GPS ติดรถ


GPS ติดตามรถ


  Software ติดตามรถยนต์
  ทดลองใช้งาน Software

AirCard


ถาม-ตอบ Aircard, 3G Router, GPS Navigator
Speedtest : ความเร็ว Air Card


© AirCard Shop.com

หน้าแรก

ไอซีทีชงแผน 3G เข้าครม.19 ส.ค.

ไอซีทีส่งแผน 3G ทีโอที 2.9 หมื่นล้านเข้าครม.19 ส.ค.นี้ ระบุหลังจากนั้นต้องส่งสภาพัฒน์พิจารณาการยื่นกู้ ชี้โครงการนี้ลงทุน 7 ปีคุ้มทุน ระบุเบื้องต้นกำหนดให้เอกชนเช่าได้แค่ 5 ราย วงในเผยแบ่งการลงทุนเป็น 2 เฟส ปรับปรุงโครงข่ายเดิม 500 สถานีฐาน หลังจากนั้น 5,220 แห่งทั่วประเทศ

นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร(ไอซีที) กล่าวว่าในวันอังคารที่ 19 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ไอซีทีจะนำเสนอแผนการดำเนินงาน พร้อมทั้งการลงทุนโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1900 MHz ของบริษัท ทีโอที มูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อพิจารณา ซึ่งตามแผนการดำเนินงานทีโอที จะรับเป็นผู้สร้างโครงข่าย และให้บริการด้านโครงข่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการรายอื่นเช่าใช้ โดยตั้งเป้าหมายจะสามารถคุ้มทุนได้ภายใน 7 ปี

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ ครม.พิจารณาเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องยื่นให้คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการยื่นกู้เงินอย่างไร โดยส่วนตัวมั่นใจว่าการลงทุนนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจากใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถคุ้มทุนได้ เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในด้านอื่นๆ เช่น ทางด่วนนั้นจะต้องใช้เวลาหลายสิบปีถึงจะคุ้มทุน

สำหรับการเปิดให้บริษัทเอกชนเช่าใช้โครงข่ายเพื่อให้บริการนั้น เบื้องต้นกำหนดไว้ไม่เกิน 5 ราย เพื่อไม่ให้มีจำนวนมากจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบกับการให้บริการได้ ส่วนเงินกู้ที่จะนำมาลงทุนนั้นน่าจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่จะเป็นผู้จัดหาให้โดยการเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G จะต้องไม่เกินสิ้นปีนี้ เพราะหากเกินปีนี้ไปก็จะล้าหลังไปแล้ว

แหล่งข่าวจากทีโอทีกล่าวว่า การดำเนินงาน 3G บนคลื่นความถี่ 1900 MHz ของทีโอที จะแบ่งเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกเป็นการปรับปรุงโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 1900 MHz เดิม จำนวน 500 แห่ง ให้สามารถรองรับบริการ 3G และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง ซึ่งจะเริ่มให้บริการในเขตนครหลวง และเมืองหลักสำคัญ เฟสที่ 2 จะเป็นการขยายโครงข่ายทั้งในเขตกรุงเทพฯปริมณฑล และเขตภูมิภาคเพิ่มเติมจนครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ โดยการดำเนินงานทั้งหมดจะแล้วเสร็จในปี 2555

ทั้งนี้ในส่วนของเป้าหมายการดำเนินงานที่ตั้งไว้ จะติดตั้งสถานีฐานจำนวน 5,220 แห่งทั่วประเทศระหว่างปี 2552-2555 โดยจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2552 มีผู้ใช้บริการไม่น้อยกว่า 4 ล้านรายภายในระยะเวลา 5 ปี หลังเปิดให้บริการ ส่วนเงินลงทุนจะใช้เงินกู้ จาก ทีโอที เอง 2.4 พันล้านบาท เพื่อดำเนินการในระยะเริ่มต้นโครงการ และเงินกู้ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลตามนโยบายของกระทรวงไอซีทีอีกประมาณ 2.66 หมื่นล้านบาท

ผู้จัดการออนไลน์ 4 สิงหาคม 2551 11:00 น. | ข่าว 3G



"พิศาล จอโภชาอุดม" ตอบโจทย์ประเด็นร้อนของ กสทฯ

หลังทำข้อตกลงกับโอนสิทธิและหน้าที่ในมือถือไทยโมบาย 1900 MHz ให้ทีโอทีไปแล้ว โดยจะได้รับเงินชดเชย 2,400 ล้านบาท เมื่อต้นก.ค.ที่ผ่านมา ก็เท่ากับปิดฉากปัญหาที่ค้างคามานานของบมจ.กสท โทรคมนาคม อีกเปลาะ ใช่หรือไม่ว่าน่าจะทำให้กสทฯหันมาโฟกัสแผนธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการปลุกปั้นซีดีเอ็มเอ และความร่วมมือกับเอกชนคู่สัญญา"ดีแทค-ทรูมูฟ" ในการยกระดับพัฒนาโครงข่าย 3G ฟังคำตอบในทุกคำถามได้จาก "พิศาล จอโภชาอุดม" กรรมการผู้จัดการ บมจ. กสท โทรคมนาคม

- กรณี "ดีพีซี" ร้องเรียนไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องการแบ่งคลื่น 850 MHz

กสทฯได้พิจารณาความเหมาะสมในการจัดแบ่งคลื่นให้กับผู้รับสัมปทานทั้งหมดแล้ว หากดีพีซีเห็นว่าไม่เป็นธรรม จะฟ้องร้องก็เป็นสิทธิที่ทำได้ คลื่นที่อยู่ในมือที่พอจัดสรรได้ก็จัดสรรไปหมดแล้ว ถ้าดีพีซีต้องการให้ นำคลื่น 850 MHz ในส่วนที่ฮัทช์ให้บริการอยู่มาแบ่งให้ทำ HSDPA ก็ต้องให้ฮัทช์ยินยอม ต้องคุยกัน 3 ฝ่าย กสทฯ-ฮัทช์ และดีพีซี

จริงๆ แล้ว กสทฯอยากจัดสรรให้ทุกคน เพราะยิ่งให้มาก ก็ยิ่งได้ส่วนแบ่งรายได้มาก แต่ทุกอย่างต้องทำตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่มี ถ้ามีการตรวจสอบจากภายนอกแล้วพบว่า ทำผิดก็ยิ่งปวดหัว ตอนนี้ขั้นตอนทุกอย่างก็ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ

ตอนนี้ได้ทำหนังสือถึง กทช.เรื่องการจัดสรรคลื่นและขออนุญาตนำเข้าอุปกรณ์ HSDPA ให้ดีแทคและทรูมูฟแล้ว ในหนังสือระบุชัดว่า จะดำเนินการตามขั้นตอนที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความสัญญาสัมปทานให้เรียบร้อย ซึ่งกสทฯคงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมกันนี้ได้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการตาม มาตรา 13 และ 22 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯควบคู่ไปด้วย จะเสนอให้กระทรวงไอซีทีนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยพยายามให้เสร็จเร็วที่สุด เพราะยิ่งเสร็จเร็วยิ่งมีโอกาสสร้างรายได้

- บอร์ดตกลงต่ออายุสัมปทานให้ทรูมูฟ

บอร์ดได้มีมติอนุมัติหลักการให้ต่อสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ทรูมูฟ ให้หมดอายุพร้อมดีแทค โดยให้จ่ายส่วนแบ่งรายได้ และมีเงื่อนไขโอนสถานีฐานและอุปกรณ์ เช่นเดียวกับที่ดีแทคจ่าย

เงื่อนไขนี้เป็นที่ยอมรับจาก กสทฯ และทรูมูฟ แต่ทุกอย่างยังต้องคุยกันในรายละเอียดอีกเพราะยังไม่ได้เซ็นสัญญาต่อกัน

เงื่อนไขนี้ กสทฯพึงพอใจ เพราะปกติการลงทุน หากได้กำไร 10% ก็ดีใจแล้ว แต่การต่ออายุสัญญานี้ กสทฯไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มอีกเลย ได้ส่วนแบ่งรายได้ 25-30% ต่อปี ถ้าคิดจากจำนวนลูกค้าทรูมูฟ ที่มี 12 ล้าน การใช้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือน 200 บาท เท่ากับปีหนึ่งทรูมูฟจะมีรายได้ 2,400 ล้านบาท กสทฯจะได้ส่วนแบ่งรายได้ 25% หรือประมาณ 600 ล้านบาท

ขั้นตอนจากนี้ก็คือต้องเจรจาในรายละเอียด โดยคณะกรรมการตามมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ซึ่งคงเข้าพร้อมกับการพัฒนา HSDPA บนคลื่น 850 MHz เมื่อได้ข้อยุติแล้วก็เสนอให้กระทรวงไอซีทีนำเข้า ครม.อนุมัติ

- จากที่มีคู่แข่งเข้ามาในธุรกิจโทรศัพท์ระหว่างประเทศหลายราย ส่งผลกระทบต่อรายได้ กสทฯมาก

กสทฯยังพยุงตัวได้ อย่างรายได้รวมในปีนี้น่าจะอยู่ประมาณ 48,000 ล้านบาท (รวมรายได้จากสัมปทาน) คาดว่าจะมีกำไรสุทธิหลังหักภาษี 9,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ทำแผนฟื้นฟูกิจการเสร็จแล้ว โดยพยายามยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีกำไรจากตัวเอง ตอนนี้มีหลายอย่างต้องเร่งผลักดัน อาทิ การพัฒนาธุรกิจดาต้าคอม การสร้าง และขยายเน็ตเวิร์ก รวมหาพันธมิตรมากขึ้น อย่างผู้ให้บริการเคเบิลทีวีคุยกับสมาคมเคเบิลทีวีที่หาดใหญ่แล้ว น่าจะได้ ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ ซึ่งช่วยแก้จุดอ่อนกสทฯที่ไม่มีลูกค้ารายย่อยได‰ โดยจะให้บริการ บรอดแบนด์กับลูกค้าเคเบิลทีวี

และเจรจากับเจ้าของอาคารต่างๆ ให้บริการบรอดแบนด์ผ่านสายไฟ นอกเหนือจากที่เปิดที่อาคารพาร์คแลนด์ เรสซิเด้นท์ รองเมือง ของบริษัท นารายณ์ พร็อพเพอร์ตี้แล้ว ทั้งเป็นพันธมิตรกับกฟผ.และกำลังหาโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม

- ความคืบหน้าปัญหาค่าปรับ CDMA เฟส 2 กับหัวเว่ยฯ

เราอยากให้ปัญหานี้จบเร็วๆ กำลังดูว่าจะจบอย่างไรให้ปลอดภัยกับทั้งคู่ ถ้ามีการเจรจาลดค่าปรับให้ก็ต้องมีคำถามมากมายว่าทำไมต้องเป็นตัวเลขนี้

ตอนนี้คดีอยู่ที่ศาลปกครองคงต้องให้ศาลเป็นคนไกล่เกลี่ยหรือตัดสินคดีว่า ต้องจ่ายเท่าไร แต่ประธานบอร์ดฯเร่งรัดให้ต้องรีบจบปัญหา เพราะเงินค้างจ่ายหรือเงินค่าปรับเป็นตัวถ่วงงบดุลกสทฯ จึงเสนอให้ศึกษาแนวทางคำพิพากษาฎีกาก่อนหน้านี้ว่า มีแนวทางในการคิดค่าปรับอย่างไร เพื่อให้ปัญหาจบแล้วธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ รวมถึงให้ถามไปยังอัยการสูงสุดเพื่อให้มีคนการันตีอีกทาง น่าจะจบได้ง่ายกว่าค่าแอ็กเซสชาร์จ (เอซี) อินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จ (ไอซี)

- ข้อพิพาทเรื่องบิลลิ่งของไทยโมบายที่ ถูกสามารถฯฟ้อง

หนี้ระบบบิลลิ่งของไทยโมบายน่าจะ ไกล่เกลี่ยกันได้ คาดว่าจะเจรจากันให้จบนอกศาล แต่ขณะนี้ก็ถือว่า กสทฯไม่มีภาระเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว เพราะทำบันทึกความตกลงโอนสิทธิทุกอย่างให้ทีโอทีแล้ว โดย ทีโอทีเป็นผู้รับภาระหนี้สินทั้งหมด

จริงๆ ค่าตอบแทนการเสียโอกาสทางธุรกิจในไทยโมบายที่ กสทฯได้รับถูกมาก เมื่อเทียบกับมูลค่าคลื่นที่มีอยู่ แต่เรามองว่าถ้าดึงกันไปมา ก็จะจมน้ำด้วยกันทั้งคู่

ส่วนเงินแต่ละงวดที่จะได้รับจากทีโอที จะนำไปขยายโครงข่าย CDMA ให้ครอบ คลุมทั่วประเทศ จากปกติที่ต้องตั้งงบฯลงทุนประจำปี ทำให้กระแสเงินสดของ กสทฯดีขึ้น โดยการขยายโครงข่ายจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ด้วย เช่น เทคโนโลยี PON (passive optical network)

ที่มีข้อดีเรื่องอายุการใช้งานและส่งข้อมูลระหว่างโหนดในระยะทางที่ไกลกว่า และที่สำคัญที่สุดคือมีแบนด์วิดทŒที่สูงมาก

ประชาชาติธุรกิจ 31 กรกฎาคม 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4023 (3223) | ข่าว 3G



บอร์ดทีโอทีอนุมัติแผน5ปีลงทุน 3G 2.7หมื่นล.

บอร์ด "ทีโอที" อนุมัติแผนธุรกิจ 5 ปี อัพเกรด "ไทยโมบาย" ขึ้น 3G ตั้งงบฯเบื้องต้นลงทุน 5,200 สถานีฐานทั่วประเทศ ใช้เงิน "2.7 หมื่นล้าน" เล็งให้รัฐบาลอุ้มหาแหล่งเงินแบบรัฐต่อรัฐ หวังเงินกู้ปลอด ดอกเบี้ย พร้อมอนุมัติค่าตอบแทน "เอ็มดี" ใหม่รับเหนาะๆ 4 แสน/เดือน

แหล่งข่าวจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) วาระสัญจร ที่ จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 26-27 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติแผนการทำธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G แล้ว โดยเป็นแผน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2552-2556 ซึ่งในเบื้องต้นจะใช้เงินลงทุน 27,000 ล้านบาท เพื่อสร้างสถานีฐานจำนวน 5,200 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ ทั่วประเทศ

ขั้นตอนจากนี้ ทีโอทีต้องนำเสนอแผนธุรกิจดังกล่าวให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) กระทรวงการคลัง และสำนักบริหารหนี้สาธารณะ ก่อนส่งต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อพิจารณาเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติต่อไป เนื่องจาก ทีโอทีต้องการหาแหล่งเงินทุนในลักษณะ รัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จึงต้องสอบถามสำนักบริหารหนี้สาธารณะว่า สามารถก่อหนี้ได้เท่าใด และลักษณะการก่อหนี้ควรเป็นอย่างไร เพื่อมิให้ยอดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

"แหล่งเงินทุนที่ทีโอทีต้องการคือ เงินกู้ จีทูจี ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 5 ปี ผ่อนชำระไม่ต่ำกว่า 10 ปี"

ขณะเดียวกัน บอร์ดยังอนุมัติค่าตอบแทนตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ตามที่คณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนมีการเจรจาต่อรองกับนายวรุธ สุวกร รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ผ่านการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของทีโอที ในอัตราเงินเดือน เดือนละ 400,000 บาท พร้อมกับทำเรื่องเสนอไปยังกระทรวงการคลังแล้ว คาดว่าทีโอทีน่าจะทำสัญญาจ้างนายวรุธให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดใหญ่ได้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคมนี้

ประชาชาติธุรกิจ 31 กรกฎาคม 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4023 (3223) | ข่าว 3G



กรณีศึกษาเทคโนโลยี 3G ผู้ให้บริการทั่วโลก

ตลาดการสื่อสารไร้สายมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการหลอมรวมของเทคโนโลยีของการใช้งานของผู้บริโภค และการเพิ่มการรวมบริการไร้สายในตลาดองค์กร ในขณะเดียวกัน การให้บริการด้านเสียงแบบดั้งเดิมกลายเป็นบริการพื้นฐานซึ่งส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อเบอร์ (ARPU) มีอัตราคงที่หรือลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่พัฒนาแล้ว ด้วยเหตุนี้ผู้ให้บริการเครือข่ายจึงพยายามมองหาบริการข้อมูลที่ล้ำหน้าเพื่อช่วยกระตุ้นรายได้ให้เติบโตขึ้น

ในการสนับสนุนการให้บริการด้านข้อมูลดังกล่าว ผู้ให้บริการเครือข่ายตระหนักว่าพวกเขาต้องการเครือข่ายที่ล้ำหน้ากว่าเครือข่าย 2G/2.5G สำหรับการเติบโตในระยะยาว ตลอดจนโซลูชั่นที่ตอบสนองความต้องการด้วยราคาที่เหมาะสม ความสามารถของเทคโนโลยี 3G และบรอดแบนด์สามารถตอบสนองการให้บริการโซลูชันด้วยคุณสมบัติพิเศษตามความต้องการของผู้ให้บริการเครือข่าย ดังต่อไปนี้

การวางกลยุทธ์ที่ดีในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อคุ้มครองการลงทุน ,ประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมและความคุ้มค่าในด้านเศรษฐศาสตร์ ที่ตอบสนองต่อการลงทุน, สนับสนุนแอปพลิเคชันที่หลากหลายและการให้บริการ รวมถึงการรับ-ส่งข้อมูลอย่างต่อเนื่องในพื้นที่การครอบคลุมทุกหนทุกแห่ง

จำนวนผู้ให้บริการเครือข่ายทั้งรายใหญ่และรายย่อย ที่อยู่ในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ต่างพร้อมแล้วในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 3G เมื่อเดือนเมษายน 2551 มีจำนวนผู้ให้บริการเครือข่าย 3G ทั่วโลกมากถึง 465 ราย ด้วยผู้ใช้บริการทั่วโลกกว่า 625 ล้านคนใน 144 ประเทศ ในจำนวนผู้ใช้บริการดังกล่าว มีจำนวนมากถึง 128 ล้านรายที่เลือกใช้บริการ Evolution – Data Optimized (EV-DO) หรือ High-Speed Packet Access (HSPA)

ตัวอย่างความสำเร็จของผู้นำด้านการให้บริการเครือข่าย 3G ทั่วโลกมาเป็นกรณีศึกษา โดยเฉพาะ Verizon Wireless, AT&T, KDDI และ Maxis ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายที่สามารถขยายบริการในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และมาเลเซีย Verizon และ KDDI เปิดให้บริการ CDMA2000? ขณะที่ AT&T และ Maxis เปิดให้บริการ WCDMA รวมทั้ง HSPA

กรณีศึกษา 3G ทั่วโลก

ในปี 2548 AT&T เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาด้วยจำนวนผู้ใช้บริการมากถึง 71.4 ล้านรายได้เปิดให้บริการ HSDPA เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่เป็นรายแรกของโลก โดย AT&T ได้เริ่มต้นเปิดให้บริการโดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อพื้นที่ในเขตเมืองหลวง และขยายการให้บริการไปสู่เขตชานเมืองในระยะเวลาต่อมา

ทาง AT&T ได้วางแผนขยายการให้บริการ 3G เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายสู่การเป็นบริษัทใน 350 อันดับสูงสุดของตลาดสหรัฐอเมริกาภายในสิ้นปี 2008

เทคโนโลยี 3G ได้กระตุ้นการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อเบอร์ ทางด้านการใช้บริการด้านข้อมูล (data ARPU) และยังเพิ่มความจงรักภักดีของลูกค้าต่อแบรนด์ AT&Tมากขึ้นด้วย โดย data ARPU เพิ่มขึ้นถึง 57.5% ปีต่อปีในไตรมาสที่ 4 ของปี 2007 รายได้จากบริการด้านข้อมูลอยู่ที่ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 20% จากรายได้จากการให้บริการแบบไร้สายทั้งหมด อัตราการยกเลิกใช้บริการลดลงอยู่ที่ 1.2% ในไตรมาสที่ 4 เมื่อเทียบกับ 1.5% ของปีที่ผ่านมา

เมื่อไม่นานนี้ AT&T เปิดเผยแผนดำเนินงานของการสิ้นสุดการยกระดับเครือข่ายไปสู่เทคโนโลยี HSUPA (High-Speed Uplink Packet Access) ในกลางปี 2551 โดย AT&T ได้ยืนยันถึงแผนดำเนินการ 3G ด้วยการประกาศเจตจำนงในการพัฒนาเครือข่าย 3G ไปสู่เทคโนโลยี HSPA+ และ LTE (Long Term Evolution) ในอนาคต

KDDI เป็นผู้บุกเบิกการใช้เทคโนโลยีกระจายข้อมูลบนเครือข่าย 3G ซึ่งให้ประโยชน์ 2 ประการแก่ผู้ให้บริการเครือข่าย นั่นคือความสามารถในการให้บริการ มัลติมีเดียกระจายไปยังผู้รับจำนวนมากโดยผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เซลลูลาร์ และความสามารถในการเพิ่มรายได้ให้แก่เครือข่ายในช่วงเวลาที่มีการใช้งานน้อย บริการ EZ News Flash ให้บริการข่าวรายชั่วโมงและอัปเดตข้อมูลตลอดทั้งวัน และบริการ EZ Channel Plus ให้บริการด้านการชมเนื้อหาเบื้องต้นที่ผู้ใช้บริการโปรดปรานอย่างเช่น ดนตรี ภาพ วิดิโอ หรือข้อมูลด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง

ผู้ใช้บริการสามารถรับชมเนื้อหาได้ก่อนจากคลิปวีดิโอที่ให้บริการฟรี และสามารถดาวน์โหลดเวอร์ชันเต็มด้วยการเสียค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อย

ปริมาณการใช้บริการ WIN หรือ EV-DO ของ KDDI และรายได้เฉลี่ยต่อเบอร์อยู่ในระดับที่น่าสนใจมาก ARPU ทั้งหมดสำหรับผู้ใช้บริการ WIN มีเปอร์เซ็นต์สูงกว่าผู้ใช้บริการในเครือข่ายอื่นถึง 30-40%และ สัดส่วนรายได้ด้านข้อมูลสำหรับผู้ใช้บริการ WIN ก็สูงเกือบเป็น 2 เท่าของผู้ใช้บริการรายอื่นๆ สัดส่วนรายได้ข้อมูลต่อรายได้ทั้งหมดสำหรับผู้รับบริการของ WIN คิดเป็นถึง 35-40%

เช่นเดียวกับผู้นำในบริการเครือข่าย EV-DO รายอื่นๆ KDDI ได้พัฒนายกระดับเครือข่ายเป็น EV-DO Rev.A ในปี 2007 การอัปเกรดเครือข่ายนี้ได้ทำให้ KDDI สามารถขยายการให้บริการหลากหลายซึ่งรวมถึงบริการวิดีโอโฟนเป็นรายแรกในตลาด

Maxis ในประเทศมาเลเซีย

ความสำเร็จของเทคโนโลยี 3G ไม่ได้ถูกจำกัดเพียงประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น แท้จริงแล้ว 3G ยังได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นเทคโนโลยีสำคัญในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการเพิ่มอัตราการเข้าถึงบรอดแบนด์ในประเทศต่างๆ เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย Maxis ผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ที่สุดในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาความสำเร็จของ 3G ในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Maxis มีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 41.5% ของตลาดมือถือ มีพื้นที่การให้บริการครอบคลุมมากกว่า 92 % ของประเทศ โดยเปิดให้บริการ WCDMA เมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 และ HSDPA เมื่อเดือนกันยายน 2549 Maxis ได้รับประโยชน์จากการให้บริการ 3G ที่มีแพลตฟอร์มประสิทธิภาพสูงในการเปิดให้บริการแอปพลิเคชันที่หลากหลาย เช่น video on demand การดาวน์โหลดเพลงแบบเต็มเพลง และการดูวิดิโอทางโทรศัพท์มือถือ Maxis ได้ให้บริการผ่านอุปกรณ์หลายชนิด ทั้งดาต้าการ์ด และ USB เพื่อกลุ่มเป้าหมายตลาดองค์กร เมื่อเดือนเมษายน 2551 Maxis รายงานว่ามีผู้ใช้บริการ 3G ถึง 1.3 ล้านคนด้วยอัตราที่เพิ่มขึ้นสูงมากถึง 3 เท่าเมื่อเทียบจากปีก่อนหน้า

ความสำเร็จของการให้บริการของ Maxis คือความมั่นใจในการลงทุนในเครือข่าย 3G ผู้ให้บริการเครือข่ายควรกำหนดเป้าหมายทั้งการใช้โทรศัพท์แบบไร้สายและโทรศัพท์พื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีการเข้าถึงบริการบรอดแบนด์พื้นฐานในปริมาณไม่มาก Maxis ได้สาธิตรูปแบบความสำเร็จของ 3G ในตลาดเกิดใหม่

Verizon Wireless สหรัฐอเมริกา

Verizon เป็นผู้บุกเบิกแนวคิดของการให้บริการข้อมูลไร้สายในสหรัฐอเมริกาด้วยการเปิดให้บริการเครือข่าย EV-DO ในปี 2546 การเปิดให้บริการบรอดแบนด์นี้จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มตลาดองค์กร โดยอุปกรณ์ที่ใช้ในการให้บริการได้แก่ดาต้าการ์ด ด้วยอัตราความเร็วสูงสุด 2 Mbps และ 400 Mbps เฉลี่ยต่อจำนวนผู้ใช้บริการ การให้บริการบรอดแบนด์นี้จะให้บริการครอบคลุมพื้นที่ทุกหนทุกแห่ง และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างวิถีการใช้บริการของคนทำงานและผู้บริโภคทั่วไปในการเชื่อมต่อเครือข่ายขององค์กรและการเล่นอินเทอร์เน็ต

ประสิทธิภาพของ Verizon ของการให้บริการที่ประสบผลสำเร็จของ Verizon ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2550 มีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นรวมเป็น 2 ล้านราย เป็นผู้ใช้บริการรายย่อย 1.9 ล้านราย ด้วยจำนวนลูกค้าทั้งหมด 65.7 ล้านราย ซึ่งเป็นลูกค้ารายย่อย 63.7 ล้านราย มีจำนวนผู้ใช้บริการรายย่อยเพิ่มขึ้นจำนวน 6.9 ล้านรายในปี 2550 ซึ่งมากที่สุดของผู้ให้บริการเครือข่ายทั้งหมด

มียอดยกเลิกใช้บริการทั้งหมด 1.2% ซึ่ง 0.94% เป็นผู้ใช้บริการรายย่อยรายเดือน และเป็นผู้นำทางด้านความจงรักภักดีของลูกค้าต่อแบรนด์ รายได้ทั้งหมดเพิ่มขึ้น 13.3% รายได้จากบริการด้านข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็น 53% รายได้เฉลี่ยต่อเบอร์จากบริการต่างๆ เพิ่มขึ้นทั้งในรายไตรมาสและตลอดทั้งปี มีรายได้เฉลี่ยต่อเบอร์จากข้อมูลสูงสุดในไตรมาส กำไรก่อนการคำนวณภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) สูงถึง 43.6% จากรายได้การให้บริการ (non-GAAP)

ประโยชน์ของ 3G

เทคโนโลยี 3G ช่วยให้ผู้บริการเครือข่ายจำนวนมากได้รับประโยชน์จากการให้บริการด้านข้อมูลและเสียงที่ให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ใช้บริการ เทคโนโลยี 3G ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเหมาะสมกับตลาดที่พัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ยิ่งไปกว่านั้น ปรากฏการณ์การเติบโตของ 3G ทั้งในแง่ของผู้ใช้บริการ เครือข่าย อุปกรณ์เทอมินอล และรายได้จากบริการ เหล่านี้เน้นให้เห็นถึงตำแหน่งผู้นำตลาดของผู้ให้บริการ 3G

ความสำเร็จในการให้บริการ 3G จำนวนมากจากผู้ให้บริการทั่วโลกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า 3G เป็นโซลูชันสำหรับตลาดไร้สายทั่วโลก หน่วยงานองค์กรต่างๆ ในระบบอีโคซิสเต็มในบริการ 3G ที่หลากหลาย และความสามารถของบรอดแบนด์ไร้สายสามารถเพิ่มจุดแข่งขันและประโยชน์ในตลาดไร้สายอย่างมากในตลาดไร้สายที่มีการเติบโตสูงนี้

บทความ : มร.จิง หวาง รองประธานบริหารควอลคอมม์ ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา | ข่าว 3G



กสทฯรื้อ CDMA ลุย"แคทโมบาย" เล็งล้มดีล"Hutch"

"สถิตย์" เร่ง กสทฯ เบิกจ่ายงบฯลงทุน เหตุครึ่งปีแรกเบิกจ่ายไม่ถึง 30% ทั้งกลับลำแผนปลุกปั้นมือถือ "ซีดีเอ็มเอ" กะฉีก "เอ็มโอยู-ฮัทช์" ทิ้ง ทบทวนรูปแบบความร่วมมือใหม่ หลังเอไอเอสคลอด 3G ประกาศ เดินหน้าขยายฐานลูกค้า "ซีดีเอ็มเอ" พร้อมอัดฉีดโปรโมชั่นเต็มสูบ และแปลงโฉมเป็น "แคท โมบาย" กลางเดือน ส.ค.

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการ บมจ.กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า กำลังเร่งรัดให้ กสทฯเบิกจ่ายงบฯลงทุนประจำปีให้เสร็จโดยเร็ว เพราะผ่านไป 6 เดือนแล้วยังเบิกจ่ายไม่ถึง 30% ช้ามากเมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่น แม้จะดีกว่าปีก่อน ซึ่งการเบิกจ่ายงบฯลงทุนมากขึ้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เงินหมุนเวียนในระบบส่งผลดีกับประเทศ ฉะนั้นหลายโครงการต้องเดินหน้าต่อไป เช่น โครงการเอซอน ระบบเชื่อมโยงเคเบิลใยแก้วนำแสง ซึ่งบอร์ดอนุมัติให้ทำสัญญากับมารูเบนิไปแล้วตั้งแต่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่มีผู้พยายามทำหนังสือไปยังสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อคัดค้าน

ทั้งนี้ บอร์ดมองว่าหากเลือกผู้ชนะประกวดราคาก็จะเริ่มทำโครงการได้ทันที เพราะล่าช้ามานานมากทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจไปมากแล้ว ซึ่งบอร์ดชุดนี้และชุดก่อนหน้านี้ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว

ด้านนายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน และรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจซีดีเอ็มเอ บริษัทเดียวกัน กล่าวว่า 6 เดือนที่ผ่านมา กสทฯเบิกจ่ายงบฯลงทุนไปแล้ว 29% หรือ 3,000 ล้านบาท และกำลังเร่งเบิกจ่ายมากขึ้น คาดว่าในสิ้นปีนี้จะเบิกจ่ายได้ 90% ของงบลงทุนทั้งหมด

นอกจากนี้ยังจะเร่งผลักดันบริการ "แคท ซีดีเอ็มเอ" ให้มากขึ้น หลังได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ขณะนี้มีลูกค้า 80,000 รายแล้ว โดยช่วง 2-3 เดือนหลังนี้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นเกือบ 20,000 คน/เดือน แม้จะยังไม่ได้เปิดบริการระบบพรีเพด เนื่องจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นที่ต้องการอย่างมาก ซึ่งบริการด้านดาต้าเป็นจุดแข็งของซีดีเอ็มเอ

"ต่อนี้ไปจะเดินหน้าขยายลูกค้าเต็มที่ โดยไม่รอรวมโครงข่ายตามเอ็มโอยูกับ ฮัทชิสัน ที่ลงนามไปเมื่อ 31 ต.ค.2550 เพื่อให้ กสทฯเป็นเจ้าของโครงข่ายทั่วประเทศ และให้ฮัทช์เช่าใช้เพื่อทำตลาดและให้บริการ โดยกลางเดือนหน้าจะมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับแคท ซีดีเอ็มเอ คือจะกลายเป็นแคท โมบาย" และตั้งเป้าที่จะขยายฐานลูกค้าให้ถึง 200,000 รายภายในสิ้นปี

"กสทฯอาจต้องยกเลิกเอ็มโอยูฉบับเดิมกับฮัทชิสัน เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เพราะมีคนที่พร้อมเปิด 3G บนคลื่นความถี่เดิม ในอีก 4-6 เดือนทั้งดีแทค, ทรูมูฟ ถ้า กทช.อนุมัติ ทำให้จุดแข็งของซีดีเอ็มเอหมดไป ต่างจากตอนที่ทำเอ็มโอยู ตอนนั้นยังไม่มีใครทำได้ วันนี้จึงจำเป็นต้องทบทวนใหม่ ฝืนทำไปอาจไม่เป็นผลดีกับทั้งคู่ ซึ่งขณะนี้ตนกำลังทบทวนตัวเลขใหม่หมด ก่อนเสนอให้บอร์ดเห็นชอบ"

นายจิรายุทธกล่าวต่อว่า จุดแข็งของโทรคมนาคมอยู่ที่คลื่นความถี่ในมือผู้ให้บริการ ไม่ใช่โครงข่ายหรือเทคโนโลยี จึงต้องศึกษาความเหมาะสมหลายๆ เทคโนโลยี โดยขณะนี้ตนมองว่าเทคโนโลยีซีดีเอ็มเอกำลังจะตาย แต่ถามว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนหรือยัง ต้องคิดให้ดีเพราะลงทุนไปแล้วหลายพันล้านบาท ถ้าเปลี่ยนตอนนี้เท่ากับต้องลงทุนใหม่ ไม่ว่าจะ HSDPA และ LTE (long term evolution) เท่ากับลงทุนซ้ำ แม้จะเท่ากับทิ้งเงินลงทุนให้สูญไปเพียง 20% เนื่องจากใช้สถานีฐานกับเสาเดิมได้

"กสทฯต้องตัดสินใจ แต่ที่สุดแล้วต้องระมัดระวังการลงทุนที่ให้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด สร้างรายได้ให้มากที่สุด พร้อมกับดูแลบริษัทผู้รับสัมปทาน เพราะถ้าเขามีรายได้ดี กสทฯก็ได้ส่วนแบ่งมากขึ้น"

นายมารุต บูรณะเศรษฐกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาดและการขาย บริษัทเดียวกัน กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจสื่อสารข้อมูลว่า ครึ่งปีแรกทำยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 500 ล้านบาท เนื่องจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ออกใบอนุญาตเกตเวย์อินเทอร์เน็ตแก่ ผู้ประกอบการรายอื่น เช่น ทรู, ทริปเปิ้ลที, ซีเอส ล็อกซอินโฟ เป็นต้น จึงหันไปใช้ เกต เวย์ของตนเอง อีกทั้งมีการแข่งขันด้านราคาสูงมาก เช่น เดิม กสทฯตั้งราคาไว้ 12,000 บาท/Mbps ตอนนี้ตลาดแข่งจนราคาเหลือ 9,000 บาท/Mbps กับบางรายแค่ 6,000 บาทเท่านั้น

"รายได้ตรงนี้หายไปเดือนละ 20 ล้านบาท แต่ปริมาณแบนด์วิดท์ไม่ได้ลดลง เพิ่มขึ้นแต่การตัดราคาทำให้รายได้ลดลง เช่น ทรูก็ใช้เกตเวย์เรา แต่อีกส่วนหนึ่งก็ใช้ของตนเอง ส่วนรายอื่นๆ เริ่มทยอยเลิกใช้ของ กสทฯไปบ้างแล้ว แต่ที่น่าเสียดายคือ ทราฟฟิกที่ส่งผ่านเกตเวย์อื่นๆ จะวิ่งผ่านเคเบิลไปออกที่มาเลเซีย ทำให้ไทยเสียประโยชน์ เช่นเดียวกับธุรกิจโทรศัพท์ระหว่างประเทศที่ กทช.ออกใบอนุญาตใหม่"

ประชาชาติธุรกิจ 28 กรกฎาคม 2551 | ข่าว 3G



จับ Wi-Fi ใส่ "มือถือ-ทรูมูฟ" จุดขายใหม่-กลยุทธ์ (เดิม)

"ทรูมูฟ" ยอมรับว่า ผลงาน Q1 เทียบกับคู่แข่งรายอื่นๆ แล้วทำได้ไม่ดีนัก ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ โดยทำยอดขายใหม่ได้ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของตลาดรวม

สำหรับ Q2 ตัวเลขยังไม่ออก แต่อีกไม่นานคงรู้ "ทรูมูฟ" จึงขอสงวนถ้อยคำ แถมประมาณการตลาดรวมในปีนี้ โดยยังคงใช้ตัวเลขเดิม 4.5 ล้านรายอีกต่างหาก

แต่ถ้าดูสภาพการณ์โดยรวมแล้วไม่น่าต่างไปจากไตรมาสแรกสักเท่าไร เว้นแต่จะได้ปฏิหาริย์ของนักล่าฝัน "AF-อะคาเดมี แฟนเทเชีย" ซีซั่น 5 มาช่วย

...โปรดติดตาม

"เรามักสตาร์ตได้ไม่ดีเท่าไร Q1 มักเป็นแบบนี้ คงเครื่องติดช้า (หัวเราะ) แต่โดยรวมทั้งปีเป้ายังเท่าเดิม และคิดว่าไม่น่ามีปัญหา คือจะต้องมีส่วนแบ่ง 1 ใน 3 ของตลาดรวมให้ได้" ศุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด กลุ่มทรู กล่าว และว่า

สภาพการแข่งขันในครึ่งแรกของปี ถ้ามองที่รูปแบบการแข่งขันยังเป็นแบบเดิมๆ แต่ละรายแข่งขันนำเสนอแพ็กเกจค่าโทร.ต่างๆ ออกสู่ตลาด ไม่มีมุขใหม่ๆ ออกมาสร้างสีสันให้กับตลาดแต่อย่างใด

ส่วนหนึ่งเพราะตลาดโทรศัพท์มือถือเดินเข้าสู่ยุคอิ่มตัวแล้ว จากจำนวนผู้ใช้บริการที่มีมากถึง 55 ล้านราย ทำให้การเติบโตของฐานลูกค้าใหม่เป็นไปในอัตราที่ช้าลง ซึ่งสภาพการณ์นี้ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจที่เข้าสู่โหมดขาลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งานด้านเสียง (voice)

คำถามคือ จะทำอย่างไรให้เติบโต

"ศุภกิจ" เชื่อว่า การกระตุ้นให้เกิดการใช้ non-voice ช่วยได้มาก เพราะปัจจุบันมีส่วนแบ่งรายได้รวมแค่ 10-12% เท่านั้นจึงมีโอกาสโตได้อีกเยอะมาก

"ครึ่งปีหลัง data จะเป็น 1 ในเกมที่ผู้ให้บริการทุกรายลงมาเล่นกันเยอะ ซึ่งเราเชื่อว่าเรามีจุดต่างที่คนอื่นไม่มี"

ความแตกต่างที่ว่าคืออะไร

แน่นอนว่า ยุทธศาสตร์ธุรกิจของกลุ่มทรูยังไม่เปลี่ยนแปลง ธีม "convergence" ยังคงเป็นแกนหลักที่สำคัญ และมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุดกับแพ็กเกจ "ทรูมูฟ ไฮ-สปีดเน็ต" ซึ่งผสมผสาน 3 เทคโนโลยีเข้าด้วยกัน โดยมี "ทรูมูฟ" เป็นศูนย์กลาง คือลูกค้าทรูมูฟจะได้ใช้ประโยชน์จากแพ็กเกจดังกล่าวอย่างเต็มที่

ที่ทำได้ เพราะกลุ่มทรูให้บริการทั้ง 3 ระบบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น "ไว-ไฟ" ฮอตสปอตที่มีมากถึง 15,000 จุดทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่นเดียวกับ "เอดจ์ และ จีพีอาร์เอส" บนโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ "ทรูมูฟ"

รวม 3 เทคโนโลยีให้มาใช้ร่วมกันได้แล้ว ก็ยังมี "ราคาถูก" มากระตุ้นความสนใจด้วย

มีหลายแพ็กเกจให้เลือก ทั้งเหมาจ่ายรายเดือน-รายวัน อาทิ 10 บาท/วัน ใช้เอดจ์ และจีพีอาร์เอสได้ไม่จำกัด ถ้า 20 บาท/วัน ใช้ไว-ไฟได้ด้วย หรือเหมาเป็นเดือน 250 บาท ใช้เอดจ์ และจีพีอาร์เอสไม่จำกัด ถ้าอยากใช้ "ไว-ไฟ" ด้วย คิด 450 บาท/เดือน

จะเลือกแพ็กเกจ 4 in 1 ก็ได้ แต่เฉพาะลูกค้าโพสต์เพดเท่านั้น (ปัจจุบันทรูมูฟมีลูกค้าโพสต์เพดอยู่ประมาณ 7 แสนราย) เหมาจ่าย 299 บาท/เดือน โทร.ได้ 299 บาท เล่นฟรีไม่อั้น "ไว-ไฟ, เอดจ์ และจีพีอาร์เอส" 3 รอบบิลแรก รอบบิลถัดไปเล่นฟรี 30 ช.ม./เดือน

"พิรุณ ไพรีพ่ายฤทธิ์" ผู้อำนวยการสายงานบริการมัลติมีเดีย บริษัทเดียวกัน เสริมว่า ลูกค้าทรูมูฟที่จดทะเบียนใช้จีพีอาร์เอส และเอดจ์ในปัจจุบันมีมากกว่า 3 ล้านราย แต่ที่ใช้บริการต่อเนื่องมีประมาณ 2 ล้านราย เพิ่มขึ้นเท่าตัวเทียบกับ 2 ปีที่แล้ว ในแง่การใช้งานต่อคนก็เพิ่มขึ้นมาก เฉลี่ย 4.5 เม็ก/เดือน จากเดิม 1.6 เม็ก/เดือน

อย่างไรก็ตาม การใช้งานมากถึง 92% ก็เพื่อต่ออินเทอร์เน็ต อีก 6% เป็น WAP และ MMS เพียง 2% เท่านั้น

"killer application" ของบริการมือถือที่ตามหากันมานาน ต่อจาก "บริการเสียงเพลงรอสาย" จึงหนีไม่พ้น "อินเทอร์เน็ต" โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตพิรุณฟันธง

"ถามว่า กลุ่มที่ใช้ไฮสปีดเน็ตมากๆ เป็นใคร ก็คือกลุ่มที่ใช้โน้ตบุ๊ก+ไว-ไฟ ซึ่งพื้นที่บริการอาจยังไม่ครอบคลุมเท่าไร แต่ถ้ามีทั้งไว-ไฟ+เอดจ์+จีพีอาร์เอส ด้วย จะหมดปัญหาเรื่องพื้นที่ใช้งาน คนที่ใช้อยู่แล้วก็จะสะดวกขึ้น คนที่ยังไม่เคยใช้ก็มีโอกาสเข้ามาใช้งานได้ง่ายขึ้นด้วย"

กลุ่มลูกค้าที่น่าจะถูกอกถูกใจ "ทรูมูฟ ไฮ-สปีดเน็ต" กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่ใช้โน้ตบุ๊ก หรือซับโน้ตบุ๊กทั้งหลาย ได้แก่ คนทำงาน และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา

กลุ่มถัดมา เป็นกลุ่มที่ใช้มือถือรุ่นใหม่ๆ ที่มีไว-ไฟในตัว เช่น ไอโฟน, สมาร์ตโฟน, พีดีเอโฟน เป็นต้น

"นนท์ อิงคุทานนท์" รองผู้อำนวยการสายงาน ไวร์-ไลน์ บรอดแบนด์ บริษัทเดียวกัน เสริมว่า ลูกค้าที่ใช้ไว-ไฟของทรูมีประมาณ 5 หมื่นราย มีทั้งที่เป็นลูกค้าทรูมูฟ และที่ใช้ไฮสปีดเน็ต ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องที่รองรับไว-ไฟในตลาดเป็นจำนวนกว่า 6 ล้านเครื่อง เป็นโน้ตบุ๊กประมาณ 5 ล้าน ที่เหลือเป็นมือถือ, พีดีเอ, สมาร์ตโฟน และอื่นๆ จึงมีความต้องการในการใช้งานอีกเยอะมาก และเชื่อว่าแพ็กเกจนี้จะช่วยให้การใช้ไว-ไฟเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 100%

"เฉพาะคน กทม.มีประมาณ 3 ล้านที่พร้อมใช้ไว-ไฟ แต่ที่ยังมีคนใช้ไม่เยอะ เพราะแพง แต่ตอนนี้ไม่อีกต่อไปแล้ว ทรูมูฟไฮ-สปีดเน็ตที่ออกมาล่าสุดถูกมาก เรียกว่าราคาสั่นสะเทือนวงการได้เลย เพราะค่าบริการไว-ไฟที่คิดกันทุกวันนี้ เฉลี่ยชั่วโมงละ 100 กว่าบาท"

บริการ "ไว-ไฟ" ของกลุ่มทรูจึงเป็นอีกจุดขายที่เข้ามาเสริมสร้างความแตกต่าง (อีกครั้ง) ให้กับ "ทรูมูฟ-บริการโทรศัพท์มือถือ"

ประชาชาติธุรกิจ 28 กรกฎาคม 2551 | ข่าว 3G



ยึดม.80แบ่งคลื่นให้"ดีแทค-ทรูมูฟ"

"กสทฯ" ยันแบ่งคลื่น 850 MHz ให้ "ดีแทค-ทรูมูฟ" ทำมือถือ 3G ไม่เข้าข่ายโอนคลื่น ยื่น กทช.ใช้สิทธิ ม.80 พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม ชี้แค่ปรับปรุงรายละเอียดการใช้ความถี่เดิมใหม่ แต่ต้องเดินตามเกณฑ์ "พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ" เพราะเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในสัมปทาน แต่เชื่อไม่ยืดเยื้อ เหตุทำก่อนปรับแก้ตามหลังได้ ฟาก "กทช." เผยต้องระบุให้ชัดว่า ใช้สิทธิตามมาตราไหน-ทำไม "ดีพีซี" ไม่มีเอี่ยวด้วย

แหล่งข่าวระดับสูงจาก บมจ.กสท โทรคมนาคม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กสทฯจะใช้สิทธิตามมาตรา 80 พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ในกรณีปรับปรุงการใช้งานคลื่นความถี่ใหม่ให้ดีแทคและทรูมูฟนำไปอัพเกรดบริการ 3G (third generation) เพราะดำเนินการภายในขอบเขตความถี่ของ กสทฯที่ได้รับการจัดสรรเดิม เพียงปรับปรุงรายละเอียดเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตว่า ผู้รับสัมปทานรายไหนใช้งานความถี่ย่านใดเท่านั้น ไม่ได้จัดสรรคลื่นความถี่ใหม่แต่อย่างใด

สำหรับสิทธิตามมาตรา 53 ใน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ซึ่งเกี่ยวข้องกับประกาศ กทช.ว่าด้วยการโอนคลื่น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากตามหลักเกณฑ์จะโอนคลื่นหรือดำเนินการใดๆ ได้กับผู้รับใบอนุญาตจาก กทช.เท่านั้น แต่ดีแทคและทรูมูฟเป็นผู้รับสัมปทานไม่ใช่ผู้รับใบอนุญาต ทั้งมีขั้นตอนซับซ้อนยุ่งยาก ต้องทำประชาพิจารณ์เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความเห็น ใช้เวลานาน

"ถ้าเข้า ม.53 จะกลายเป็นว่า ทรูมูฟ- ดีแทคเป็นผู้รับใบอนุญาตจาก กทช.ซึ่งไม่ถูกต้อง ทั้งคู่เป็นเพียงผู้รับสัมปทาน ขณะที่ ม.80 เป็นการดำเนินการภายใต้สิทธิเดิมของ กสทฯ แค่ปรับปรุงรายละเอียดการใช้งานแต่ละย่านความถี่ แต่ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมการงานภาครัฐและเอกชน พ.ศ.2535 เพราะถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาสัมปทานต้องให้ ครม.อนุมัติ แต่ไม่น่ามีปัญหาเพราะมีสัญญาหลายฉบับที่กฤษฎีกาชี้มาแล้วว่า ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เช่น Hutch ก็ให้บริการได้แล้วค่อยดำเนินการให้ถูกต้องภายหลัง กรณีนี้ก็เช่นกัน"

ทั้งนี้ในการปรับปรุงการใช้งานความถี่ของ กสทฯ จะแบ่งคลื่นความถี่ย่าน 800 MHz จากดีแทค ซึ่งมีอยู่ 12.5 MHz คือย่าน 835-845 MHz 880-890 MHz และ 846.5-849 MHz 891.5-894 MHz ให้ทรูมูฟ จำนวน 2.5 MHz ขณะที่ กสทฯแบ่งย่านความถี่ที่ใช้งานสำหรับ CAT CDMA และ Hutch ที่มี 12.5 MHz คือย่าน 824-835 MHz 869-880 MHz และ 845-846.5 MHz 890-894.5 MHz ให้ทรูมูฟอีก 2.3 MHz

เมื่อดำเนินการเสร็จทำให้ดีแทคมีแบนด์วิดท์สำหรับทำ 3G จำนวน 10 MHz ในย่าน 839-849 MHz 884-894 MHz ขณะที่ทรูมูฟมีแบนด์วิดท์ประมาณ 4.8 MHz ในย่าน 834.2-839 MHz และ 879.2-884 MHz ขณะที่ CAT CDMA และ Hutch เหลือ 10.2 MHz ย่านความถี่ 824-834.2 MHz และ 869-879.2 MHz

แหล่งข่าวจาก บมจ.กสท โทรคมนาคม กล่าวถึงกรณีบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) ว่า กสทฯมีเหตุผลชี้แจงได้ว่าเพราะอะไรถึงไม่แบ่งคลื่นให้ดีพีซี โดยสถิติการประกอบการและการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดของดีพีซีในช่วงที่ผ่านมามีลูกค้าเพียงไม่กี่แสนราย ขณะที่ทรูมูฟมีลูกค้ากว่า 12 ล้านราย สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการใช้คลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพที่ต่างกัน อีกทั้ง บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ในเครือเดียวกับดีพีซี ก็เปิดให้บริการ 3G ไปแล้วด้วย

ก่อนหน้านี้ นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการอนุมัติให้ กสทฯทำการปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ เพื่อให้ผู้รับสัมปทานคือดีแทคและทรูมูฟอัพเกรดโครงการข่ายด้วยเทคโนโลยี HSDPA (high-speed downlink packet access) ว่า กทช.ยังไม่ได้อนุมัติให้ กสทฯปรับปรุงการใช้งานความถี่แต่อย่างใด เนื่องจากต้องการคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนว่า กสทฯจะดำเนินการดังกล่าวโดยใช้สิทธิตามมาตราไหน และต้องการคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับการ วิเคราะห์ผลกระทบว่าจะมีต่อผู้ให้บริการรายอื่นหรือไม่อย่างไร

รวมถึงทำให้เกิดการกีดกันการแข่งขันหรือไม่ เนื่องจากยังมีบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด เป็นผู้รับสัมปทานจาก กสทฯด้วย แต่ กสทฯไม่ได้พิจารณาปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่เพื่อรองรับเทคโนโลยี HSDPA และได้ส่งสำเนาหนังสือคัดค้านการดำเนินการดังกล่าวให้ กทช.แล้ว ดังนั้น กทช.จึงต้องการทราบว่า กสทฯมีเหตุผลอย่างไรในการปรับปรุงย่านความถี่เฉพาะดีแทคและ ทรูมูฟเท่านั้น

"กรณีนี้ต่างจากการปรับปรุงโครงข่ายของเอไอเอส เพราะเอไอเอสทำการอัพเกรดโครงข่ายบนย่านความถี่เดิม แต่ กสทฯเป็นการปรับปรุงการใช้งานความถี่ก่อนแล้วค่อยทำการอัพเกรดโครงข่าย"

ประชาชาติธุรกิจ 24 กรกฎาคม 2551 | ข่าว 3G



ดีแทค-ทรูมูฟลุ้นสัปดาห์หน้ากทช.ไฟเขียวอัปเกรด 3G

กทช.อนุมัติ กสท ปรับปรุงการใช้งานคลื่นความถี่ 800 MHz พร้อมให้สิทธิ กสท จัดสรรความถี่ให้ผู้รับสัมปทานตามประโยชน์ของบริษัทฯ เป็นหลัก สัปดาห์หน้าพิจารณาอนุญาตอัปเกรด 3Gให้ดีแทค ทรูมูฟพร้อมกัน

นายสุรนันท์ วงค์วิริยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการ(บอร์ด)โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กทช. อนุมัติให้ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) หรือ กสท ดำเนินการปรับปรุงการใช้งานคลื่นความถี่ 800 MHz ตามมาตรา 80 ของพ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยเป็นการจัดช่วงคลื่นความถี่ภายในระบบ Guard Band ที่สามารถป้องกันการรบกวนคลื่นความถี่ใกล้เคียงและเป็นการดำเนินการธุรกิจ Co-banding ระหว่าง กสท กับบริษัทร่วมสัมปทานคือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ ดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด

ส่วนการพิจารณาอนุญาตอัปเกรดความถี่ 800 MHz ด้วยเทคโนโลยี HSPA เพื่อให้บริการ 3G แก่ ดีแทค และทรูมูฟ นั้นจะนำเข้าพิจารณาในการประชุมบอร์ดครั้งหน้าวันที่ 31 ก.ค. 51

ทั้งนี้ การปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ 800 MHz จะทำให้ กสท สามารถใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ดังกล่าวได้มากขึ้น และยังสามารถสร้างรายได้ให้ กสท ได้มากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่ง กสท ยืนยันว่าการปรับปรุงความถี่ดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อสัญญาสัมปทานเดิม

สำหรับการนำคลื่นความถี่ 800 MHz ไปจัดสรรให้พันธมิตรนำไปอัปเกรดเป็นระบบ 3G นั้นเป็นหน้าที่ของ กสท เป็นผู้พิจารณาในฐานเจ้าของความถี่ โดย กสท ต้องคำนึงถึงผลตอบแทนของบริษัท เป็นหลัก

“หน้าที่การนำความถี่ที่ปรับปรุงแล้วไปจัดสรรให้แก่ ผู้ร่วมการงานนั้น ต้องแล้วแต่การพิจารณาของ กสท เพราะเป็นเจ้าของความถี่ ซึ่งตามหลักการ ต้องเลือกคู่สัมปทานที่ให้ผลตอบแทนแก่ กสท เป็นอย่างดี”นายสุรนันท์กล่าว

นายสุรนันท์กล่าวต่อว่า บอร์ดยังมีมติไม่อนุญาตยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ให้บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ระบุให้กทช.มีหน้าที่ลดหย่อนค่าปรับ เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามสัญญา

ผู้จัดการออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2551 11:08 น. | ข่าว 3G



ทรูมูฟดัมป์ค่าเน็ตพกพาถูกกว่าก๋วยเตี๋ยว WiFi / EDGE / GPRS เล่นไม่อั้นวันละ20บ.

ในยุคที่ก๋วยเตี๋ยวราคาเฉลี่ยชามละสามสิบบาท ล่าสุดทรูมูฟเปิดตัวแพคเก็จอินเทอร์เน็ตสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ราคาต่ำสุดวันละ 10 บาท ที่โดดเด่นที่สุดคือการพ่วง 3 เครือข่าย WiFi/EDGE/GPRS ให้ผู้ใช้เล่นไม่อั้น 20 บาทต่อวัน มั่นใจโปรโมชันนี้จะดึงผู้ใช้ให้เพิ่มขึ้นจนรายได้จากบริการนอนวอยซ์ของทรูมูฟเติบโตขึ้นอีก 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ คาดผู้ใช้อุปกรณ์พกพาที่รองรับ WiFi กว่า 3 ล้านรายในกทม.จะแห่เป็นลูกค้าทรูมูฟ

นายสุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ ผู้อำนวยการด้านการตลาดและการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงสาเหตุที่ทรูมูฟเพิ่งจะปรับลดราคาให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ผ่าน 3 เครือข่าย WiFi/EDGE/GPRS ว่าเป็นเพราะขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพา เครือข่าย และคอนเทนท์ ต่างจากอดีตที่ตลาดยังไม่เอื้ออำนวย

"ที่เริ่มทำตลาดตอนนี้เพราะทุกอย่างพร้อม ขณะนี้มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาที่รองรับเครือข่าย WiFi ประมาณ 5-6 ล้านเครื่องในประเทศไทย กว่า 3 ล้านเครื่องน่าจะอยู่ในกทม. คิดว่านี่เป็นจำนวนมากพอที่จะสร้างรายได้ให้ทรูมูฟ ขณะเดียวกัน คอนเทนท์บนอินเทอร์เน็ตสมัยนี้ก็ต้องใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เราเลยลองปรับตลาดดูว่าจะเป็นยังไง จากการทำรีเสิร์ชมาพบว่าผู้บริโภคอยากใช้งานในระดับราคานี้ และนี่เป็นครั้งแรกที่มีการรวม 3 เน็ตเวิร์กไว้ในแพคเก็จเดียว คู่แข่งก็ยังไม่มีใครทำแพคเก็จสามเครือข่าย"

ทรูมูฟเรียกโปรโมชันนี้ว่า Hi-speed Net แบ่งเป็น 3 แพคเก็จ หนึ่งคือเหมาจ่าย 10 บ./วัน 250 บ./เดือน ใช้บริการ Edge/GPRS ไม่จำกัด สองคือแพ็คเกจเหมาจ่าย 20 บ./วัน 450 บ./เดือน ใช้บริการ WiFi/Edge/GPRS ไม่จำกัด สามคือแพ็คเกจ Hi-speed Net 4 in 1 ฟรี WiFi/Edge/GPRS ไม่อั้น 3 รอบบิลแรกเหมาจ่าย 299 บาทต่อเดือน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ผู้ไม่มีซิมการ์ดของทรูมูฟจะต้องซื้อในราคา 99 บาท และ WiFi ในแพคเก็จนี้ให้บริการที่ 256k ซึ่งทรูคาดว่าเหมาะสมกับบริการอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ

"วิธีการใช้คือโทร *9000 เริ่มใช้บริการได้หลังจากได้รับข้อความ (SMS) ยืนยันการสมัครใช้บริการเรียบร้อย เหมาจ่ายรายวันไม่ว่าจะเริ่มใช้กี่โมงจะตัดทิ้งตอนเที่ยงคืนทุกวัน ทุกโปรโมชันสำหรับลูกค้าทรูมูฟเท่านั้น อุปกรณ์จะตรวจจับเครือข่าย WiFi ก่อนเพราะความเร็วสูงสุด หากไม่เจอจะเชื่อมต่อกับ Edge และ GPRS ซึ่งมีความเร็วต่ำกว่า"

นายสุภกิจระบุว่าระยะเวลาโปรโมชันคือ 21 ก.ค. - 31 ต.ค. 2551 เพื่อให้ทรูได้วัดผลและเสียงตอบรับจากผู้บริโภค ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มยอดผู้ใช้บริการเครือข่าย WiFi ได้อย่างแน่นอน

"แพคเก็จนี้น่าจะทำให้ลูกค้า WiFi ของทรูเพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับที่แพคเก็ตไฮสปีดอินเทอร์เน็ตในบ้านของทรูทำได้ ที่ผ่านมา การเติบโตของรายได้กลุ่มนอนวอยซ์ของทรูอยู่ที่ประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ ปีนี้เชื่อว่าจะไม่ต่ำกว่านั้น กลุ่มเป้าหมายแพคเก็จรายวันและรายเดือนคือผู้ใช้โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ที่มี WiFi แต่ยังไม่แน่ใจเพราะชั่วโมงแพง ขณะเดียวกันเราก็มีซิมให้ผู้ใช้แลปทอปเสียบลงในแอร์การ์ดได้เลย สรุปว่าครบทุกกลุ่ม"

ขณะนี้ ทรูมีลูกค้า WiFi ราว 50,000 ราย จำนวนสมาชิกบริการ Edge/GPRS ราว 3 ล้านคนแต่มีการใช้งานจริง 2 ล้านคน จุดนี้ทรูเชื่อว่าแพคเก็จนี้จะสามารถจูงใจ 1 ล้านคนที่เหลือได้ในทันที

ผู้บริหารทรูให้ข้อมูลว่า ปริมาณการใช้งานข้อมูลผ่านเครือข่าย Edge/GPRS ของคนไทยเฉลี่ยคิดเป็น 1.5MB ต่อเดือนในปี 2006 ขณะนี้เพิ่มขึ้นเป็น 4.5MB ต่อเดือน คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวในระยะเวลา 2 ปี ตัวเลขนี้สนับสนุนให้ทรูมองว่าโอกาสสร้างรายได้ในช่วงเวลานับจากนี้คือบริการนอนวอยซ์ หลังจากที่ผ่านมา ทรูมูฟใช้กลยุทธ์ดัมป์ค่าโทรจนสามารถมีส่วนแบ่งตลาดผู้ใช้รายใหม่ 1 ใน 3 ได้สำเร็จ

จุดนี้ทรูมูฟระบุว่ามีรายได้นอนวอยซ์เพียง 11-12 เปอร์เซ็นต์ในขณะนี้ เป็นสัดส่วนที่เล็กและสามารถเติบโตได้อีก

ปัจจุบัน คู่แข่งของทรูมูฟอย่าง DTAC นั้นให้บริการแพคเก็จ EDGE/GPRS 3 ชั่วโมงต่อเดือน ค่าบริการเดือนละ 30 บาท แพคเก็จรายวัน EDGE/GPRS ค่าบริการ 39 บ./วัน เหมาจ่าย 249 บ./สัปดาห์ ขณะที่ AIS คิดค่าบริการ EDGE/GPRS ส่วนเกินจาก Package คิดอัตราปกตินาทีละ 1 บาท มีบริการแพคเก็จ GPRS 200 ชม.เหมาจ่าย 500 บาท ถือว่ามีอัตราค่าบริการสูงกว่าทรูมูฟอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ค่าบริการ WiFi ในร้านทรูคาเฟ่อยู่ที่ชั่วโมงละ 150 บาท

"ยอมรับว่าปัญหาคอขวดอาจจะมีในเขตเมืองที่มีผู้ใช้งานมากๆ เช่น สีลม ทองหล่อ หรือราชดำริ แต่เรามีการลงทุนเพื่อขยายสัญญาณในจุดฮอตสป็อตที่ทรูมีอยู่ 15,000 จุดเพื่อป้องกันแล้ว ฮอตสปอตคลุมสยามทั้งหมด และถนนหลัก 10 สายในกรุงเทพฯ และในเร็วๆนี้ทรูจะเปิดแคมเปญร่วมกับผู้จำหน่ายอุปกรณ์อย่างโทรศัพท์และโน้ตบุ๊กที่น่าสนใจ เชื่อว่าปีนี้จะมีการแข่งขันในบริการนอนวอยซ์ที่ดุเดือดมากขึ้น ซึ่งในที่สุดผู้บริโภคก็จะได้ประโยชน์"

ผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2551 15:44 น. | ข่าว 3G



ดีแทคพ้ออัปเกรด HSPA สะดุด‘ซวยซ้ำซาก’ กสทยึด ม.80 ท่องคาถาปลอดภัยไว้ก่อน

"กสท"ยันแนวทางอัปเกรดโครงข่ายมือถือ HSPA ของดีแทคกับการปรับเปลี่ยนความถี่ต้องไปด้วยกัน แยกหนังสือเป็น 2 ฉบับไม่ได้ ย้ำต้องเดินตามมาตรา 80 ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ โดยต้องผ่านคณะกรรมการตามมาตรา 13 และ 22 ของพ.ร.บ.ร่วมทุนรัฐกับเอกชนปี 2535 ‘พิศาล’ชี้เรื่องความถี่ต้องปลอดภัยไว้ก่อน ส่วนเลขาธิการกทช.ระบุกสทต้องเลือกแนวทางให้ชัด คาดรู้ผล 24 ก.ค.นี้ ด้าน ‘ธนา’ โอดทำอย่างนี้ดีแทคซวยซ้ำซาก กสทก็เสียประโยชน์

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่าเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ดีแทคได้ทำหนังสือถึงประธานบอร์ดบริษัท กสท โทรคมนาคมเรื่องการยื่นขอปรับปรุงโครงข่ายวิทยุคมนาคมในระบบเซลลูลาร์ โดยใช้เทคโนโลยี HSPA และการขอปรับเปลี่ยนการใช้คลื่นความถี่จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เนื่องจากบอร์ดกสทได้มีมติจากการประชุมเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2551 เห็นชอบให้ดีแทคปรับปรุงโครงข่ายโทรศัพท์มือถือให้ความสามารถในการรับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูงด้วยเทคโนโลยี HSPA และได้เสนอให้ดีแทคปรับเปลี่ยนการใช้คลื่นความถี่ (Reallocate Frequency) เพื่อจะได้มีการใช้ประโยชน์จากความถี่ได้สูงสุดซึ่งหาก กทช.หรือหน่วยงานเกี่ยวข้องมีคำสั่งตามกฎหมายให้มีการปรับเปลี่ยนเช่นนั้น ดีแทคก็ยินดีที่จะปฏิบัติตามคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมายดังกล่าวทันที

ทั้งนี้ กสทได้ทำหนังสือลงวันที่ 16 มิ.ย.ขออนุมัติเรื่องดังกล่าวไปยังกทช.กล่าวคือขอให้กทช.อนุมัติการปรับปรุงโครงข่ายวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์โดยนำเทคโนโลยี HSPA มาให้บริการและขอให้กทช.ปรับเปลี่ยนการใช้ความถี่ (Reallocate Frequency) จากเดิมที่ดีแทคได้รับการจัดสรรให้ใช้ความถี่ 835.0-845.0 MHz คู่กับ 880.0-890.0 MHz และ 846.5-849.0 MHz คู่กับ 891.5-894.0 MHz มาเป็นความถี่ 839.0-849.0 MHz คู่กับ 884.0-894.0 MHz

แต่กสทได้ทำการเสนอขออนุมัติเรื่องดังกล่าวทั้ง 2 เรื่องไปในจดหมายฉบับเดียวกัน ทำให้ขั้นตอนการอนุมัติเรื่องการขอปรับปรุงโครงข่ายโดยเทคโนโลยี HSPA ของดีแทคต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากขั้นตอนในการขอให้กทช.พิจารณาปรับเปลี่ยนการใช้ความถี่ (Reallocate Frequency) นั้นกทช.จะต้องใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลและพิจารณาข้อกฎหมายต่างๆในรายละเอียดจึงไม่อาจทำการอนุมัติได้รวดเร็วเหมือนการอนุมัติเรื่อง HSPA

ดังนั้น ดีแทคอยากขอให้กสททำหนังสือขออนุมัติไปยังกทช.ใหม่โดยทำการแยกขออนุมัติเป็น 2 เรื่องด้วยหนังสือแยกจากกัน 2 ฉบับกล่าวคือหนังสือฉบับที่หนึ่งเป็นเรื่องการขออนุมัติปรับปรุงโครงข่ายวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์โดยนำเทคโนโลยี HSPA มาให้บริการของดีแทคบนความถี่เดิม (ความถี่ 835.0-845.0 MHz คู่กับ 880.0-890.0 MHz และ 846.5-849.0 MHz คู่กับ 891.5-894.0 MHz) ซึ่งกทช.สามารถอนุมัติได้ทันทีในลักษณะเดียวกับที่กทช.อนุมัติให้เอไอเอสและบริษัท ทีโอที ไปแล้ว

หนังสือฉบับที่ 2 เป็นเรื่องการขอปรับเปลี่ยนการใช้ความถี่ (Reallocate Frequency) เพื่อจัดสรรความถี่ใหม่ ซึ่งกทช.อาจใช้เวลาในการพิจารณาข้อมูลนานกว่าการพิจารณาเรื่อง HSPA ตามหนังสือฉบับที่ 1

‘การแยกเรื่องดังกล่าวเป็นหนังสือ 2 ฉบับทำให้ง่ายต่อการอนุมัติและดีแทคก็สามารถดำเนินการปรับปรุงโครงข่ายได้โดยเร็ว ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้และเป็นประโยชน์แก่กสท และหากต่อมาเมื่อกทช.อนุมัติให้ปรับเปลี่ยนความถี่ได้ ดีแทคก็พร้อมที่จะดำเนินการปรับเปลี่ยนความถี่ให้ทันที’

นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า แม้ดีแทคจะระบุว่าที่ผ่านมาการพิจารณาของกทช.ล่าช้า เพราะกสทเสนอขออนุมัติเรื่องดังกล่าวทั้ง 2 เรื่องไปในจดหมายฉบับเดียวกัน ทำให้ขั้นตอนพิจารณาการปรับเปลี่ยนการใช้ความถี่( Reallocate Frequency) ต้องใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลและพิจารณาข้อกฎหมายต่างๆในรายละเอียดมากกว่าเรื่อง HSPA

แต่ กสท พิจารณาแล้วเห็นว่าจะส่งข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมไปที่กทช. ภายในวันนี้ โดยไม่ได้แยกหนังสือเป็น 2 ฉบับตามที่ดีแทคต้องการเพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดความล่าช้ามากยิ่งขึ้น และ กสท ได้เลือกรายละเอียดข้อกฎหมายเพื่อดำเนินการทั้ง 2 เรื่องแล้วซึ่งคาดว่าน่าจะชัดเจน และครบตามที่กทช.ต้องการนำไปพิจารณาในบอร์ดโดยกสทต้องการยึดตามมาตรา 80 ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งหมายถึงกระบวนการทั้งหมดต้องเดินไปตามพ.ร.บ.ร่วมการงานรัฐและเอกชน พ.ศ.2535

หมายความว่า หากกทช.อนุมัติให้ทำได้แล้วกรณี ของดีแทค ก็ต้องนำเรื่องเสนอเข้าในคณะกรรมการตามมาตรา 22 ของพ.ร.บ.ร่วมการงานฯ ก็สามารถดำเนินการได้เลยส่วนกรณีทรูมูฟนั้นต้องนำเข้าพิจารณาในคณะกรรมการมาตรา 13 ของพ.ร.บ.ร่วมการงานฯ และหลังจากนั้นก็ต้องนำเข้าเสนอในครม.ด้วย โดยกสทคาดว่าขั้นตอนทั้งหมดคงใช้เวลาไม่มากเพราะประธานคณะกรรมการตามมาตรา 13 และมาตรา 22 เป็นคนเดียวกันคือนายธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงไอซีที

‘ถึงแม้กรณีดีแทคจะเป็นการอัปเกรดด้วยเทคโนโลยี HSPA แต่ผมเห็นว่าการทำงานบนหลักการปลอดภัยไว้ก่อนดูน่าจะเหมาะสมกว่า’

อย่างไรก็ตามกสทก็มีทางเลือกอื่นที่สามารถทำได้คือการยึดตามมาตรา 53 ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งเป็นการโอนสิทธิในความถี่ซึ่งอยู่ในข่ายการพิจารณาของ กทช. เองได้เลย แต่กสทไม่เลือกแนวทางนี้ เพราะกสทไม่อยากให้มีประเด็นตรวจสอบย้อนหลังในเรื่องการโอนความถี่จากรัฐให้เอกชนซึ่งกสทต้องการให้เกิดความรอบคอบมากที่สุดจึงเลือกใช้กระบวนการตามมาตรา 80 แทน

ด้านนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการกทช.กล่าวว่าการที่บอร์ดกทช.พิจารณาเรื่องของกสท 2 ครั้งและยังไม่อนุมัติพร้อมทั้งขอรายละเอียดด้านกฎหมายเพิ่มเติมเป็นเพราะกทช.ต้องการให้กสทตัดสินใจว่าจะเลือกแนวทางไหน โดยกสทสามารถเลือกเดินตามมาตรา 53 ของพ.ร.บ.องค์กรคลื่นความถี่ซึ่ง เป็นเรื่องของการโอนความถี่เป็นหลัก ว่าจะโอนกันอย่างไร โอนไปทำร่วมกันกับเอกชน หรือโอนให้เอกชนไปทำเลย ซึ่งมาตรา 53 อยู่ในข่ายอำนาจพิจารณาของกทช.หรือ กสท จะเลือกตามมาตรา 80 ซึ่งเป็นเรื่อง”การคงสิทธิเดิมของกสทตามที่มีอยู่” ซึ่งหากเลือกมาตรานี้ ก็จะต้องเดินตามพ.ร.บ.ร่วมการงานรัฐและเอกชน พ.ศ.2535

‘กทช.จะประชุมเรื่องของกสทในวันที่ 24 ก.ค.นี้ ซึ่งการอัปเกรดบริการใหม่ในความถี่เดิม ก็มีการทำกันมาแล้ว แต่อยู่ที่กสทจะเลือกแนวทางไหน’

ด้านายธนา กล่าวทิ้งท้ายว่าการที่กสทเลือกจะเดินตามมาตรา 80 นั้น ก็อาจทำให้กระบวนการให้บริการ HSPAของดีแทคล่าช้าออกไปและยิ่งช้าออกไปมากเท่าใดทางกสทก็จะเสียประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น

‘เรียกว่าดีแทคซวยซ้ำซาก ซึ่งกสทก็ตกที่นั่งลำบากพอกัน เพราะด้านทีโอทีกับเอไอเอสเดินไปไกลแล้ว มีทั้งการอัปเกรดเป็น HSPA และไทยโมบาย 3G’

ผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2551 10:11 น. | ข่าว 3G



ข่าว 3G หน้าที่   1   2   3   4   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14   15   16   17   18   19   20   21   22   23   24   25 

ข่าว 3G || ข่าว IT

AIS Aircard| AirCard| แอร์การ์ด| AirCard USB| GPRS| EDGE| 3G| Dtac aircard| 3G AirCard| 3G Router| GPS ติดรถ| GPS| GPS คืออะไร| GPS Navigator| ราคา GPS ติดรถ| ราคา GPS| GPS ติดตามรถ| GPS tracking| GPS tracker| GPS กันขโมย| ระบบติดตามรถยนต์

GPSIAMDOTCOM 323/8 ซอยภาวนา ถนนลาดพร้าว41 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ 10310
โทรศัพท์ : 02-9399-616 - 17, 02-939-8912 / Fax : 02-939-8913