ไอซีทีส่งแผน 3G ทีโอที 2.9 หมื่นล้านเข้าครม.19 ส.ค.นี้ ระบุหลังจากนั้นต้องส่งสภาพัฒน์พิจารณาการยื่นกู้ ชี้โครงการนี้ลงทุน 7 ปีคุ้มทุน ระบุเบื้องต้นกำหนดให้เอกชนเช่าได้แค่ 5 ราย วงในเผยแบ่งการลงทุนเป็น 2 เฟส ปรับปรุงโครงข่ายเดิม 500 สถานีฐาน หลังจากนั้น 5,220 แห่งทั่วประเทศ
นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร(ไอซีที) กล่าวว่าในวันอังคารที่ 19 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ไอซีทีจะนำเสนอแผนการดำเนินงาน พร้อมทั้งการลงทุนโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1900 MHz ของบริษัท ทีโอที มูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อพิจารณา ซึ่งตามแผนการดำเนินงานทีโอที จะรับเป็นผู้สร้างโครงข่าย และให้บริการด้านโครงข่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการรายอื่นเช่าใช้ โดยตั้งเป้าหมายจะสามารถคุ้มทุนได้ภายใน 7 ปี
อย่างไรก็ดี หลังจากที่ ครม.พิจารณาเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องยื่นให้คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการยื่นกู้เงินอย่างไร โดยส่วนตัวมั่นใจว่าการลงทุนนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจากใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถคุ้มทุนได้ เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในด้านอื่นๆ เช่น ทางด่วนนั้นจะต้องใช้เวลาหลายสิบปีถึงจะคุ้มทุน
สำหรับการเปิดให้บริษัทเอกชนเช่าใช้โครงข่ายเพื่อให้บริการนั้น เบื้องต้นกำหนดไว้ไม่เกิน 5 ราย เพื่อไม่ให้มีจำนวนมากจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบกับการให้บริการได้ ส่วนเงินกู้ที่จะนำมาลงทุนนั้นน่าจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่จะเป็นผู้จัดหาให้โดยการเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G จะต้องไม่เกินสิ้นปีนี้ เพราะหากเกินปีนี้ไปก็จะล้าหลังไปแล้ว
แหล่งข่าวจากทีโอทีกล่าวว่า การดำเนินงาน 3G บนคลื่นความถี่ 1900 MHz ของทีโอที จะแบ่งเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกเป็นการปรับปรุงโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 1900 MHz เดิม จำนวน 500 แห่ง ให้สามารถรองรับบริการ 3G และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง ซึ่งจะเริ่มให้บริการในเขตนครหลวง และเมืองหลักสำคัญ เฟสที่ 2 จะเป็นการขยายโครงข่ายทั้งในเขตกรุงเทพฯปริมณฑล และเขตภูมิภาคเพิ่มเติมจนครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ โดยการดำเนินงานทั้งหมดจะแล้วเสร็จในปี 2555
ทั้งนี้ในส่วนของเป้าหมายการดำเนินงานที่ตั้งไว้ จะติดตั้งสถานีฐานจำนวน 5,220 แห่งทั่วประเทศระหว่างปี 2552-2555 โดยจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2552 มีผู้ใช้บริการไม่น้อยกว่า 4 ล้านรายภายในระยะเวลา 5 ปี หลังเปิดให้บริการ ส่วนเงินลงทุนจะใช้เงินกู้ จาก ทีโอที เอง 2.4 พันล้านบาท เพื่อดำเนินการในระยะเริ่มต้นโครงการ และเงินกู้ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลตามนโยบายของกระทรวงไอซีทีอีกประมาณ 2.66 หมื่นล้านบาทหลังทำข้อตกลงกับโอนสิทธิและหน้าที่ในมือถือไทยโมบาย 1900 MHz ให้ทีโอทีไปแล้ว โดยจะได้รับเงินชดเชย 2,400 ล้านบาท เมื่อต้นก.ค.ที่ผ่านมา ก็เท่ากับปิดฉากปัญหาที่ค้างคามานานของบมจ.กสท โทรคมนาคม อีกเปลาะ ใช่หรือไม่ว่าน่าจะทำให้กสทฯหันมาโฟกัสแผนธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการปลุกปั้นซีดีเอ็มเอ และความร่วมมือกับเอกชนคู่สัญญา"ดีแทค-ทรูมูฟ" ในการยกระดับพัฒนาโครงข่าย 3G ฟังคำตอบในทุกคำถามได้จาก "พิศาล จอโภชาอุดม" กรรมการผู้จัดการ บมจ. กสท โทรคมนาคม
- กรณี "ดีพีซี" ร้องเรียนไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องการแบ่งคลื่น 850 MHz
กสทฯได้พิจารณาความเหมาะสมในการจัดแบ่งคลื่นให้กับผู้รับสัมปทานทั้งหมดแล้ว หากดีพีซีเห็นว่าไม่เป็นธรรม จะฟ้องร้องก็เป็นสิทธิที่ทำได้ คลื่นที่อยู่ในมือที่พอจัดสรรได้ก็จัดสรรไปหมดแล้ว ถ้าดีพีซีต้องการให้ นำคลื่น 850 MHz ในส่วนที่ฮัทช์ให้บริการอยู่มาแบ่งให้ทำ HSDPA ก็ต้องให้ฮัทช์ยินยอม ต้องคุยกัน 3 ฝ่าย กสทฯ-ฮัทช์ และดีพีซี
จริงๆ แล้ว กสทฯอยากจัดสรรให้ทุกคน เพราะยิ่งให้มาก ก็ยิ่งได้ส่วนแบ่งรายได้มาก แต่ทุกอย่างต้องทำตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่มี ถ้ามีการตรวจสอบจากภายนอกแล้วพบว่า ทำผิดก็ยิ่งปวดหัว ตอนนี้ขั้นตอนทุกอย่างก็ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ
ตอนนี้ได้ทำหนังสือถึง กทช.เรื่องการจัดสรรคลื่นและขออนุญาตนำเข้าอุปกรณ์ HSDPA ให้ดีแทคและทรูมูฟแล้ว ในหนังสือระบุชัดว่า จะดำเนินการตามขั้นตอนที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความสัญญาสัมปทานให้เรียบร้อย ซึ่งกสทฯคงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมกันนี้ได้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการตาม มาตรา 13 และ 22 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯควบคู่ไปด้วย จะเสนอให้กระทรวงไอซีทีนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยพยายามให้เสร็จเร็วที่สุด เพราะยิ่งเสร็จเร็วยิ่งมีโอกาสสร้างรายได้
- บอร์ดตกลงต่ออายุสัมปทานให้ทรูมูฟ
บอร์ดได้มีมติอนุมัติหลักการให้ต่อสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ทรูมูฟ ให้หมดอายุพร้อมดีแทค โดยให้จ่ายส่วนแบ่งรายได้ และมีเงื่อนไขโอนสถานีฐานและอุปกรณ์ เช่นเดียวกับที่ดีแทคจ่าย
เงื่อนไขนี้เป็นที่ยอมรับจาก กสทฯ และทรูมูฟ แต่ทุกอย่างยังต้องคุยกันในรายละเอียดอีกเพราะยังไม่ได้เซ็นสัญญาต่อกัน
เงื่อนไขนี้ กสทฯพึงพอใจ เพราะปกติการลงทุน หากได้กำไร 10% ก็ดีใจแล้ว แต่การต่ออายุสัญญานี้ กสทฯไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มอีกเลย ได้ส่วนแบ่งรายได้ 25-30% ต่อปี ถ้าคิดจากจำนวนลูกค้าทรูมูฟ ที่มี 12 ล้าน การใช้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือน 200 บาท เท่ากับปีหนึ่งทรูมูฟจะมีรายได้ 2,400 ล้านบาท กสทฯจะได้ส่วนแบ่งรายได้ 25% หรือประมาณ 600 ล้านบาท
ขั้นตอนจากนี้ก็คือต้องเจรจาในรายละเอียด โดยคณะกรรมการตามมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ซึ่งคงเข้าพร้อมกับการพัฒนา HSDPA บนคลื่น 850 MHz เมื่อได้ข้อยุติแล้วก็เสนอให้กระทรวงไอซีทีนำเข้า ครม.อนุมัติ
- จากที่มีคู่แข่งเข้ามาในธุรกิจโทรศัพท์ระหว่างประเทศหลายราย ส่งผลกระทบต่อรายได้ กสทฯมาก
กสทฯยังพยุงตัวได้ อย่างรายได้รวมในปีนี้น่าจะอยู่ประมาณ 48,000 ล้านบาท (รวมรายได้จากสัมปทาน) คาดว่าจะมีกำไรสุทธิหลังหักภาษี 9,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ทำแผนฟื้นฟูกิจการเสร็จแล้ว โดยพยายามยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีกำไรจากตัวเอง ตอนนี้มีหลายอย่างต้องเร่งผลักดัน อาทิ การพัฒนาธุรกิจดาต้าคอม การสร้าง และขยายเน็ตเวิร์ก รวมหาพันธมิตรมากขึ้น อย่างผู้ให้บริการเคเบิลทีวีคุยกับสมาคมเคเบิลทีวีที่หาดใหญ่แล้ว น่าจะได้ ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ ซึ่งช่วยแก้จุดอ่อนกสทฯที่ไม่มีลูกค้ารายย่อยได โดยจะให้บริการ บรอดแบนด์กับลูกค้าเคเบิลทีวี
และเจรจากับเจ้าของอาคารต่างๆ ให้บริการบรอดแบนด์ผ่านสายไฟ นอกเหนือจากที่เปิดที่อาคารพาร์คแลนด์ เรสซิเด้นท์ รองเมือง ของบริษัท นารายณ์ พร็อพเพอร์ตี้แล้ว ทั้งเป็นพันธมิตรกับกฟผ.และกำลังหาโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม
- ความคืบหน้าปัญหาค่าปรับ CDMA เฟส 2 กับหัวเว่ยฯ
เราอยากให้ปัญหานี้จบเร็วๆ กำลังดูว่าจะจบอย่างไรให้ปลอดภัยกับทั้งคู่ ถ้ามีการเจรจาลดค่าปรับให้ก็ต้องมีคำถามมากมายว่าทำไมต้องเป็นตัวเลขนี้
ตอนนี้คดีอยู่ที่ศาลปกครองคงต้องให้ศาลเป็นคนไกล่เกลี่ยหรือตัดสินคดีว่า ต้องจ่ายเท่าไร แต่ประธานบอร์ดฯเร่งรัดให้ต้องรีบจบปัญหา เพราะเงินค้างจ่ายหรือเงินค่าปรับเป็นตัวถ่วงงบดุลกสทฯ จึงเสนอให้ศึกษาแนวทางคำพิพากษาฎีกาก่อนหน้านี้ว่า มีแนวทางในการคิดค่าปรับอย่างไร เพื่อให้ปัญหาจบแล้วธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ รวมถึงให้ถามไปยังอัยการสูงสุดเพื่อให้มีคนการันตีอีกทาง น่าจะจบได้ง่ายกว่าค่าแอ็กเซสชาร์จ (เอซี) อินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จ (ไอซี)
- ข้อพิพาทเรื่องบิลลิ่งของไทยโมบายที่ ถูกสามารถฯฟ้อง
หนี้ระบบบิลลิ่งของไทยโมบายน่าจะ ไกล่เกลี่ยกันได้ คาดว่าจะเจรจากันให้จบนอกศาล แต่ขณะนี้ก็ถือว่า กสทฯไม่มีภาระเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว เพราะทำบันทึกความตกลงโอนสิทธิทุกอย่างให้ทีโอทีแล้ว โดย ทีโอทีเป็นผู้รับภาระหนี้สินทั้งหมด
จริงๆ ค่าตอบแทนการเสียโอกาสทางธุรกิจในไทยโมบายที่ กสทฯได้รับถูกมาก เมื่อเทียบกับมูลค่าคลื่นที่มีอยู่ แต่เรามองว่าถ้าดึงกันไปมา ก็จะจมน้ำด้วยกันทั้งคู่
ส่วนเงินแต่ละงวดที่จะได้รับจากทีโอที จะนำไปขยายโครงข่าย CDMA ให้ครอบ คลุมทั่วประเทศ จากปกติที่ต้องตั้งงบฯลงทุนประจำปี ทำให้กระแสเงินสดของ กสทฯดีขึ้น โดยการขยายโครงข่ายจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ด้วย เช่น เทคโนโลยี PON (passive optical network)
ที่มีข้อดีเรื่องอายุการใช้งานและส่งข้อมูลระหว่างโหนดในระยะทางที่ไกลกว่า และที่สำคัญที่สุดคือมีแบนด์วิดทที่สูงมากบอร์ด "ทีโอที" อนุมัติแผนธุรกิจ 5 ปี อัพเกรด "ไทยโมบาย" ขึ้น 3G ตั้งงบฯเบื้องต้นลงทุน 5,200 สถานีฐานทั่วประเทศ ใช้เงิน "2.7 หมื่นล้าน" เล็งให้รัฐบาลอุ้มหาแหล่งเงินแบบรัฐต่อรัฐ หวังเงินกู้ปลอด ดอกเบี้ย พร้อมอนุมัติค่าตอบแทน "เอ็มดี" ใหม่รับเหนาะๆ 4 แสน/เดือน
แหล่งข่าวจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) วาระสัญจร ที่ จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 26-27 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติแผนการทำธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G แล้ว โดยเป็นแผน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2552-2556 ซึ่งในเบื้องต้นจะใช้เงินลงทุน 27,000 ล้านบาท เพื่อสร้างสถานีฐานจำนวน 5,200 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ ทั่วประเทศ
ขั้นตอนจากนี้ ทีโอทีต้องนำเสนอแผนธุรกิจดังกล่าวให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) กระทรวงการคลัง และสำนักบริหารหนี้สาธารณะ ก่อนส่งต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อพิจารณาเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติต่อไป เนื่องจาก ทีโอทีต้องการหาแหล่งเงินทุนในลักษณะ รัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จึงต้องสอบถามสำนักบริหารหนี้สาธารณะว่า สามารถก่อหนี้ได้เท่าใด และลักษณะการก่อหนี้ควรเป็นอย่างไร เพื่อมิให้ยอดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น
"แหล่งเงินทุนที่ทีโอทีต้องการคือ เงินกู้ จีทูจี ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 5 ปี ผ่อนชำระไม่ต่ำกว่า 10 ปี"
ขณะเดียวกัน บอร์ดยังอนุมัติค่าตอบแทนตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ตามที่คณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนมีการเจรจาต่อรองกับนายวรุธ สุวกร รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ผ่านการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของทีโอที ในอัตราเงินเดือน เดือนละ 400,000 บาท พร้อมกับทำเรื่องเสนอไปยังกระทรวงการคลังแล้ว คาดว่าทีโอทีน่าจะทำสัญญาจ้างนายวรุธให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดใหญ่ได้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคมนี้ตลาดการสื่อสารไร้สายมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการหลอมรวมของเทคโนโลยีของการใช้งานของผู้บริโภค และการเพิ่มการรวมบริการไร้สายในตลาดองค์กร ในขณะเดียวกัน การให้บริการด้านเสียงแบบดั้งเดิมกลายเป็นบริการพื้นฐานซึ่งส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อเบอร์ (ARPU) มีอัตราคงที่หรือลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่พัฒนาแล้ว ด้วยเหตุนี้ผู้ให้บริการเครือข่ายจึงพยายามมองหาบริการข้อมูลที่ล้ำหน้าเพื่อช่วยกระตุ้นรายได้ให้เติบโตขึ้น
ในการสนับสนุนการให้บริการด้านข้อมูลดังกล่าว ผู้ให้บริการเครือข่ายตระหนักว่าพวกเขาต้องการเครือข่ายที่ล้ำหน้ากว่าเครือข่าย 2G/2.5G สำหรับการเติบโตในระยะยาว ตลอดจนโซลูชั่นที่ตอบสนองความต้องการด้วยราคาที่เหมาะสม ความสามารถของเทคโนโลยี 3G และบรอดแบนด์สามารถตอบสนองการให้บริการโซลูชันด้วยคุณสมบัติพิเศษตามความต้องการของผู้ให้บริการเครือข่าย ดังต่อไปนี้
การวางกลยุทธ์ที่ดีในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อคุ้มครองการลงทุน ,ประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมและความคุ้มค่าในด้านเศรษฐศาสตร์ ที่ตอบสนองต่อการลงทุน, สนับสนุนแอปพลิเคชันที่หลากหลายและการให้บริการ รวมถึงการรับ-ส่งข้อมูลอย่างต่อเนื่องในพื้นที่การครอบคลุมทุกหนทุกแห่ง
จำนวนผู้ให้บริการเครือข่ายทั้งรายใหญ่และรายย่อย ที่อยู่ในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ต่างพร้อมแล้วในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 3G เมื่อเดือนเมษายน 2551 มีจำนวนผู้ให้บริการเครือข่าย 3G ทั่วโลกมากถึง 465 ราย ด้วยผู้ใช้บริการทั่วโลกกว่า 625 ล้านคนใน 144 ประเทศ ในจำนวนผู้ใช้บริการดังกล่าว มีจำนวนมากถึง 128 ล้านรายที่เลือกใช้บริการ Evolution – Data Optimized (EV-DO) หรือ High-Speed Packet Access (HSPA)
ตัวอย่างความสำเร็จของผู้นำด้านการให้บริการเครือข่าย 3G ทั่วโลกมาเป็นกรณีศึกษา โดยเฉพาะ Verizon Wireless, AT&T, KDDI และ Maxis ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายที่สามารถขยายบริการในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และมาเลเซีย Verizon และ KDDI เปิดให้บริการ CDMA2000? ขณะที่ AT&T และ Maxis เปิดให้บริการ WCDMA รวมทั้ง HSPA
กรณีศึกษา 3G ทั่วโลก
ในปี 2548 AT&T เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาด้วยจำนวนผู้ใช้บริการมากถึง 71.4 ล้านรายได้เปิดให้บริการ HSDPA เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่เป็นรายแรกของโลก โดย AT&T ได้เริ่มต้นเปิดให้บริการโดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อพื้นที่ในเขตเมืองหลวง และขยายการให้บริการไปสู่เขตชานเมืองในระยะเวลาต่อมา
ทาง AT&T ได้วางแผนขยายการให้บริการ 3G เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายสู่การเป็นบริษัทใน 350 อันดับสูงสุดของตลาดสหรัฐอเมริกาภายในสิ้นปี 2008
เทคโนโลยี 3G ได้กระตุ้นการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อเบอร์ ทางด้านการใช้บริการด้านข้อมูล (data ARPU) และยังเพิ่มความจงรักภักดีของลูกค้าต่อแบรนด์ AT&Tมากขึ้นด้วย โดย data ARPU เพิ่มขึ้นถึง 57.5% ปีต่อปีในไตรมาสที่ 4 ของปี 2007 รายได้จากบริการด้านข้อมูลอยู่ที่ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 20% จากรายได้จากการให้บริการแบบไร้สายทั้งหมด อัตราการยกเลิกใช้บริการลดลงอยู่ที่ 1.2% ในไตรมาสที่ 4 เมื่อเทียบกับ 1.5% ของปีที่ผ่านมา
เมื่อไม่นานนี้ AT&T เปิดเผยแผนดำเนินงานของการสิ้นสุดการยกระดับเครือข่ายไปสู่เทคโนโลยี HSUPA (High-Speed Uplink Packet Access) ในกลางปี 2551 โดย AT&T ได้ยืนยันถึงแผนดำเนินการ 3G ด้วยการประกาศเจตจำนงในการพัฒนาเครือข่าย 3G ไปสู่เทคโนโลยี HSPA+ และ LTE (Long Term Evolution) ในอนาคต
KDDI เป็นผู้บุกเบิกการใช้เทคโนโลยีกระจายข้อมูลบนเครือข่าย 3G ซึ่งให้ประโยชน์ 2 ประการแก่ผู้ให้บริการเครือข่าย นั่นคือความสามารถในการให้บริการ มัลติมีเดียกระจายไปยังผู้รับจำนวนมากโดยผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เซลลูลาร์ และความสามารถในการเพิ่มรายได้ให้แก่เครือข่ายในช่วงเวลาที่มีการใช้งานน้อย บริการ EZ News Flash ให้บริการข่าวรายชั่วโมงและอัปเดตข้อมูลตลอดทั้งวัน และบริการ EZ Channel Plus ให้บริการด้านการชมเนื้อหาเบื้องต้นที่ผู้ใช้บริการโปรดปรานอย่างเช่น ดนตรี ภาพ วิดิโอ หรือข้อมูลด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง
ผู้ใช้บริการสามารถรับชมเนื้อหาได้ก่อนจากคลิปวีดิโอที่ให้บริการฟรี และสามารถดาวน์โหลดเวอร์ชันเต็มด้วยการเสียค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อย
ปริมาณการใช้บริการ WIN หรือ EV-DO ของ KDDI และรายได้เฉลี่ยต่อเบอร์อยู่ในระดับที่น่าสนใจมาก ARPU ทั้งหมดสำหรับผู้ใช้บริการ WIN มีเปอร์เซ็นต์สูงกว่าผู้ใช้บริการในเครือข่ายอื่นถึง 30-40%และ สัดส่วนรายได้ด้านข้อมูลสำหรับผู้ใช้บริการ WIN ก็สูงเกือบเป็น 2 เท่าของผู้ใช้บริการรายอื่นๆ สัดส่วนรายได้ข้อมูลต่อรายได้ทั้งหมดสำหรับผู้รับบริการของ WIN คิดเป็นถึง 35-40%
เช่นเดียวกับผู้นำในบริการเครือข่าย EV-DO รายอื่นๆ KDDI ได้พัฒนายกระดับเครือข่ายเป็น EV-DO Rev.A ในปี 2007 การอัปเกรดเครือข่ายนี้ได้ทำให้ KDDI สามารถขยายการให้บริการหลากหลายซึ่งรวมถึงบริการวิดีโอโฟนเป็นรายแรกในตลาด
Maxis ในประเทศมาเลเซีย
ความสำเร็จของเทคโนโลยี 3G ไม่ได้ถูกจำกัดเพียงประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น แท้จริงแล้ว 3G ยังได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นเทคโนโลยีสำคัญในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการเพิ่มอัตราการเข้าถึงบรอดแบนด์ในประเทศต่างๆ เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย Maxis ผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ที่สุดในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาความสำเร็จของ 3G ในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Maxis มีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 41.5% ของตลาดมือถือ มีพื้นที่การให้บริการครอบคลุมมากกว่า 92 % ของประเทศ โดยเปิดให้บริการ WCDMA เมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 และ HSDPA เมื่อเดือนกันยายน 2549 Maxis ได้รับประโยชน์จากการให้บริการ 3G ที่มีแพลตฟอร์มประสิทธิภาพสูงในการเปิดให้บริการแอปพลิเคชันที่หลากหลาย เช่น video on demand การดาวน์โหลดเพลงแบบเต็มเพลง และการดูวิดิโอทางโทรศัพท์มือถือ Maxis ได้ให้บริการผ่านอุปกรณ์หลายชนิด ทั้งดาต้าการ์ด และ USB เพื่อกลุ่มเป้าหมายตลาดองค์กร เมื่อเดือนเมษายน 2551 Maxis รายงานว่ามีผู้ใช้บริการ 3G ถึง 1.3 ล้านคนด้วยอัตราที่เพิ่มขึ้นสูงมากถึง 3 เท่าเมื่อเทียบจากปีก่อนหน้า
ความสำเร็จของการให้บริการของ Maxis คือความมั่นใจในการลงทุนในเครือข่าย 3G ผู้ให้บริการเครือข่ายควรกำหนดเป้าหมายทั้งการใช้โทรศัพท์แบบไร้สายและโทรศัพท์พื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีการเข้าถึงบริการบรอดแบนด์พื้นฐานในปริมาณไม่มาก Maxis ได้สาธิตรูปแบบความสำเร็จของ 3G ในตลาดเกิดใหม่
Verizon Wireless สหรัฐอเมริกา
Verizon เป็นผู้บุกเบิกแนวคิดของการให้บริการข้อมูลไร้สายในสหรัฐอเมริกาด้วยการเปิดให้บริการเครือข่าย EV-DO ในปี 2546 การเปิดให้บริการบรอดแบนด์นี้จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มตลาดองค์กร โดยอุปกรณ์ที่ใช้ในการให้บริการได้แก่ดาต้าการ์ด ด้วยอัตราความเร็วสูงสุด 2 Mbps และ 400 Mbps เฉลี่ยต่อจำนวนผู้ใช้บริการ การให้บริการบรอดแบนด์นี้จะให้บริการครอบคลุมพื้นที่ทุกหนทุกแห่ง และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างวิถีการใช้บริการของคนทำงานและผู้บริโภคทั่วไปในการเชื่อมต่อเครือข่ายขององค์กรและการเล่นอินเทอร์เน็ต
ประสิทธิภาพของ Verizon ของการให้บริการที่ประสบผลสำเร็จของ Verizon ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2550 มีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นรวมเป็น 2 ล้านราย เป็นผู้ใช้บริการรายย่อย 1.9 ล้านราย ด้วยจำนวนลูกค้าทั้งหมด 65.7 ล้านราย ซึ่งเป็นลูกค้ารายย่อย 63.7 ล้านราย มีจำนวนผู้ใช้บริการรายย่อยเพิ่มขึ้นจำนวน 6.9 ล้านรายในปี 2550 ซึ่งมากที่สุดของผู้ให้บริการเครือข่ายทั้งหมด
มียอดยกเลิกใช้บริการทั้งหมด 1.2% ซึ่ง 0.94% เป็นผู้ใช้บริการรายย่อยรายเดือน และเป็นผู้นำทางด้านความจงรักภักดีของลูกค้าต่อแบรนด์ รายได้ทั้งหมดเพิ่มขึ้น 13.3% รายได้จากบริการด้านข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็น 53% รายได้เฉลี่ยต่อเบอร์จากบริการต่างๆ เพิ่มขึ้นทั้งในรายไตรมาสและตลอดทั้งปี มีรายได้เฉลี่ยต่อเบอร์จากข้อมูลสูงสุดในไตรมาส กำไรก่อนการคำนวณภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) สูงถึง 43.6% จากรายได้การให้บริการ (non-GAAP)
ประโยชน์ของ 3G
เทคโนโลยี 3G ช่วยให้ผู้บริการเครือข่ายจำนวนมากได้รับประโยชน์จากการให้บริการด้านข้อมูลและเสียงที่ให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ใช้บริการ เทคโนโลยี 3G ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเหมาะสมกับตลาดที่พัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ยิ่งไปกว่านั้น ปรากฏการณ์การเติบโตของ 3G ทั้งในแง่ของผู้ใช้บริการ เครือข่าย อุปกรณ์เทอมินอล และรายได้จากบริการ เหล่านี้เน้นให้เห็นถึงตำแหน่งผู้นำตลาดของผู้ให้บริการ 3G
ความสำเร็จในการให้บริการ 3G จำนวนมากจากผู้ให้บริการทั่วโลกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า 3G เป็นโซลูชันสำหรับตลาดไร้สายทั่วโลก หน่วยงานองค์กรต่างๆ ในระบบอีโคซิสเต็มในบริการ 3G ที่หลากหลาย และความสามารถของบรอดแบนด์ไร้สายสามารถเพิ่มจุดแข่งขันและประโยชน์ในตลาดไร้สายอย่างมากในตลาดไร้สายที่มีการเติบโตสูงนี้"สถิตย์" เร่ง กสทฯ เบิกจ่ายงบฯลงทุน เหตุครึ่งปีแรกเบิกจ่ายไม่ถึง 30% ทั้งกลับลำแผนปลุกปั้นมือถือ "ซีดีเอ็มเอ" กะฉีก "เอ็มโอยู-ฮัทช์" ทิ้ง ทบทวนรูปแบบความร่วมมือใหม่ หลังเอไอเอสคลอด 3G ประกาศ เดินหน้าขยายฐานลูกค้า "ซีดีเอ็มเอ" พร้อมอัดฉีดโปรโมชั่นเต็มสูบ และแปลงโฉมเป็น "แคท โมบาย" กลางเดือน ส.ค.
นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการ บมจ.กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า กำลังเร่งรัดให้ กสทฯเบิกจ่ายงบฯลงทุนประจำปีให้เสร็จโดยเร็ว เพราะผ่านไป 6 เดือนแล้วยังเบิกจ่ายไม่ถึง 30% ช้ามากเมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่น แม้จะดีกว่าปีก่อน ซึ่งการเบิกจ่ายงบฯลงทุนมากขึ้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เงินหมุนเวียนในระบบส่งผลดีกับประเทศ ฉะนั้นหลายโครงการต้องเดินหน้าต่อไป เช่น โครงการเอซอน ระบบเชื่อมโยงเคเบิลใยแก้วนำแสง ซึ่งบอร์ดอนุมัติให้ทำสัญญากับมารูเบนิไปแล้วตั้งแต่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่มีผู้พยายามทำหนังสือไปยังสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อคัดค้าน
ทั้งนี้ บอร์ดมองว่าหากเลือกผู้ชนะประกวดราคาก็จะเริ่มทำโครงการได้ทันที เพราะล่าช้ามานานมากทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจไปมากแล้ว ซึ่งบอร์ดชุดนี้และชุดก่อนหน้านี้ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว
ด้านนายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน และรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจซีดีเอ็มเอ บริษัทเดียวกัน กล่าวว่า 6 เดือนที่ผ่านมา กสทฯเบิกจ่ายงบฯลงทุนไปแล้ว 29% หรือ 3,000 ล้านบาท และกำลังเร่งเบิกจ่ายมากขึ้น คาดว่าในสิ้นปีนี้จะเบิกจ่ายได้ 90% ของงบลงทุนทั้งหมด
นอกจากนี้ยังจะเร่งผลักดันบริการ "แคท ซีดีเอ็มเอ" ให้มากขึ้น หลังได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ขณะนี้มีลูกค้า 80,000 รายแล้ว โดยช่วง 2-3 เดือนหลังนี้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นเกือบ 20,000 คน/เดือน แม้จะยังไม่ได้เปิดบริการระบบพรีเพด เนื่องจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นที่ต้องการอย่างมาก ซึ่งบริการด้านดาต้าเป็นจุดแข็งของซีดีเอ็มเอ
"ต่อนี้ไปจะเดินหน้าขยายลูกค้าเต็มที่ โดยไม่รอรวมโครงข่ายตามเอ็มโอยูกับ ฮัทชิสัน ที่ลงนามไปเมื่อ 31 ต.ค.2550 เพื่อให้ กสทฯเป็นเจ้าของโครงข่ายทั่วประเทศ และให้ฮัทช์เช่าใช้เพื่อทำตลาดและให้บริการ โดยกลางเดือนหน้าจะมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับแคท ซีดีเอ็มเอ คือจะกลายเป็นแคท โมบาย" และตั้งเป้าที่จะขยายฐานลูกค้าให้ถึง 200,000 รายภายในสิ้นปี
"กสทฯอาจต้องยกเลิกเอ็มโอยูฉบับเดิมกับฮัทชิสัน เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เพราะมีคนที่พร้อมเปิด 3G บนคลื่นความถี่เดิม ในอีก 4-6 เดือนทั้งดีแทค, ทรูมูฟ ถ้า กทช.อนุมัติ ทำให้จุดแข็งของซีดีเอ็มเอหมดไป ต่างจากตอนที่ทำเอ็มโอยู ตอนนั้นยังไม่มีใครทำได้ วันนี้จึงจำเป็นต้องทบทวนใหม่ ฝืนทำไปอาจไม่เป็นผลดีกับทั้งคู่ ซึ่งขณะนี้ตนกำลังทบทวนตัวเลขใหม่หมด ก่อนเสนอให้บอร์ดเห็นชอบ"
นายจิรายุทธกล่าวต่อว่า จุดแข็งของโทรคมนาคมอยู่ที่คลื่นความถี่ในมือผู้ให้บริการ ไม่ใช่โครงข่ายหรือเทคโนโลยี จึงต้องศึกษาความเหมาะสมหลายๆ เทคโนโลยี โดยขณะนี้ตนมองว่าเทคโนโลยีซีดีเอ็มเอกำลังจะตาย แต่ถามว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนหรือยัง ต้องคิดให้ดีเพราะลงทุนไปแล้วหลายพันล้านบาท ถ้าเปลี่ยนตอนนี้เท่ากับต้องลงทุนใหม่ ไม่ว่าจะ HSDPA และ LTE (long term evolution) เท่ากับลงทุนซ้ำ แม้จะเท่ากับทิ้งเงินลงทุนให้สูญไปเพียง 20% เนื่องจากใช้สถานีฐานกับเสาเดิมได้
"กสทฯต้องตัดสินใจ แต่ที่สุดแล้วต้องระมัดระวังการลงทุนที่ให้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด สร้างรายได้ให้มากที่สุด พร้อมกับดูแลบริษัทผู้รับสัมปทาน เพราะถ้าเขามีรายได้ดี กสทฯก็ได้ส่วนแบ่งมากขึ้น"
นายมารุต บูรณะเศรษฐกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาดและการขาย บริษัทเดียวกัน กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจสื่อสารข้อมูลว่า ครึ่งปีแรกทำยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 500 ล้านบาท เนื่องจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ออกใบอนุญาตเกตเวย์อินเทอร์เน็ตแก่ ผู้ประกอบการรายอื่น เช่น ทรู, ทริปเปิ้ลที, ซีเอส ล็อกซอินโฟ เป็นต้น จึงหันไปใช้ เกต เวย์ของตนเอง อีกทั้งมีการแข่งขันด้านราคาสูงมาก เช่น เดิม กสทฯตั้งราคาไว้ 12,000 บาท/Mbps ตอนนี้ตลาดแข่งจนราคาเหลือ 9,000 บาท/Mbps กับบางรายแค่ 6,000 บาทเท่านั้น
"รายได้ตรงนี้หายไปเดือนละ 20 ล้านบาท แต่ปริมาณแบนด์วิดท์ไม่ได้ลดลง เพิ่มขึ้นแต่การตัดราคาทำให้รายได้ลดลง เช่น ทรูก็ใช้เกตเวย์เรา แต่อีกส่วนหนึ่งก็ใช้ของตนเอง ส่วนรายอื่นๆ เริ่มทยอยเลิกใช้ของ กสทฯไปบ้างแล้ว แต่ที่น่าเสียดายคือ ทราฟฟิกที่ส่งผ่านเกตเวย์อื่นๆ จะวิ่งผ่านเคเบิลไปออกที่มาเลเซีย ทำให้ไทยเสียประโยชน์ เช่นเดียวกับธุรกิจโทรศัพท์ระหว่างประเทศที่ กทช.ออกใบอนุญาตใหม่""ทรูมูฟ" ยอมรับว่า ผลงาน Q1 เทียบกับคู่แข่งรายอื่นๆ แล้วทำได้ไม่ดีนัก ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ โดยทำยอดขายใหม่ได้ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของตลาดรวม
สำหรับ Q2 ตัวเลขยังไม่ออก แต่อีกไม่นานคงรู้ "ทรูมูฟ" จึงขอสงวนถ้อยคำ แถมประมาณการตลาดรวมในปีนี้ โดยยังคงใช้ตัวเลขเดิม 4.5 ล้านรายอีกต่างหาก
แต่ถ้าดูสภาพการณ์โดยรวมแล้วไม่น่าต่างไปจากไตรมาสแรกสักเท่าไร เว้นแต่จะได้ปฏิหาริย์ของนักล่าฝัน "AF-อะคาเดมี แฟนเทเชีย" ซีซั่น 5 มาช่วย
...โปรดติดตาม
"เรามักสตาร์ตได้ไม่ดีเท่าไร Q1 มักเป็นแบบนี้ คงเครื่องติดช้า (หัวเราะ) แต่โดยรวมทั้งปีเป้ายังเท่าเดิม และคิดว่าไม่น่ามีปัญหา คือจะต้องมีส่วนแบ่ง 1 ใน 3 ของตลาดรวมให้ได้" ศุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด กลุ่มทรู กล่าว และว่า
สภาพการแข่งขันในครึ่งแรกของปี ถ้ามองที่รูปแบบการแข่งขันยังเป็นแบบเดิมๆ แต่ละรายแข่งขันนำเสนอแพ็กเกจค่าโทร.ต่างๆ ออกสู่ตลาด ไม่มีมุขใหม่ๆ ออกมาสร้างสีสันให้กับตลาดแต่อย่างใด
ส่วนหนึ่งเพราะตลาดโทรศัพท์มือถือเดินเข้าสู่ยุคอิ่มตัวแล้ว จากจำนวนผู้ใช้บริการที่มีมากถึง 55 ล้านราย ทำให้การเติบโตของฐานลูกค้าใหม่เป็นไปในอัตราที่ช้าลง ซึ่งสภาพการณ์นี้ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจที่เข้าสู่โหมดขาลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งานด้านเสียง (voice)
คำถามคือ จะทำอย่างไรให้เติบโต
"ศุภกิจ" เชื่อว่า การกระตุ้นให้เกิดการใช้ non-voice ช่วยได้มาก เพราะปัจจุบันมีส่วนแบ่งรายได้รวมแค่ 10-12% เท่านั้นจึงมีโอกาสโตได้อีกเยอะมาก
"ครึ่งปีหลัง data จะเป็น 1 ในเกมที่ผู้ให้บริการทุกรายลงมาเล่นกันเยอะ ซึ่งเราเชื่อว่าเรามีจุดต่างที่คนอื่นไม่มี"
ความแตกต่างที่ว่าคืออะไร
แน่นอนว่า ยุทธศาสตร์ธุรกิจของกลุ่มทรูยังไม่เปลี่ยนแปลง ธีม "convergence" ยังคงเป็นแกนหลักที่สำคัญ และมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ
ล่าสุดกับแพ็กเกจ "ทรูมูฟ ไฮ-สปีดเน็ต" ซึ่งผสมผสาน 3 เทคโนโลยีเข้าด้วยกัน โดยมี "ทรูมูฟ" เป็นศูนย์กลาง คือลูกค้าทรูมูฟจะได้ใช้ประโยชน์จากแพ็กเกจดังกล่าวอย่างเต็มที่
ที่ทำได้ เพราะกลุ่มทรูให้บริการทั้ง 3 ระบบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น "ไว-ไฟ" ฮอตสปอตที่มีมากถึง 15,000 จุดทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่นเดียวกับ "เอดจ์ และ จีพีอาร์เอส" บนโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ "ทรูมูฟ"
รวม 3 เทคโนโลยีให้มาใช้ร่วมกันได้แล้ว ก็ยังมี "ราคาถูก" มากระตุ้นความสนใจด้วย
มีหลายแพ็กเกจให้เลือก ทั้งเหมาจ่ายรายเดือน-รายวัน อาทิ 10 บาท/วัน ใช้เอดจ์ และจีพีอาร์เอสได้ไม่จำกัด ถ้า 20 บาท/วัน ใช้ไว-ไฟได้ด้วย หรือเหมาเป็นเดือน 250 บาท ใช้เอดจ์ และจีพีอาร์เอสไม่จำกัด ถ้าอยากใช้ "ไว-ไฟ" ด้วย คิด 450 บาท/เดือน
จะเลือกแพ็กเกจ 4 in 1 ก็ได้ แต่เฉพาะลูกค้าโพสต์เพดเท่านั้น (ปัจจุบันทรูมูฟมีลูกค้าโพสต์เพดอยู่ประมาณ 7 แสนราย) เหมาจ่าย 299 บาท/เดือน โทร.ได้ 299 บาท เล่นฟรีไม่อั้น "ไว-ไฟ, เอดจ์ และจีพีอาร์เอส" 3 รอบบิลแรก รอบบิลถัดไปเล่นฟรี 30 ช.ม./เดือน
"พิรุณ ไพรีพ่ายฤทธิ์" ผู้อำนวยการสายงานบริการมัลติมีเดีย บริษัทเดียวกัน เสริมว่า ลูกค้าทรูมูฟที่จดทะเบียนใช้จีพีอาร์เอส และเอดจ์ในปัจจุบันมีมากกว่า 3 ล้านราย แต่ที่ใช้บริการต่อเนื่องมีประมาณ 2 ล้านราย เพิ่มขึ้นเท่าตัวเทียบกับ 2 ปีที่แล้ว ในแง่การใช้งานต่อคนก็เพิ่มขึ้นมาก เฉลี่ย 4.5 เม็ก/เดือน จากเดิม 1.6 เม็ก/เดือน
อย่างไรก็ตาม การใช้งานมากถึง 92% ก็เพื่อต่ออินเทอร์เน็ต อีก 6% เป็น WAP และ MMS เพียง 2% เท่านั้น
"killer application" ของบริการมือถือที่ตามหากันมานาน ต่อจาก "บริการเสียงเพลงรอสาย" จึงหนีไม่พ้น "อินเทอร์เน็ต" โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตพิรุณฟันธง
"ถามว่า กลุ่มที่ใช้ไฮสปีดเน็ตมากๆ เป็นใคร ก็คือกลุ่มที่ใช้โน้ตบุ๊ก+ไว-ไฟ ซึ่งพื้นที่บริการอาจยังไม่ครอบคลุมเท่าไร แต่ถ้ามีทั้งไว-ไฟ+เอดจ์+จีพีอาร์เอส ด้วย จะหมดปัญหาเรื่องพื้นที่ใช้งาน คนที่ใช้อยู่แล้วก็จะสะดวกขึ้น คนที่ยังไม่เคยใช้ก็มีโอกาสเข้ามาใช้งานได้ง่ายขึ้นด้วย"
กลุ่มลูกค้าที่น่าจะถูกอกถูกใจ "ทรูมูฟ ไฮ-สปีดเน็ต" กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่ใช้โน้ตบุ๊ก หรือซับโน้ตบุ๊กทั้งหลาย ได้แก่ คนทำงาน และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา
กลุ่มถัดมา เป็นกลุ่มที่ใช้มือถือรุ่นใหม่ๆ ที่มีไว-ไฟในตัว เช่น ไอโฟน, สมาร์ตโฟน, พีดีเอโฟน เป็นต้น
"นนท์ อิงคุทานนท์" รองผู้อำนวยการสายงาน ไวร์-ไลน์ บรอดแบนด์ บริษัทเดียวกัน เสริมว่า ลูกค้าที่ใช้ไว-ไฟของทรูมีประมาณ 5 หมื่นราย มีทั้งที่เป็นลูกค้าทรูมูฟ และที่ใช้ไฮสปีดเน็ต ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องที่รองรับไว-ไฟในตลาดเป็นจำนวนกว่า 6 ล้านเครื่อง เป็นโน้ตบุ๊กประมาณ 5 ล้าน ที่เหลือเป็นมือถือ, พีดีเอ, สมาร์ตโฟน และอื่นๆ จึงมีความต้องการในการใช้งานอีกเยอะมาก และเชื่อว่าแพ็กเกจนี้จะช่วยให้การใช้ไว-ไฟเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 100%
"เฉพาะคน กทม.มีประมาณ 3 ล้านที่พร้อมใช้ไว-ไฟ แต่ที่ยังมีคนใช้ไม่เยอะ เพราะแพง แต่ตอนนี้ไม่อีกต่อไปแล้ว ทรูมูฟไฮ-สปีดเน็ตที่ออกมาล่าสุดถูกมาก เรียกว่าราคาสั่นสะเทือนวงการได้เลย เพราะค่าบริการไว-ไฟที่คิดกันทุกวันนี้ เฉลี่ยชั่วโมงละ 100 กว่าบาท"
บริการ "ไว-ไฟ" ของกลุ่มทรูจึงเป็นอีกจุดขายที่เข้ามาเสริมสร้างความแตกต่าง (อีกครั้ง) ให้กับ "ทรูมูฟ-บริการโทรศัพท์มือถือ"