทั้งนี้ จากการที่บริษัทได้เปิดตัวซิมใหม่ในครั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์ต้องการสกัดคู่แข่งทั้ง 2 ราย ที่ออกโปรโมชั่นในลักษณะการโทรไม่จำกัด (บุฟเฟต์) ซึ่งไม่ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโดยรวม
ด้านนายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีแทค กล่าวว่า ในขณะนี้ดีแทคยังได้แตกกลุ่มธุรกิจใหม่เพื่อดูแลการให้บริการบริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม หรือเอชเอส พีเอ โดยได้ให้นายแอนดรูว์ แม็คบีน มารับผิดชอบกลุ่มธุรกิจใหม่นี้แทน ซึ่งจะดูแลอุปกรณ์ การเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ตทั้งหมด
ทั้งนี้ ดีแทคอยู่ระหว่างการเตรียมคัดเลือกผู้ติดตั้งโครงข่าย ซึ่งคาดว่าจะสามารถให้บริการได้ภายในไตรมาสแรกของปีหน้า เบื้องต้นลงทุน 5,000 ล้านบาท.