AirCard

GPS ติดรถ


GPS ติดตามรถ


  Software ติดตามรถยนต์
  ทดลองใช้งาน Software


ถาม-ตอบ Aircard, 3G Router, GPS Navigator
Speedtest : ความเร็ว Air Card


© AirCard Shop.com

หน้าแรก

แจงชัด! ยุทธศาสตร์ 3G ทีโอที-กสท. "ไอซีที" สยบข่าวสับสน

รมว.ไอซีที แจงยุทธศาสตร์สื่อสารโทรคมนาคม ระบบ 3จี ยุติความสับสน "ทีโอที-กสท." ลั่นเดินคนละเส้นทาง ไม่เกี่ยวข้องกัน ชี้ชัด "ทีโอที" ต้องเดินหน้าพัฒนาโครข่าย 3จี ตามแผนต่อไป เพื่อไม่ให้ประเทศเสียโอกาส ขณะที่ กทช.มีหน้าที่แค่ออกไลเซ่นเท่านั้น ย้ำชัด 3 ธ.ค.เปิดให้บริการในเขต กทม.และปริมณฑล แน่นอน

ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์เครือข่าย 3จี ซึ่งหลายฝ่ายยังสับสนกรณีการออกใบอนุญาต 3จี ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และเครือข่าย 3จี ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวง

"กระทรวงยืนยันว่า ทีโอที ยังจำเป็นต้องเดินหน้าการดำเนินการธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี และดำเนินการเฟส 2 ต่อเนื่อง ในวงเงิน 20,000 ล้านบาท เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2551 และเป็นไปตามนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ระบุว่า นโยบายด้านไอทีและการสื่อสาร ต้องมีการพัฒนาโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมให้ครอบคลุมทั่วประเทศ แม้ปัจจุบันระบบ 3 จีของไทย จะพัฒนาได้ล่าช้ากว่าต่างประเทศ"

ทั้งนี้ การเดินหน้าดำเนินธุรกิจ 3 จีของ ทีโอที ไม่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจ 3 จี ของคณะกรรมการ กทช. เพราะหาก ทีโอที ต้องหยุดดำเนินการตามแผน อาจทำให้ประเทศเสียโอกาสทางธุรกิจได้ หากในอนาคต กทช.ต้องสะดุด ไม่สามารถออกไลเซ่นได้ เพราะมีกรรมการแค่ 3 ท่าน ไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนดไว้

"ระบบ 3 จีของทีโอที จะดำเนินต่อไป เรายังไม่ยกเลิก เพราะไม่เกี่ยวกับ กทช. ที่มีหน้าที่แค่ให้ไลเซ่นเท่านั้น ต้องขอย้ำว่า เราไม่ล้มเลิก 3 จี อย่างแน่นอน"

ร.ต.ระนองรักษ์ กล่าวอีกว่า ทีโอที จะเปิดให้บริการระบบ 3จี ได้เป็นครั้งแรกในวันที่ 3 ธันวาคม 2552 ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีจำนวนสถานีฐาน 548 สถานี และเฟสที่ 2 อยู่ระหว่างการจัดทำแผนธุรกิจ และเตรียมจะเสนอ ครม.ต่อไป โดยจะเป็นการลงทุนโครงข่ายอีก 3,800 สถานีฐาน และคาดว่า ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2552 จะเปิดขายซองเพื่อให้เอกชนเข้ามาประมูลดำเนินโครงการข่ายระบบ 3 จี และจะทราบผลผู้ชนะการประมูล ภายในเดือนเมษายน 2553

นอกจากนี้ กระทรวงยังได้มอบหมายให้ ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ตรวจสอบสัญญาสัมปทานเดิมที่ทำไว้กับคู่สัญญา ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพื่อพิจารณาการกำหนดแนวทางการแปรสัญญาสัมปทาน โดยให้ทบทวนว่าเงื่อนไขใดยังไม่ได้ดำเนินการตามสัญญา หรือได้ดำเนินการไปแล้วบ้าง

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 พฤศจิกายน 2552 | ข่าว 3G



3G ส่อเลื่อนประมูลเป็นมี.ค.53

กทช. เล็งยื่นกฤษฎีกาตีความอำนาจหน้าที่สัปดาห์หน้า กระทบแผนเปิดประมูลคลื่น 3จีลากยาวเป็นอย่างเร็วเดือน มี.ค. 53 เผยตัวเลขประมาณการณ์ 4 ปี ใบอนุญาต 3จี กระตุ้นการลงทุน 5 แสนล้านบาท ด้านซีอีโอ กสท เตรียม 2 แนวทางแปลงสินทรัพย์โครงข่ายเป็นทุน รับนโยบายสิ้นสุดสัมปทานตามแผนแม่บทไอซีที ฉบับที่ 2 ทั้งให้เอกชนแบ่งจ่ายค่าเช่าโครงข่าย และเป็นหุ้นในบริษัทคู่สัญญา

นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวในงานเสวนา "3 จี ผลกระทบกระทบต่อตลาดทุนไทย" วานนี้ (5 พ.ย.) ว่า สัปดาห์หน้า กทช. จะส่งหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า กทช. ชุดปัจจุบันมีอำนาจหน้าที่จัดประมูลคลื่นความถี่ 3 จีได้หรือไม่ และจะรอคำตีความกลับมาก่อนเดินหน้าการประมูล โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่นานนัก เพราะเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีให้สอบถาม

ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อกฎหมาย โดยเฉพาะอำนาจหน้าที่ของ กทช. ชุดปัจจุบันที่มีสัดส่วนผู้รักษาการอยู่ 3 ตำแหน่ง จากจำนวน กทช. ทั้ง 6 คน

“บอร์ด กทช. มีมติเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ว่า พร้อมที่จะรอกฤษฎีกาตีความก่อน เพื่อให้เกิดความสบายใจในการจัดประมูล ซึ่งคาดว่าการประมูลจะต้องเลื่อนออกไปจากกำหนดเดิมในเดือน ก.พ. เป็น มี.ค.53 เป็นอย่างน้อย ” นายเศรษฐพรกล่าว

อย่างไรก็ตาม ด้านขั้นตอนการเตรียมจัดประมูลนั้น กทช. จะเตรียมความพร้อมไว้ และเมื่อกฤษฏีกาตีความกลับมาในเรื่องอำนาจหน้าที่จัดประมูล 3 จีได้ กทช. ชุดปัจจุบันก็สามารถดำเนินการต่อทันที ขณะที่ ระหว่างนี้ ก็จะยังจัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเรื่องคลื่นความถี่ 3 จี ตามร่างเอกสารเชิญชวนเพื่อเข้าร่วมประมูล (Information Memorandum : IM) รอบที่ 2 ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อที่ต้องพึงสังเกตว่าวันที่ 23 พ.ย. นี้ สมาชิกวุฒิสภา กำลังจะคัดเลือก กทช. 4 คนใหม่แทน 3 คนเก่าที่จับสลากออก และ 1 คนที่ลาออกไป เพราะฉะนั้นหากได้คนใหม่มาตามกำหนดดังกล่าว ผู้ที่รักษาการอยู่ 3 คนในขณะนี้ ก็ต้องหยุดการดำเนินการ และรอ กทช. ชุดใหม่ใช้ดุลยพินิจจัดประมูลต่อไป

กระตุ้นการลงทุน5แสนล้าน

นายเศรษฐพร ยังได้ชี้แจงให้เห็นถึงข้อดีของการเกิด 3 จี โดยอิงตามรายงานการศึกษาของสมาคผู้ประกอบการจีเอสเอ็ม (GSMA) ที่คาดว่าจะสร้างจีดีพีให้เติบโตขึ้น 2.3% ถ้าขยายเลขหมายบรอดแบนด์ 10% ซึ่ง 3 จีก็เป็นไวร์เลสบรอดแบนด์ จึงสามารถช่วยให้มีการเข้าถึงข้อมูลได้ดีขึ้น และก่อให้เกิดการขยายตัวของผู้สร้างโลคัล คอนเทนท์ เพิ่มขึ้นด้วย

ขณะเดียวกัน คาดว่าเงินที่ผู้ให้บริการมือถือ ต้องลงทุนเป็นค่าไลเซ่น รวมกับค่าลงทุนโครงข่าย 3จี ทั่วประเทศ จะสามารถสร้างเงินเข้ารัฐได้ไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาท ใน 4 ปี แบ่งเป็น ประมาณการค่าไลเซ่นของแต่ละราย มูลค่าการลงทุนของผู้ให้บริการ เพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงธุรกิจการสร้างงานเกี่ยวเนื่อง (แวลูเชน) อีกทั้งจะมีการขยายต้วของจำนวนผู้ประกอบการไทยที่ให้บริการคอนเทนท์ และมีรายได้เพิ่มขึ้น

กทช. เสียงแตกเงื่อนไขประมูล

รายงานข่าว กล่าวว่า การเสวนาดังกล่าว ได้เชิญ กทช. ร่วมเวที 2 คน โดยนอกเหนือจากนายเศรษฐพรแล้ว ก็ยังมีนายสุธรรม อยู่ในธรรม อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่าระหว่างการเสวนาได้มีการเสนอมุมมองที่ต่างกัน เกี่ยวกับเงื่อนไขการประมูลใบอนุญาต 3จี

โดยนายสุธรรม อยู่ในธรรม คณะกรรมการ กทช. ได้ย้ำถึงแนวคิดที่แตกต่างจาก กทช. คนอื่นๆ มาโดยตลอด คือ ต้องการให้มีการทยอยให้ใบอนุญาตแทนการเปิดประมูลพร้อมกันทั้ง 4 ใบ รวมทั้งควรแบ่งให้ใบอนุญาตเป็นโซน หรือพื้นที่แต่ละภูมิภาค แทนการจัดสรรแบบทั่วประเทศ

ทั้งนี้ นายพินิจ จารุสมบัติ อดีต รมว.คมนาคม กล่าวในฐานะประธานวิทยาลัยตลาดทุน รุ่นที่ 9 ได้สนับสนุนแนวคิดของนายสุธรรม โดยระบุว่า ต้องการให้แจกไลเซ่นตามการแบ่งโซน ของพื้นที่ไทย พร้อมบางจังหวัดให้เหมาะสม จึงจะเป็นการเปิดโอกาสให้แข่งขันจากผู้ให้บริการแต่ละรายอย่างเป็นธรรม

"รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนไทยเข้าแข่งขันได้ และ กทช. ควรทยอยให้ไลเซ่น 3จี เปิดโอกาสให้ผู้เล่นหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมนี้" นายพินิจกล่าว

เสียงส่วนใหญ่หนุนประมูลพร้อมกัน

รายงานข่าว กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการประเมินจากหลายสถาบันระดับสากล ว่าการจัดสรรคลื่นความถี่และออกใบอนุญาต 3จี และไวแม็กซ์ ของประเทศไทยนั้น ควรเป็นแบบทั่วประเทศ เพื่อจูงใจนักลงทุนในเรื่องของผลตอบแทนการลงทุน โดยพิจารณาจากขนาดประชากร และลักษณะประเทศ ซึ่งไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่ หรือมีลักษณะเป็นหมู่เกาะอย่างบางประเทศ ที่จะสร้างความคุ้มค่าจากการให้บริการเป็นโซนได้

ขณะที่ การกำหนดใช้วิธีการประมูลแบบพร้อมกันหลายรอบนั้น ก็เป็นแนวทางประมูลที่โปร่งใสที่สุด เพราะผู้ลงทุนแต่ละรายสามารถเห็นตัวเลขคู่แข่ง และสามารถพิจารณาตัดสินใจได้ว่า จะต้องเสนอตัวเลขเท่าไร ที่มีความเหมาะสมในการลงทุนมากที่สุด เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระการลงทุนที่เกินตัว หรือสร้างค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในทางอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ

จี้ไอซีทีแก้ปัญหาทีโอที-กสท

นายเศรษฐพร กล่าวว่า การจัดทำแผนแม่บทไอซีทีฉบับที่ 2 ซึ่งให้หาแนวทางสิ้นสุดสัญญาสัมปทานภายในปี 2553 นั้น เป็นเรื่องที่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกันดำเนินการส่งเข้า ครม. และในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ วันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ก็ได้พบกับนางระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที และย้ำให้รีบไปดำเนินการตามความเห็นชอบของครม.ในเดือน ส.ค ที่ผ่านมา

ดังนั้น จากนี้กระทรวงไอซีที ก็ต้องหารือแนวทางกับ บมจ. ทีโอที และ บมจ. กสท โทรคมนาคมเอง ไม่เกี่ยวข้องกับ กทช.แต่ประการใด

“ ในวันนี้การพูดถึงเรื่องการสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นตกใจอะไร เพราะผู้ให้บริการมือถือ 3 รายหลัก ก็ล้วนทยอยใกล้สิ้นสุดอายุสัญญา เพียงแต่ต้องไปหารือกันเพราะมีหลายรูปแบบกระทำได้ โดยรัฐไม่เสียประโยชน์ เช่น แปลงสินทรัพย์เป็นทุน รัฐวิสาหกิจเข้าถือหุ้นในบริษัทเอกชนภายใต้สัมปทาน ถ้าเอกชนเหล่านั้นไปลงทุนที่ใด เราก็ได้ผลประโยชน์ไปด้วย” นายเศรษฐพรกล่าว

กสท เตรียม2แนวทางแปรสัญญา

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ซีอีโอ) บมจ. กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า กรณีกระทรวงไอซีที ได้จัดทำแผนแม่บทฉบับที่ 2 และต้องหาแนวทางสิ้นสุดสัมปทานของ กสท และทีโอที ในปี 2553 กสท ได้ศึกษาตลาดมานานเช่นกัน โดยแนวทางที่พิจารณาอยู่ ได้แก่ การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน หรือการแปลงจากค่าส่วนแบ่งรายได้มาเป็นค่าเช่าโครงข่าย เพราะโครงข่ายเป็นสินทรัพย์ของ กสท ที่เอกชนภายใต้สัมปทานต้องโอนให้อยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน กสท ก็จะเข้าไปถือหุ้นในบริษัทแม่ หรือบริษัทเอกชนภายใต้สัมปทานทั้ง บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด

เขากล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ค่าเช่าโครงข่ายคงไม่สามารถคิดจำนวนสูง เท่ากับค่าส่วนแบ่งรายได้ที่จ่ายต่อปีได้ แต่ กสท ยังไม่มีข้อสรุปในขณะนี้ว่า จะมีสัดส่วนระหว่างการเช่าและถือหุ้นเท่าใด รวมถึงอัตราเช่าและอัตราหุ้นด้วย ซึ่งมีสูตรให้คำนวณได้

"หากรัฐต้องการความชัดเจนน่าเชื่อถือของอัตราการคิดค่าเช่าโครงข่าย กับการเข้าถือหุ้นในเอกชน เราก็จะว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินมาร่วมดำเนินการด้วย" นายจิรายุทธกล่าว

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ข้อสรุปดังกล่าวจะใช้เวลาพอสมควร เพราะมีรายละเอียดที่ต้องคำนึงถึงมาก เนื่องจากมีผลกระทบต่อรายได้ขององค์กร ซึ่งคาดว่าจะตัดสินได้ภายหลังจากการเข้าซื้อกิจการ บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด (ฮัทช์) ที่ได้เซ็นข้อตกลงการซื้อขายและอัพเกรดโครงข่ายทั้งหมดไปไม่นานนี้

ก่อนหน้านี้ กสท ประมาณการณ์ว่ามูลค่าการซื้อกิจการฮัทช์ไว้ 5 พันล้านบาท เพื่อรวมโครงข่ายซีดีเอ็มเอทั่วประเทศเข้าด้วยกันภายใต้บริการของ กสท และลดการสูญเสียโอกาสปีละ 3 พันล้านบาท โดยตั้งเป้าจะบรรลุข้อตกลงได้ภายในเดือน ธ.ค. นี้ก่อนการเปิดประมูล 3จีของ กทช.

มูลค่าข้อพิพาทสัมปทานแสนล.

นายจิรายุทธ กล่าวว่า กรณีที่นายกรัฐมนตรี ต้องการให้สรุปและแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกับคู่สัญญาสัมปทานนั้น ในส่วนของ กสท ได้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอดนานแล้ว ซึ่งข้อพิพาทอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการ

รายงานข่าว กล่าวว่า ปัจจุบัน กสท และทีโอที มีข้อพิพาทกับบริษัทเอกชนคู่สัญญารวมประมาณ 17 คดี โดย กสท ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายคิดเป็นมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ในทางกลับกัน กสท ฟ้องเอกชนคู่สัญญา 24,000 ล้านบาท แต่ไม่มีกรณีที่ กสท ฟ้องร้องทีโอที

ส่วนทีโอที มีข้อพิพาทกับคู่สัญญาเอกชนร่วมการงาน 9 คดี แบ่งเป็น กรณีทีโอทีถูกฟ้อง 4 คดี มูลค่า 50,000 ล้านบาท และกรณีทีโอที ฟ้องเอกชนคู่สัญญา 5 คดี มูลค่า 20,000 ล้านบาท หากแยกเฉพาะคดีที่ทีโอทีฟ้อง กสท กับบริษัทคู่สัญญาสัมปทานของกสท มี 2 คดี มูลค่า 16,213 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาอีกหลายสัญญา เช่น กรณีทรูมูฟยื่นฟ้อง กสท และผู้บริหาร ต่อศาลแพ่ง เรียกค่าเสียหายมูลค่า 50 ล้านบาท จากกรณี กสท ยึดหนังสือค้ำประกันรายได้ขั้นต่ำ (แบงก์การันตี) ของบริษัทตั้งแต่ปี 2549-2551 เป็นเงินกว่า 1,310 ล้านบาท

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 6 พฤศจิกายน 2552 | ข่าว 3G



ล้มกระดาน 3G ครม.สั่งตีความอำนาจ กทช.ออกไลเซ่น

ครม.เศรษฐกิจ สั่ง กทช.พิจารณาข้อ กม.เกี่ยวกับอำนาจให้ชัดเจน ก่อนเปิดประมูลใบอนุญาต 3G แนะหารือร่วมกฤษฎีกา พร้อมสั่งฝ่ายเลขานุการ แจ้งความเห็นและข้อสังเกตุของคณะกรรมการ รมต. ห่วงตำแหน่งกรรมการที่ว่าง ทำแผนประมูลสะดุดยาว ด้านไอซีที ชงบทวิเคราะห์ความเสี่ยง คาดสภาฯ เตรียมเลือก กรรมการใหม่ 23 พ.ย.นี้

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้หารือกันเกี่ยวกับการออกใบอนุญาต 3G โดยนายกรัฐมนตรีได้สอบถามเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

พร้อมกันนั้น ครม.เศรษฐกิจ ยังมอบหมายให้ตัวแทนคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ไปพิจารณาความชัดเจนของข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจของ กทช.ในการออกใบอนุญาต 3G ซึ่งทางตัวแทน กทช.ระบุว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมบอร์ดในช่วงบ่ายวันนี้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเสนอแนะให้ กทช.หารือข้อกฎหมายกับทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งหากมีข้อขัดข้องรัฐบาลก็จะเชิญกฤษฎีกาเข้ามาชี้แจงต่อที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจต่อไป

นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมฯ ได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการแจ้งความเห็นและข้อสังเกตุของคณะกรรมการฯ ต่อคณะกรรมการ กทช.ในประเด็นเงื่อนไขที่ชัดเจนในกรณีการเข้าประมูลของผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และการดำเนินการเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานเดิมเพื่อให้ กทช.พิจารณาประกอบการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็น

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตในประเด็นข้อกฎหมายที่ กทช. อาจพิจารณาหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับสถานะและอำนาจหน้าที่ของ กทช.และ กสทช. ตามรัฐธรมนูญ และ ประเด็นการประมูลคลื่นความถี่และการให้ใบอนุญาต 3G จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานฯ พ.ศ.2535 หรือไม่

อีกทั้ง มอบหมายให้กระทรวงการคลังและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) รับไปพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาสัญญาสัมปทานระหว่างภาคเอกชนกับ ทีโอที และ กสท.ให้ถูกต้องตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานฯ ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา และแนวทางการแปรสัญญาสัมปทานให้สอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ ครม.ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว และนำเสนอ ครม.พิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงของการลงทุนพัฒนาโครงข่าย 3G ของกระทรวงไอซีที ที่ประชุมเห็นสมควรให้ ไอซีทีควรรอความชัดเจนทั้งในเรื่องข้อกฎหมาย และเงื่อนไขของการเปิดประมูลของ กทช.ที่ชัดเจน ก่อนที่ทีโอทีจะดำเนินการลงทุน

ทั้งนี้ หากเงื่อนไขการประมูลใบอนุญาต 3G ของ กทช.มีผลกระทบต่อโครงการลงทุนพัฒนาโครงข่าย 3G ของ ทีโอที อย่างมีนัยสำคัญต่อผลตอบแทนทางการเงินของโครงการ และหาก ทีโอที มีความจำเป็นต้องปรับแผนธุรกิจที่แตกต่งจากเงื่อนไขเดิมที่ ครม.เคยให้ความเห็นไว้เมื่อปี 2551 ทีโอที ต้องนำเสนอ ครม.พิจารณา ก่อนมีการลงทุนต่อไป

ICT วิเคราะห์ความเสี่ยง กทช.ให้ใบอนุญาต 3G

ด้านกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้เสนอเรื่องผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงและผลกระทบพร้อมแนวทางแก้ไขจากการออกใบอนุญาตบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยุคที่ 3 ให้คณะกรรมการฯ พิจารณา ซึ่งคณะกรรมการฯ เห็นว่า ในประเด็นภาพรวมของการประมูลคลื่นความถี่ของ กทช. ซึ่งในเชิงกฎหมายนั้น ในขณะนี้ กทช.สามารถออกใบอนุญาตได้ตามกฎหมายหรือไม่ เนื่องจาก ขณะนี้ยังไม่มีการคัดเลือกกรรมการ กทช. ทดแทนกรรมการที่หมดวาระและที่ลาออก ซึ่ง กทช.ควรพิจารณาหารือข้อกฎหมายกับคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ชัดเจนในเรื่องดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ นายอาทร จันทวิมล ได้ลาออกไปเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2549 ส่วน กทช.ที่เหลืออีก 3 คนได้พ้นตำแหน่งด้วยการจับสลากออก ได้แก่ พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธาน กทช. นายเหรียญชัย เรียววิไลสุข และนายเศรษฐพร โดยในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 นี้ วุฒิสภาจะคัดเลือกกรรมการ กทช.ใหม่

นอกจากนี้ ในประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรใหม่ กสทช. ที่จะต้องตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งขณะนี้กฎหมายจัดตั้งองค์กรดังกล่าว ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณานั้น กทช.จะสามารถออกใบอนุญาต 3G ได้ในขณะนี้หรือไม่ ซึ่งหากต้องรอให้จัดตั้ง กสทช. แล้วเสร็จอาจส่งผลให้การออกใบอนุญาต 3G ต้องล่าช้าออกไป

ส่วนประเด็น การกำหนดเงื่อนไขการประมูลคลื่นคามถี่ 3G ที่ชัดเจนนั้น ขณะนี้ กทช.อยู่ระหว่าง การนำประเด็นข้อห่วงใยที่คณะกรรมการฯให้ไว้ไปทำการรับฟังความคิดเห็นกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

คณะกรรมการฯ ยังเห็นว่า กทช.ควรพิจารณากำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนในเรื่องของการเข้าประมูลของผู้ประกอบการ ที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับ ทีโอที และ กสท เช่น หากผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานจะเข้าประมูลใบอนุญาตดังกล่าว คู่สัญญาภาคเอกชนต้องดำเนินการแปรสัญญาสัมปทานให้เรียบร้อยก่อนการเข้าประมูลใบอนุญาต ซึ่งจะทำให้ปัญหาการประกอบธุรกิจโทรคมนาคมในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบสัญญาสัมปทานไปสู่การออกใบอนุญาต และจะช่วยลดปัญหาการโอนฐานลูกค้า และปัญหาการใช้ทรัพย์สินที่ได้รับโอนจากสัญญาสัมปทาน เป็นต้น

นอกจากนี้ ขอให้ กทช.พิจารณารับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในประเด็นมูลค่าใบอนุญาต 3G เมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาสัมปทานเดิมด้วย ทั้งนี้ กทช.ได้ให้ข้อมูลว่า เงื่อนไขการให้ใบอนุญาต 3G จะมีความชัดเจนภายใน 1 สัปดาห์ หลังจากการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในเดือนธันวาคม 2552

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 พฤศจิกายน 2552 | ข่าว 3G



ICT ชงแผนความเสี่ยง 3G เข้าครม.อังคารหน้า

กระทรวงไอซีที ดีเดย์ 3 พ.ย. ส่งข้อมูลแผนประเมินความเสี่ยงผลกระทบ 3จี ต่อธุรกิจ กสท และทีโอทีเข้า ครม. เตือน กทช. คิดรอบคอบก่อนเปิดประมูล

ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า วันที่ 3 พ.ย. นี้ กระทรวงเตรียมนำเสนอแผนประเมินความเสี่ยงที่ บมจ. ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม จะได้รับกรณีมีการเปิดประมูลใบอนุญาต 3จี เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ได้มอบหมายให้กระทรวงไอซีที และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ทบทวนความเสี่ยงรอบด้านหากประมูลไลเซ่น และบริการ 3จี

"ต้องขอบคุณที่ท่าน กทช. ได้รับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายที่เสนอแนะเข้าไป ไม่ว่าจากกระทรวงไอซีที จากนายกรัฐมนตรี นักวิชาการ ทำให้จัดประชาพิจารณ์รอบสอง ที่เลื่อนออกไปเป็น 12 พ.ย. นี้ ส่วนหลังจากประชาพิจารณ์แล้วจะเลื่อนประมูลออกไปถึงเมื่อใดหรือไม่ เป็นสิ่งที่ กทช. ท่านต้องตัดสินใจ" รมว.ไอซีที กล่าว

เธอย้ำว่า กทช. และไอซีที ต้องคำนึงถึงประเด็นรอบด้าน เช่นเรื่องความมั่นคง ผลประโยชน์ต่อประเทศจากรายได้ที่หายไปเมื่อเอกชนมาให้บริการ 3จี โดยเฉพาะทีโอที และ กสท ซึ่งแต่ละปีส่งรายได้เข้ารัฐไม่น้อยกว่า 3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ หากมีผู้เข้ามาประมูลใบอนุญาต กทช. แม้ส่งรายได้ทั้งหมดในครั้งเดียวเข้ารัฐ ก็ยังน้อยกว่ารายได้จากอายุสัมปทานที่เหลืออยู่

รายงานข่าว กล่าวว่า สัมปทานมือถือของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ที่อยู่ภายใต้ทีโอที จะสิ้นสุดปี 2558 ขณะที่ ในฟากของ กสท ได้แก่ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) จะสิ้นสุดปี 2561 และบริษัท ทรูมูฟ จะสิ้นสุดปี 2556 อย่างไรก็ตาม ล่าสุดอยู่ในกระบวนการขอต่อสัญญาสัมปทานเพื่อให้หมดอายุพร้อมกับดีแทค

ร.ต.หญิงระนองรักษ์ กล่าวว่า แนวทางสร้างรายได้ใหม่ของทีโอที ในอนาคตจะมาจากบริการโมบาย เวอร์ชวล เน็ตเวิร์ค โอเปอเรเตอร์ (เอ็มวีเอ็นโอ) ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบธุรกิจ ทั้งให้เช่าโครงข่ายบางส่วน ค้าปลีก หรือเหมาคลื่นไปบริหารจัดการเองทั้งหมด

ส่วน กสท ต้องประเมินความเสี่ยงว่าจะเข้าประมูล 3 จี หรือไม่ หรือมองว่ามีระบบซีดีเอ็มเอ อีวีดิโอ รองรับบริการข้อมูลความเร็วสูงอยู่แล้ว

ขณะที่ ภารกิจที่กระทรวงไอซีทีรับผิดชอบเรื่องการเสนอรายชื่อผู้ที่เหมาะสมต่อการเป็น กทช. 8 คน แบ่งเป็นรายชื่อแทนชุดจับสลากออก 6 คน และลาออก 2 คนนั้น ได้เสนอเข้าสภาแล้ว ต่อไปเป็นหน้าที่ของวุฒิสมาชิกจะเลือกเมื่อใด

อย่างไรก็ตาม เธอปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการประมูล 3จี ว่าควรรอจนกว่าจะมี กสทช. หรือจะเป็น กทช. ชุดปัจจุบัน หรือชุดใหม่ที่อยู่ในขั้นตอนการเลือกของวุฒิสมาชิก

ด้าน น.ส. รสนา โตสิตระกูล ส.ว. กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า วันที่ 23 พ.ย. นี้ ที่ประชุมวุฒิสภา จะคัดเลือก กทช. เพื่อแทนกรรมการที่ว่าง 1 ตำแหน่งจากที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ รวมถึงเป็นไปได้ที่อาจสรรหา กทช. ส่วนที่จะมาแทน 3 ตำแหน่งที่พ้นวาระจากการจับสลากออกไปพร้อมกันด้วย

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 29 ตุลาคม 2552 | ข่าว 3G



ประมูล 3G ลากยาวถึงปีหน้า ชี้สูญพันล้านUSต่อปี

เลื่อนประมูล 3G เป็น ก.พ.ปีหน้า เหตุรอกฤษฏีกาฟันธงอำนาจ กทช. พร้อมข้อสรุปเสียงประชาพิจารณ์ ด้านสมาคม GSM กระทุ้ง กทช.เร่งเดินหน้าประมูล 3G มั่นใจส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม เศรษฐกิจประเทศในต่อเนื่องอีก 5 ข้างหน้า ดึงเงินลงทุนปีละ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ กระตุ้นจีดีพีขยายตัว 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ

นายเซบาสเตียน เอ็ม คาเบลโล ผู้จัดการด้านกฎเกณฑ์ ฝ่ายนโยบายสาธารณะ สมาคมผู้ประกอบการจีเอสเอ็ม(The GSM Association หรือ GSMA) เปิดเผยในการสัมมนา Thailand on the Verge of 3G เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า หากประเทศไทยต้องล่าช้าในการเปิดให้บริการ 3G ออกไปอีก จะยิ่งมีแต่สูญเสียโอกาสทั้งต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมโดยตรง และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของแอลอีซีจี (LECG) บริษัทที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจระดับโลก ระบุว่า ถ้าไทยสามารถเปิดให้บริการ 3Gได้โดยเร็ว ก็จะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลา 5 ปี (2553-2557) อย่างจะเกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ส่งผลให้สามารถกระตุ้นการขยายตัวเศรษฐกิจภายในประเทศ (จีดีพี) ถึง 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐและก่อให้เกิดการจ้างงานถึง 80,000 ตำแหน่ง แต่ในทางกลับกันหากประเทศไทยยังล่าช้าในการเดินหน้า ประมูล 3G ก็จะทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจถึง 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ เทคโนโลยี 3G ยังช่วยสร้างความสามารถในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคมชนบทห่างไกล ให้สามารถเข้าถึงการศึกษา การจ้างงาน ตลอดจนก่อให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ

ด้านนายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.กล่าวว่า กทช.จะมีการประชุมบอร์ดเพื่อหารือกันในวันที่ 4 พ.ย.เรื่องอำนาจหน้าที่ของกทช.ตามรัฐธรรมนูญซึ่งกทช.ต้องทำหนังสือถามไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจไม่มีอำนาจในการตีความเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ กทช.จะทำควบคู่ไปกับการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) การจัดสรรคลื่นความถี่ 3G อีกครั้งในวันที่ 12 พ.ย.ที่จะถึงนี้ โดยการเปิดรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว ส่งผลให้กรอบระยะเวลาการเปิดประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ของกทช. ต้องเลื่อนไปเป็นช่วงเดือนก.พ. 2553 จากกำหนดเดิมคาดว่าจะเปิดประมูลได้ต้นเดือนธันวาคมปีนี้ ทั้งนี้ เนื่องจากในการเปิดเวทีประชาพิจารณ์เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา มีหลากหลายความคิดเห็นที่กทช.ต้องนำมาทบทวนและเพิ่มเติมรายละเอียด แต่คาดว่าจะสามารถประกาศร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว และจัดทำหนังสือชี้ชวนนักลงทุนให้แล้วเสร็จได้ภายในปีนี้ เพื่อให้เป็นไปตามแผนแม่บทที่ กทช.จัดทำขึ้น กรอบเวลาดังกล่าวทำให้ผู้สนใจมีเวลาในการตัดสินใจร่วมประมูลเพิ่มจากเดิมภายใน 30 วัน เป็น 45-60 วัน

นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส กล่าวว่า หากมีการเปิดให้บริการ 3G ก็จะเป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดการใช้งานด้านสื่อสารข้อมูลมากขึ้น ปัจจุบันบริการสื่อสารข้อมูลมีอัตราเติบโต 70 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งที่ผ่านมาภาค เอกชนรอไลเซ่นส์ 3G มาไม่ต่ำกว่า 4 ปีแล้ว ดังนั้น หากกำหนดเวลาจะล่าช้าออกไปสัก 1-2 เดือน ก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะการเปิดให้บริการ 3G เชิงพาณิชย์น่าจะเริ่มได้ปลายปี 2553 อยู่แล้ว

‘ผมต้องการให้กทช.ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง และต้องมีความชัดเจนในประเด็นเกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งการเปิดประชาพิจารณ์ในวันที่ 12 พ.ย.นี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เพิ่มเติมซึ่งเอไอเอสก็พร้อมจะปฏิบัติตาม ขอแค่ได้ไลเซ่นส์ 3Gก็พอ’

นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า หวังว่าการเปิดประชาพิจารณ์รอบที่ 2 นี้ จะได้ข้อสรุปในทุกๆประเด็น ที่ยังมีข้อสงสัย ซึ่งดีแทคให้การสนับสนุนกทช.เต็มที่ในการออกไลเซ่นส์ 3G แต่อยากให้รัฐบาลคำนึงถึงประโยชน์ในอนาคต มากกว่าการเก็บค่าไลเซ่นส์ในราคาที่สูงเพียงอย่างเดียวเนื่องจากเอกชนจะต้องมีต้นทุนในการวางโครงข่ายอีก

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2552 | ข่าว 3G



คลื่นแทรกประมูล "3G" จุดยืนบนเกมผลประโยชน์

ไม่เฉพาะแต่ความเคลื่อนไหวของภาคเอกชน นำโดย "ทรู" เท่านั้น ที่ออกมาวิพากษ์เงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz ของ กทช. ฝั่งฟาก "ทีโอที" มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) "ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี" ออกโรงคัดค้านการประมูลคลื่น 3G

ล่าสุดสหภาพรัฐวิสาหกิจ บมจ.ทีโอที จัดเสวนาในหัวข้อ "การนำคลื่นย่านความถี่ 3G มาบริหารประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือ" เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ความเห็นในแง่มุมต่าง ๆ แต่บทสรุปไม่ต่างกันดังต่อไปนี้

"ตนในฐานะ รมต.ต้นสังกัดพร้อมยืนเคียงข้างรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม ทีโอที และ กสท โทรคมนาคมอย่างเต็มที่ และพร้อมเป็นปากเป็นเสียงในคณะรัฐมนตรีเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล และ กทช.ทบทวนถึงความเสียหาย และผลกระทบที่จะเกิดกับทั้ง 2 องค์กร และประเทศชาติ หากเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz เพื่อให้บริการ 3 จี โดยขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ"

ร.ต.หญิงระนองรักษ์ย้ำว่า "กทช.เร่งรีบเปิดประมูล 3 จีทั้งที่ยังไม่ประกาศเงื่อนไขกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนออกมา ขณะเดียวกันยังไม่ได้พิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ที่สำคัญควรดำเนินการโดย กทช.ที่เป็นตัวจริง ไม่ใช่ทำหน้าที่รักษาการแค่ 3 คนทั้ง ๆ ที่ทราบมาว่าในเดือน พ.ย.กระบวนการสรรหา กทช.ใหม่จะเสร็จเรียบร้อย จึงต้องถามว่าเป็นการกระทำที่ผิดมารยาทหรือมีอะไรซ่อนเร้นหรือไม่"

ที่สำคัญจากเงื่อนไขที่ กทช.เปิดเผยล่าสุด ยังเปิดโอกาสให้บริษัทที่มีต่างชาติ ถือหุ้น 49% เข้าประมูลคลื่นได้ด้วย

"เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เท่ากับยอมให้ ต่างชาติเข้ามามีอำนาจบริหารธุรกิจโทรคมนาคมมากเกินไป อาจกระทบความมั่นคงของประเทศจึงควรปรับสัดส่วนการถือหุ้นของต่างด้าวให้น้อยลง โดยอาจลดให้เหลือ 40% หรือ 30% คงต้องพิจารณา ผลกระทบให้รอบคอบอีกครั้ง"

ฟากนักกฎหมาย นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความกล่าวว่าในต่างประเทศแม้แต่ประเทศเสรีทางการค้าอย่างสหรัฐอเมริกา หรือสิงคโปร์ยังถือว่าธุรกิจด้านโทรคมนาคมเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ และจะไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นหรือมีอำนาจบริหาร ซึ่งก่อนหน้านี้ในประเทศไทยกำหนดให้ต่างด้าวเข้ามาถือหุ้นได้ไม่เกิน 25% เท่านั้น ฉะนั้นหาก กทช.ยอมให้บริษัทที่ต่างด้าวถือหุ้นไม่เกิน 49% ประมูลคลื่น 3 จีได้ย่อมเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาครอบงำสื่อสาธารณะคลื่นวิทยุ ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของประเทศได้

"กทช.ปัจจุบันยังมีประเด็นการถกเถียงเรื่องสถานะทางกฎหมายว่าถูกต้องหรือไม่ จึงไม่ควรทำในสิ่งที่เสี่ยงต่อประโยชน์ของประเทศที่มีการผูกพันต่อเนื่องถึง 15 ปี"

ขณะที่ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า แม้เอกชนจะอ้างตลอดว่าการโอนย้ายลูกค้า ไม่สามารถทำได้รวดเร็วต้องรอให้โครงข่ายครอบคลุม ซึ่งอาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี แต่เชื่อได้ว่าการโอนย้ายลูกค้าภายใต้สัมปทานจะเกิดขึ้นแน่นอนใน 6 เดือน หลังมีการให้ใบอนุญาตเพราะช่วยให้เอกชนประหยัดต้นทุนจากที่ต้องจ่ายส่วนแบ่ง รายได้ให้ทีโอที หรือ กสทฯมากถึง 25% ของรายได้ หากโอนลูกค้ามาอยู่ในบริษัทลูกที่ได้ใบอนุญาตจะจ่ายให้ กทช.ราว 6.5% เท่านั้น

"วิธีในการโอนย้ายลูกค้าแบบเร็ว ๆ ทำได้ไม่ยาก เพราะ กทช.กำลังเร่งผลักดันให้มีประกาศเรื่องการคงสิทธิเลขหมายหลังจากที่เคยพูดว่าจะทำตั้งแต่ปี 2549 แต่เพิ่งมาเดินหน้าเร่งรัดในช่วงนี้ รวมถึงประกาศให้สิทธิในการโรมมิ่งข้ามโครงข่าย จุดนี้ทำให้เอกชนนำลูกค้าเก่าในระบบ 2 จีย้ายมาอยู่ในบริษัทที่ให้บริการ 3 จีได้โดยใช้การเปลี่ยนซิมการ์ดให้ลูกค้า"

การมีประกาศทั้ง 2 ฉบับของ กทช. ออกมารองรับ เท่ากับว่าลูกค้าแม้ไม่ได้ต้องการใช้ 3G แต่สามารถโอนเข้ามาอยู่ในบริษัทที่ให้บริการ 3G โดยยังใช้เบอร์เดิมได้ และอาศัยการโรมมิ่งไปใช้โครงข่าย 2G ของบริษัทที่อยู่ในระบบสัมปทานเดิม "ดร.สมเกียรติ" ระบุว่า วิธีนี้ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้โครงข่ายเสร็จ หาก กทช.ออกประกาศให้ผู้ให้บริการทุกรายต้องแชร์ใช้โครงข่ายร่วมกัน อุปสรรคในการโอนลูกค้าออกจากระบบสัมปทานยิ่งหมดไป

"หากประเทศไทยไม่มี 3G ในตอนนี้จะมีผลกระทบด้านภาพลักษณ์ คือ ไทยล้าหลังประเทศอื่นในอาเซียน เวลาจัดอันดับศักยภาพของประเทศด้านโทรคมนาคมก็คงอยู่ในอันดับต่ำกว่าหลายประเทศ ขณะที่ผลกระทบที่เป็นรูปธรรมด้านเศรษฐกิจเชื่อว่าไม่มากนัก หากดูจากอัตราการใช้งานในประเทศที่พัฒนาแล้ว แม้แต่ในอเมริกาก็มีการใช้งานราว 10% ของประชากร ถ้าไทยมีตอนนี้เงินรายได้ที่จะเข้าคลังประมาณ 3.3 แสนล้านบาทจะหายไป รัฐบาลคงต้องคิดทบทวนถึงผลกระทบนี้ด้วย"

คิดสะระตะแล้วการถือกำเนิดของ "3G" ในเมืองไทยไม่มีใครไม่เห็นด้วยเพราะต่างยอมรับว่าบ้านเราเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แม้แต่ลาวหรือเวียดนามก็ถือว่าล่าช้าไปมากแล้ว หากแต่การเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz พร้อมใบอนุญาตในการให้บริการจะเป็น 3G หรือ กี่ G ก็แล้วแต่หลายฝ่ายต่างวิตกกังวลว่าประเทศชาติอาจสูญเสียผลประโยชน์มหาศาลหากเทียบกันแล้วรายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตกับการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ในระบบสัมปทานเดิมมีความแตกต่างกันมาก

เหนือสิ่งอื่นใดพลันที่ไลเซนส์ 3G ทำคลอด เท่ากับเป็นระฆังเตือน "ทีโอที และ กสทฯ" ด้วยว่าให้เริ่มนับถอยหลังได้แล้ว เพราะรายได้จากสัมปทานจะค่อย ๆ หายไป ขึ้นอยู่กับว่าจะเร็วหรือช้าแค่ไหน แต่มองอีกมุมไม่กี่สัญญาสัมปทานก็จะหมดอายุอยู่แล้ว สู้เร่งมือปรับองค์กรเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมไว้ล่วงหน้าดีกว่า

ประชาชาติธุรกิจ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552 | ข่าว 3G



TOT ชิงเปิดประมูล 3G เปิดบริการตัดหน้าไลเซ่นส์ กทช.

ทีโอทีเร่งประมูลโครงข่าย 3G ทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้ ชิงจังหวะกทช.ยังไม่เคาะประมูลเมื่อไหร่ ‘วรุธ’ไม่หวั่นแข่ง 3G แต่เกรงเอกชนมั่วนิ่มใช้โครงข่าย 2G ที่เป็นทรัพย์สินรัฐ ยอมรับตรวจสอบไม่ทั่วถึงเกรงประวัติศาสตร์ซ้ำรอยทีทีแอนด์ที ทรูคอร์ปอเรชั่น ด้าน ‘จิรายุทธ’ หลังซื้อฮัทช์รวมเน็ตเวิร์กซีดีเอ็มเอ กสทจะใช้ฐานลูกค้ากว่า 1ล้านรายจูงใจพันธมิตรประมูล 3G

นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที กล่าวว่าทีโอทีอยู่ระหว่างการจัดทำเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) โครงการวางโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G ทั่วประเทศซึ่งประเด็นหลักคือจะใช้การประกวดราคาแบบสากล (International Bid) และให้ผู้ประกวดราคาเสนอแหล่งเงินกู้ในลักษณะ export credit โดยจะพยายามเปิดประมูลให้ทันภายในสิ้นปี 2552 นี้ซึ่งหากทำได้ก็จะสร้างความได้เปรียบเอกชนรายอื่นเพราะคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) ยังไม่มีกำหนดแน่ชัดว่าจะเปิดประมูลได้ในวันไหน

‘โครงข่าย 3G ทั่วประเทศของทีโอทีจะเป็นNational Network Provider โดยมีพันธมิตรที่เข้ามาร่วมทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นในลักษณะช่วยทำตลาด (MVNO) หรือการโรมมิ่งโครงข่ายระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้ลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนของประเทศ’

ทั้งนี้โครงข่าย 3G ทั่วประเทศของทีโอทีจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาทโดยการลงทุนจะแบ่งเป็น 3 เฟสย่อย ได้แก่ พื้นที่ กรุงเทพ และปริมณฑลจำนวน 1,772 สถานีฐานและพื้นที่จังหวัดใหญ่ 1,635 สถานีฐานและพื้นที่จังหวัดรอง 395 สถานีฐานในขณะที่นายอภิสิทิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเคยหารือร่วมกับรมว.ไอซีทีกับประธานบอร์ดทีโอทีว่าน่าจะมีการปรับลดงบประมาณลงมาเหลือ 1.5หมื่นล้านบาท

นายวรุธกล่าวว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาทีโอทีได้ส่งหนังสือชี้แจงคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจแล้วถึงผลกระทบของการเปิดประมูลใบอนุญาต 3G ของกทช.ที่กำลังจะเกิดขึ้นว่าจะทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะจะมีผู้ให้บริการ 3G รวม 5 รายประกอบด้วยเอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ และทีโอทีซึ่งจะเริ่มให้บริการเฟสเริ่มต้น (initial 3G) ในวันที่ 3 ธ.ค.ที่จะถึงนี้รวมทั้งคาดว่าจะมีผู้ให้บริการรายใหม่ (new comer) อีก 1 รายซึ่งน่าจะเป็นผู้ลงทุนจากต่างประเทศที่มีความความพร้อมทั้งด้านการเงินและประสบการณ์

อย่างไรก็ตามทีโอทีเห็นว่าการออกใบอนุญาต3Gใหม่ ไม่กระทบกับการแข่งขันในธุรกิจ 3G เนื่องจากทีโอทีได้วางแผนรองรับการแข่งขันไว้แล้วซึ่งตามแผนพลิกฟื้นธุรกิจ (Turnaround Plan) ทีโอทีก็พยายามทำให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G เป็นธุรกิจที่สำคัญในการลดการพึ่งพาส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาร่วมการงานตลอดจนทดแทนรายได้ที่ลดลงแต่ผลกระทบสำคัญจะเกิดกับสัญญาสัมปทานเดิมในโครงข่าย2G ที่เอไอเอสเป็นคู่สัญญาร่วมการงานกับทีโอทีอยู่ เพราะจะทำให้เกิดการถ่ายโอนลูกค้าไปยังบริษัทใหม่ที่ได้รับใบอนุญาต 3G และจะส่งผลให้ส่วนแบ่งรายได้ลดลง

เขาย้ำว่าสิ่งที่ทีโอทีกังวลและมีความเป็นห่วงมากที่สุดคือโครงข่าย 2G ของเอไอเอสที่ตามสัญญาร่วมการงาน (BTO) ถือว่าเป็นทรัพย์สินของทีโอที แต่มีความเป็นไปได้สูงมากที่เอกชนจะนำอุปกรณ์ระบบ 3G มาติดตั้งเพิ่มเติมบนทรัพย์สินของโครงข่าย 2G เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือมาตรการกำกับดูแลการควบคุมและการตรวจสอบจะซับซ้อนยิ่งขึ้น อาจมีข้อพิพาท และในที่สุดก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ทีโอที

‘ทีโอทีเสนอไปว่าบริษัทที่ได้ใบอนุญาต 3G ควรทำบนโครงข่ายใหม่ทั้งหมดของตัวเองได้หรือไม่ เพราะควบคุมยากและทำให้เราไม่ได้มูลค่าเพิ่มเต็มที่จากโครงข่ายเดิม แต่กทช.ก็ปฏิเสธ เพราะไปติดเงื่อนไขกฎเกณฑ์การใช้ทรัพยากรร่วมกัน’นายวรุธกล่าวและชี้ว่าโดยเฉพาะเรื่องระบบสื่อสัญญาณต่างๆที่บริษัทคู่สัญญา 2G ดำเนินการไปมากแล้วและมีกระจายทั่วประเทศ ซึ่งทีโอทีไม่สามารถควบคุมดูแลได้ทั่วถึง และเอกชนมีสิทธิในการใช้งานอยู่ ก็สามารถทำอะไรกับโครงข่ายพวกนี้ได้ทั้งการพาดสายให้กับลูกค้าหรือกับบริษัทย่อยของตัวเอง รวมทั้งพื้นที่ติดตั้งสถานีฐานโทรศัพท์มือถือ 2G ถึงแม้จะมีการโอนเป็นทรัพย์สินของรัฐ แต่บางพื้นที่ก็เป็นเรื่องยากที่ทีโอทีจะเข้าไปตรวจสอบ ทั้งนี้ทีโอทีเกิดข้อพิพาทในลักษณะนี้กับบริษัทคู่สัญญาร่วมการงานโทรศัพท์พื้นฐานอย่างทีทีแอนด์ที และทรูคอร์ปอเรชั่น

‘เชื่อว่ายิ่งเอกชนต้องการติดตั้งโครงข่าย 3G ให้รวดเร็ว ก็จะยิ่งมีการใช้งานบนโครงข่าย 2G แบบออฟไซต์ ซึ่งทีโอทีไม่มีปัญญารักษาหรือป้องกันได้ทั้งหมด เพราะทุกวันนี้สถานที่ติดตั้งโครงข่ายถูกจับจองไว้เกือบหมดแล้ว วิธีวางโครงข่ายที่เร็วที่สุดคือแปะติดไปบนโครงข่าย 2G เดิมนั่นเอง’

กสทใช้ซีดีเอ็มเอชิงความได้เปรียบ

ด้านนายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่าวันที่ 6 พ.ย.นี้จะเสนอแผนธุรกิจซึ่งรองรับความเสี่ยงเรื่องรายได้จากสัมปทานและผลกระทบหลังจากกทช.เปิดประมูลใบอนุญาต 3G รวมทั้งแนวทางการเข้าร่วมประมูล 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซื ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะจับมือกับเอกชนเพื่อร่วมประมูลใบอนุญาต 3Gหรือเป็นพันธมิตรกับผู้ที่ประมูลใบอนุญาต 3G โดยให้ผู้ที่ชนะการประมูลมาร่วมเช่าใช้โครงข่ายของกสท

นายจิรายุทธ กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีนี้คาดว่าการให้บริการระบบ 3Gจะเปิดให้บริการในกทม.และปริมณฑลก่อน ซึ่งปัจจุบันพื้นที่การติดตั้งเสาส่งสัญญาณถูกจับจองโดยผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือซึ่งให้บริการระบบ 2G หมดแล้วดังนั้นการเข้าร่วมกับกสทจะทำให้เอกชนรายใหม่ที่ชนะการประมูลใบอนุญาต 3G จะสามารถวางโครงข่าย 3G เสร็จทันกับผู้ให้บริการรายอื่น

นอกจากนี้กสทได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับฮัทช์ในการซื้อโครงข่ายและสิทธิ์การทำตลาดโทรศัพท์มือถือระบบซีดีเอ็มเอใน 25 จังหวัดภาคกลางรวมกทม.และปริมณฑลแล้วส่วนราคาที่ซื้อจะได้ข้อสรุปในเดือนธ.ค.นี้ ก่อนที่กทช.จะเปิดการประมูล 3G

สำหรับโครงข่ายโทรศัพท์มือถือซีดีเอ็มเอของฮัทช์ใน 25 จังหวัดมีอยู่ 1,100 สถานีฐาน ซึ่งตามข้อตกลงการซื้อขายฮัทช์ต้องอัพเกรดระบบให้เป็นซีดีเอ็มเอ อีวีดีโอ ซึ่งรองรับการใช้งาน 3G ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ส่วนโครงข่ายของกสทซึ่งให้บริการภายใต้ชื่อแคท ซีดีเอ็มเอ ใน 51 จังหวัด มีทั้งหมด 1,600 สถานีฐาน รองรับการใช้งาน 3G หมดแล้ว

‘คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ มีความสำคัญกับกสทมาก เรียกได้ว่าเป็นทางรอดของการให้บริการธุรกิจมือถือของกสทก็ได้ เพราะกสทไม่มีคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซเพื่อให้บริการ 3Gขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นมีทั้งคลื่นความถี่เดิม และคลื่นความถี่ใหม่ที่จะได้จากการประมูลครั้งนี้และอนาคตก็ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเทคโนโลยีไหนจะทำรายได้ดีกว่ากันเพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอด ขณะที่การให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ซีดีเอ็มเอ กสทก็ยังทำต่อ แต่อนาคตต้องพิจารณาอีกครั้งว่าจะเปลี่ยนเป็นเทคโนโลยีแอลทีอีหรือไม่’

นายจิรายุทธกล่าวว่าก่อนหน้านี้ กสทพยายามแนะนำให้ดีแทค และทรูมูฟ ยื่นขอ กทช.เพื่อทดสอบการให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่เดิม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุน โดยหวังจะให้เกิดการชะลอในการย้ายฐานลูกค้าโทรศัพท์มือถือซึ่งใช้งานบนโครงข่าย 2G ไปอยู่บน3G เมื่อได้รับใบอนุญาต แต่ก็ติดปัญหาการร่วมลงทุนตามพ.ร.บ.ร่วมการงานรัฐกับเอกชนพ.ศ.2535 มาตรา 22ทำให้ไม่เกิดการลงทุนซึ่งรายได้ของ กสท 60% เป็นรายได้จากสัมปทาน ขณะที่กำไรเกือบทั้งหมดก็มาจากสัมปทาน

‘กสทต้องมีใบอนุญาตหนึ่งใบให้ได้ จึงต้องร่วมมือกับพันธมิตรที่มีโอกาสมากที่สุดเพื่อเอาความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์มา ซึ่งมี regional operator อย่างน้อย 5 รายสนใจ ซึ่งไม่ได้เสียเปรียบเทมาเส็กหรือเทเลนอร์ในการแข่งขันประมูลหรือให้บริการ เพราะมีประสบการณ์ในตลาดต่างประเทศมาเหมือนกัน’

ทั้งนี้เขาเชื่อว่าคู่แข่งรายอื่นหากประมูลความถี่ 3Gจากกทช.ก็จะต้องใช้เวลากว่าปีในการติดตั้งและลงทุนแต่กสทจะอาศัยช่วงรอยต่อที่คนต้องการใช้บริการ 3G นี้เร่งหาลูกค้าเข้ามาในบริการซีดีเอ็มเอที่ให้ความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลไม่ต่างกัน โดยหลังจากกสทรวมโครงข่ายซีดีเอ็มเอเป็นเน็ตเวิร์กเดียวจะมีฐานลูกค้ามากกว่า 1 ล้านรายซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญของกสท

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 ตุลาคม 2552 | ข่าว 3G



3G 3 ธันวา วันชี้ชะตา TOT

ทีโอที กับการนับถอยหลังก้าวเข้าสู่ผู้ให้บริการ 3G รายแรกของเมืองไทย โดยทีโอทีถือฤกษ์ วันที่ 3 ธันวาคม 2552 เพื่อเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการที่ลานเซ็นทรัลเวิล์ด ภายใต้คอนเช็ปต์ “3 จี -3 ธ.ค.-3โมงเย็น”พร้อมกับจะมีการถ่ายทอดสดการเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G

การให้บริการ 3 G ของทีโอทีถือเป็นความหวังใหม่ที่จะสามารถสร้างรายได้ชดเชยสัมปทานโทรศัพท์มือถือ ที่จะหายไปทันทีเมื่อคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ออกใบอนุญาต 3G บนความถี่มาตรฐาน 2.1 GHz ซึ่งการเปิดให้บริการเป็นรายแรกจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้ทีโอทีได้เป็นอย่างดี

การให้บริการ 3G เฟสแรกจะเปิดให้บริการในพื้นที่ กรุงเทพและปริมณฑลตอนล่าง จำนวน 543 สถานีฐาน สามารถรองรับการใช้งานได้ 500,000 เลขหมาย สามารถให้บริการที่รองรับ Voice, Video Call, SMS, MMS, RBT และ High-speed Internet

วรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที กล่าวว่า มั่นใจว่าจะสามารถเปิดให้บริการ 3G เฟสแรกได้ทันตามกำหนดในวันที่ 3 ธ.ค. อย่างแน่นอน เนื่องจากได้รับการยืนยันจากผู้ดูแลเรื่องนี้เมื่อเร็วๆนี้

“การดำเนินการโครงการ 3G ถือเป็นธุรกิจสำคัญในการฟื้นฟูฐานะทางการเงิน ด้วยการหันมาพึ่งตนเอง ลดการพึ่งพาส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาร่วมการงาน และเป็นการดำเนินการตามแผน Turnaround ของทีโอที ซึ่งจะเป็นการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ที่สำคัญรวมทั้งยังสามารถเข้ามาทดแทนรายได้ที่ลดลงของบริการโทรศัพท์ประจำที่ และบริการโทรศัพท์สาธารณะ การที่ทีโอทีสามารถให้บริการ 3G ได้เป็นรายแรกจะช่วยให้ทีโอทีได้เปรียบในเชิงธุรกิจประกอบกับแผนการทำตลาดแบบ MVNO จะช่วยให้ทีโอทีคล่องตัวและสามารถแข่งขันกับเอกชนได้ดียิ่งขึ้น”

วิเชียร นาคศรีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้ดูแลรับผิดชอบหน่วยงานธุรกิจ 3G เปิดเผยว่า ขณะนี้ความคืบหน้า 3G เฟสแรกอยู่ระหว่างการอัปเกรดสถานีฐาน ซึ่งปลายเดือนต.ค.นี้จะแล้วเสร็จ 100%

ส่วนการคัดเลือกผู้เข้าร่วมให้บริการในลักษณะ MVNO (Mobile Virtual Network Operator) ขณะนี้มีผู้สนใจทั้งสิ้น 5 รายได้แก่ได้แก่ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย บริษัท ล็อกเล่ย์ บริษัท 356 บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง หรือ IEC และบริษัท เอ็มคอร์ปอเรชั่น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งให้ผู้ประกอบการทั้ง 5 รายทำแผนธุรกิจอย่างละเอียดเสนอต่อทีโอที เพื่อที่ทีโอทีจะเลือกผู้ที่มีแผนธุรกิจที่ดีที่สุดเพียง 3 ราย ซึ่งการคัดเลือกจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย. 2552

อย่างไรก็ตาม การเร่งเครื่องประมูล 3G ของ กทช.หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสร้างผลกระทบต่อทีโอที ซึ่งทีโอทีจะเสนอรายงานผลกระทบให้ครม.เศรษฐกิจรับทราบรวมทั้งการปรับแผนธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้และผลกระทบจากสัญญาสัมปทาน 2G เดิม โดยทีโอทีประเมินว่าผลกระทบจากการออกใบอนุญาตและจัดสรรคลื่นความถี่ 3G ของกทช.จะส่งผลให้เกิด

1.การแข่งขันในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (3G) จะมีความรุนแรงขึ้น เพราะการที่ กทช.ให้ใบอนุญาต 3G รายใหม่ 4 ราย หากนับรวมกับ ทีโอทีก็จะมีผู้ให้บริการ 3G รวม 5 ราย ส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ภายในประเทศทวีความรุนแรงและเข้มข้นมากขึ้น

2.ทีโอทีได้คาดการณ์ และจัดทำแผนธุรกิจตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และจัดการความเสี่ยงไว้แล้ว โดยทีโอทีได้ทำการวางแผนเตรียมพร้อมรองรับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ทีโอที ดำเนินการ ดังนี้ วิเคราะห์ปัจจัยความเสี่ยงการออกใบอนุญาต ในการเสนอโครงการฯ ต่อ สศช. เมื่อ ปี 2551 และจัดทำแผนธุรกิจตามความเห็นของสศช. เรื่อง ทีโอที ควรทำหน้าที่พัฒนาโครงข่าย 3G ให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และครอบคลุมทั่วประเทศ และควรพิจารณาความเหมาะสมของแผนการตลาดที่เน้น เป็นผู้ให้บริการโครงข่าย (Network Provider) หรือการให้บริการแบบ ขายส่ง (Wholesaler) เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนและการตลาดค้าปลีก (Retailer) รวมทั้งช่วยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนของประเทศในภาพรวมเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ทีโอทียังได้จ้างที่ปรึกษา 2 ราย คือ บริษัท CCIV และ ABN AMRO Bank N.V. เป็นที่ปรึกษาโครงการและพิจารณาทบทวนแผนธุรกิจให้ชัดเจนและสอดคล้องกับสภาพการแข่งขันที่รุนแรง

สำหรับแผนธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ซึ่งจัดทำร่วมกับที่ปรึกษาฯ ได้กำหนดกลยุทธ์ไว้ดังนี้ 1. Time to Market ต้องชิงความได้เปรียบด้วยการเป็นผู้ให้บริการรายแรกในตลาดเพื่อสร้าง ฐานลูกค้าซึ่งผู้ให้บริการในปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ 2. Network Coverage & Quality ต้องลงทุนในโครงข่ายที่มีคุณภาพสูงเพื่อตอบสนองความต้องการด้าน Voice และ Data โดยมีสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ให้บริการหลัก

3. Wholesaling ดำเนินธุรกิจด้วยการขายต่อบริการแก่ Wholesale Customers เรียกว่า Mobile Virtual Network Operator (MVNO) โดย MVNO จะมีบทบาทสำคัญในการทำตลาดใน Segment ที่ทีโอทีไม่มีความถนัดหรือไม่มีความได้เปรียบในการแข่งขันและการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายที่เพิ่มขึ้นจากการเช่าใช้โครงข่ายของ MVNO ในสัดส่วน 80% ของ Capacity

และ 4. Strengthen Retail Business ทีโอทีจำเป็นต้องสร้างฐานลูกค้าปลีกใน Segment ที่ทีโอทีมีความได้เปรียบเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงลูกค้าของ MVNO แต่เพียงอย่างเดียว และเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนทั้งในเมืองและชนบทภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ด้านการพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ และแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2551-2554 เกี่ยวกับนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งเสริมให้คนไทยเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมจากเมืองงหลวงไปสู่ภูมิภาค โดยให้ประชาชนเข้าถึงบริการโทรคมนาคมพื้นฐานได้อย่างทั่วถึงครอบคลุมทั่วประเทศ

ส่วนตำแหน่งทางธุรกิจของโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G (Business Positioning) คือ การเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G รายแรกของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการและ Lifestyle ของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche Markets) ,ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา ทั้งการร่วมมือกับพันธมิตร เช่น Content Provider / Application Developer เร่งรัดการลงทุนการจัดสร้างโครงข่าย 3G เพื่อให้มีความพร้อมทั้งด้าน Coverage และ Capacity เป็นรายแรก เพื่อเป็น National Network Provider ซึ่งจะทำให้ลดความซ้ำซ้อนของการลงทุน

อย่างไรก็ตามถึงแม้ทีโอที จะวางแผนรับมือกับการแข่งขันในเรื่อง 3G ให้ดีเช่นไร แต่ผลกระทบที่เกิดกับสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (2G) ปัจจุบันของทีโอทีก็ยังรุนแรง

ผู้ประกอบการที่รับสัมปทานอาจมีการโอนลูกค้า 2G ภายใต้สัญญาสัมปทานเดิม ไปเป็นลูกค้าบนโครงข่ายใหม่ (3G) เนื่องจากต้องการลดต้นทุน เพราะภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับใบอนุญาตใหม่จะน้อยกว่าส่วนแบ่งรายได้ที่จะต้องจ่ายตามสัญญาร่วมการงานในอัตราการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ 20% - 30% ทั้งนี้ คาดว่าการจ่ายค่าใบอนุญาตใหม่ ประมาณปีละ 6.5% ของรายได้ (มาจากค่าใบอนุญาต 2.5% และค่า Universal Service Obligation Fund 4%)

การโอนลูกค้า 2G ที่เอกชนดูแลอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานเดิมไปเป็นลูกค้าบนโครงข่าย 3G ซึ่งจะทำให้ส่วนแบ่งรายได้ของ ทีโอทีลดลงและที่สุดภาครัฐได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานของทีโอทีในรูปของภาษีเงินได้และเงินปันผลลดลงตามไปด้วยโดยในปี 2551 ทีโอที ได้จ่ายภาษีเงินได้ 2,600 ล้านบาท เงินปันผล 5,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ อาจมีการนำทรัพย์สินของรัฐไปใช้ประโยชน์บนโครงข่าย 3G เนื่องจากสัญญาสัมปทาน BTO คือ การสร้าง และ โอนให้รัฐ และให้เอกชนผู้รับสัมปทานมีสิทธิในการใช้ทรัพย์สินและสิทธิในการบริหารจัดการ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีการนำอุปกรณ์ระบบ 3G มาติดตั้งเพิ่มเติมบนทรัพย์สินของโครงข่าย 2G เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการโดยรวดเร็วยิ่งขึ้น ฉะนั้นมาตรการกำกับดูแล การควบคุมและการตรวจสอบจะซับซ้อนยิ่งขึ้น อาจมีข้อพิพาท และในที่สุดจะเป็นการเพิ่มต้นทุนแก่ทีโอที

อย่างไรก็ตาม ทีโอทียืนยันว่าการออกใบอนุญาตดังกล่าวไม่กระทบต่อการแข่งขันในธุรกิจ 3G เนื่องจากทีโอทีได้วางแผนรองรับการแข่งขันไว้แล้ว แต่จะมีผลกระทบต่อสัญญาสัมปทานให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ของ ทีโอที ซึ่งตามแผน Turnaround ของทีโอที กำหนดให้โครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G เป็นธุรกิจที่สำคัญในการลดการพึ่งพาส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาอนุญาต/สัญญาร่วมการงาน ตลอดจนทดแทนรายได้ที่ลดลง

การเปิดบริการ 3G ของทีโอทีในวันที่ 3 ธ.ค. อาจเป็นการลบภาพฝันร้ายในอดีตของไทยโมบาย และเป็นการสร้างมิติใหม่ของการแข่งขันที่รัฐวิสาหกิจไทยจะสามารถยืดอกพกมือถือ 3G แข่งกับบริษัทสัมปทานรายใหญ่ได้ แต่ที่สำคัญมันจะเป็นการชี้ชะตา ชี้อนาคตของทีโอทีและตอกย้ำความมั่นใจของครม.ทั้งคณะที่อนุมัติให้ลงทุน 2 หมื่นล้านในการวางโครงข่าย 3G ทั่วประเทศว่าตัดสินใจถูกต้อง

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2552 | ข่าว 3G



GSMA แนะไทยไฟเขียวคลื่น 3G ฟื้นศก.

จีเอ็สเอ็มเอหนุนไทยใช้เร่งสร้าง ปย.จากทรัพยากรคลื่นความถี่พลิกฟื้นเศรษฐกิจ เตือนออกไลเซ่น 3จีช้าอาจสูญโอกาสดึงเงินลงทุน

นางสาวคริสติน ดิว โฮก ผู้อำนวยการฝ่ายคลื่นความถี่ สมาคมผู้ประกอบการจีเอสเอ็ม (จีเอสเอ็มเอ) กล่าวว่า ประเทศไทยควรเร่งพิจารณาประมูล และใบอนุญาตมือถือ 3จี เพื่อพัฒนาประเทศ และเป็นการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ (สเปคตรัม) ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว ทรัพยากรไม่ควรเก็บไว้เฉยๆ แต่ควรนำมาสร้างให้เกิดผลผลิต และที่ผ่านมาผลศึกษาหลายๆ แห่งก็ชี้ชัดว่า การอนุมัติคลื่นและใบอนุญาต 3จีที่ล่าช้า ก่อให้เกิดการสูญเสีย ทั้งในแง่ของประโยชน์จากการใช้งานที่ผู้บริโภคควรได้ และตัวเลขเชิงเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ โทรศัพท์มือถือเป็นปัจจจัยสำคัญมากต่อการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และสนับสนุนการเพิ่มอัตราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสำหรับหลายประเทศในเอเชีย ทำให้เกิดภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจขยายตัว

อย่างไรก็ตาม การนำประเด็นทางการเมืองมาแทรกแซงในการออกใบอนุญาต รวมถึงการหยิบยกแนวคิดชาตินิยม และความมั่นคงเพื่อสกัดการเข้ามาของกลุ่มทุนจากต่างประเทศนั้น จากประบการณ์พบว่าในประเทศที่ตลาดมือถือพัฒนาเต็มที่แล้ว จะไม่มีปัญหานี้ เนื่องจากรัฐบาลจะมั่นใจระบบการติดตตามสอดส่อง และความโปร่งใสในการประมูล

ขณะเดียวกัน ในประเทศเอเชียบางราย ซึ่งเปิดกว้างต่อเรื่องข้อกำหนดเรื่องการเป็นเจ้าของกิจการ ก็สามารถสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมมือถือ และเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว

“ประเด็นคลื่นความถี่ 3จี ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาล และหน่วยงานกำกับดูแล ที่จะเปิดประมูลและให้ไลเซ่น และเท่าที่ทราบคนไทยส่วนใหญ่ก็อยากให้มี 3จี ดังนั้นเรื่องนี้เหมือนกับเป็นการเทรดออฟ ที่ต้องสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น ”

นอกจากนี้ ยังควรพิจารณาถึงประสบการณ์ของต่างประเทศที่จะเข้ามาด้วย เพราะการเข้ามาของรายใหญ่ จะไม่ได้หมายถึงแต่การมีเงินมากเท่านั้น แต่จะนำเข้าความรู้ และประสบการณ์ที่มีมานาน จ ากการเข้าไปติดตั้งเครือข่ายให้บริการหลายๆ ประเทศ รวมถึงประสบการณ์ในการเพิ่มขีดแข่งขันมาสู่คนไทยด้วย ทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด

พร้อมกันนี้ เธอเตือนว่า ต้องมองถึงธรรมชาตินักลงทุนด้วยว่า การลงทุนจะต้องคำนึงถึงระยะเวลาจุดคคุ้มทุนด้วย ดังนั้นหากการให้คลื่นความถี่และใบอนุญาตล่าช้าออกไปเรื่อยๆ ก็มีโอกาสที่จะโยกเงินลงทุนเข้าไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียแทน แม้ว่าปัจจุบันไทยจะเป็นแหล่งที่ดึงดูดใจมากที่สุดก็ตาม

เธอบอกว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือจำนวนมาก แต่มือถือเหล่านั้นๆ หลายๆ เครื่องกลับมีความล้ำหน้าไปมากกว่าเครือข่าย ทั้งที่รองรับ 3จีได้ แต่กลับไม่มีเครือข่ายให้เข้าไปใช้บริการต่างๆ ซึ่งคลื่นความถี่ 3จี จะช่วยให้เกิดการขยับการใช้งานพื้นฐานในเรื่องการโทรเข้า-ออก (วอยซ์) ไปสู่การใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากขึ้น โดยผ่านโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ การเข้าถึงเครือข่ายบรอดแบนด์ไร้สายนั้น ผู้ให้บริการมือถือจำเป็นต้องขยายแบนด์วิธรองรับ

กรุงเทพธุรกิจ 20 ตุลาคม 2552 | ข่าว 3G



กทช.ประมูล 3G ปลดล็อกสัมปทานทุนสื่อสาร

ถึงแม้ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. จะมีมติเปิดรับฟัง ความคิดเห็นสาธารณะเรื่องร่างสรุปข้อสนเทศ (Information Memorandum) การจัดสรรคลื่นความถี่ IMT หรือ 3G and beyond มาหลายครั้ง แต่ก็ยังหาข้อสรุปเรื่องนี้ไม่ได้ จึงต้องจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นอีกรอบหนึ่งภายในปลายเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

เหตุที่ต้องจัดประชาพิจารณ์อีกครั้งหนึ่ง เกิดจากการประชาพิจารณ์เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ยังมีประเด็นที่หลายฝ่ายตั้งคำถามและยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน อาทิ กรณีเร่งรีบเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2.1 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการมือถือ 3G ซึ่งถือเป็นทรัพยากรของชาติ ,การออกใบอนุญาตครั้งเดียว 4 ใบ และกรณีนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มทรู ออกมาเปิดประเด็นรัฐวิสาหกิจต่างชาติครอบงำระบบสื่อสารไทย

**** พิรุธเร่งออกใบอนุญาต

หลายข้อสังเกตของผู้เกี่ยวข้องตามประเด็นข้างต้น กลายเป็นเรื่องร้อนแรงที่ถูกจับตามอง เพราะการออกใบอนุญาตครั้งนี้ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมมือถือครั้งใหญ่ จากระบบสัมปทานมาสู่โครงสร้างใหม่ที่ กทช.เป็นผู้ออกแบบ

เมื่อ กทช. มีอำนาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมือถืออย่างมีนัยสำคัญ การออกใบอนุญาตครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องฝ่าวงล้อมแรงต้านหลายด้าน แม้ทาง กทช.เองจะอ้างเหตุผลว่า ได้ใช้เวลาดำเนินการเรื่องนี้ต่อเนื่องมากว่า 2 ปี และยึดกรอบตามกฎหมายฉบับเดิม คือ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม 2535 เนื่องจากกฎหมายฉบับใหม่ คือ ร่าง พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.....อยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญปี 2550

ประเด็นสำคัญสุดที่ กทช. ถูกตั้งคำถามเรื่องการออกใบอนุญาตที่ไม่สามารถหลีกหนีได้คือ "ออกใบอนุญาตโดยเอื้อผลประโยชน์กับทุนสื่อสารบางกลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนทางการเมืองหรือไม่" และทำไมจึงรีบเร่งดำเนินการเรื่องนี้

เพราะช่วงที่ กทช.ออกใบอนุญาตมือถือ3G และเตรียมประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ถือเป็นช่วงคาบเกี่ยวการคัดเลือก กทช.ชุดใหม่ ทดแทนกรรมการเก่าที่ต้องจับสลากออกจากตำแหน่งจำนวน 3 คน และมีกรรมการลาออกพ้นออกจากตำแหน่งอีก 1 คน (อ่านรายละเอียดสรรหา กทช. เพิ่มเติมหน้า 30 ) นั้น เวลานี้อยู่ระหว่างกระบวนการสรรหา

**สภาทนายความออกโรงต้าน

ขณะเดียวกัน สภาทนายความยังออกแถลงการณ์เรื่อง ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการคงสิทธิ์เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการออกประกาศเชิญชวนให้มีการประมูลโทรศัพท์มือถือระบบ 3G ในครั้งนี้ มีอำนาจถูกต้องและชอบธรรมในการออกประกาศหรือไม่ เนื่องจาก กทช.มีสถานะเป็นองค์กรเฉพาะชั่วคราวเท่านั้น และ ในมาตรา 305 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้กำหนดให้จัดตั้งองค์กรอิสระ ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ซึ่งรัฐบาลต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน แต่ผ่านมา 3 รัฐบาล ไม่สามารถจัดตั้ง กสทช.ได้ ดังนั้นรัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเร่งกระบวนการให้มี กสทช.โดยเร็ว

การออกโรงคัดค้านของสภาทนายความครั้งนี้ สอดคล้องกับแนวความคิดของนายอนุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ชี้ว่า ประเด็นที่ยังไม่มีความชัดเจนมีด้วยกัน 3 เรื่องหลัก คือ เรื่องแรก กฎหมายยังไม่มีความชัดเจน ถ้าชัดเจน กทช.คงไม่ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ เรื่องที่สอง ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และ สุดท้าย คือ ประเด็นค่าเชื่อมโยงเครือข่าย หรือ IC (Interconnection Charge) ที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังไม่เกิดผล

"เมื่อประเด็นหลายอย่างยังไม่ชัดเจน สิ่งที่เป็นห่วงคือ เมื่อมีคนเข้าประมูลและมีการลงทุนเกือบสองหมื่นล้านบาท เกิดศาลออกมาตัดสินว่า สิ่งที่ กทช.ทำไม่ถูกต้อง บริษัทเหล่านี้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะเสียหายมากกว่า เพราะฉะนั้น กทช.ควรรอกฎหมายใหม่ออกมาก่อน ประเด็นข้อโต้แย้งเหล่านี้จะได้หมดไป"

***ผันค่าต๋งรัฐกลับเข้ากระเป๋าเอกชน

อย่างที่ได้กล่าวมาในตอนต้น ว่าการออกใบอนุญาตครั้งนี้ กทช. ออกแบบเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงการจ่ายค่าต๋ง จากเดิมที่ค่ายมือถือต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับหน่วยงานรัฐ คือ บมจ.ทีโอที และ บมจ. กสทโทรคมนาคมกทช. แบบขั้นบันไดตลอดอายุสัญญา เปลี่ยนระบบเป็นการจ่ายแบบครั้งเดียว และได้รับใบอนุญาตการดำเนินงานระยะยาวเป็นเวลา 15 ปี

"จากเดิมที่เอกชนจ่ายเงินเข้ารัฐผ่านทีโอทีและกสท จากนั้นส่งต่อไปยังกระทรวงการคลัง แต่ละปีรวมเป็นเงินแสนล้านบาท แต่ระบบใหม่เอกชนได้ใบอนุญาตใหม่ เท่ากับล้างไพ่ใหม่ย้ายเงินจากรัฐเข้าสู่กระเป๋าเอกชน" นายอนุภาพ กล่าว

ไม่เพียงเท่านี้ นายอนุภาพยังยกตัวอย่างปัญหาการออกใบอนุญาต 3G ในต่างประเทศ อย่างเช่น โวดาโฟน ได้ถือใบอนุญาตกว่า 5 ปี แต่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ที่ฮ่องกงเปิดประมูลไปก็ยังล้มเลิกประมูล และเปลี่ยนวิธีเป็นแบบบิวตี้ คอนเทสต์ (การประเมินเชิงเปรียบเทียบ) เพราะยังมีผู้ใช้บริการน้อย โดยวัตถุประสงค์ของโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G คือการให้บริการประเภทนอนวอยซ์ (บริการด้านข้อมูล) และต้องมีรายได้มากกว่า 20% ของรายได้รวม สิ่งที่กทช.กำลังดำเนินการผิดวัตถุประสงค์ เพราะประเทศไทยบริการทางด้านเสียง (Voice) ยังสูงมากกว่าด้านข้อมูลที่มีเพียง 13% และหากแยกบริการ SMS (Short Message Service:บริการส่งข้อความ) ออก จะเหลือสัดส่วนของนอนวอยซ์เพียง 4% เท่านั้น ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศที่มีสัดส่วนการให้บริการนอนวอยซ์สูง อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี และ ไต้หวัน

"การออกใบอนุญาตครั้งนี้ประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือไม่ ตลอดระยะเวลา 5 ปี ของคณะกรรมการ กทช.ชุดนี้ ใช้เงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ร่วมพันล้านบาท ประชาชนได้ประโยชน์อะไรจาก กทช."

***รัฐสูญ 2 แสนล้าน

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรคมนาคมครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาครัฐคือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ต้องสูญเสียรายได้จากค่าสัมปทานเป็นเงินมหาศาล แม้นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ชินคอร์ป กล่าวว่า ไม่ช้าหรือเร็วสัญญาสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเอไอเอส ก็จะหมดอายุลงในปี 2558

ขณะที่นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาเปิดเผยรายละเอียดว่า ทั้งสองหน่วยงานต้องสูญเสียรายได้จำนวน 180,000 ล้านบาท จากการที่ผู้ให้บริการมือถือทั้ง 3 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส,บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค และ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด เมื่อได้รับใบอนุญาตให้บริการมือถือ 3 G แล้ว จะตั้งบริษัทลูกขึ้นมา เพื่อทำการโอนถ่ายลูกค้าไปยังบริษัทใหม่ทันที

ตัวเลขเบื้องต้นคิดจาก 6 ปีแรกที่เปิดบริการ ทั้ง 3 บริษัทไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม อัตราปีละ 25-30% แต่เปลี่ยนเป็นค่าใบอนุญาตให้กับ กทช.ปีละ 6.5% เท่านั้น ส่วนที่เหลือคือกำไร ที่เอกชนจะได้รับแบ่งเป็นเอไอเอส 90,000 ล้านบาท,ดีแทค อีก 60,000 ล้านบาท และ ทรูมูฟ 30,000 ล้านบาท ขณะที่ภาครัฐต้องสูญเสียรายได้

***เทศกาลเทกระจาดคลื่น

การเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ แบ่งคลื่นออกเป็น 45 เมกะเฮิรตซ์และจัดสรรคลื่น 10 เมกะเฮิรตซ์ ออกใบอนุญาตจำนวน 3 ใบ และอีก 1 ใบจำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ โดยกทช. เปิดประมูลครั้งเดียว พร้อมกับออกใบอนุญาตพร้อมกันทั้ง 4 ใบ

ประเด็นตรงนี้ ดร.สมเกียรติ ได้ตั้งคำถามว่า ทำไม กทช.ไม่ออกใบอนุญาตเพียง1- 2 ใบ เพื่อให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคา เมื่อเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ค่อยทยอยออกใบอนุญาตส่วนที่เหลือเพิ่มเติม แต่ต้องกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจน เช่น ระยะเวลาการออกใบอนุญาตผู้ประมูลจะได้รู้ว่าจุดคุ้มทุนอยู่ที่เท่าใด และกำหนดราคาประมูลใบอนุญาตอยู่ที่ใบละ 10,000 ล้านบาท

แต่ถ้าจัดสรรคลื่นความถี่ออกไปทั้งหมดภาพการลงทุนที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องการจะเห็นสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเพราะผู้ประกอบการบางรายจะไม่ลงทุนเองทั้งหมดจะลดวิธีส่วนแบ่งรายได้ให้กับภาครัฐด้วยวิธีการโอนลูกค้าเข้าไปอยู่ภายใต้บริษัทใหม่และใช้วิธีการโรมมิ่ง(เชื่อมโยงสัญญาณ)เครือข่ายที่มีอยู่เดิม

"กทช.ไม่ควรเทกระจาดโดยการเปิดประมูลครั้งเดียว เพราะเป็นการแจกของฟรี เหมือนแจกที่ดิน ต้องดูความต้องการของตลาดด้วย ถ้า 3G รองรับลูกค้าได้เพียง 1-2 ล้านราย มีประโยชน์อะไรที่แจกใบอนุญาตทั้งหมด ก่อนหน้านี้มีกทช.ท่านหนึ่งเคยออกมาพูดว่า 3 ใบใหม่เป็นผู้ประกอบการรายเดิม และอีก 1 ใบเป็นของผู้ประกอบการรายใหม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงหมายความว่าอย่างไร"

สิ่งที่ต้องติดตามกันชนิดห้ามกะพริบตานับจากนี้ไปคือ การเร่งรีบประมูลคลื่นความถี่ 2.1 เมกะเฮิรตซ์ ของ กทช.ครั้งนี้จะฝ่าวงล้อมข้อสังเกตและท้วงติงจากนักวิชาการ สภาทนายความ ตลอดจนประชาสังคม ที่ออกโรงต้าน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องมีส่วนได้ส่วนเสียในแวดวงธุรกิจสื่อสาร ที่ตั้งท่าจะยื่นฟ้องศาลปกครองให้ยุติการประมูลไว้ก่อน

ประเด็นสำคัญสุด คือคำถามที่ว่า แท้จริงการประมูลครั้งนี้ ทำไปเพื่อปลดล็อกให้กับกลุ่มทุนสื่อสาร ที่เกื้อหนุนกับกลุ่มการเมืองใช่หรือไม่ ? เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากการประมูล3 G ในครั้งนี้

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 15 ต.ค.- 17 ต.ค. 2552 | ข่าว 3G



ข่าว 3G หน้าที่   1   2   3   4   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14   15   16   17   18   19   20   21   22   23   24   25 

ข่าว 3G || ข่าว IT

AIS Aircard| AirCard| แอร์การ์ด| AirCard Driver Download| ExpressCard| AirCard USB| PCMCIA AirCard| GPRS| EDGE| 3G| Dtac aircard| EDGE AirCard| 3G AirCard| 3G Router| 3G Access Point| Speed Test| Speedtest| GPS ติดรถ| GPS| GPS คืออะไร| GPS Navigator| ราคา GPS ติดรถ| ราคา GPS| GPS ติดตามรถ| GPS tracking| GPS tracker| GPS กันขโมย| ระบบติดตามรถยนต์