AirCard

GPS ติดรถ


GPS ติดตามรถ


  Software ติดตามรถยนต์
  ทดลองใช้งาน Software


ถาม-ตอบ Aircard, 3G Router, GPS Navigator
Speedtest : ความเร็ว Air Card


© AirCard Shop.com

หน้าแรก

เกมผลประโยชน์ชิงความถี่ 3G TOT

จับตาทีโอทีประเคนความถี่ 1900 MHz จำนวน 5 MHz ให้เอไอเอส ‘วิเชียร’ยันมีสิทธิทำได้ตามสัญญาสัมปทานเดิมบีทีโอ ด้านประธานบอร์ดทีโอที ปัดไม่รู้เรื่องยังไม่เคยเจรจากัน ที่สำคัญความถี่เป็นทรัพยากรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและต้องผ่านความเห็นชอบจากไอซีทีและคลัง

นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส(เอไอเอส) กล่าวว่าเอไอเอสได้หารือกับบอร์ดและฝ่ายบริหารของบริษัท ทีโอทีเรื่องขอแบ่งคลื่นความถี่1900 MHz จำนวน 5 MHz มาลงทุนให้บริการ 3Gเองในรูปแบบบีทีโอด้วยการสร้าง โอน และให้บริการ ตามรูปแบบสัญญาสัมปทานเดิม ซึ่งเบื้องต้นทีโอทีเห็นชอบด้วยในหลักการ เนื่องจากเป็นประโยชน์กับทีโอทีเพราะโครงข่ายที่เอไอเอสลงทุนนั้นต้องโอนให้เป็นของทีโอทีอยู่ดี

“เรื่องนี้จะสามารถดำเนินการลงรายละเอียดกันได้ ก็จนกว่าการโอนคลื่นความถี่ 1900 MHz เป็นของทีโอทีเพียงผู้เดียวผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี โดยการเจรจาแบ่งความถี่ครั้งนี้เป็นผลมาจากการทำ MOU ใช้โครงข่ายให้เกิดประโยชน์ในบอร์ดชุดที่ผ่านมาและประกอบกับเอไอเอสเป็นคู่สัญญาสัมปทานที่ดีกับทีโอทีมาโดยตลอด”นายวิเชียรกล่าว

อย่างไรก็ดี หลังจากการโอนสิทธิความถี่ให้เป็นของทีโอทีเพียงผู้เดียวเรียบร้อยแล้วหลังจากนั้นก็จะมีการหารือกันในรายละเอียดและเสนอขอความเห็นชอบจากบอร์ดทีโอที เมื่อผ่านความเห็นชอบแล้วก็ต้องเสนอขออนุญาตกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)โดยจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการเช่นเดียวกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น(ดีแทค) และบริษัท ทรูมูฟ ดำเนินการก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ หากเอไอเอสได้ความถี่ 1900 MHz จากทีโอที คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายใน 3 เดือน เนื่องจากเอไอเอสมีความพร้อมทั้งด้านเครือข่าย และระบบบิลลิ่งอยู่แล้ว โดยในระหว่างนี้เอไอเอส จะดำเนินการลงทุน 3G ด้านการอัปเกรดความถี่ 900 MHz ด้วยเทคโนโลยี HSPA ที่ได้รับอนุญาต นำเข้าอุปกรณ์อัปเกรดเพิ่มอีก 400 สถานีฐานด้วยเงินลงทุน 1,290 ล้านบาทซึ่งเป็นเงินลงทุนแยกจากส่วนปรับปรุงและขยายโครงข่ายเดิม 14,000 ล้านบาท โดยจะลงทุนเพิ่มในจังหวัดเชียงใหม่ที่อัปเกรดไปแล้ว 30 สถานีฐาน กรุงเทพมหานคร และ 9 จังหวัดในหัวเมืองใหญ่

ด้านนายธีรวุฒิ บุญยโสภณ ประธานบอร์ดทีโอที กล่าวว่ายังไม่ได้หารือเรื่องการแบ่งคลื่นความถี่กับเอไอเอสแต่อย่างใด โดยการดำเนินการดังกล่าวจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพราะคลื่นความถี่ดังกล่าวเป็นทรัพยากรของประเทศและการจัดสรรแบ่งคลื่นความถี่ 1900 MHz ให้แก่ผู้ประกอบการรายใดจะต้องหารือกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และกระทรวงการคลังผู้ถือหุ้นทีโอที และจะต้องนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมบอร์ดด้วย

“การแบ่งคลื่นให้ผู้ประกอบการรายใดเป็นเรื่องที่อ่อนไหว เพราะเป็นคลื่นความถี่ถือเป็นทรัพยากรของประเทศและการดำเนินการไม่สามารถตัดสินใจได้ทันที เพราะต้องหารือกับไอซีที กระทรวงการคลังและต้องผ่านความเห็นชอบของบอร์ดทุกคนก่อน”นายธีรวุฒิกล่าว

แหล่งข่าวในทีโอทีกล่าวว่าหากบอร์ดทีโอทีอนุมัติให้มีการจัดสรรความถี่ให้เอไอเอสจริง ก็ถือเป็นการแก้ไขสัญญาสัมปทานหลักเนื่องจากสัญญาของเอไอเอสไม่ได้รวมความถี่ในย่าน 1900 MHz รวมทั้งอาจมองได้ว่าไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐเนื่องจากหากนำความถี่ดังกล่าวมาเปิดประมูลเพื่อให้เกิดผู้ให้บริการรายใหม่ รัฐอาจได้ประโยชน์มากกว่าเดิมก็เป็นไปได้ นอกจากนี้ยังถือเป็นบทพิสูจน์เอ็มโอยูของบอร์ดพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร และสัญญาแนบท้ายไทยโมบายที่สุดท้ายก็คือการเปิดโอกาสให้เอไอเอสฮุบ 3G ในที่สุด

‘ตอนแก้สัญญาส่วนแบ่งรายได้พรีเพด คงไม่คิดว่าจะมีคตส.มาเช็กบิลย้อนหลังที่ทำให้รัฐเสียหาย คราวนี้จะประเคนความถี่ 3G ให้กันง่ายๆ ระวังประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย’

เปิดเอ็มเปย์สเตชั่น

นายฮุย เวง ชอง รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส เอไอเอส กล่าวว่าเอไอเอสได้เปิดธุรกิจใหม่ เอ็มเปย์สเตชั่น จุดจ่ายบิล โอน ถอนเงิน ทำธุรกรรมทางการเงินผ่านตัวแทนชำระเงินกว่า 70 รายการ โดยมีลักษณะเหมือนการเติมเงินผ่านตัวแทน ทั้งนี้เอไอเอสคาดว่าภายในสิ้นปีจะมีตัวแทนชำระเงินประมาณ 50,000 จุด โดยปัจจุบันมีจุดให้บริการแล้ว 2,500 แห่ง ซึ่งบริการนี้ตัวแทนชำระเงินจะได้รับค่าตอบแทนบิลละ 6 บาท บริการการโอน 1 บาท และบริการถอน 10 บาท

เอไอเอสถือได้ว่าเป็นผู้ให้บริการรายแรกของประเทศไทยที่สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างครบถ้วนใน 3 ฟังก์ชัน คือ 1. ชำระบิลค่าบริการต่างๆรวมถึงเติมเงินโทรศัพท์มือถือวัน-ทู-คอลกว่า 70 รายการ 2. สามารถโอนเงินไปยังผู้รับปลายทางที่เป็นลูกค้าเอไอเอสผ่านตัวแทนเอ็มเปย์สเตชั่น 3.ลูกค้าเอไอเอสสามารถถอนเงินสดผ่านตัวแทนเอ็มเปย์สเตชั่นได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร หรือ ตู้เอทีเอ็ม

ผู้จัดการออนไลน์ 20 สิงหาคม 2551 09:24 น. | ข่าว 3G



กสทฯลุ้นแข่ง3G TOT ฮุบ'Hutch'คุมCDMA

กสทฯ เผยแผนเจรจาซื้อโครงข่ายฮัทช์หวังพัฒนาโครงข่ายซีดีเอ็มเอแข่ง 3 จีของทีโอที เปิดกว้างเอกชนทำตลาดแทนฮัทช์หลังพัฒนาโครงข่ายแล้วเสร็จ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การตัดสินใจซื้อโครงข่ายซีดีเอ็มเอคืนจากบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท ฮัทชิสัน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด นั้น เพราะต้องการพัฒนาโครงข่ายซีดีเอ็มเอบริเวณ 25 จังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้เป็นระบบอีวีดีโอเหมือนเช่น 51 จังหวัดที่ กสทฯ เป็นผู้ดูแลโครงข่ายอยู่ ซึ่งจากแนวทางดังกล่าวจะทำให้บริการโทรศัพท์มือถือภายใต้แบรนด์ แคท ซีดีเอ็มเอ จะสามารถแข่งขันกับ 3 จีของทีโอที หรือทีโอที โมบาย ได้ไม่ยาก

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการพัฒนาโครงข่ายซีดีเอ็มเอใน 25 จังหวัดจาก 2000 1X เป็นอีวีดีโอต้องล่าช้า เนื่องจากฮัทช์ได้ลดเม็ดเงินการลงทุนในต่างประเทศลง กสทฯ จึงเห็นสมควรซื้อโครงข่ายนำมาบริหารเองทั้งหมด ซึ่งหาก กสทฯ ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป จะทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับทีโอทีได้

อย่างไรก็ตาม กสทฯ ได้วางราคาสูงสุดที่จะซื้อโครงข่ายซีดีเอ็มเอคืนกลับมาต้องไม่เกิน 6,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นราคาใกล้เคียงกับที่ใช้ลงทุนโครงข่ายซีดีเอ็มเอ อีวีดีโอ 51 จังหวัด 7,100 ล้านบาท พร้อมยกเลิกการลงนามความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ที่ได้มีการเซ็นก่อนหน้านี้ ทั้งนี้หลังจาก กสทฯ ซื้อโครงข่ายคืนและพัฒนาเป็นอีวีดีโอทั่วประเทศแล้ว มีแนวคิดที่จะเปิดกว้างให้เอกชนที่สนใจเข้ามาทำการตลาด ภายใต้แบรนด์ แคท ซีดีเอ็มเอ หรือเช่าใช้โครงข่ายได้ แต่หากไม่มีใครสนใจ กสทฯ พร้อมจะดำเนินการเองในเชิงรุกทุกรูปแบบ

ไทยโพสต์ 18 สิงหาคม 2551 | ข่าว 3G



พรุ่งนี้ยังไม่สาย (อีกหรือ) พ.ร.บ.คลื่น

ICTถอยร่างพ.ร.บ.คลื่น..คืนสิทธิวุฒิฯเลือก กสช.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ยอมถอยหลังร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ โดนวิพากษ์หนักพร้อมโอนหน้าที่เลือก กสช. จาก ครม. คืนให้วุฒิฯ ดำเนินการ เร่งรวมความเห็นสาธารณะเพื่อใช้ปรับแก้ร่างเดิม ก่อนเสนอแปรญัตติภายในเดือน ก.ย. หวังผลักดันผ่านสภาล่างและสภาสูงทันสมัยประชุมนี้ เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการสรรหาฯ ในเดือน ก.พ. 2552 รองรับไลเซ่นบริการ 3จี

นายมั่น พัธโนทัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า การถอนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และ โทรคมนาคม พ.ศ. .... ออกจากวาระพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หลังจากมีกระแสคัดค้านเกี่ยวกับที่มาของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสช.) ซึ่งกำหนดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้คัดเลือก เพื่อที่จะทบทวนประเด็นนี้ใหม่

อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า จะมีการแก้ไขในเรื่องที่มาของ กสช. โดยจะให้วุฒิสภา เป็นผู้คัดเลือก เช่นเดียวกับการคัดเลือกคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)

พร้อมกันนี้ ไอซีที จะทยอยจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ หลังจากจัดที่ภาคกลาง และภาคเหนือ ไปแล้ว เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะประกอบการแก้ไขร่างฉบับนี้ และยื่นแปรญัตติภายในเดือน ก.ย. ซึ่งหากสามารถผ่านการพิจารณาทั้ง 3 วาระ ตลอดจนขั้นวุฒิสภาโดยไม่มีปัญหา ก็จะสามารถจัดตั้งคณะกรรมการสรรหา กสช. ได้ทันเดือนก.พ. 2552

"แม้ว่าก่อนหน้านี้ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว จะได้รับความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว แต่เมื่อมีเสียงค้านและประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับที่มาว่า ทำไมรัฐเข้ามาควบคุม และกังวลว่ารัฐอาจสามารถสั่งการได้ โดยเฉพาะกรรมการในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน จากจำนวนคณะกรรมการ กสช. ที่กำหนดไว้ 10 คน ดังนั้น องค์กรอิสระอาจไม่อิสระเสียทีเดียว ทางไอซีที จึงขอถอนออกมาก่อน" นายมั่น กล่าว

ด้านขั้นตอนหลังเดินสายเปิดรับฟังความคิดเห็นอีก 2 ภาค ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนนี้ หรืออย่างช้าต้นเดือน ก.ย. ก็จะรวบรวมบางความคิดเห็นประกอบการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. เพื่อยื่นแปรญัตติ โดยตัวเขาจะเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เอง เพื่อผลักดันให้มีการผ่านการพิจารณาในวาระ 1

ลุ้นตั้งกรรมการสรรหาฯทันก.พ.2552

ส่วนกระบวนการจากนั้น คาดว่าจะผ่านเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาได้อีกประมาณ 1 เดือนถัดไป ซึ่งปัจจุบันวุฒิสมาชิก หลายคนเข้าใจถึงความสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะคาดว่าจะช่วยผลักดันให้ ซึ่งหากได้รับการโปรดเกล้าฯ ลงมา ก็คาดว่าจะสามารถจัดตั้งคณะกรรมการสรรหาฯ ได้ในเดือน ม.ค.-ก.พ. 2552 เพื่อทำหน้าที่เสนอรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติจะเป็น กสช. ไปให้วุฒิฯ คัดเลือกขั้นสุดท้าย โดยวุฒิฯ จะมีอำนาจในการถอดถอนด้วย

"ที่ผ่านมา กทช. ประกาศแล้วว่าประเทศไทยจะมี 3 จีใช้ ในเดือน ก.พ. ปีหน้า ซึ่งคณะกรรมการ กสช. ที่จะได้มา ก็จะรองรับเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศให้แข่งขันกับเพื่อนบ้านได้ จากปัจจุบันล้าหลังสิงคโปร์ มาเลเซีย และกำลังจะโดนเวียดนามไล่ทัน" นายมั่นกล่าว

ทั้งนี้ เขาเชื่อว่าการแก้ไขโดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับ "ที่มา" ของกรรมการ กสช. น่าจะสอดคล้องกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นฝ่ายค้านจัดทำขึ้น เพื่อนำเสนอต่อสภาเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ในส่วนของกรรมการ กสช. นั้น อาจเพิ่มจำนวนจาก 10 คนเป็น 12 คน ตามข้อเสนอแนะส่วนใหญ่ ประกอบด้วย ตัวแทนจากภาคกิจการวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ฝ่ายละ 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 3 คน

อย่างไรก็ตาม องค์กรที่จะมีสิทธิเสนอชื่อผู้ที่จะเข้ารับการคัดเลือกเป็นกรรมการ กสช. นั้น ต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยเป็นองค์กรของผู้ประกอบวิชาชีพด้านทีวี วิทยุ และโทรคมนาคม สถาบันการศึกษาที่มีการสอนสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องและด้านเศรษฐศาสตร์ ตลอดจนองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์คุ้มครองผู้บริโภค และไม่แสวงหากำไร

ชงครม.อังคารนี้โอนคลื่นไทยโมบาย

นายมั่น กล่าวว่า วันอังคารนี้ (19 ส.ค.) กระทรวงไอซีที จะเสนอ ครม. เรื่องการโอนสิทธิคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ ที่ไทยโมบายให้บริการมือถืออยู่ ให้เป็นของ บมจ. ทีโอที ซึ่งจะเป็นการยกเลิกมติ ครม. เมื่อปี 2543 ที่เคยอนุมัติให้ทีโอที และบมจ. กสท บริหารคลื่นร่วมกัน

หลังจากนั้น จะเดินหน้าแผนการลงทุนโครงการนี้ต่อเนื่องทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอผลการศึกษาของสภาพัฒน์ ซึ่งอาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 เดือน และทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ

ด้านเงินลงทุนจะใช้งบของทีโอทีเองประมาณ 2.4 พันล้านบาท ส่วนอีก 2.6 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังจะรับไปประสานเรื่องจัดหาแหล่งเงินกู้ให้ ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่อยากให้เร่งเดินหน้าโครงการนี้ ซึ่งทีโอที ตั้งเป้าไว้ว่าสามารถคืนทุนได้ภายใน 7 ปีครึ่ง

ก่อนหน้านี้ นายมั่น ระบุว่า นายกรัฐมนตรีเข้าใจถึงความจำเป็นของโครงการนี้ดี ว่าต้องรีบทำ เพราะคาดว่า กทช. น่าจะให้ใบอนุญาต 3จีประมาณเดือน ก.พ. 52 จึงต้องการรีบดึงคู่สัญญาสัมปทานไว้ก่อน เพราะเกรงว่าจะหนีไปลงทุน 3จี เอง

ขณะที่ ผู้บริหาร บมจ. ทีโอที กล่าวว่า จะมีการเปิดให้เอกชนที่เป็นผู้ให้บริการมือถือรายเดิม และรายใหม่ที่มีศักยภาพ เข้ามาร่วมเป็นผู้ทำตลาดในโครงการนี้ ครอบคลุมพื้นที่บริการ 80% ของพื้นที่ที่ให้บริการทั้งหมด

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ 18 สิงหาคม 2551 | ข่าว 3G



"TOT"ขยับเต็มสูบปั่น 3G ลุยทั่วปท. ดึง"เอซีทีโมบาย"บริหารโครงข่าย-เอกชนทำตลาด

เอ็มดี "ทีโอที" ลั่นยึดหลักสมานฉันท์ "พนักงาน-บอร์ด" ผลักดันองค์กรเต็มสูบ และเข็นแผนลงทุนปลุกปั้นมือถือ 3G ย้ำสถานะ "เน็ตเวิร์กโพรไวเดอร์" ระบุพร้อมเปิดกว้างหน้าเก่า-ใหม่เสนอตัวรับช่วงทำตลาด พร้อมปัดฝุ่น "เอซีที โมบาย" แยกบริษัทบริหารต่างหาก มั่นใจเปิดให้บริการได้ภายในปี 2552 เดินหน้าเขียนสเป็กกลางคัดเลือกซัพพลายเออร์วางโครงข่ายเสร็จก่อนสิ้นปีนี้

นายวรุธ สุวกร รักษาการกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จุดยืนของทีโอทีในโครงการโทรศัพท์มือถือ 3G (third genera tion) บนคลื่นความถี่ 1900 MHz คือจะมีสถานะเป็นทั้ง "เน็ตเวิร์กโพรไวเดอร์" (ผู้ให้บริการโครงข่าย) และทำตลาดพร้อมกันไป แต่จะให้บริการเฉพาะในพื้นที่ที่บริการไปไม่ถึง ซึ่งจะไม่เกิน 20% อีก 80% ที่เหลือจะเปิดให้ผู้ประกอบการรายเดิมหรือรายใหม่ที่มีศักยภาพด้านการทำตลาดและการขายเข้ามารับผิดชอบ

"เอกชนจะไม่เข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุน แม้จะเคยคิดไว้บ้างกรณีเอไอเอสที่ เซ็นเอ็มโอยูไปก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องโรมมิ่ง แต่มีการระบุไว้ว่า ถ้าทีโอทีจะทำ 3G ขอเอไอเอสเป็นรายแรกที่ได้เจรจาด้วย ขอมีส่วนร่วมเป็นรายแรก ถ้าผลเจรจาไม่เป็นที่พอใจ ไม่เลือกเอไอเอสก็ได้ โดยมาตรฐานทั่วไป ผู้เข้าร่วมทุกรายต้องได้เงื่อนไขเท่าๆ กัน"

ทั้งนี้ ทีโอทีอาจตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อดำเนินการ โดยโซลูชั่นแรกจะให้บริษัท เอซีที โมบาย ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยตั้งกิจการร่วมค้าไทยโมบายเป็นผู้กู้เงินมาลงทุนโครงข่ายและขายบริการ ทั้งขายส่งและขายปลีก เพราะมีความคล่องตัวในการบริหารมากกว่า โดยเป็นผู้ขอใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) แต่หากคิดปัญหาเรื่องสิทธิในการใช้คลื่นความถี่จะกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของ ทีโอที

"อาจมีโอกาสที่ กทช.จะไม่ให้ใบอนุญาต เพราะการให้บริการ 3G จำเป็นต้องมีคลื่นความถี่เป็นของตนเอง ถ้าให้ เอซีทีฯใช้สิทธิในคลื่นของทีโอทีที่เป็นบริษัทแม่ไม่แน่ใจว่า กทช.จะว่าอย่างไร ถ้าไม่ได้ก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีโอที เราบริหารเองได้อยู่แล้ว แต่อาจไม่คล่องตัวเท่ากับแยกไปต่างหาก เพราะมีระเบียบขั้นตอนเยอะ แต่ก็เชื่อว่าเปิดได้ทันปีหน้า (2552)"

แม้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะอนุมัติหลักการให้ทีโอทีดำเนินโครงการโทรศัพท์มือถือ 3G ได้แล้ว แต่คงต้องรอให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นชอบอีกครั้ง ส่วนที่เริ่มดำเนินการไปแล้ว คือ การร่างทีโออาร์และการตามหาผู้ลงทุนร่วม คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะออกสเป็กกลาง (ทีโออาร์) เพื่อคัดเลือกผู้วางระบบ และเพื่อให้เปิดบริการทันภายในเดือน ก.พ.ปีหน้า อาจต้องปรับปรุงเทคโนโลยีและอุปกรณ์เก่าที่ติดตั้งไว้แล้วตามอาคาร

นายวรุธกล่าวถึงการทำงานในภาพรวมในฐานะผู้นำองค์กรด้วยว่า ปีนี้เป็นไปได้ที่ ทีโอทีจะมีกำไรลดลง จากการพยายามเคลียร์ปัญหาต่างๆ ที่คั่งค้าง เช่น ภาระค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ค้างจ่ายและภาษี เพราะต้องจ่ายไปก่อนในกรณีที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ได้สงวนสิทธิ์เรียกคืน หากมีข้อสรุปชี้ขาดแล้ว เพราะปัญหาจะผูกพันไปถึงการให้บริการ จึงควรสะสางแล้วมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาบริการอย่างเดียว

โดยภายในสิ้นปีนี้จะปรับปรุงศูนย์บริการทั้งหมด 65 แห่งให้เป็น "ทีโอทีช็อป" ที่มีบริการหลากหลายครบวงจร โดยเน้นเปิดบริการในศูนย์การค้าและแหล่งชุมชนมากขึ้น ทั้งนี้ ตนต้องให้ฝ่ายบุคคลเจรจากับ พนักงานที่ต้องการทำงานในรอบเวลาอื่น เช่น ตามเวลาเปิดปิดของห้างสรรพสินค้า คาดว่าจะเริ่มปฏิบัติจริงได้ในเดือน ต.ค.นี้

สำหรับการแก้ไขปัญหาและข้อพิพาทต่างๆ กับเอกชน นายวรุธกล่าวว่า หากเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้ว การเจรจานอกศาลมีโอกาสเป็นไปได้น้อย คดีของ ทีโอทีส่วนใหญ่อยู่ในชั้นอนุญาโตตุลาการ และเข้าสู่กระบวนการศาล เพราะขึ้นศาลแล้วก็มักวัดดวงกัน กรณีทีทีแอนด์ทีที่เข้ามาเจรจาเมื่อสัปดาห์ก่อนก็ทำให้มีปัญหา หากเขาฟ้องกลับผู้บริหารของทีโอทีต้องถูกฟ้องด้วย แต่บางเรื่องอาจเจรจาได้ เช่น ข้อพิพาทกับ กทช.ที่ค้างชำระหนี้ตามกฎหมายอาจชำระให้ โดยขอสงวนสิทธิ์เรียกคืนได้"

อุปสรรคหลักของทีโอทีทั้งในอดีตและปัจจุบันคือ กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ เช่น ในแง่เทคโนโลยีกว่าจะลงทุนได้ต้องเข้าระบบ มีขั้นตอนมาก แม้แต่การนำพื้นที่คลังพัสดุและอาคารชุมสายเก่ามาพัฒนาสร้างรายได้ เช่น ชุมสายเพลินจิต พื้นที่ 30-40 ไร่ มีเอกชนหลายรายสนใจขอเข้ามาร่วมลงทุนด้วย ซึ่งถ้าต้องเข้ากระบวนการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เท่ากับต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องปกติที่ทีโอทีทำอะไรจะติดขัดเรื่องกฎหมาย ซึ่งต้องปฏิบัติตามระเบียบ อาจมีขอยกเว้นบางข้อเพื่อให้เกิดความคล่องตัว แต่เป็นเรื่องยาก ถ้าอยากเร็วไม่วุ่นวายต้องทำเอง ดังนั้นการร่วมทุนกับเอกชนจึงไม่ง่าย ทางออกคือต้องทำให้ทีโอทีเป็นอิสระจากนโยบายของรัฐ จากกฎระเบียบของรัฐ เพราะถ้าการกำกับดูแลยังเป็นของรัฐอยู่มีข้อจำกัดมากมาย

"ต้องสร้างความเข้มแข็งให้องค์กร ต้องทำให้ได้ พยายามไปเรื่อยๆ จะให้หลุดจริงๆ ต้องให้เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ขณะนี้ยังไม่มีนโยบาย ซีอีโอกับบอร์ดจึงต้องสมัครสมานสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ปัญหาอุปสรรคต่างๆ คิดไว้แล้วว่าต้องเจอ เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ แต่ก็ไม่ถอดใจยังหวังให้ทีโอทีดีกว่านี้ เราอยู่องค์กรนี้มาตั้งแต่ปี 2519 คุณพ่อก็ทำงานที่นี่ตั้งแต่ 2497 แม้ไม่เคยคิดว่าจะมาถึงตำแหน่งนี้ ที่ตัดสินใจลงสมัครก็เพราะทำหน้าที่รักษาการมา 60 วัน เห็นปัญหาเยอะก็อยากแก้ไข คนใหม่ๆ มาคงไม่รู้ปัญหาเท่าเรา อยากให้องค์กรเจริญก้าวหน้า เพราะ ทีโอทีเหมือนเลี้ยงตระกูลเรามา อะไรที่ตอบแทนได้ก็อยากทำ"

ปัจจุบันวรุธ อายุ 56 ปี ซึ่งบอร์ดทีโอทีอนุมัติให้ทำสัญญาจ้างเป็นเวลา 4 ปี ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการทีโอทีเรียบร้อยแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างรอกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ

ประชาชาติธุรกิจ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2551 | ข่าว 3G



TOT ย้ำเอซียุติส.ค. AISมั่นใจคู่แข่งล้มยาก

ปธ.บอร์ดทีโอทีเชื่อเจรจา กสทฯ กรณีพิพาทเอซีเสร็จเดือน ส.ค.นี้ ด้านเอไอเอสไม่สนดีแทควางเป้าขึ้นอันดับ 1 มั่นใจลูกค้าเลือกคุณภาพและบริการ

นายธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยความคืบหน้าการเจรจากับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กรณีพิพาทค่าเชื่อมต่อเลขหมาย (แอคเซสชาร์จ หรือเอซี) ว่า ตนคาดว่าจะสามารถหาข้อสรุปเรื่องดังกล่าวได้ภายในเดือน ส.ค.นี้ หลังจากที่ผ่านมาผู้บริหารทั้ง 2 ฝ่ายได้เจรจากันไปแล้วประมาณ 2 ครั้ง และจะมีการประชุมอีกครั้งภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งการประชุมครั้งนี้จะเป็นการนำข้อมูลเกี่ยวกับการใช้เอซีเสนอให้กับคณะทำงานเจรจาเอซีได้พิจารณา

อย่างไรก็ตาม เดิมนายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ตั้งกรอบการเจรจาเอซีให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค. แต่การเจรจาต้องล่าช้ามา 1 เดือน โดยส่วนหนึ่งอาจมีปัจจัยมาจากปัญหาการเมืองที่ยังไม่นิ่งทำให้การชะลอไปบ้าง แต่เชื่อว่าการเจรจาหลังจากนี้น่าจะมีความคืบหน้ามากกว่าเดิม เนื่องจากทั้ง 2 บอร์ดก็ยังยึดนโยบายของ รมว.ไอซีที ถอยคนละก้าวเพื่อหาข้อยุติให้เร็วที่สุด

ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยในกรณีนายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้มีเป้าหมายนำดีแทคขึ้นสู่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออันดับ 1 ของไทยแทนที่เอไอเอส ว่า ตนไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด เพราะตามธรรมชาติของอันดับ 2 ต้องพยายามล้มแชมป์อยู่แล้ว ซึ่งเอไอเอสมั่นใจว่ายังมีความได้เปรียบในแง่คุณภาพและบริการที่ดีกว่า และจะสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดได้

ทั้งนี้ ถึงแม้เอไอเอสจะมีข้อเสียเปรียบดีแทคเรื่องคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อนำมาให้บริการ 3 จี แต่ในระหว่างนี้ก็ได้เจรจากับทีโอทีเพื่อเป็นพันธมิตรในการเปิด 3 จีบนโครงข่ายบนคลื่น 1900 เมกะเฮิรต์แล้ว ส่วนการเปิดบริการคงสิทธิเลขหมาย (นัมเบอร์พอร์ตบิลิตี) คิดว่าไม่ได้รับผลกระทบเพราะการเปลี่ยนระบบในแต่ละครั้งจะต้องเสียค่าธรรมเนียมถึง 300 บาท จากอัตราค่าธรรมเนียมที่สูงจึงไม่น่าจะได้รับความนิยมจากผู้ใช้บริการ เนื่องจากปัจจุบันราคาซิมการ์ด (เลขหมายใหม่) ก็มีราคาประมาณ 50-100 บาท ดังนั้นหากลูกค้าจะเปลี่ยนไปใช้ระบบของค่ายมือถือรายอื่นก็น่าจะนิยมซื้อเบอร์ใหม่เพื่อใช้โปรโมชั่นมากกว่า

ไทยโพสต์ 13 สิงหาคม 2551 | ข่าว 3G



วันชี้ชะตา 3G ดีแทค จะยื้อกันอีกนานแค่ไหน

กทช.ปัดอนุมัตินำเข้าอุปกรณ์อัปเกรด 3G ดีแทค ทรูมูฟล่าช้าไม่เกี่ยวกับกทช. ระบุเป็นเพราะ กสท ทำรายละเอียดด้านเทคนิคและแผนธุรกิจไม่ละเอียดแถมส่งแผนล่าช้า ด้านดีแทคปลง นับวันรอต่อไปคนในวงการชี้น่าประหลาดหากดีแทคมีปัญหาเรื่องเทคนิคกับแผนธุรกิจเพราะผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในกลุ่มเทเลนอร์ 6 ประเทศให้บริการ 3G แล้วด้วยยอดลูกค้ากว่า 5 ล้านราย

พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่าสาเหตุที่บอร์ดกทช.ยังไม่ได้อนุมัติให้นำเข้าอุปกรณ์ HPDA เพื่ออัปเกรดคลื่นความถี่ 850 MHz เพื่อให้บริการในระบบ 3Gให้แก่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นหรือ ดีแทค และ บริษัท ทรูมูฟเนื่องจากบริษัท กสท โทรคมนาคมเสนอรายละเอียดข้อมูลด้านเทคนิคและแผนธุรกิจไม่มากพอ

"เรื่องนี้ไม่ได้ล่าช้าที่กทช.เพราะที่ผ่านมา เราได้เร่งดำเนินการอนุมัติปรับปรุงคลื่น 850 MHz ให้ไปแล้วแต่พอมาถึงการยื่นขออนุญาตนำเข้าอุปกรณ์พบว่ารายละเอียดที่กสทให้มาไม่เพียงพอจึงต้องขอรายละเอียดเพิ่ม"

อย่างไรก็ดีหลังจากที่กทช.ได้มีมติอนุมัติในหลักการให้กสทสามารถปรับปรุงความถี่ 850 MHz เพื่อให้กสทนำความถี่เหล่านั้นไปจัดสรรให้แก่ผู้รับสัมปทานดีแทคและทรูมูฟหลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่กสทที่จะไปดำเนินการ บริหารคลื่น ทำแผนธุรกิจและด้านเทคนิคเพื่อขออนุญาตนำเข้าอุปกรณ์ปรับปรุงความถี่เพื่อใช้งาน 3 จี

นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกทช.กล่าวย้ำว่าที่บอร์ดกทช.ไม่สามารถอนุญาตให้กสท ดีแทค และ ทรูมูฟนำเข้าอุปกรณ์ได้เพราะรายละเอียดด้านเทคนิคแผนธุรกิจที่ กสท ส่งมายังไม่ครบจึงไม่สามารถดำเนินการ ได้ และเข้าใจว่าเอกชนต้องการได้รับการอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์โดยเร็วเพื่อให้บริการ 3G ได้ทันในปีนี้

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทค กล่าวว่า ดีแทคไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ในกรณีนี้โดยจะรอจนกว่า กทช.จะออกใบอนุญาตเพราะที่ผ่านมาดีแทคก็รอมานานแล้ว และคาดว่าไม่น่าจะล่าช้าออกไปกว่านี้มากแล้วเพราะที่ผ่านมาการพิจารณาของ กทช.ได้เลื่อนการพิจารณาออกไป 2 ครั้งแล้ว

"ตอนนี้เราคงทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ เพราะที่ผ่านมา เราก็รอมาโดยตลอดแต่คาดว่าการอนุมัติคงไม่ล่าช้าออกไปจากนี้เพราะที่ผ่านมากทช. เลื่อนการอนุมัติออกไปแล้ว 2 ครั้ง"

ส่วนกรณีบริษัท ทีโอที จะให้บริการ 3G นั้ ดีแทคยอมรับว่ามีความสนใจที่จะเข้าไปเช่าโครงข่าย 3Gของทีโอทีแต่ต้องขอดูแผนธุรกิจและความชัดเจนในการดำเนินการของทีโอที ก่อนที่จะเข้าไปเจรจา

แหล่งข่าวกล่าวว่าวาระพิจารณาการนำเข้าอุปกรณ์อัปเกรดความถี่ 850 MHz ให้บริการ 3G ได้ถูกเสนอเข้าที่ประชุมกทช เมื่อวันที่ 31 ก.ค.51 แต่ที่ประชุมกทช.ไม่ได้พิจารณาโดยให้เหตุผลว่า มีวาระการประชุมมากจึงไม่สามารถพิจารณาได้ทัน และได้เลื่อนการพิจารณามาเป็นวันที่ 7 ส.ค. 51 แต่ก็ไม่สามารถอนุมัติได้ โดยให้เหตุผลว่า กสท ยังให้รายละเอียด แผนธุรกิจ และการตลาดไม่ครบถ้วน และจะพิจารณาอีกครั้งในวันนี้ (14ส.ค.) ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในกลุ่มเทเลนอร์ 6 ประเทศประกอบด้วยนอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ฮังการี เซอร์เบียและมอนเตเนโกร ปัจจุบันมีแผนธุรกิจ มีเทคโนโลยีรองรับและให้บริการ 3G แล้วด้วยฐานลูกค้ารวมกว่า 5 ล้านราย ส่วนในประเทศมาเลเซียได้รับใบอนุญาตแล้วอยู่ในระหว่างดำเนินการ

ผู้จัดการออนไลน์ 14 สิงหาคม 2551 11:01 น. | ข่าว 3G



ควอลคอมม์โชว์ HSPA+ ครั้งแรกในโลก

ควอลคอมม์ประสบผลสำเร็จในการทดสอบบริการดาต้า HSPA+ ครั้งแรกในโลก ซึ่ง HSPA+ ช่วยให้การเชื่อมต่อเว็บเบราว์ซิ่งได้รวดเร็วขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายในการรับส่งเสียงและข้อมูลอย่างมาก

อเล็กซ์ กาตูเซียน รองประธานบริหารฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ บริษัทควอลคอมม์ อินคอร์ปอเรทเต็ด กล่าวว่า ควอลคอมม์ได้ประกาศความสำเร็จของการให้บริการดาต้าคอล HSPA+ ครั้งแรกในโลกด้วยเทคโนโลยี High-Speed Packet Access Plus (HSPA+) ด้วยอัตราความเร็วมากกว่า 20 Mbps บนแถบความถี่ 5 MHz โดยเทคโนโลยี HSPA+ ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถเพิ่มความเร็วและความจุของข้อมูลได้ถึง 2 เท่า และถึง 3 เท่าสำหรับบริการเสียงเมื่อเทียบกับการใช้งานในปัจจุบันด้วยผลิตภัณฑ์ชิป MDM8200 ของควอลคอมม์ โซลูชันชิปเซต HSPA+ รายแรกของอุตสาหกรรม

‘การทดสอบบริการในครั้งนี้แสดงถึงความสำเร็จอีกขั้นของควอลคอมม์ในการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์สินค้า HSPA โดยผู้ใช้บริการจะสะดวกกับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้นด้วย HSPA+ ขณะที่ผู้ให้บริการเองก็ยินดีที่มีโอกาสมอบบริการที่หลากหลายให้แก่ลูกค้าของเขาด้วย’

HSPA+ หรือรู้จักกันในชื่อของ HSPA Evolved ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสบการณ์ของผู้ใช้บริการบรอดแบนด์ไร้สายและเชื่อมต่อกับบริการที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีจะส่งข้อมูลในอัตราความเร็วเฉลี่ยสูงกว่า และใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่า ประหยัดพลังงานได้มากกว่า โดยเพิ่มคุณลักษณะบริการเชิง Always on หรือการเชื่อมต่อตลอดเวลาเมื่อเทียบกับเครือข่ายไร้สายในปัจจุบัน

พัฒนาการล่าสุดของเทคโนโลยี WCDMA คือ HSPA+ Release7 สามารถส่งข้อมูลดาวน์ลิงก์ด้วยอัตราความเร็วสูงถึง 28 Mbps และอัปลิงก์สูงถึง 11 Mbps และคาดว่า HSPA+ Releases ในอนาคตจะสามารถมีอัตราความเร็วดาวน์ลิงก์ได้สูงถึง 42-48 Mbps และอัตราความเร็วอัปลิงก์ได้สูงถึง 23 Mbps

จากการใช้เทคนิคล้ำหน้าที่หลากหลาย HSPA+ สามารถทำงานร่วมกับ WCDMA รุ่นก่อนในลักษณะ Backward compatible โดยไม่จำเป็นต้องจัดหาความถี่ใหม่ได้โดยผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถยกระดับบริการเครือข่ายและสเปกตรัมในปัจจุบัน ในการเปิดให้บริการแบนด์วิดท์ไร้สายยุคหน้าด้วยประสิทธิภาพสูง

ควอลคอมม์ได้เริ่มส่งชิปเซต MDM8200 ให้แก่ลูกค้าโดยจะสามารถรองรับการใช้งานในแถบความถี่ที่มีให้บริการ WCDMA ในปัจจุบัน รวมทั้งแถบความถี่ 900 MHz และแถบความถี่ 2.5 GHz IMT-2000 Extension Band ด้วย

ผู้จัดการออนไลน์ 13 สิงหาคม 2551 12:25 น. | ข่าว 3G



7 ความเห็น "ธนา เธียรอัจฉริยะ" 3G เมืองไทยไม่ไกลเกินเอื้อม

สะท้อนแนวคิด "ธนา เธียรอัจฉริยะ" 7 ความเห็นของรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีแทค วิพากษ์ระบบมือถือ 3G ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งสังคมเมืองและชนบทในการเข้าถึงโลกแห่งข้อมูลข่าวสาร กระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ

1. 3G เป็นเพียงเทคโนโลยีอัปเกรดง่ายๆที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกมีกันไปหมดแล้ว ประโยชน์โดยตรงของ 3G ก็คือจะช่วยให้ประชากรเข้าถึง อินเทอร์เน็ต ซึ่งเปรียบเสมือนห้องสมุดของโลกได้กว้างขวางขึ้น ในความเร็วที่มากขึ้น และสามารถใช้ได้ทุกที่ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตนำมาซึ่งองค์ความรู้ต่างๆในการสร้างมูลค่าเพิ่มของประเทศและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยที่ล้าหลังอย่างมากเรื่องโครงข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐาน ซึ่งทำให้มีประชากรแค่ 14% เท่านั้นที่เข้าถึง อินเทอร์เน็ต ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านนำหน้าไปไกลมาก

2. ผลดีของ 3G นอกจากจะเป็นเรื่องการขยายตัวของการใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว ยังทำให้เกิดการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและ IT ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เช่นภาคการค้าเครื่องลูกข่ายแลปท็อป และดีไวซ์ต่างๆ การพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งด้านแอปพลิเคชัน และคอนเทนต์ ซึ่งล้าหลังประเทศอื่นมาก รวมถึงงานติดตั้งและบริการต่างๆที่จะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในสภาวะเศรษฐกิจหดตัวและประเทศต้องการเงินลงทุนใหม่ๆในลักษณะเมกะโปรเจกต์ การลงทุน 3G ในภาคเอกชนก็จะเป็นเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่หลักหมื่นล้านที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกด้วย ในส่วนของดีแทคเบื้องต้นได้เตรียมงบลงทุนไว้ 5 พันล้านบาท

3. 3G นำมาซึ่งการเข้าถึง อินเทอร์เน็ต ในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งทำให้เกิดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคน้ำมันแพง จะเอื้อระบบลอจิสติก การสื่อสารผ่านดีไวซ์โดยที่ไม่ต้องเดินทางที่ทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในหลายๆธุรกิจ เช่นการเคลมประกันออนไซต์ระบบรักษาความปลอดภัย การพัฒนา M2M (machine to machine) ในรูปแบบต่างๆเช่นการวัดมิเตอร์น้ำ ไฟ การควบคุมอินเฟนตอรี่เป็นต้น

4. ในภาคสังคมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต อย่างทั่วถึง ทำให้สนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศได้เร็วขึ้น การรับรู้ข่าวสารที่เท่าเทียมระหว่างเมืองกับชนบท การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการแสดงความเห็นจะสามารถกระทำได้กว้างขวางขึ้น เร็วๆนี้ในประเทศจีนที่จังหวัดห่างไกล มีกรณีเทศกิจซ้อมประชาชน และมีคนถ่ายคลิปไว้แล้วนำมาโพสต์ ทำให้เกิดกระแสในการต่อต้านและเรียกร้องความยุติธรรม ทำให้นำไปสู่การจัดระเบียบของทางการ การเข้าถึง อินเทอร์เน็ต ทำให้อำนาจของประชากรเท่าเทียมกันมากขึ้นในการรับข้อมูลข่าวสารและเรียกร้องสิทธิของตัวเอง

5. ในโลกของข่าวสารข้อมูล และการแข่งขันอย่างดุเดือด รวมถึงการที่ประเทศไทยเป็นประเทศเปิด ไม่สามารถอยู่ได้โดยลำพัง และมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกตลอดเวลา การพัฒนาประเทศให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่แค่ควรจะทำ แต่ต้องทำเพื่อความอยู่รอดของประเทศ การเข้าถึงองค์ความรู้ของโลกอย่างไม่ล้าหลังเป็นเรื่องจำเป็น และอินเทอร์เน็ต เป็นช่องทางหลัก โดย 3G จะเป็นส่วนขยายของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในรูปแบบใหม่ๆและในที่ที่เดิมเข้าไม่ถึง เพราะการลงทุน 3G จะประหยัดกว่าการลากสายฟลิกซ์ไลน์เพื่อใช้ อินเทอร์เน็ตในที่ห่างไกล

6. ผมไม่คิดว่าเราพร้อมที่จะเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของอาเซียนได้ ตอนนี้ขอแค่ไม่ล้าหลังเขาจนเกินไปก็ดีแล้ว เพราะประเทศต่างๆรอบตัวเราไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม ได้พัฒนาเรื่องนี้และเห็นความสำคัญเรื่องนี้มามากกว่าเราหลายปี เราคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะตามทัน

7. ถ้ายังไม่มีการตัดสินใจเรื่อง 3G ในระยะเวลาอันใกล้ ภาครัฐก็จะต้องหาวิธีให้ประชากรเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่าย ถูกและกว้างขวางกว่านี้โดยเร็ว เพราะเกี่ยวพันถึงการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันและความน่าลงทุนของประเทศด้วย ซึ่งผมยังมองไม่เห็นทาง เพราะการขยายผ่านฟลิกซ์ไลน์อินเทอร์เน็ต มีต้นทุนที่สูงเกินไป ประเทศไทยก็คงอยู่ได้ถ้าไม่มี 3G เรายังมีหาดทรายสวย อาหารอร่อย แต่เราก็จะล้าหลังประชาคมโลกไปเรื่อยๆ คำถามน่าจะกลับกันว่า ถ้าไม่มีข้อเสียอะไร และง่ายที่จะทำ ประเทศส่วนใหญ่ในโลกก็ได้ดำเนินการไปแล้ว ทำให้เกิดความสะดวกในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การลงทุนขนาดใหญ่ และลงทุนโดยภาคเอกชนที่รับความเสี่ยงเองถ้าเกิดไม่ประสบความสำเร็จ รัฐก็ได้รายได้จากส่วนแบ่งรายได้หรือค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงด้วย ก็น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะเร่งดำเนินการนะครับ

ผู้จัดการ Online 7 สิงหาคม 2551 11:00 น. | ข่าว 3G



ทีโอทีลุ้นครม.เคาะ 3G ลงทุน3หมื่นล.

มั่นเล็งเสนอแผน 3 จี 2.9 หมื่นล้านบาทให้ ครม.พิจารณา วางทีโอทีเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายเปิดเอกชนเช่าใช้ไม่เกิน 5 ราย พร้อมตั้งเป้าไม่เกิน 7 ปีคุ้มทุน

นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า กระทรวงไอซีทีจะเสนอแผนการดำเนินงานและการลงทุนโทรศัพท์เคลื่อนที่ไทยโมบาย หรือโทรศัพท์ระบบ 1900 เมกะเฮิรตซ์ ของ บมจ.ทีโอที มูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาภายในสัปดาห์หน้า โดยตามแผนการดำเนินงานดังกล่าว ทีโอทีจะเป็นผู้สร้างโครงข่ายและให้ผู้ประกอบการรายอื่นได้เช่าใช้ (เน็ตเวิร์กโพรไวเดอร์)

ทั้งนี้ หลังจากที่ ครม.พิจารณาแล้ว จะต้องยื่นให้คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาด้วยว่าจะยื่นกู้เงินอย่างไร โดยมั่นใจว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า โดยตั้งเป้าหมายว่าจะคุ้มทุนภายใน 7 ปี และในส่วนการเปิดให้ผู้ประกอบการเช่าใช้โครงข่ายนั้น เบื้องต้นกำหนดไว้ไม่เกิน 5 รายเพื่อไม่ให้มีมากจนเกินไป เพราะจะส่งผลกระทบกับการให้บริการได้

อย่างไรก็ตาม สิ้นปีนี้ไทยโมบายน่าจะเปิดให้บริการโทรศัทพ์เคลื่อนที่ระบบ 3 จีได้ เพราะหากเกินปีนี้ไปก็จะล้าหลังไปแล้ว และถ้าหากโครงการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ ภายในปีนี้จะเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของเศรษฐกิจด้วย

แหล่งข่าวจากทีโอทีกล่าวว่า สำหรับการดำเนินงาน 3 จีของทีโอที จะแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกเป็นการปรับปรุงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 500 แห่งให้รองรับระบบ 3 จี และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง โดยจะเริ่มให้บริการในเขตนครหลวงและเมืองหลักสำคัญ ส่วนระยะที่ 2 จะเป็นการขยายโครงข่ายทั้งในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเขตภูมิภาคเพิ่มเติมจนครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ โดยการดำเนินงานทั้งหมดจะแล้วเสร็จในปี 2555 โดยมีเป้าหมายติดตั้งสถานีฐานจำนวน 5,220 แห่งทั่วประเทศ

ทั้งนี้ คาดการณ์มีผู้ใช้บริการไม่น้อยกว่า 4 ล้านราย ภายในระยะเวลา 5 ปีหลังเปิดให้บริการ ส่วนเงินลงทุนจะใช้เงินกู้จากทีโอทีเอง 2.4 พันล้านบาท เพื่อดำเนินการในระยะเริ่มต้นโครงการ และเงินกู้ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลตามนโยบายของกระทรวงไอซีทีอีกประมาณ 2.66 หมื่นล้านบาท.

ไทยโพสต์ 4 สิงหาคม 2551 | ข่าว 3G



ชำแหละสูตรใบอนุญาตมือถือ"3G" ที่ปรึกษาเสนอแบ่ง4ไลเซนส์-เม.ย.52เปิดประมูล

ชำแหละสูตรจัดสรรใบอนุญาตมือถือ "3G" เปิด 3 ทางเลือก จัดสรรคลื่น ที่ปรึกษาเสนอแบ่งความถี่ แบ่ง 4 เจ้า "15 MHz 1 ใบ-13 MHz 3 ใบ" เลือกวิธี "ประมูล" พร้อมตั้งราคาขั้นต้น ป้องกันฮั้ว "ราคา" ยันภาระค่าบริการที่สูงขึ้นไม่เกี่ยวกับการประมูล แต่ถ้าประเมินศักยภาพตลาดสูงเกินจริงกระทบแน่ ฟากยักษ์มือถือ "ดีแทค" ชี้ควรพิจารณาสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันด้วย หวั่นตลาดไทยอาจใหญ่ไม่พอสำหรับผู้เล่นใหม่ 4 ราย ลุ้น "กทช." เร่งคลอดไลเซนส์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่างเอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็น และโรดแมป การจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2551 ที่ผ่านมา โดยข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่มีด้วยกัน 3 ทางเลือก ได้แก่ 1.จัดสรรความถี่ให้รายละ 15 MHz จำนวน 3 ราย 2.จัดสรรความถี่ให้ 15 MHz 1 ราย และ 10 MHz 3 ราย รวม 4 ราย และ 3.ไม่กำหนดแถบความถี่ หรือจำนวนผู้ได้รับการจัดสรรไว้ล่วงหน้า แต่แบ่งความถี่ช่องละ 2x5 MHz โดยกำหนดต่ำสุดไว้ 2 ช่อง สูงสุด 3 ช่อง ขึ้นอยู่กับว่าใครจะประมูลได้

แต่ละทางเลือกมีข้อดีข้อเสียต่างกัน เช่น ทางเลือกแรก แต่ละรายจะได้รับการจัดสรรคลื่นเท่ากัน แต่มีผู้รับใบอนุญาตเพียง 3 ราย ซึ่งอาจไม่ส่งเสริมการแข่งขันเท่าที่ควรจะเป็น และอาจเป็นการส่งสัญญาณว่าต้องการให้ผู้ประกอบการเดิมเข้ามาขอรับการจัดสรรทำให้รายใหม่ลังเลที่จะเข้ามาแข่งขัน

ทางเลือกที่ 2 แม้จะมีผู้รับใบอนุญาตที่ได้รับแถบความถี่ไม่เท่ากัน แต่สภาพการแข่งขันจะมีความสมบูรณ์ขึ้น เปิดโอกาสให้รายใหม่และรายย่อยเข้าสู่ตลาดได้มากขึ้นด้วย

สำหรับทางเลือกสุดท้าย ผู้กำกับดูแลไม่ต้องตัดสินใจว่าควรออกใบอนุญาตกี่ใบก่อนพิจารณาข้อเสนอของผู้เข้าประมูล แต่ กำหนดลอตของการประมูลขั้นต่ำ และขั้นสูง จึงมีความยืดหยุ่นสูง และป้องกันไม่ให้เกิดการกักตุนคลื่นความถี่ทำให้ผู้ขอใบอนุญาตไม่รู้ว่าจะมีการออกใบอนุญาตกี่ใบจึงยากที่จะประเมินส่วนแบ่งการตลาดที่คาดว่าจะได้ และยากต่อการประเมินมูลค่าความถี่ต่อลอต

แหล่งข่าวระดับสูงจาก กทช.กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กลุ่มที่ปรึกษา ซึ่งนำโดยบริษัทอินเตอรŒคอนเนค จากอังกฤษที่ได‰รับเลือกให‰เป“นที่ปรึกษาแผนจัดสรรคลื่น 3G ได้เสนอให้ กทช.เลือกใช้วิธีประมูลคลื่นความถี่ในการออกใบอนุญาต เพราะเป็นการจัดสรรความถี่ที่มีประสิทธิภาพมากสุด และลดความเสี่ยงอันเกิดจากการฟ้องร้อง ส่วนเรื่องที่มีการกล่าวอ้างว่า วิธีประมูลนำไปสู่ค่าบริการที่สูงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการจะผลักภาระค่าใบอนุญาตไปยังผู้บริโภคนั้น ที่ปรึกษามองว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการกำหนดราคาในตลาด ด้วยว่าปัจจัยที่มีผลต่อมูลค่าในการประมูล ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์อธิบายได้ว่า ในตลาดที่มีการแข่งขัน ราคาจะถูกผลักดันโดยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อหน่วยในระยะยาว ขณะที่ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเป็นต้นทุนจม และเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนคงที่จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาในตลาด

ทั้งนี้ ต้นทุนคงที่จะเกิดขึ้นอยู่ดีไม่ว่าปริมาณในการให้บริการจะเพิ่มขึ้นมากหรือน้อย และทุกปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น หากราคาสูงกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อหน่วยในระยะยาวจะทำให้ต้นทุนคงที่ได้รับการชดเชย หมายความว่า ผู้ขายจะพยายามขายมากขึ้นทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาจนถึงจุดที่เท่ากับต้นทุนต่อหน่วยในระยะยาว

ถ้าราคาค่าบริการกำหนดโดยกลไกตลาดที่มีการแข่งขัน จำนวนเงินที่ผู้เข้าประมูลพร้อมที่จะจ่ายสำหรับค่าใบอนุญาตจะถูกกำหนดจากระดับการแข่งขันที่คาดว่าจะเกิดขึ้น บนพื้นฐานของความต้องการที่คาดการณ์ล่วงหน้า แผนที่จะเปิดให้บริการ และคุณภาพบริการที่คาดว่าจะเสนอ

ดังนั้น การแข่งขันในตลาดที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ได้รับใบอนุญาตไม่สามารถคิดค่าบริการเพิ่มขึ้นได้ในทันทีจากการที่ต้องจ่ายค่าใบอนุญาตเพิ่มขึ้นจึงต้องยอมรับกำไรที่ต่ำลงแทน อย่างไรก็ตาม การประมูลอาจทำให้ราคาสูงขึ้นได้ ถ้าผู้เข้าร่วมประมูลประมาณการศักยภาพตลาดสูงเกินจริง และการจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตระดับสูงอาจกระทบต่อเงินลงทุน คือมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นทำให้กระทบต่อราคาต่อผู้บริโภค แต่ผลกระทบดังกล่าวน้อยมาก

นอกจากนี้ บริษัทที่ปรึกษายังเสนอว่า จำนวนใบอนุญาตที่เหมาะสม คือ 4 ใบ แบ่งเป็นขนาดคลื่นความถี่ 2x15 MHz 1 ใบ และ 2x10 MHz 3 ใบ (ทางเลือกที่ 2) ส่วนการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ ให้ กทช. กำหนดราคาขั้นต้น (reserve price) เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนจากผู้ประมูลที่ไม่ตั้งใจจริง และลดโอกาสการสมรู้ร่วมคิดในการประมูล

และเลือกใช้วิธี benchmarking ในการกำหนดราคาขั้นต้น โดยวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อมูลค่าความถี่ ด้วยจำนวนผู้เข้าประมูลต่อใบอนุญาต การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ราคา/MHz ต่อประชากร ที่อยู่ระหว่าง 0.16-0.34 เหรียญสหรัฐ บนสมมติฐานที่ประเทศไทยมีประชากร 65 ล้านคน

สำหรับ 2x10 MHz ราคาขั้นต้นที่เหมาะสมอยู่ที่ 208-443 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบตามแถบความถี่อยู่ที่ 100-150 ล้านเหรียญสหรัฐในแถบความถี่ 10 MHz และ 150-225 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับ 15 MHz

พร้อมทั้งเสนอให้พิจารณาคุณสมบัติขั้นต้นของผู้ที่สนใจเข้าประมูล ทั้งสถานภาพทางกฎหมาย บริษัท ความแข็งแกร่งด้านการเงิน การเปิดเผยข้อมูลเจ้าของ อำนาจควบคุมกิจการ และบุคคลที่เกี่ยวโยงเพื่อให้มั่นใจว่ามีมาตรการป้องกันและจำกัดจำนวนผู้มีส่วนร่วมที่เหมาะสมตั้งแต่แรก

ทั้งนี้ กทช.จะจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ระหว่าง 22 ส.ค.-12 ก.ย.2551 โดยที่ปรึกษาต้องจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์เสนอ กทช.ภายใน 29 ก.ย. ในเดือน ต.ค.-ธ.ค.จะเร่งจัดทำร่างประกาศว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการให้ใบอนุญาต

เดือน ม.ค.-มี.ค.2552 ประกาศวิธีการ หลักเกณฑ์ในราชกิจจานุเบกษา และแจ้งเชิญผู้ประกอบการเข้าร่วมรับการจัดสรร คาดว่าในเดือน เม.ย.จะได้ผู้ผ่านการคัดเลือกขั้นต้น และเข้าสู่กระบวนการประมูลในเดือน พ.ค.2552 จนได้ผู้ชนะเพื่อรับการจัดสรรคลื่นความถี่ 4 ราย

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานพาณิชย์ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเกชั่น (ดีแทค) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กทช.ควรพิจารณาสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันประกอบด้วย ส่วนการใช้วิธีประมูลเลือกผู้รับใบอนุญาต นอกจากต้นทุนสูงแล้วการเปิดให้มีผู้ให้บริการอีก 4 ราย รวมรายเดิมในตลาด ตนมองว่ามากเกินไปสำหรับประเทศไทย

"3G ช้ามามากแล้ว ทำได้ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี และถ้าต้องการเงินมากๆ ใช้วิธีประมูลได้แน่ แม้ตนจะไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้เท่าไร แต่ถ้าจะใช้จริงๆ ก็คงต้องยอมรับ แต่ กทช.ไม่ควรเก็บเงินไว้เอง ควรส่งต่อไปให้รัฐบาลนำไปใช้พัฒนาประเทศ ส่วนเรื่องการกำหนดราคาขั้นต้นสำหรับการประมูล มองว่าถ้ากำหนดแพงเกินไปจะทำให้มีคนเข้าประมูลน้อย สุดท้ายผู้เสียประโยชน์ก็คือภาครัฐ"

ประชาชาติธุรกิจ 04 สิงหาคม 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4024 (3224) | ข่าว 3G



ข่าว 3G หน้าที่   1   2   3   4   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14   15   16   17   18   19   20   21   22   23   24   25 

ข่าว 3G || ข่าว IT

AIS Aircard| AirCard| แอร์การ์ด| AirCard Driver Download| ExpressCard| AirCard USB| PCMCIA AirCard| GPRS| EDGE| 3G| Dtac aircard| EDGE AirCard| 3G AirCard| 3G Router| 3G Access Point| Speed Test| Speedtest| GPS ติดรถ| GPS| GPS คืออะไร| GPS Navigator| ราคา GPS ติดรถ| ราคา GPS| GPS ติดตามรถ| GPS tracking| GPS tracker| GPS กันขโมย| ระบบติดตามรถยนต์