GPS ติดรถ


GPS ติดตามรถ


  Software ติดตามรถยนต์
  ทดลองใช้งาน Software

AirCard


ถาม-ตอบ Aircard, 3G Router, GPS Navigator
Speedtest : ความเร็ว Air Card


© AirCard Shop.com

หน้าแรก

กทช.เล็งจัดประชาพิจารณ์ดาวเทียม-มือถือ3G

สร้างความชัดเจนก่อนแข่งเสรี-อนุมัติเลขหมายออเร้นจ์-ดีแทค

กทช. เตรียมจัดประชาพิจารณ์นโยบายดาวเทียม และมือถือ 3G กลางมีนาคม 2549 พร้อมอนุมัติเลขหมายตามมาตรา 8 วรรค 2 ให้ "ออเร้นจ์-ดีแทค" เหตุผู้ประกอบการใช้เลขหมายที่มีอยู่เกิน 80% พร้อมทั้งเล็งจัดประชาพิจารณ์แผนเลขหมายใหม่ ต้นมีนาคม ก่อนประกาศใช้สิงหาคม 2549

นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ด กทช. ว่า กทช. เตรียมจัดประชาพิจารณ์เชิงนโยบาย 2 เรื่องหลักกลางเดือนมีนาคมนี้ ได้แก่ 1. การให้บริการดาวเทียมสื่อสาร และ 2.การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G

โดยทาง กทช.จะศึกษาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และวิเคราะห์ผลกระทบนำเสนอในการประชาพิจารณ์ เพื่อนำมาจัดทำหลักเกณฑ์การให้บริการ แล้วจึงจะจัดประชาพิจารณ์หลักเกณฑ์อีกครั้ง

"ดาวเทียมกำลังจะเปลี่ยนจากระบบผูกขาดมาเป็นการแข่งขัน ส่วน 3G ก็เป็นบริการที่อยู่บนเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น บริการดาวเทียม บริการระบบเชื่อมต่อ บริการแอพพลิเคชั่น ดังนั้นต้องทำนโยบายให้ชัดเจนก่อน รวมถึงเรื่อง 3G ด้วยเช่นเดียวกัน" นายสุรนันท์ กล่าว

ส่วนบมจ.ชิน แซทเทลไลท์ (แซทเทล) ผู้ให้บริการดาวเทียมรายเดิมอยู่ภายใต้สัญญาของรัฐ มีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นผู้รับผิดชอบ จะร่วมวิเคราะห์หลักเกณฑ์ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างรายเดิมและรายใหม่

เปิดทางบริการวีโอไอพีผ่านโฟน-พีซี

นอกจากนี้ กทช. ยังพร้อมพิจารณาให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ใบอนุญาตประเภทที่ 1 เปิดบริการวอยซ์ โอเวอร์ ไอพี (วีโอไอพี) ในรูปแบบพีซีทูพีซี และพีซีทูโฟน ได้ทันที ซึ่งไอเอสพีทั้ง 24 รายได้แจ้งขอบริการเกือบครบทุกรายแล้ว ส่วนราคา กทช.จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด

ขณะเดียวกัน บอร์ด กทช. มีมติอนุมัติเลขหมายโทรคมนาคมให้กับบริษัท ทีเอ ออเร้นจ์ จำกัด และ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ตามจำนวนที่ขอ เนื่องจากปัจจุบัน ออเร้นจ์ ใช้เลขหมายไปกว่า 85% ส่วนดีแทคใช้ไปกว่า 80%

โดยการขออนุมัติของผู้ประกอบการนี้เป็นไปตามมาตรา 8 วรรค 2 พระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ที่ผู้ประกอบการสามารถขอให้มีการจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมได้ หากมีความจำเป็น แม้จะยังไม่ได้รับใบอนุญาตก็ตาม อีกทั้ง กทช. ได้ออกประกาศการจัดสรรเลขหมายเป็นการชั่วคราวแล้ว จึงสามารถอนุมัติได้ โดยจะใช้เวลาในการโอนเลขหมายภายใน 90 วัน แต่ไม่เปิดเผยจำนวนเลขหมายที่อนุมัติ

ส่วนเรื่องค่าธรรมเนียมเลขหมาย 1 บาทต่อเลขหมายต่อเดือน เอกชนทั้ง 2 รายจะนำส่งถึง กทช. โดยตรง เพราะเป็นการจัดสรรเลขหมายจาก กทช. ขณะที่ ค่าธรรมเนียมเลขหมายเดิม กสท ในฐานะผู้รับใบอนุญาตจาก กทช. และเป็นผู้ให้สัมปทานต้องนำส่งตามเดิม

โดย กทช. มีจำนวนเลขหมายโทรคมนาคมก่อนจัดสรรให้กับผู้ให้บริการทั้งสองมีประมาณ 6 ล้านเลขหมาย

นอกจากนี้ กทช. ได้เตรียมจัดประชาพิจารณ์ เรื่องแผนเลขหมายใหม่ ที่จะนำร่างหลักเกณฑ์ขึ้นเวบไซต์ในสัปดาห์หน้า และจัดประชาพิจารณ์ต้นเดือนมีนาคม 2549 โดยคาดว่าจะประกาศใช้ได้ประมาณเดือนสิงหาคม ปีนี้

กทช.เก็บรายได้ร่วมร้อยล้านแล้ว

ในขณะเดียวกัน ค่าธรรมเนียมเลขหมายที่ บมจ.ทีโอที และ กสท ต้องนำส่ง กทช. นั้น ปัจจุบัน กทช. รับค่าธรรมเนียมแล้ว 102.5 ล้านบาท แบ่งเป็นทีโอทีนำส่งแล้ว 89 ล้านบาท และมีค่าเลขหมายอีกบางส่วนยังไม่ได้นำส่ง เพราะทีโอที อยู่ระหว่างการตรวจสอบปริมาณการใช้งาน

ส่วน กสท ได้นำส่งมาแล้ว 13.5 ล้านบาท หรือเป็นค่าธรรมเนียมในช่วงระยะเวลา 4 เดือนนับจากได้รับใบอนุญาตจาก กทช. หากยังเหลือบางส่วนที่อยู่ระหว่างหาผู้รับภาระค่าธรรมเนียมนี้ ระหว่าง กสท หรือผู้รับสัมปทาน

กรุงเทพธุรกิจ 3 ก.พ. 49 | ข่าว 3G



ทำความรู้จักกับมือถือ"3G" ของเล่นใหม่คนไทย ปี"49

ได้ยินมานานสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G หรือ 3th Generation แต่หลายคนคงยังไม่รู้ว่าแตกต่างยังไงกับโทรศัพท์มือถือที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน!!

ก่อนอื่นขออธิบายตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่า โทรศัพท์มือถือที่ทุกคนใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือเอไอเอส ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจีเอสเอ็ม 1800 และจีเอสเอ็ม 900 บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือดีแทค บริษัท ทีเอ ออเร้นจ์ จำกัด ผู้ให้บริการโทรศัพท์จีเอสเอ็ม 1800 และบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอ ทีไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือซีดีเอ็มเอ ในเขตภาคกลาง

ล้วนเป็นโทรศัพท์มือถือในระบบ 2 จี(2th Generation) ทั้งสิ้น โดยพัฒนาขึ้นมาให้มีบริการเสริม มากกว่าเพียงแค่การรับสายเข้าและโทร.ออกเท่านั้น แต่สามารถรับส่งข้อมูลในลักษณะมัลติมีเดียระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ได้ เช่น การดาวน์โหลดเพลง ถ่ายรูป รับส่งข้อมูลและภาพ ได้ในระดับหนึ่ง

แม้ในภายหลังจะพัฒนาเพื่อให้รองรับข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีเอดจ์(EDGE) แต่เป็นเพียงการเพิ่มระดับความเร็วของการรับส่งข้อมูลให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น หรือที่เรียกกันว่า เป็นการพัฒนาโทรศัพท์มือถือจากระบบ 2 จี เป็น 2.5 จี หรือ 2.8 จี

แต่ก็ยังไม่สามารถพัฒนาให้เป็นระบบ 3G ได้ เพราะการที่จะพัฒนาขึ้นเป็นโทรศัพท์มือถือในระบบ 3G จะต้องได้รับใบอนุญาต และการจัดสรรคลื่นความถี่ จากคณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่ ประกอบด้วยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) พิจารณาร่วมกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ(กสช.)ก่อน จึงจะสามารถเปิดให้บริการได้ โดยคลื่นความถี่ที่ใช้กันเป็นมาตรฐาน จะอยู่ในย่านความถี่ 2000 เมกะเฮิร์ตซ์ โดยจะมีการจัดแบ่งให้ผู้ประกอบการในแต่ละราย ในลักษณะเดียวกันกับโทรศัพท์จีเอสเอ็ม 1800 ที่มีผู้ประกอบการอยู่หลายรายนั้นเอง ซึ่งการจัดแบ่งย่านความถี่ในแต่ละช่วงก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่จะเป็นผู้กำหนด

ส่วนคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้โทรศัพท์มือถือในระบบ 3G แตกต่างจากโทรศัพท์มือถือที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน คือ เรื่องของการจัดเก็บข้อมูล และความรวดเร็วในการให้บริการ ยกตัวอย่าง การดาวน์โหลดริงโทน หรือเสียงเพลงระหว่างรอรับสาย จะสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งเพลง ไม่ใช่เพียงบางช่วงของเพลงเหมือนในปัจจุบัน ขณะเดียวกันยังสามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์ มิวสิควิดีโอ จากผู้ให้บริการข้อมูล(คอนเทนต์)ได้ทันที โดยที่สัญญาณการรับส่งภาพและเสียงคมชัด

นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปใช้ในเชิงธุรกิจ คือการประชุมผ่านโทรศัพท์มือถือที่สามารถมองเห็นหน้ากันได้ รวมถึงการรับชมรายการโทรทัศน์ หรือการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ในลักษณะคล้ายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ในขณะที่โทรศัพท์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้จะสามารถรับชมรายการโทรทัศน์ได้ แต่การรับส่งสัญญาณยังไม่ต่อเนื่อง ความคมชัดของภาพยังไม่ละเอียดพอ แต่หากเป็นระบบ 3G จะเหมือนกับการรับชมภาพจากเครื่องรับโทรทัศน์โดยตรง

แต่บริการบางบริการที่โทรศัพท์ 3G ทำได้ ไม่ใช่ว่าจะนำมาให้บริการกับลูกค้าในประเทศไทยแน่นอนเสมอไป เพราะผู้ให้บริการจะต้องมองถึงความคุ้มค่าในการลงทุนและความเหมาะสมในการใช้งาน เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือดูทีวี นอกจากค่าใช้จ่ายสูงมากแล้ว ยังเกิดคำถามขึ้นว่าจะมีสักกี่คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือที่มีจอขนาดเล็กมาใช้ดูทีวี

สำหรับการเปลี่ยนแปลงของโทรศัพท์มือถือจาก 2 จี เป็น 3G ที่จะเกิดขึ้นในบ้านเราครั้งนี้ จะเป็นในลักษณะเดียวกับการปรับเปลี่ยนการรับส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือจากระบบอนาล็อกเป็นระบบดิจิตอลที่ผ่านมา ที่ทำให้การรับส่งสัญญาณคมชัดมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดเครื่องลูกข่ายที่รองรับโทรศัพท์มือถือในระบบอนาล็อกหมดไป เพราะนอกจากจะไม่มีลูกค้าใช้บริการแล้ว ยังไม่มีผู้ผลิตอีกด้วย

แต่สำหรับโทรศัพท์มือถือในระบบ 3G จะมีความแตกต่างกันตรงที่ว่า ไม่ต้องทิ้งระบบ 2 จี เพราะทั้ง 2 ระบบสามารถใช้ควบคู่กันไปได้ เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้บริการในระบบ 2 จี สามารถใช้งานร่วมกับระบบ 3G ได้โดยไม่ต้องสร้างโครงข่ายใหม่ทั้งหมด

ขณะที่การเปิดให้บริการนั้นผู้ประกอบการที่มีโครงข่าย 2 จี ครอบคลุมทั่วประเทศอยู่แล้ว อาจจะติดตั้งอุปกรณ์เพื่อรองรับระบบ 3G เฉพาะตามหัวเมืองใหญ่ เพื่อให้บริการกับลูกค้าที่ต้องการใช้งานจริงเท่านั้น ส่วนตามตำบล หรือหมู่บ้าน ก็เป็นระบบ 2 จีเหมือนเดิม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องใช้งบฯลงทุนสูงโดยไม่จำเป็น ในขณะที่เครื่องลูกข่ายรุ่นใหม่ที่ผลิตออกมารองรับโทรศัพท์มือถือในระบบ 3G ก็สามารถให้บริการในระบบ 2 จีได้ด้วยเช่นเดียวกัน

เมื่อรู้จักมือถือ 3G กันมาพอสมควรแล้ว ลองหันมาดูถึงแนวโน้มของบริการกันบ้างว่าประเทศไทยจะมีโอกาสได้ใช้กันเมื่อไหร่

ถ้ามองในแง่ของผู้ให้บริการ เช่น เอไอเอส ดีแทค และทีเอ ออเร้นจ์ ต่างก็ออกมายืนยันแล้วว่าพร้อมที่จะให้บริการในปี 2549 อย่างแน่นอน โดยเฉพาะเอไอเอสค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ได้จัดตั้งบริษัทใหม่ เพื่อเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G และยังวางแผนการลงทุนการดำเนินงานต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน

ส่วนดีแทค ซึ่งเป็นค่ายมือถืออันดับรองลงมา ก็จัดตั้งบริษัทใหม่ไว้รอเช่นเดียวกัน แต่แผนการดำเนินงานต่างๆ ยังไม่ชัดเจนเท่าเอไอเอส ขณะที่ทีเอ ออเร้นจ์ ก็ออกมาประกาศแล้วว่าจะทำมือถือ 3G แน่นอน แต่ก็ยังไม่ได้จัดตั้งบริษัท หรือพูดถึงรายละเอียดที่ชัดเจนแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทเอกชนทั้งในและนอกวงการโทรคมนาคมอีกหลายรายที่เตรียมพร้อมจะเปิดให้บริการมือถือ 3Gเช่นเดียวกัน

หากมองในแง่ของประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการเป็นโทรศัพท์มือถือ 3Gแล้ว แน่นอนว่าต้องเป็นความสะดวกสบายในการติดต่อสื่อสารทั้งในส่วนของเสียง หรือข้อมูลต่างๆ เพราะจะมีการจัดทำข้อมูล(คอนเทนต์)ที่หลากหลาย และสามารถเลือกใช้บริการได้มากยิ่งขึ้นตามความต้องการ ขณะที่ผู้ให้บริการข้อมูลก็จะได้รับประโยชน์จากการให้บริการคอนเทนต์ที่ไม่จำกัดในเรื่องความจุของข้อมูลอีกต่อไป จึงสามารถนำคอนเทนต์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามาให้บริการได้แบบไม่จำกัด

ในเมื่อผู้ประกอบการทุกรายพร้อมแล้วที่จะเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G เกิดคำถามขึ้นว่า จะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2549 อย่างที่คาดการณ์ไว้หรือไม่

ความไม่มั่นใจเริ่มเกิดขึ้นหลังจากที่การสรรหา กสช.ต้องล้มเลิกไป จึงทำให้คลื่นความถี่ใหม่ที่จะออกให้กับบริษัทเอกชนไม่สามารถดำเนินการได้ ลำพังเพียง กทช. ก็ไม่มีอำนาจสิทธิขาดในการจัดสรรคลื่นความถี่ 3G หรือแม้แต่คลื่นความถี่อื่นก็ตาม เพราะพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม 2543 กำหนดไว้อย่างชัดเจน ในมาตรา 63 ให้กสช.และ กทช.เป็นคณะกรรมการร่วม ทำหน้าที่บริหารคลื่นความถี่

และมาตรา 80 ที่กำหนดว่าในวาระเริ่มแรกที่การคัดเลือกและแต่งตั้ง กสช. หรือ กทช.แล้วเแต่กรณียังไม่แล้วเสร็จ จะพิจารณาจัดสรรคลื่นความถี่ ออกใบอนุญาตประกอบกิจการ หรืออนุญาตให้ประกอบกิจการเพิ่มเติมไม่ได้

ดังนั้น การที่ กทช.จะจัดสรรคลื่นความถี่ 3G ให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งจึงไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ กทช.ก็ยืนยันว่าจะพยายามหาวิธีที่จะออกคลื่นความถี่ 3G ให้บริษัทเอกชนภายในปี 2549 อย่างแน่นอน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับธุรกิจโทรคมนาคมโดยรวม

ปัญหาดังกล่าวนอกจากจะเกิดกับผู้ประกอบการเอกชนที่ยังไม่มีคลื่นความถี่ 3G แล้ว ยังส่งผลกระทบไปถึงบริษัทที่มีคลื่นความถี่เป็นของตัวเองอยู่แล้ว คือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) เพราะถึงแม้จะมีการนำอุปกรณ์มาติดตั้งเพื่อพัฒนามือถือซีดีเอ็มเอ จากระบบ 800 เป็นซีดีเอ็มเอ 2000-1x อี-วิดีโอ แล้วกว่า 600 สถานีฐาน

แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถเปิดให้บริการในต้นปี 2549 ตามที่กำหนดหรือไม่ เพราะ กทช.ต้องการให้ กสท รอหลักเกณฑ์จาก กทช.ก่อนเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ โดยอ้างเหตุผลตาม พ..บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ที่ให้ทำได้เฉพาะธุรกิจเดิมเท่านั้น ในขณะที่มือถือ 3G ยังไม่มีผู้ให้บริการรายใดเคยให้บริการมาก่อน จึงเข้าข่ายว่าเป็นธุรกิจใหม่ จึงต้องรอใบอนุญาตจาก กทช.

ส่วนโทรศัพท์มือถือไทยโมบาย ในระบบ 1900 เมกะเฮิร์ตซ์ ที่สามารถพัฒนาขึ้นไปสู่ระบบ 2000 เมกะเฮิร์ตซ์ ซึ่งเป็นระบบ 3G ของบริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) ก็เข้าข่ายที่จะต้องขอใบอนุญาตจาก กทช.เช่นเดียวกัน เพราะยังไม่เคยเปิดให้บริการมาก่อน เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาหนักให้ทั้ง 2 บริษัท ต้องวางแผนการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวใหม่ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม ถ้าถามว่า หากโทรศัพท์มือถือ 3G ยังไม่สามารถให้บริการได้ในปี 2549 ใครจะเป็นฝ่ายที่เสียผลประโยชน์มากที่สุด อันดับแรก ก็คงจะเป็นบริษัทที่คาดหวังกับธุรกิจนี้ไว้มาก ที่อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานใหม่ เพื่อไม่ให้ส่งผลกับธุรกิจโดยรวมของตนเอง

หากมองในแง่ของผู้ใช้บริการแล้วก็คงจะยังไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไหร่นัก หากเครือข่ายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังสามารถให้บริการโทร.เข้าหรือรับสายได้ เพราะเมื่อพิจารณาจากตัวเลขผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่มีอยู่ประมาณ 28 ล้านรายทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ยังใช้โทรศัพท์เพื่อโทร.ออก และรับสายเท่านั้น ส่วนที่จะใช้ดูข้อมูลข่าวสาร หรือทำอะไรที่มากกว่านั้น ยังมีอยู่น้อยมาก

ดังนั้น การที่จะนำโทรศัพท์มือถือ 3G มาใช้งานเพื่อให้บริการด้านข้อมูลต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง จะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนจึงยังไม่สามารถคาดเดาได้ แต่สิ่งที่ได้คงเป็นความทันสมัย ประสิทธิภาพการใช้งานที่เหนือกว่า และก็อาจจะเป็นกำไรที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นของกลุ่มทุนบางกลุ่มก็ได้ หากมีคอนเทนต์ที่หลากหลายดึงดูดให้ลูกค้าใช้บริการมากขึ้น เป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จในการให้บริการ 3G

*นายประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ กรรมการ กทช.

"เทคโนโลยี 3G มีความทันสมัยมาก สามารถส่งภาพ เสียง และข้อมูลได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ฉะนั้นจึงก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากมาย เช่น นำมาใช้เพื่อการศึกษาทางไกล การประชุมทางไกล การรักษาพยาบาลทางไกล ขณะเดียวกันก็เป็นการกระจายเทคโนโลยีการเรียนรู้ที่ทันสมัยสู่ชนบท ลดช่องว่างด้านการเรียนรู้ระหว่างชนบทกับเมือง และเมื่อมีการแข่งขันอย่างเสรี ประชาชนย่อมได้รับบริการที่ดีมีประสิทธิภาพ ขณะที่ค่าบริการก็ไม่แพง"

"อย่างไรก็ตาม การดำเนินกิจการโทรคมนาคมที่ครบวงจร ทั้งด้านโทรศัพท์ ดาวเทียม อินเตอร์เน็ต และส่วนเกี่ยวเนื่อง เป็นกิจการที่ต้องใช้ทุนมาก ผู้ประกอบการจึงเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เมื่อ กทช.ออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการ จึงดูเหมือนว่าเป็นการเอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่เท่านั้น ถือเรื่องมุมมองของแต่ละบุคคล แต่ยืนยันว่า กทช.ไม่มีแนวคิดแบบนั้น และพร้อมออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการทุกรายที่ยื่นขอทันที หากมีคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ และ กทช.มีความพร้อมในเรื่องดังกล่าวแล้ว"

*นายสมชาย ธรรมศิริทรัพย์

ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า

บริษัท โนเกีย(ประเทศไทย) จำกัด

"โทรศัพท์มือถือระบบ 3G เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีอีกขั้นตอนหนึ่ง ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการได้รับประสิทธิภาพสูงในการใช้งานโทรศัพท์มือถือ ซึ่งในประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งก็มีการพัฒนาขึ้นเป็นระบบ 3G แล้ว เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน เป็นต้น และเชื่อว่าหากมีการเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G ในปี 2549 จะมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยผู้ใช้บริการจะได้รับบริการด้านเสียงที่ถูก และคุ้มกว่าปัจจุบัน และสามารถติดต่อสื่อสารโดยไม่มีปัญหาเรื่องของการโทร.ไม่ได้ แต่หากยังไม่สามารถเปิดบริการได้ในปี 2549 ก็จะทำให้ประชาชนเสียโอกาสที่จะได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย หรือไม่ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องของเครือข่ายที่ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ไม่ต้องการที่จะขยายเครือข่าย 2 จี เพิ่มเติมอีก เพราะรอติดตั้งเครือข่าย 3G เท่านั้น"

*นายสมประสงค์ บุญยะชัย

ประธานกรรมการบริหารเอไอเอส

"เอไอเอสเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะสามารถให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G ได้หรือไม่ก็ตาม โดยยืนยันว่าหากสามารถเปิดให้บริการมือถือ 3Gได้ จะทำทุกจังหวัด ไม่ใช่บางจังหวัดเท่านั้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการได้อย่างทั่วถึง ส่วนการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มองว่าไม่ใช่การแข่งขันกับบริษัทในประเทศเท่านั้น แต่เอไอเอสจะแข่งขันกับผู้ให้บริการทั่วโลกเพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์มากที่สุด"

"อย่างไรก็ตาม หากได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่แล้ว เอไอเอสจะสามารถให้บริการได้ หลังจากนั้นประมาณ 3-4 เดือน เพราะมีความพร้อมในเรื่องของเทคโนโลยีอยู่แล้ว ส่วนภาพการแข่งขันในปีหน้ามองว่าเป็นเรื่องของเครือข่ายที่ครอบคลุม โดยเครือข่าย 3G จะทับซ้อนอยู่บน 2 จี โดยเฉพาะในบริเวณที่ต้องการใช้เทคโนโลยี 3G เช่น ตามหัวเมืองใหญ่ เป็นต้น ขณะที่ผู้ให้บริการด้วยกันก็จะมีการโรมมิ่งเครือข่ายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บริการครอบคลุมมากที่สุด"

มติชน 3 ม.ค. 49 | ข่าว 3G



คำถามสุดฮิต มือถือยุคที่ 3 ( 3G )

ถ้าพูดถึงระบบโทรศัพท์ยุคที่3G (Third Generation) ที่ต้องใช้ย่านความถี่ 2000 เมกะเฮิรตซ์ เทคโนโลยีอีกขั้นที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จากมือถือเคลื่อนที่ยุคที่ 2 และยุคที่ 1 ช่วงเวลานี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่คึกคักมากที่สุด ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ส่วนหนึ่งมาจากกระแสความตื่นตัวของการใช้โทรศัพท์มือถือของคนทั่วโลก ๆไม่ว่าจะอยู่มุมไหน โซนไหน อุตสาหกรรมมือถือดูจะมีแนวโน้มของการเติบโตที่เห็นแววสดใส

ขณะที่3G เองสามารถเข้ามามีบทบาทในการสร้างสีสัน และแรงผลักดันการสร้างสรรค์ใหม่ๆด้านไอเดียและนวัฒกรรมของรูปแบบทางธุรกิจที่จะเข้ามาเสริมกับการใช้งานเทคโนโลยี่โทรศัทพ์เคลื่อนที่เพื่อรองรับการเปลี่ยนสถานะให้โทรศัพท์มือถือกลายเป็น "New Media Channel" แห่งยุค

ถึงตอนนี้ใครๆ ก็พูดว่าในส่วนของประเทศไทยได้เห็นแน่ปีนี้ !!!

ไม่เพียงเท่านั้น ฝ่ายโอเปอร์เรเตอร์ หรือ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนรายใหญ่ๆของไทยเองไม่ว่าจะเป็น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ,บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค และ บริษัท ทีเอ ออเร้นจ์ จำกัด หรือ ออเร้นจ์ ก็ประกาศชัดเจนแล้วว่าพร้อมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่

ส่วยฝากผู้ผลิตเครื่องลูกข่ายรายใหญ่ อย่างโนเกียประกาศพร้อมผลิตเครือข่าย และ เครื่องลูกข่าย เพื่อป้อนให้กับโทรศัพท์ระบบใหม่เช่นเดียวกัน

เมื่อ 3Gกลายเป็นเรื่องฮอตร้อนแรงไม่น้อยไปกว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง "ฐานเศรษฐกิจ " ฉบับนี้จึงขอพาผู้อ่านมารู้จักกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดังกล่าวอีกครั้งว่ามีคุณสมบัติในการใช้งาน และ นำมาปรับมาประยุกต์ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้าง

เริ่มจากคุณสมบัติการใช้งานของเครือข่าย 3G อยู่ที่ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล สูงถึง 2 เมกะบิต เหนือกว่าระบบ EADGE (Enhance Data Rate for Global Evolution) มีความเร็วในการส่งข้อมูล 236 กิโลบิตถึง 5 เท่า

ความเร็วระดับดังกล่าวทำให้ผู้ใช้มือถือ 3G คุยโทรศัพท์แบบเห็นหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน จะดูโทรทัศน์ผ่านระบบมือถือระบบภาพจะมีความคมชัดสูง เหมือนจริง สัญญาณไม่ขาดหายเหมือนดูผ่านระบบGPRS (General Packet Radio Service) ที่มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลถึง 171.2 กิโลบิต และ EADGE ในปัจจุบัน

หรือจะใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ ก็สามารถโหลดข้อมูลได้รวดเร็วไม่ต่างอะไรไปจากการใช้อินเตอร์เนตความเร็วสูงผ่านคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด

ไม่เพียงแต่ระบบ 3G เท่านั้นอีกระบบที่จะได้เห็นในปีนี้เช่นเดียวกันคือมือถือระบบซีดีเอ็มเอ 2000 1 x EV-DO ระบบนี้มีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลอยู่ที่ 2.4 เมกะบิต มีความต่างกับระบบ 3Gก็ตรงที่ ซีดีเอ็มเอ 2000 1 x EV-DO เป็นเทคโนโลยีอีกขั้นที่ถูกพัฒนามาจากระบบซีดีเอ็มเอ ต่างไปจากระบบ 3G ซึ่งถูกพัฒนามาจากระบบจีเอสเอ็ม

ถึงตอนนี้มือถือระบบซีดีเอ็มเอ 2000 1 x EV-DO อยู่ระหว่างขั้นตอนทดลองใช้บริการโดยผู้ให้บริการหลัก ซีดีเอ็มเอ เพียงรายเดียวในเมืองไทยคือ บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด หรือ ฮัทช์ เช่นเดียวกับที่ บมจ. เอไอเอส อยู่ระหว่างการทดลองให้บริการมือถือระบบ 3G

ถัดมาเครื่องลูกข่ายสิ่งที่จะเห็นนับจากนี้ไป คือ ดีไซน์ ที่มีความทันสมัย จอแอลซีดี จะถูกดีไซน์ให้มีความกว้างมากขึ้นเพื่อรองรับกับบริการใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับมือถือระบบใหม่ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เนต ,MP3 , เกมออนไลน์ และ การชำระค่าสาธารณูปโภคผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ เทคโนโลยีที่กำลังจะมาใหม่อย่าง วีดีโอ คอล ซึ่งเป็นการสนทนาแบบเห็นภาพของคู่สนทนาปลายทาง

ที่สำคัญกล้องดิจิตอล ที่ติดมากับโทรศัพท์มือถือจะมีความละเอียดของภาพสูงถึง 3-5 ล้านพิกเซลระดับเดียวกับเทคโนโลยีของกล้องดิจิตอลที่นิยมใช้กันในปัจจุบันเลยทีเดียว

รู้จักเทคโนโลยี 3G และ หน้าตาของเครื่องลูกข่ายแล้วอีกเรื่องที่เราไม่ลืมจะนำมาอัพเดทกัน คือ ความคืบหน้าของ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ผู้มีอำนาจโดยตรงในการจัดสรรคลื่นความถี่ 2000 เมกะเฮิรตซ์

ทางพล. อ. ชูชาติ พรหมประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการ กทช. ประกาศออกมาชัดเจนแล้วว่า จะเลื่อนการพิจารณาออกใบอนุญาติไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้จากเดิมที่กำหนดออกใบอนุญาติ 3G ในเดือนธันวาคมของปีที่ผ่านมา

"เหตุผลที่ต้องเลื่อนการออกใบอนุญาติออก เป็นเพราะเทคโนโลยีดังกล่าวมีเรื่องพิจารณาอีกมาก อาทิเช่น ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และ พฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค และ ที่สำคัญ รูปแบบการจัดสรรคลื่นความถี่จะใช้วิธีประมูล หรือ เปรียบเทียบคุณสมบัติ รวมถึงอัตราค่าธรรมเนียม และ ภาระงานที่เกี่ยวกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช. มากน้อยแค่ไหนด้วย จึงขอเวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบ"

แม้ ผู้คุมกฏจะได้ประกาศเลื่อนใบอนุญาติออกไป แต่บริษัทที่ประกาศชัดเจนว่าจะทุ่มเงินทุนถึง 200 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ หรือ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 8 พันล้านบาท สำหรับการลงทุนระบบ 3G อย่าง บมจ. เอไอเอส บอกชัดเจนว่าไม่มีผลกระทบกับแผนธุรกิจแต่อย่างใด

"เทคโนโลยี 3G เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงกว่าระบบ เอ็นเอ็มที และ ดิจิตอล จีเอสเอ็ม และ เป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะมีเทคโนโลยีใหม่ต่อไปการสนทนาผ่านมือถือเป็นลักษณะของวีดีโออีกด้วย"

"ทางเอไอเอสได้เตรียมความพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ได้ส่ง ทีมงานฝ่ายการตลาด ฝ่ายดูแลลูกค้า และ เทคนิค ไปดูเทคโนโลยีในต่างประเทศเพื่อนำบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G เข้ามาประยุกต์ใช้กับพฤติกรรมลูกค้า" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรรมการผู้อำนวยการ บมจ. แอดวานซ์ฯ บอก

คนที่คลุกคลีกับเทคโนโลยีตลอดการทำงานอย่าง ยิ่งลักษณ์ ยังบอกถึงความความสำเร็จของเทคโนโลยี 3G อีกด้วยว่า ต้องมีองค์ประกอบในเรื่องของบริการที่มีปริมาณที่มากเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ไม่ใช่ว่าทุกประเทศที่เปิดใช้แล้วจะประสบความสำเร็จมีผู้ใช้บริการกันอย่างล้นหลาม บางประเทศอย่าง มาเลเซีย ที่นำมือถือระบบ 3Gไปใช้แล้วไม่ประสบความสำเร็จก็มี

" ขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจ ซึ่งในส่วนของ บมจ.แอดวานซ์ฯ จะออกบริการนันยวอยซ์ควบคู่ไปกับบริการทางด้านเสียง เพื่อเตรียมความพร้อมกับเทคโนโลยี 3G ที่กำลังจะเข้ามา" เธอทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

เห็น ยิ่งลักษณ์ พูดถึง 3G ไว้อย่างนี้แล้วทำให้นึกถึง การเข้าถึงเทคโนโลยีของคนไทยในปัจจุบัน

เทคโนโลยี บริการเสริมที่ทาง โอเปอร์เรเตอร์ หรือ ผู้ให้บริการคอนเท้นต์ค้น และคิดขึ้นมาในระบบมีอยู่มากก็จริงแต่จำนวนคนใช้กลับพัฒนาไปในทิศทางตรงกันข้ามกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

เห็นได้จากช่วงแรกที่โอเปอร์เรเตอร์ พัฒนาเทคโนโลยี GPRS และ EADGE ซึ่งเรียกอีกทางหนึ่งว่าเทคโนโลยี 2.5 และ 2.7 G คนตื่นเต้นกับเทคโนโลยีใหม่

แต่เอาเข้าจริง ปัจจุบันมีคนใช้บริการระบบนี้แค่หยิบมือเดียวเทียบไม่ได้กับจำนวนผู้ใช้บริการมือถือซึ่งมีอยู่ถึง 30 ล้านราย

เทคโนโลยีใหม่ 3Gอาจเป็นไปในทิศทางเดียวกับสิ่งที่ EADGE และ GPRS ประสบมาแล้วก็เป็นได้

ฐานเศรษฐกิจ 8 - 11 ม.ค. 49 | ข่าว 3G



ตามดูความก้าวหน้า 3G ต่างแดน

หากเอ่ยถึงการใช้งานโทรศัพท์มือถือภายใต้เทคโนโลยี 3G อาจกล่าวได้ว่าประเทศที่เริ่มดำเนินการมาก่อนใครๆ เห็นจะเป็นญี่ปุ่น ซึ่งมักเป็นประเทศที่มีความก้าวล้ำในการพัฒนาเทคโนโลยีกว่าที่ใดในโลก จากการพัฒนาของบริษัทเอ็นทีที โดโคโม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเครือข่ายสื่อสารไร้สายรายสำคัญของประเทศ โดยออกให้บริการ 3G ภายใต้ชื่อโฟมา ในปี 2544 ภายใต้มาตรฐานดับบลิวซีดีเอ็มเอ ถือเป็นการออกให้บริการ 3G เป็นรายแรกของโลกก็ว่าได้

จากนั้น ผู้ให้บริการรายอื่นในญี่ปุ่นจึงทยอยเปิดตัวบริการ 3G ตามมา อย่างโวดาโฟน เคเค ซึ่งเป็นบริษัทลูกของโวดาโฟน กรุ๊ป ที่ทำธุรกิจอยู่ในญี่ปุ่น เริ่มออกให้บริการในปี 2545 ซึ่งใช้เทคโนโลยีในมาตรฐานดับบลิวซีดีเอ็มเอ เช่นเดียวกับโดโคโม ตามด้วยบริษัท เคดีดีไอ ซึ่งใช้เทคโนโลยี 3G ภายใต้มาตรฐานซีดีเอ็มเอ 2000-1เอ็กซ์ ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีซีดีเอ็มเอ2000-1เอ็กซ์ และ ซีดีเอ็มเอ 2000 1เอ็กซ์อีวี-ดีโอ ภายใต้ชื่อทำการค้าว่าซีดีเอ็มเอ1เอ็กซ์ และซีดีเอ็มเอ1เอ็กซ์-วิน ออกให้บริการในปี 2545 และ 2546 ตามลำดับ

จากคุณสมบัติเทคโนโลยีที่ขยายขีดความสามารถด้านความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลให้เพิ่มขึ้นกว่าเทคโนโลยี 2G โดยมีอัตราการอัพโหลดข้อมูลอยู่ที่ 64 กิโลบิตต่อวินาที และ200 กิโลบิตต่อวินาทีสำหรับการดาวน์โหลดข้อมูล และด้วยประสิทธิภาพดังกล่าวจึงทำให้สามารถพัฒนาบริการใหม่ๆ ลงในโทรศัพท์มือถือได้มากมาย เช่น โทรศัพท์มือถือที่ผสานความสามารถด้านวีดีโอแบบสองทาง การดาวน์โหลดภาพยนตร์ เกม เพลง หรือการใช้จ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือในลักษณะของอีวอลเล็ต (e-wallet) ซึ่งจากข้อมูลในช่วงต้นปีที่แล้ว ระบุว่ามีผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G ในญี่ปุ่นแล้วราว 27 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ใช้บริการของเคดีดีไอ 17,115,000 คน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 63.5% เอ็นทีที โดโคโม 9,316,600 คน (34.6%) และโวดาโฟน 527,300 คน (2.0%)

เช่นเดียวกับในเกาหลีใต้ ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยี 3G ก็ไม่เป็นรองในญี่ปุ่น โดยมีผู้ให้บริการรายหลักอย่างเอสเค เทเลคอม ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายสื่อสารไร้สายรายใหญ่ของประเทศ ออกให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G ภายใต้มาตรฐานซีดีเอ็มเอ 2000 1 เอ็กซ์ โดยปัจจุบันมีผู้ใช้บริการแล้วมากกว่า 8.8 ล้านคน ด้วยความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงถึง 144 กิโลบิตต่อวินาที ทำให้สามารถรองรับบริการแทบทุกประเภทที่พัฒนาขึ้นสำหรับเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งบริการหนึ่งที่กำลังเป็นที่จับตามองได้แก่บริการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ลงบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีค่ายผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในอันดับต้นๆ ของประเทศทั้งแอลจี และซัมซุงที่เริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดไปบ้างแล้ว

ขณะที่ในภูมิภาคอื่นของโลก เช่น สหรัฐ และยุโรป ซึ่งมีการพูดถึงเทคโนโลยี 3G มานานหลายปี แต่ก็ยังขยับตัวไปอย่างช้าๆ ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเองที่ยังนิยมในการใช้บริการประเภทเสียงและส่งข้อความสั้นมากกว่า ต่างจากผู้ใช้ในญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ที่เปิดรับ ทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่เร็วกว่า ดังนั้น จึงทำให้บริการ 3G ในยุโรปจึงไม่มีความหลากหลายเท่ากับ 2 ประเทศในเอเชีย

กระแสการเติบโตของเทคโนโลยี 3G ยังมีอย่างต่อเนื่อง ดังมีความพยายามจากประเทศจีนที่จะพัฒนามาตรฐานเทคโนโลยี 3G ขึ้นใช้เองภายใต้ชื่อทีดี-เอสซีดีเอ็มเอ ส่วนหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรการใช้เทคโนโลยีในราคาแพง แต่เนื่องจากประสิทธิภาพเทคโนโลยียังจำกัดเพียงเฉพาะการโทรหรือรับส่งข้อความที่เป็นอักษร แต่ไม่สามารถรองรับบริการประเภทดาวน์โหลดวีดีโอคลิปได้ ทำให้ทางไชน่า โมบาย ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายรายใหญ่ของประเทศจากจำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือที่มีมากกว่า 377 ล้านคน เริ่มมีแนวโน้มโอนเอียงมาทางมาตรฐานดับบลิวซีดีเอ็มเอแทน ทั้งยังมีการทดลองการใช้งานชิปสำหรับการรับส่งด้านเสียงและข้อมูลภายใต้มาตรฐานดับบลิวซีดีเอ็มเอที่จีนพัฒนาขึ้นเองเป็นผลสำเร็จ สะท้อนความก้าวหน้าไปอีกหนึ่งขั้นของเทคโนโลยี 3G

ฐานเศรษฐกิจ 8-11 ม.ค. 49 | ข่าว 3G



มือถือหวัง 3G เพิ่มรายได้โปะค่าโทร เล็งบริการเสริมพุ่ง1.4หมื่นล้าน วัยรุ่นบ้าเอสเอ็มเอสดาวน์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ค่ายมือถือหวัง "3G" เพิ่มกำไร ขยายบริการเสริมโปะรายได้ หลังสงครามค่าโทร.ถูกสุดๆ ยอดลูกค้าใหม่เริ่มทรุด เผยวัยรุ่นบ้าเอสเอ็มเอส ดาวน์โหลดริงโทน เล่นเกม

จีพีอาร์เอส เล็งปี'49 รายได้บริการเสริมกระฉูด 1.4 หมื่นล้าน เติบโตเกือบ 30%

กระแสข่าวการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กลุ่มเทมาเซกซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท สิงคโปร์ เทเลคอม หรือ "สิงเทล" เพื่อครอบครองกิจการบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ "เอไอเอส" แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และผู้บริหารชินคอร์ปยังไม่ยอมชี้ชัด โดยอ้างเพียงว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ยังไม่แจ้งบริษัท แต่วงการโทรคมนาคมต่างจับตาการเจรจาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่กำลังดิ้นรนเพื่อขยายเข้าสู่มือถือรุ่นที่ 3 หรือ "3G"

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า สาเหตุของความพยายามผลักดันมือถือเทคโนโลยี 3G เกิดจากจำนวนผู้ใช้ใหม่เริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการแข่งขันด้านอัตราค่าบริการอย่างรุนแรง ทำให้รายได้หลักเริ่มลดลง ขณะที่รายได้จากการให้บริการเสริมมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น และ 3G มีจุดเด่นด้านการให้บริการด้านข้อมูลหรือบริการเสริมต่างๆ เช่น วิดีโอสตรีมมิง, การส่งไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ และส่งผลให้มีการพัฒนาคอนเทนต์อีกจำนวนมาก ถือเป็นโอกาสและแหล่งสร้างรายได้ใหม่

เมื่อสิ้นปี 2548 จำนวนผู้ใช้มือถือในประเทศไทยอยู่ที่ 31.2 ล้านเลขหมาย คิดเป็น 48% ของประชากรทั้งประเทศ

ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างในเขตกรุงเทพฯ มีแนวโน้มใช้บริการเสริมที่หลากหลาย โดยบริการเสริมยอดฮิต 5 อันดับแรก ได้แก่ การส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส), การดาวน์โหลดริงโทน, การดาวน์โหลดรูปภาพ, การเล่นเกม และ WAP/GPRS ซึ่งบริการเสริมที่มีแนวโน้มเติบโตดีคือ ดาวน์โหลดริงโทน/เสียงรอสาย, เอสเอ็มเอส, บริการรับฟังข้อมูลข่าวสาร ส่วนที่เติบโตน้อยลงคือ ดาวน์โหลดรูปภาพ, บริการฟังคำทำนายดวง เพราะอัตราค่าบริการสูง

สำหรับกลุ่มที่มีอัตราการใช้บริการเสริมมาก ได้แก่ กลุ่มวัยรุ่น, กลุ่มวัยทำงาน โดยค่าใช้จ่ายในการใช้มือถือเฉลี่ยต่อหมายเลขต่อเดือนประมาณ 890 บาท แบ่งเป็นค่าโทรศัพท์ 84.13% และค่าบริการเสริม 15.86% ซึ่งรายได้จากการให้บริการเสริมขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราสูง คือ สัดส่วนรายได้บริการเสริมเพิ่มขึ้นเป็น 9.4% ของรายได้จากการให้บริการรวมในปี'48 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,800 ล้านบาท จากปี'47 อยู่ที่ 6.5% และคาดว่ามูลค่าตลาดบริการเสริมในปี'49 จะสูงถึง 14,000 ล้านบาท บริการเสริมที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจะเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น บริการรับส่งอี-เมล์ ซึ่ง3G สามารถพัฒนาเนื้อหาบริการหลากหลายขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มการใช้บริการเสริมขยายตัวสูง แต่สัดส่วนยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้รวมทั้งหมด และกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา หรือวัยทำงานมีกำลังซื้อไม่สูง แต่หากการแข่งขันการให้บริการ 3G เพิ่มขึ้น มีบริการเสริมหรือคอนเทนต์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการ อัตราค่าบริการไม่สูงมาก เครื่องลูกข่ายไม่แพงมาก และเครือข่ายบริการครอบคลุมจะมีส่วนช่วยผลักดันให้ความต้องการของตลาดเติบโตขึ้นได้

ไทยโพสต์ 14 ม.ค. 49 | ข่าว 3G



เทคโนโลยีสื่อสาร 3G ทั้งที มีอะไรที่มากกว่าแค่ความเร็ว

ช่วงปลายปี 2548 ที่ผ่านมา กระแสของเทคโนโลยี การสื่อสารไร้สายยุคที่ 3 (Third Generation) หรือ 3G ได้รับการกล่าวถึงจากสื่อมวลชนหนาหูขึ้น ทั้งมาจากตัวผู้บริหารของบริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือ (โอเปอเรเตอร์) ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ (แฮนด์เซ็ท) และ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายและเทคโนโลยี 3G รวมถึง ข่าวคราวเกี่ยวกับการเรียกร้องขอใบอนุญาต ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G จาก คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา และคาดกันว่าจะเริ่มออกใบอนุญาตฯ ได้ภายในปี 2549 นี้

แม้ว่าขณะนี้ เทคโนโลยีและโครงข่าย 3G ยังไม่มีเปิดให้บริการ แต่ก็มีเครือข่าย CDMA 2000 1X EV-DO ของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และโอเปอเตอร์อย่าง บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด หรือ ฮัทช์ (Hutch) ที่ถือว่ามีความใกล้เคียง 3G มากที่สุด และในต่างประเทศก็ถือว่าเป็นการสื่อสารแบบ 3G ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ระบบ CDMA ก็มีจำนวนผู้ใช้ที่ไม่มาก เพราะจำกัดอยู่เฉพาะในเมืองหลวงเป็นหลัก ส่วนเครือข่ายไร้สายหลักที่โอเปอเรเตอร์ อาทิ เอไอเอส ดีแทค และ ทีเอ ออเร้นจ์ ใช้ คือ ระบบ GSM 1800 MHz.ที่จัดเป็นเทคโนโลยียุคที่ 2

นางคนึงจิตร สุริยะธำรงค์กุล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ควอลคอมม์ อินเตอร์เนชั่นแนล เจ้าของเทคโนโลยีระบบ CDMA 2000 และ Wide Band CDMA หรือ WCDMA อธิบายเกี่ยวกับ 3G จะมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างไรว่า เมื่อหันมาใช้ 3G จะทำให้ระบบเครือข่ายมีความเร็วขึ้น สิ่งที่จะเปลี่ยนไป คือ การใช้งานแอพลิเคชันในปัจจุบันมีอยู่แค่ การรับส่ง MMS และ SMS แต่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไร้สายจากอุปกรณ์มือถือ หรือ โน้ตบุ๊ค ที่ต้องการความเป็น Mobility หรือ เคลื่อนที่ได้ยังค่อนข้างจำกัด ยกเว้น ใช้กับพวกบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายแบบ ไว-ไฟ อีกทั้ง เมื่อเป็น 3G ตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือจะมี แอพลิเคชันที่มีความเป็นมัลติมีเดียมากขึ้น

ผจก.ประจำประเทศไทย บริษัท ควอลคอมม์ อธิบายต่อว่า ถ้าถามว่า “ตื่นเช้าขึ้นมาจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเมื่อมี 3G” คงได้แก่ กลุ่มวัยรุ่น ขณะนี้ มีมือถือที่ถ่ายรูป และเล่นเพลง MP3 ได้อยู่แล้ว แต่ยังใช้การดาวน์โหลดผ่านเครื่องพีซีอยู่ เพราะเครือข่ายยังรับไม่ได้ ช่องทางการสื่อสารยังแคบ ถ้ามี 3G ก็จะหันมาดาวน์โหลดคอนเทนท์ผ่านเครือข่ายไร้สาย จากเดิมที่ใช้เวลาดาวน์โหลดนานเป็นนาที ก็ลดเหลือแค่ 10-20 วินาที

กลุ่มนักธุรกิจ จะสามารถใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คทำเป็นรีโมทออฟฟิศ ทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ส่วนผู้ใช้งานทั่วไป ที่ไม่ได้จำกัดวัยผู้ใช้งาน ไม่ได้เน้นฟังเพลง และดูคลิปมิวสิควีดิโอ กลุ่มวัยกลางคน จะใช้ดูติดตามเหตุการณ์ คลิปข่าว และตลาดหุ้น แบบคอนเทนท์มัลติมีเดียได้ ในต่างประเทศสิ่งที่ผู้ใช้มือถือ 3G ใช้กันเป็นพื้นฐานของระบบ CDMA: Code Division Multiple Access คือ VDO Telephone หรือ การโทรศัพท์แบบเห็นหน้ากันผ่านหน้าจอของโทรศัพท์มือถือ

นางคนิงจิตร อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างเครือข่าย 3G กับเครือข่าย GSM ว่า GSM จริงๆ ก็เป็นเครือข่ายระบบดิจิตอลแล้วเช่นกัน หากเห็นภาพชัดๆ ก็คือ แอพลิเคชัน MMS, SMS ดาวน์โหลดได้บ้างแต่ไม่หวือหวา และความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลต่ำ ส่วน 3G เหมือนแกนของเทคโนโลยีเปรียบได้กับถนน โดยขึ้นอยู่กับว่าโอเปอเรเตอร์จะใส่อะไรลงไปบ้าง อาทิ บริการ GPSone เพื่อหาพิกัดตำแหน่ง (Location Base) ร่วมกับคอนเทนท์ ใน GSM อาจทำไม่ได้เพราะถนนแคบ ทั้งนี้ ส่วนมากจะเน้นให้บริการในสิ่งที่เข้าใจง่าย และเป็นบริการด้านความบันเทิง คาราโอเกะ มิวสิควีดีโอ และคลิปวีดิโอข่าวที่มีคุณภาพมากขึ้น

ผจก.ประจำประเทศไทย บ.ควอลคอมม์ อธิบายเสริมว่า แง่ของเทคโนโลยี GSM จะพัฒนาจาก GSM ไป GPRS และ EDGE คือ GSM จะอยู่ที่ความเร็ว 9.6 Kbps เมื่อเป็น GPRS ตามทฤษฎีอยู่ที่กว่า 100 Kbps แต่ในความจริงจะอยู่ที่ 20 Kb ส่วน EDGE อาจจะอยู่ประมาณ 80 Kbps โดยกระบวนการเหล่านี้ยังใช้ความถี่เดิมได้ แต่ก็จะตันกับเทคโนโลยี และอุปกรณ์การเข้ารหัสที่มีอยู่แค่นี้ โอเปอเรเตอร์บ้านเราหากจะทำ 3G จำเป็นต้องมีการอัพเกรดอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ระบบใหม่ ที่จำเป็นต้องลงทุนสูงมาก

“อีกทางหนึ่งเทคโนโลยี 3G แบบ WCDMA: Wide Band CDMA และ CDMA 2000 1X ความเร็วที่ได้จะเริ่มต้นที่ 384 Kbps ไปจนถึง 14 Mbps ตามทิศทางการเดินของเทคโนโลยี แต่ GSM นั้นการพัฒนาก็หยุดแล้ว อีกทั้ง โอเปอเรเตอร์ก็มองว่าถ้าเป็นเช่นนี้ เขาเอาเงินไปลงทุนกับสิ่งที่ยังไม่ตันดีกว่า นั่นจึงเป็นทิศทางที่โอเปอเรเตอร์ทั่วโลกทำกันบน 2 เทคโนโลยีนี้ โดยเมื่อ GSM ความถี่ตันแล้ว WCDMA จะต้องใช้ความถี่ใหม่เพราะทั่วโลกใช้ที่ 2.1 GHz ที่กำลังรอ กทช.อนุมัติอยู่” นางคนึงจิตร กล่าว

ผจก.ประจำประเทศไทย บ.ควอลคอมม์ อธิบายเสริมว่า เมื่อทำเครือข่ายมือถือที่เป็น WCDMA เริ่มต้นมักจะโรมมิ่ง (Roaming) กลับมาที่เครือข่าย GSM จากจุดเริ่มต้นการใช้ของคนในเมืองที่มีการศึกษา สามารถใช้งานแอพลิเคชันได้ การลงเครือข่ายจึงเริ่มที่เมืองหลวงก่อน แล้วค่อยกระจายออกสู่ชนบท โดยเริ่มต้นให้บริการเสียงก่อน นั่นคือการโรมกลับมาที่ GSM ดังนั้น โอเปอเรเตอร์ทุกรายก็จะต้องโรมกัน ทำให้ตัวมือถือ WCDMA ก็ต้องมีการทำงาน 2 โหมด คือ GSM / WCDMA ส่วน กรณี CDMA 2000 1X กับ EV-DO จะใช้คลื่นเดียวกันได้เหมือน GSM จึงอยู่ในโอเปอเรเตอร์รายเดียวกันได้

ทั้งนี้ การเปิดให้บริการ 3G ก็ขึ้นอยู่กับ กทช.ว่า จะเปิดโอกาสให้รายใหม่ หรือ รายเดิม หากรายเดิมได้ที่ความถี่ 2.1 GHz ก็สามารถโรมกลับมาที่เครือข่ายเดิมได้ แต่ถ้า กทช.บอกว่าเปิดกว้างให้ต่างชาติ หรือโอเปอเรเตอร์หน้าใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม โอเปเรเตอร์รายใหม่ก็ต้องกลับเข้ามาโรมกับผู้ให้บริการเจ้าเก่า 3G เป็นเทรนด์เทคโนโลยีของโลกที่สามารถนำความสะดวกสบาย คล่องตัวให้กับผู้ใช้ มีความปลอดภัยมากขึ้น อาทิ การตรวจดูบ้านพักจากมือถือ ผ่านกล้อง IP วงจรปิด ที่เชื่อมกับอินเทอร์เน็ต

นางคนิงจิตร กล่าวถึงเหตุผลที่โอเปอเรเตอร์มุ่งที่จะไป 3G ว่า โอเปอเรเตอร์มองว่าการลงทุนมาก ก็สามารถดึงรายได้กลับมามากตามไปด้วย อีกทั้ง เมื่อเทียบ GSM กับ 3G แล้ว ต้นทุนการให้บริการเทียบกันต่อเมกะเฮิร์ซ 3G ถูกกว่า แต่ผู้ใช้ก็ต้องเสียเงินเพื่อซื้อตัวเทอร์มินัล หรือมือถือเครื่องใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคก็เปลี่ยนมือถือกันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว คนที่จะซื้อมือถือเครื่องใหม่ที่ใช้ 3G ได้นั้น ในแง่บริการคงไม่มีอะไรเพราะยังไม่มีเครือข่าย แต่จะมีฟังก์ชันให้ใช้ในเครื่องมากขึ้น และสามารถนำไปใช้ต่างประเทศที่มี 3G ให้บริการได้ ถ้าโอเปอเรเตอร์ที่ประเทศนั้นๆ มีดาต้า โรมมิ่ง

หากมือถือรับ 3G ไม่ได้ก็ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่สนามบิน สำหรับการจะเอามาใช้เมืองไทยก็ใช้ได้ แต่จะได้เฉพาะการใช้งานคนเดียว เปรียบได้กับเอารถเฟอรารี่มาขับบนถนน 2 เลนแรงแค่ไหนก็ไปได้เท่าเดิมเพราะถนนแคบ ไม่มีทางที่จะได้ความเร็วสูงกว่านี้แน่ จะเห็นว่ามือถือที่รองรับ 3G จะมีกล้องดิจิตอลความละเอียดสูงๆ เพราะว่ารองรับการรับ-ส่งข้อมูลที่มีขนาดใหญ่นั่นเอง

นางคนึงจิตร แสดงความเห็นเกี่ยวกับความพร้อมของประเทศไทยที่จะมี 3G ใช้งานว่า ส่วนตัวคิดว่าเมืองไทยพร้อมหมด แต่ก็ขึ้นอยู่กับการทำงานของภาครัฐ ในแง่ของใบอนุญาต 3G สำหรับผู้ใช้งาน และโอเปอเรเตอร์ พร้อมแล้ว โดยจะเริ่มจากกลุ่มคนที่เริ่มเข้ามาใช้งานฟีเจอร์ของ 3G ก่อน ภาพจะเป็นแบบเดียวกับสมัยที่เริ่มมีการใช้เครือข่ายแบบ GSM

“เราไม่เคยรู้ว่าคนในต่างจังหวัดเองก็มีการใช้ บริการเสียงรอสาย หรือ MMS คิดว่าเริ่มรู้จักการใช้งานมากขึ้น คนที่เริ่มต้นใช้งานบริการคอนเทนท์เหล่านี้ ก็อาจจะเริ่มจากการดาวน์โหลดเพลงมาฟังก่อน สิ่งที่จะได้มากกว่าการโทรเข้า-รับสาย หรือ ดูคอนเทนท์ต่างๆ บนมือถือก็คือ การมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปกับตัวทุกที่ มีประโยชน์มาก เพราะสามารถนำข้อมูลข่าวสารไปให้ตาสีตาสาได้ทันที บางคนต่างจังหวัดอาจใช้คอมพิวเตอร์ไม่คล่อง หากมาดูบนโทรศัพท์มือถืออาจจะสะดวกมากกว่า ผ่าน WAP หรือ บรูวว์ (BREW) แต่เครือข่ายจะต้องไปถึงด้วย

อย่างเช่น โครงการ CDMA ของ กสท จะมีตัวที่เป็น CDMA 2000 1X EV-DO ที่ความเร็วใช้ได้ ทางบริษัท หัวเหว่ย ผู้รับงานติดตั้งเองก็ต้องลงอุปกรณ์ 1,600 ไซต์ใน 51 จังหวัด โดย EV-DO จะเป็น 3G เฉพาะตัวข้อมูล หรือ ดาต้า หากโครงการนี้แล้วเสร็จ อย่างน้อยก็จะทำให้คนต่างจังหวัด เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น ไม่ต้องรอสายโทรศัพท์ ลากเข้ามาที่หมู่บ้าน หรือ อำเภอ สามารถใช้แบบเคลื่อนที่ทดแทนได้” ผจก.ประจำประเทศไทย บ.ควอลคอมม์ กล่าว

นางคนึงจิตร แสดงความเห็นส่วนตัวถึงอุปสรรคในการทำระบบ 3G ในเมืองไทยว่า ไม่น่าจะมีอุปสรรคหากมีการเปลี่ยนแปลงตามเทรนด์ที่ดี เช่น การมี กทช. ที่ออกแนวทาง กำหนดระเบียบที่ชัดเจนตามเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ตามปัญหาอาจอยู่ที่การสะดุดในการจัดหา กทช. เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้จะมี กทช. ก็ยังต้องรอ กสช. หรือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติอีก วันนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่า 3G จะเป็นอะไร ทั้งที่ น่าจะเป็นคลื่นที่เกี่ยวกับการโทรคมนาคม ไม่ใช่เชิงบรอดแคสท์ (Broadcast) ก็น่าจะสามารถดำเนินการได้

“บางที่อาจมองกันว่า บริการคอนเทนท์วีดีโอ บน 3G เกี่ยวกับทาง กสช. ในทางเทคโนโลยีไม่ใช่การกระจายเสียงหรือภาพ ผ่านเข้ามาที่มือถือโดยตรงเหมือน “โมบายทีวี” แต่เอาเครือข่ายที่เป็นแกนของระบบ ไปเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต แบบเดียวกับ IPTV หรือ อินเทอร์เน็ต ทีวี แล้วเอาคอนเทนท์บนอินเทอร์เน็ตมาลงมือถือ ขณะนี้ เราดูทีวีบนอินเทอร์เน็ตได้แบบนี้ไม่เรียก ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) ว่า เป็นผู้ให้บริการบรอดแคสท์อย่างนั้นหรือ อยากมองว่าผู้ใช้แค่เอาคอมพิวเตอร์ ที่สามารถเคลื่อนที่ได้มาไว้บนมือถือแค่นั้นเอง” ผจก.ประจำประเทศไทย บ.ควอลคอมม์ กล่าวทิ้งท้าย

ไอทีไดเจส ได้ข้อมูลจาก บริษัท ควอลคอมม์ ระบุว่า ขณะนี้ มีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ 3G ทั้งแบบ WCDMA และ CDMA 2000 1X กว่า 222 ล้านคน จาก 122 โอเปอเรเตอร์ใน 59 ประเทศทั่วโลก (ข้อมูลเมื่อ ต.ค. 2548) โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคมีอัตราการใช้งานเติบโตสูงที่สุด โดยประเทศที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย คือ ญี่ปุ่นที่เป็นระบบ CDMA 2000 1X และ WCDMA และ 2G มีบ้างเล็กน้อย เกาหลีใต้จะเป็นระบบ CDMA 2000 และมีไซต์ทดสอบ WCDMA ด้วย ทั้งนี้ กลุ่มยุโรป และสหรัฐอเมริกา จะใช้ WCDMA มากที่สุด

ดังนั้น เรื่องที่น่าสนใจของ 3G ที่กำลังจะเกิดในประเทศไทย จึงไม่ได้อยู่ที่ความเร็วของเครือข่ายเพียงอย่าเดียว แต่จะเป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนในทุกที่ ให้สามารถเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ต อันจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากับชาวไทย จากการที่ได้เข้าไปค้นหาความรู้ หรือ ข่าวสารบนอินเทอร์เน็ต ผ่านทางโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กๆ ในมือเท่านั้นเอง...

ไทยรัฐ 16 ม.ค. 49 | ข่าว 3G



โดโคโมเปิดตัวโทรศัพท์ 3G ที่มีเสียง 3 มิติ

บริษัทเอ็นทีที โดโคโม ผู้ให้บริการโทรศัพท์รายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติการใช้งานสูง โดยมีระบบเสียงสเตอริโอ รอบทิศทาง มีกล้องดิจิตอลความละเอียดสูงและมีชิพพิเศษ ที่ทำให้ผู้ใช้ใช้โทรศัพท์มือถือของตนเองแทนบัตรเครดิตได้

แหล่งข่าวเปิดเผยรายละเอียดว่า โทรศัพท์มือถือใหม่นั้น มีด้วยกัน 5 รุ่น ซึ่งจะเริ่มเปิดตัวโทรศัพท์ของชาร์ปก่อน ในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้

ทาเกชิ นัตสุโน กรรมการผู้จัดการบริการมัลติมีเดียของโดโคโม กล่าวว่า โทรศัพท์ทุกรุ่นที่จะออกมา จะมีเสียงรอบทิศทาง หรือที่เรียกว่า เสียง 3 มิติ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการใช้งานด้านการเล่นเกม และเพื่อให้ผู้ใช้ได้ยินเสียงโทรศัพท์ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในสนามกอล์ฟหรือพกพาไว้ในกระเป๋า

นอกจากนั้น ยังเปิดเผยอีกว่าหนึ่งในโทรศัพท์รุ่นใหม่นั้น จะมีการนำเอาชิพ เฟลิก้า สมาร์ทของโซนี่มาใช้ ทำให้สามารถเก็บบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการเงิน และข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ลงไปได้ และชิพดังกล่าว ก็สามารถใช้แทนเงินสดหรือบัตรเครดิตได้

สำหรับในเบื้องต้นนั้น โดโคโมคาดหวังว่าจะสามารถจำหน่ายโทรศัพท์รุ่นใหม่ ๆ นี้ได้ เป็นจำนวน 10 ล้านเคื่อง โดยผู้ผลิตนั้น มีหลายค่ายคือ ฟูจิตสึ มัตสุชิตะ อิเล็กทริกส์ เอ็นอีซี และมิตซูบิชิ อิเล็กทริกส์.

สำนักข่าวไทย 18 พ.ย. 47 | ข่าว 3G



ซีเมนส์มุ่งผู้นำ 3G/W-CDMA ในเอเชีย

ตลาดเอเชียตื่นตัว 3G/W-CDMA ซีเมนส์มุ่งครองส่วนแบ่งซัปพลายโครงสร้างพื้นฐาน W-CDMA จับมือเอ็นอีซีพันธมิตรทางการค้าร่วมสร้างความสำเร็จ 3G ระดับโลก ชี้ปี 2009 ทวีป เอเชีย 80 %ของการลงทุนด้านเครือข่ายจะเป็น W-CDMA
“ภายในปี 2009, การลงทุนในเรื่องของเครือข่ายเคลื่อนที่ในทวีปเอเชียจะเป็นการลงทุนในเรื่องของ W-CDMA ถึงประมาณ 80% ซีเมนส์จะอาศัยความสัมพันธ์อันดีที่มีกับโอเปอเรเตอร์ในภูมิภาคนี้มายาวนานเป็นจุดแข็งในการในการก้าวสู่ ยุค3G และเพื่อความก้าวสู่ความเป็นผู้นำ” นายโลธาร์ พาลลี่ ประธานกลุ่มการสื่อสารกล่าวในงาน 3G World Congress

เมื่อไม่นานมานี้ซีเมนส์ (Siemens AG) ได้เซ็นสัญญาในเรื่องของ 3G/W-CDMA กับ Maxis ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมของประเทศมาเลเซีย ซีเมนส์และเอ็นอีซีได้เปิดตัวเบสสเตชันยุคใหม่ของ NB-880 W-CDMA ที่ฮ่องกง เบสสเตชันดังกล่าวนี้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนสำหรับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยใช้ไฟลดลงถึง 1ใน 3 แต่สามารถให้บริการแก่จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์ได้มากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี 3G/W-CDMA turbo data service HSDPA โดยทั้งซีเมนส์และเอ็นอีซีเป็นผู้นำในเทคโนโลยีนี้

นายโลธาร์ กล่าวว่า ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในทวีปเอเชียมีการพัฒนาทางการตลาดที่แตกต่างกัน ในขณะที่โทรศัพท์ยุค 3G เป็นสิ่งที่ธรรมดาในประเทศญี่ปุ่น แต่ในประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้เพิ่งได้รับสัมปทานและเริ่มได้รับสัญญา ซึ่งซีเมนส์ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับตลาดของประเทศจีนซึ่งคาดว่าจะได้รับสัมปทานในปีหน้า โดยซีเมนส์ตั้งใจที่จะซัปพลายทั้ง 3G/W-CDMA และ TD-SCDMA ซึ่งเป็น local 3G standard ที่บริษัทได้ร่วมกันพัฒนากับหัวเหว่ยซึ่งเป็นผู้ร่วมลงทุนให้กับตลาดในประเทศจีน

ในอนาคตอันใกล้ ประเทศจีนจะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยประมาณ 40% ของการลงทุนของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมจะเป็นการลงทุนในเรื่องของ 3G/W-CDMA โดยที่ซีเมนส์และเอ็นอีซีได้กลายเป็นซัปพลายเออร์ระดับแนวหน้า

“ปัจจุบันโทรศัพท์ 3G/W-CDMA มีการใช้งานจากผู้ใช้โทรศัพท์กว่า 10 ล้านคนทั่วโลก และ 90%ของผู้ใช้ W-CDMA ใช้เทคโนโลยีของซีเมนส์และเอ็นอีซี ซีเมนส์มุ่งมั่นที่ทำให้เทคโนโลยี 3G เกิดในภูมิภาคเอเชีย” นาย พาลลี่กล่าว

นายพาลลี่ยังได้ให้ภาพของยุคที่เหนือ 3G ขึ้นไปว่า ไอพีจะเป็นตัวสำคัญที่มีบทบาทอย่างมากมายในฐานะของการเป็นโปรโตคอลส่วนกลาง (central protocol) ซึ่งสามารถส่งทั้งข้อมูลและเสียงได้ทั้งกับเครือข่ายโทรศัพท์บ้านและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งพัฒนาแอปพลิเคชันต่างๆให้สามารถทำงานร่วมกันได้ในทุกๆเครือข่าย ศูนย์กลางของการพัฒนานี้ก็คือ IMS (IP-based Multimedia Subsystem) ซึ่งเป็นstandard platform ที่พร้อมสำหรับ IP based applications ที่สนับสนุนเรื่องการคุ้มค่าการลงทุน พุชแอนด์ทอล์ค (Push and Talk) ซึ่งทำงานแบบวอคกี้ทอคกี้สำหรับโทรศัพท์มือถือที่ทำงานบน IMS ซึ่งซีเมนส์ได้แสดงการให้บริการแบบใหม่นี้ที่กำลังเข้าสู่ตลาดที่บูธของซีเมนส์ในงาน 3G World Congress ที่ฮ่องกง

นอกจากนี้ ซีเมนส์ยังนำเสนอโซลูชันอีเมลพุช ที่เรียกว่า “Mobile Office @dvantage” ให้กับลูกค้ากลุ่มเครือข่ายองค์กร สำหรับใช้งานแบบมัลติฟังก์ชันผ่านโทรศัพท์มือถือ เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีการเติบโตและสามารถเพิ่มรายได้อย่างแน่นอนให้แก่ผู้ประกอบการเครือข่ายโทรคมนาคม ซึ่งโซลูชั่นดังกล่าวนี้ทำให้ลูกค้ากลุ่มเครือข่ายองค์กรสามารถรับและส่งอีเมลขององค์กรได้อย่างรีลไทม์และยังสามารถต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ตขององค์กรได้อย่างปลอดภัยแม้ขณะเดินทาง ซึ่งเป็นโซลูชั่นที่สามารถใช้ได้กับทุกเครือข่ายที่มีอยู่โดยที่องค์กรต่างๆสามารถประยุกต์ใช้กับโครงสร้างไอทีขององค์กรเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย

“ภายในปีหน้า เอเชียจะแซงหน้าทวีปยุโรปในเรื่องของความต้องการใช้งานเกี่ยวกับโซลูชันขององค์กรเคลื่อนที่ ” นายพาลลี่กล่าว

อย่างไรก็ตาม ซีเมนส์และเอ็นอีซีได้ร่วมกันเปิดตัวเบสสเตชันแบบใหม่คือ NB880 3G/W-CDMA ที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นเบสเตชันของเครือข่ายยุคที่ 3 โดยจะมีการส่งของภายในเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งเบสสเตชันดังกล่าวจะมาพร้อมกับการให้บริการ HSDPA turbo data service ซึ่ง HSDPA จะทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์ 3G/W-CDMA สามารถดาว์นโหลดข้อมูลด้วยความเร็วระหว่าง 2-3 เมกะบิทต่อวินาที ซึ่งเทียบได้กับความเร็วสูงสุดของ DSL ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน เบสสเตชั่นใหม่นี้ยังช่วยประหยัดพลังงาน โดยผู้ประกอบการโทรคมนาคมสามารถประหยัดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ถึง 1 ใน 3 ยิ่งไปกว่านั้นสามารถให้บริการผู้ใช้โทรศัพท์ได้มากขึ้นเป็น 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เทคโนโลยีในยุคก่อน จะเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับ GSM ซึ่งต้องใช้เบสสเตชันถึง 10 ตัว หากใช้ NodeB880 เพียงตัวเดียวให้บริการแก่ผู้ใช้โทรศัพท์ในจำนวนที่เท่ากัน

ผู้จัดการออนไลน์ 22 พ.ย.47 | ข่าว 3G



ชินคอร์ปแผ่รังสีรุก 3G "บุญคลี"แบไต๋เชื่อม 1900

บุญคลี ปลั่งศิริ "ซีอีโอ" ชินคอร์ปฯประกาศลงทุนขยายเครือข่ายเทคโนโลยียุคที่สามเปิดใจหากคณะกรรมกทช.จัดตั้งแล้วเสร็จพร้อมยื่นขอใบอนุญาติหวังต่อยอดธุรกิจ แบไต๋ร่วมเป็นพันธมิตรกับมือถือ 1900 ชี้ขึ้นอยู่กับต้นทุนใบอนุญาติว่าแพงกว่าของเก่าหรือไม่ ขณะที่ บมจ.ทศท.-กสท.คอร์ปฯเดินหน้าลงทุนเทคโนโลยีใหม่เช่นเดียวกัน

นายบุญคลี ปลั่งศิริ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น ได้ตัดสินใจที่จะลงทุนเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ Third Generation (3G) หากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จัดตั้งแล้วเสร็จโดยบริษัทจะขอใบอนุญาติเพื่อลงทุนและให้บริการเทคโนโลยีในระบบดังกล่าวทันที เนื่องจากเห็นว่า 3Gเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ให้บริการทั้งภาพ-เสียง และ ข้อมูล ในระบบมัลติมีเดีย ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในปัจจุบันอย่างไรก็ตามในด้านการลงทุนจะต้องติดตั้งทั้งสถานีฐานใหม่ทั้งหมด

"ผมเชื่อว่าต้องกสช.ตอ้งเกิดนะเพราะขั้นตอนอยู่ในวุฒิสภาแล้ว และตอนนี้ทุกอย่างเป็นสีเทา(Gray)ขนาดบมจ.กสท.และบมจ.ทศท.คอร์ปฯยังมีข้อพิพาทระหว่างกันกรณีเรื่องโทรต่างประเทศ"

นายบุญคลี กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หากคณะกรรมการ กทช.ถูกจัดตั้งขึ้นมาหลังจากนั้นออกใบอนุญาติให้กับผู้ประกอบการที่ยื่นขอเพื่อประกอบกิจการทางด้านธุรกิจโทรคมนาคมแต่ถ้าใบอนุญาติใหม่ออกมากำหนดราคาสูงเกินความเป็นจริงคงพิจารณาใช้เครื่อข่ายพิจารณาเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ที่มีอยู่แล้วและสามารถให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3Gได้ด้วย แต่ถ้าหากราคาต่ำกว่าเครือข่ายที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบันบมจ.ชินคอร์ปฯคงจะขอใบอนุญาติใหม่เพื่อลงทุนติดตั้งเครือข่าย

นายบุญคลี กล่าวว่า สำหรับเทคโนโลยี 3G ในส่วนของเครือข่ายและเครื่องลูกข่ายนั้นคาดว่าจะสมบูรณ์แบบประมาณปีพ.ศ. 2547-2548 และตอนนั้นคาดว่าจะทำให้ราคาเครื่องลูกข่ายซึ่งมีราคาสูงอยู่ในขณะนี้ปรับตัวลดลงได้ ในส่วนของบมจ.ชินคอร์ปฯเมื่อเริ่มให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบใหม่จะต้องถ่ายโอนลูกค้าเหมือนกับกรณีที่ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ได้ทำการถ่ายโอนลูกค้าจากระบบเอ็นเอ็มที 900 มายังระบบดิจิตอล จีเอสเอ็ม 900

นายบุญคลี ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับเทคโนโลยีในระบบดังกล่าวนั้นฐานลูกค้าสำคัญอยู่ที่การใช้บริการ Non-voice Application (การรับ-ส่งข้อมูล) และ และ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งรายได้จะเพิ่มมากน้อยเพียงใดต้องใช้ระยะเวลาอย่างช้า 2-3 ปีในการกระตุ้นตลาด

"ตอนนี้อินเตอร์เน็ตบ้านเรายังไปได้ช้ามากมีคนเล่นอินเตอร์เน็ตประมาณ 2 ล้านเครื่องเท่านั้นจริง ๆ แล้วคนเล่นอินเตอร์เน็ตควรจะอยู่ที่ 10 ล้านเลขหมาย สิ่งที่กระทรวงไอซีทีเข้ามาสนับสนุนเรื่องคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่ดีทำให้ราคาถูก เหมือนกับระบบดิจิตอล จีเอสเอ็ม ที่วันนี้ประสบความสำเร็จได้เพราะราคาเครื่องถูกถ้าเครื่องอยู่ในราคา 20,000-30,000 บาทป่านนี้ก็ไม่โตแล้ว"

อย่างไรก็ตาม บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส บริษัทลูกบมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ดิจิตอล จีเอสเอ็ม 900,มือถือพร้อมใช้ วัน-ทู-คอล และ ดิจิตอล จีเอสเอ็ม 1800 ปัจจุบันมีฐานลูกค้าจำนวน 13 ล้านเลขหมาย

อนึ่งก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวว่า บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น จะเข้าไปร่วมลงทุนใน กิจการร่วมค้าไทยโมบาย 1900 ซึ่งให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบมือถือ 1900 เมกะเฮริตซ์ บริหารงานโดย บมจ.ทศท.คอร์ปอเรชั่น

ฐานเศรษฐกิจ 5-7 ส.ค.47 | ข่าว 3G



ดีแทคเปิดศึกสื่อสารข้อมูล บริการ GPRS คิดเป็นวินาที

ดีแทคเปิดเกมรุกบริการนอนวอยซ์ ลดกระหน่ำบริการ GPRS เจาะลูกค้า 3 กลุ่ม ตั้งแต่มือใหม่หัดโหลด จนถึงระดับเซียน แพคเกจ 999 บาทโหลดไม่จำกัดตลอด 24 ชั่วโมง

รายงานข่าวจากบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ดีแทคคิดค่าใช้บริการ GPRS รูปแบบใหม่ สำหรับลูกค้าทั้งในระบบจดทะเบียนและระบบเติมเงิน สามารถเลือกรูปแบบการคิดค่าบริการได้ตามลักษณะการใช้งาน โดยคิดตามเวลาการใช้งานจริงเป็นวินาที หรือคิดตามปริมาณการดาวน์โหลดข้อมูล ทั้งแบบจำกัดปริมาณจนถึงโหลดไม่อั้นทั้งวันทั้งคืน

การประกาศรูปแบบค่าบริการ GPRS ในครั้งนี้มีจุดประสงค์ที่จะตอบสนองความต้องการและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานนอนวอยซ์ผ่านเครือข่าย GPRS ของลูกค้าดีแทคที่มีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีลูกค้าใช้บริการ GPRS เป็นประจำไม่ต่ำกว่า 5 แสนเลขหมาย

อีกทั้งต้องการให้ลูกค้าที่ยังไม่เคยใช้บริการได้ทดลองใช้เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างคุ้มค่ามากที่สุดทั้งในแง่ของข่าวสารและความบันเทิงเพื่อชีวิตประจำวัน เช่น ดูรายงานข่าวแบบเรียลไทม์ผ่านบริการวิดีโอสตรีมมิ่ง ดูวิดีโอคลิป ละคร ดาวน์โหลดเกม เพลงคาราโอเกะ ริงโทน วอลล์เปเปอร์ ฯลฯ หรือเพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารในการประกอบธุรกิจ เช่น รับ-ส่งอีเมล ดาวน์โหลดข้อมูล หรือดูการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น ฯลฯ

โดยแบ่งกลุ่มตามลักษณะการใช้งานออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มลูกค้าในระบบเติมเงินหรือระบบจดทะเบียน ที่ใช้ GPRS น้อยหรือเริ่มทดลองใช้และต้องการทราบค่าใช้จ่ายที่แน่นอน คิดค่าบริการเพียงนาทีละ 1 บาท ซึ่งจะคิดตามเวลาที่ใช้งานจริงเป็นวินาที ไม่มีเงื่อนไขขั้นต่ำ หรือ คิดตามปริมาณการรับ-ส่งข้อมูลในการใช้งานแต่ละครั้งด้วยอัตราค่าบริการ 0.10 บาท/กิโลไบต์
2. กลุ่มลูกค้าจดทะเบียนที่ใช้ GPRS ดาวน์โหลดเป็นประจำ เสนอแพ็คเกจสุดคุ้มกับค่าบริการเดือนละ 99 บาท ดาวน์โหลดจุใจ 12 ชั่วโมงเต็ม โดยไม่จำกัดช่วงเวลา ส่วนที่เกินคิดค่าบริการ 0.50 บาท/นาที หรือเดือนละ 30 เมกะไบต์ ส่วนที่เกินคิดค่าบริการเพียง 0.05 บาท/กิโลไบต์
3. กลุ่มลูกค้าจดทะเบียนที่เน้นการใช้ GPRS เป็นหลัก เสนอแพ็คเกจเดือนละ 999 บาท สามารถใช้บริการดาวน์โหลดต่าง ๆ ได้อย่างไม่จำกัดตลอด 24 ชั่วโมง

อัตราค่าบริการ GPRS ดังกล่าวมีผลใช้กับทั้งลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2547 เป็นต้นไป โดยลูกค้าที่สมัครเป็นแพ็คเกจ สามารถใช้บริการอัตราใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรอบบิลใหม่

ผู้จัดการออนไลน์ 13 ส.ค.47 | ข่าว 3G



ข่าว 3G หน้าที่   1   2   3   4   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14   15   16   17   18   19   20   21   22   23   24   25 

ข่าว 3G || ข่าว IT

AIS Aircard| AirCard| แอร์การ์ด| AirCard USB| GPRS| EDGE| 3G| Dtac aircard| 3G AirCard| 3G Router| GPS ติดรถ| GPS| GPS คืออะไร| GPS Navigator| ราคา GPS ติดรถ| ราคา GPS| GPS ติดตามรถ| GPS tracking| GPS tracker| GPS กันขโมย| ระบบติดตามรถยนต์

GPSIAMDOTCOM 323/8 ซอยภาวนา ถนนลาดพร้าว41 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ 10310
โทรศัพท์ : 02-9399-616 - 17, 02-939-8912 / Fax : 02-939-8913