ครม.เศรษฐกิจสั่งทีโอที กสทปรับแผนธุรกิจรับกทช.เปิด3จี คลังพร้อมอุ้มหากฐานะการเงินมีปัญหาดีแทคแนะช่องผู้ประกอบการทุนน้อยผ่อนชำระใบอนุญาติ
ครม.เศรษฐกิจสั่ง "ทีโอที-กสท" ปรับแผนธุรกิจ รับมือ กทช.เปิดประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี ให้เอกชนรายใหม่ 4 ใบ ห่วงรายได้ทีโอที สูญปีละ 8 พันล้าน คลังพร้อมอุ้มหากฐานะการเงินมีปัญหาในอนาคต ด้าน กทช. รับทุกข้อเสนอ พร้อมประชาพิจารณ์ 5 พ.ย.นี้ เผยค่าไลเซ่นประมูลเริ่มต้นไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท ดีแทคแนะเปิดช่องผู้ประกอบการทุนน้อย สามารถผ่อนชำระค่าใบอนุญาตที่ประมูลได้
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน วานนี้ (14 ต.ค.) ได้พิจารณาการพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3 จี โดยที่ประชุมได้ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไปปรับยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางการทำงานของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ให้ชัดเจน เพื่อรองรับการเปิดเสรีโทรคมนาคมและการเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี
ทั้งนี้ ทีโอทีรายงานให้ที่ประชุมทราบว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) จะดำเนินการออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี ให้เอกชนรายใหม่ถึง 4 ใบ เมื่อรวมกับใบอนุญาตที่ทีโอที มีอยู่จะทำให้มีผู้ให้บริการ 3 จี 5 ราย ส่งผลให้ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศทวีความรุนแรงมากขึ้น เพื่อแย่งครองส่วนแบ่งการตลาด
"หากมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันในตลาดมากขึ้น จะทำให้รายได้ของทีโอทีและ กสท ลดลง ครม.เศรษฐกิจมีความเห็นว่า ทีโอทีและ กสท จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ และเตรียมแผนการรองรับการเปิดเสรีคมนาคม" นายพุทธิพงษ์กล่าว
ชี้ทีโอทีสูญรายได้ปีละ 8 พันล้าน
แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ กล่าวว่า ทีโอทีประเมินว่าภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับใบอนุญาตใหม่ที่เอกชนต้องจ่ายให้กับ กทช.จะน้อยกว่าส่วนแบ่งรายได้ในแต่ละปีที่จ่ายให้กับทีโอที และ กสท ตามสัญญาร่วมการงาน เดิมคาดว่าเอกชนจะจ่ายค่าใบอนุญาตประมาณปีละ 6.5% ของรายได้ แบ่งเป็นค่าใบอนุญาต 2.5% ค่า Universal Obligation Fund 4%
ขณะที่การจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทานเดิมเอกชนต้องจ่ายให้ทีโอที และ กสท ประมาณ 20-30% ทำให้เอกชนประหยัดเงินหลังหักภาษีจำนวน 3 พันล้านบาท ถึง 1.5 หมื่น ล้านบาทต่อปี แต่ทีโอทีจะสูญเสียรายได้จากการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ของเอกชนตามคู่สัญญาเดิมถึง 50% หรือประมาณ 8 พันล้านบาทต่อปี
"จากผลการศึกษาของผู้ประกอบการในต่างประเทศพบว่าภายใน 3 ปี ลูกค้า 2 จี ประมาณ 30% จะหันไปใช้ 3 จี ส่งผลกระทบต่อรายได้ทีโอทีและ กสท ทำให้ภาครัฐต้องสูญเสียผลประโยชน์ทั้งในรูปของภาษีเงินได้และเงินปันผล ลดลงตามไปด้วย" แหล่งข่าวระบุ
คลังพร้อมช่วยเหลือการเงิน
นายพุทธิพงษ์ บอกว่า กทช.ชี้แจงให้ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจทราบว่า หลัง กทช.ออกใบอนุญาตให้กับเอกชนรายใหม่แล้ว ทีโอทีและ กสท ควรจะมุ่งเน้นการหารายได้จากการให้บริการโครงข่าย 3 จี ที่มีอยู่เป็นหลัก เนื่องจากธุรกิจโทรคมนาคมเป็นตลาดที่มีการเปิดเสรีอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งฝ่ายบริหารทีโอทีและ กสท ได้ชี้แจงต่อที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่า ทีโอทีและ กสท ได้เตรียมความพร้อมและวางแผนการจัดการความเสี่ยงไว้แล้ว โดยว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาศึกษาปรับกลยุทธ์ เพื่อเตรียมพร้อมแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคม
อย่างไรก็ตาม ครม.เศรษฐกิจแสดงความเป็นห่วงว่ารายได้จากสัมปทานจะลดลง และมีผลต่อเนื่องถึงการนำรายได้ส่งรัฐก็ต้องลดลงตามไปด้วย โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ทีโอทีและ กสท ควรไปศึกษาเตรียมความพร้อมและปรับแผนการบริหาร เพื่อรับมือกับการแข่งขันหลังการเปิดเสรี หากในอนาคตทั้ง 2 องค์กรมีปัญหาด้านการเงิน รัฐบาลก็พร้อมจะสนับสนุน เพราะถือเป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นหน่วยงานของรัฐ
กทช.ประชาพิจารณ์ 5 พ.ย.
นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวหลังการประชุมบอร์ดวานนี้ (14 ต.ค.) ว่า ที่ประชุมได้รับทราบข้อท้วงติงและเป็นห่วงจากที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งทุกเรื่องจะต้องนำมาวิเคราะห์ อาทิเช่น คุณสมบัติผู้เข้าร่วมประมูล ระยะเวลาใบอนุญาต โครงสร้างการแข่งขัน แผนสำรองกรณีผู้เข้าร่วมน้อยกว่าจำนวนใบอนุญาต หรือแม้แต่การโอนลูกค้าเดิมจากใต้สัมปทานไปอยู่ใต้ใบอนุญาต และจะนำไปเป็นประเด็นในการรับฟังความคิดเห็นครั้งต่อไปในวันที่ 5 พ.ย.นี้
ทั้งนี้ ยืนยันว่าการจะประมูลได้ กทช.ต้องสามารถตอบข้อสงสัยและเป็นห่วงทั้งหมดได้ก่อน เพื่อความโปร่งใสและความสบายใจของทุกฝ่าย แต่จะยังคงกรอบเวลาการประมูลไว้ตามเดิม นั่นคือ จะเริ่มประมูลคลื่นความถี่ได้ภายในปีนี้
"ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ กทช.เข้าไปเพื่อรับฟังและชี้แจงข้อมูลเท่านั้น เพราะประเด็นหลักอยู่ที่แผนการลงทุนของทีโอทีมากกว่า แต่ กทช.ก็รับข้อท้วงติงอื่นๆ มาวิเคราะห์ เพื่อนำไปกำหนดในร่างหนังสือเชิญชวนเข้าประมูล (ไอเอ็ม) ก่อนจะประชาพิจารณ์อีกรอบ" นายสุรนันท์กล่าว
เคาะราคาเริ่มต้นไม่เกินหมื่นล.
อย่างไรก็ตาม กทช. อยู่ระหว่างการร่างคำถามให้รัดกุม เพื่อถามไปยัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อถามเกี่ยวกับอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่ เพราะเดิมเคยถามไปแล้วภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม ครั้งนี้มีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ก็จะถามไปอีกครั้ง แต่การที่ กทช. มีอยู่ 6 คน แม้จะมี 3 คนที่พ้นตำแหน่งตามวาระ แต่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติงานต่อไปจนกว่าจะมีคนใหม่มาแทน ดังนั้น จึงถือว่ามีอำนาจดำเนินการต่อไปได้
ส่วนราคาเริ่มต้นการประมูล ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในการประชุมสัปดาห์นี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีข้อท้วงติงเข้ามาจากหลายฝ่าย ที่เป็นผลกระทบกับการคำนวณค่าเริ่มต้น อาทิเช่น อายุใบอนุญาต การวิเคราะห์บนพื้นฐานการทำธุรกิจ หรือการวิเคราะห์บนพื้นฐานของผู้รับสัมปทาน แต่จะมีมูลค่าไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาทต่อใบอนุญาต แต่ในสัปดาห์หน้า (21 ต.ค.) จะต้องได้ข้อสรุป และประกาศขึ้นเว็บไซต์วันที่ 22 ต.ค. เพื่อให้ทัน 10 วันก่อนประชาพิจารณ์วันที่ 5 พ.ย.
ดีแทคแนะเปิดช่องผ่อนชำระ
นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า จากประสบการณ์ของหลายประเทศทั่วโลก การประมูลถือว่าเป็นวิธีการให้ใบอนุญาตที่โปร่งใส และยุติธรรมมากที่สุดวิธีหนึ่งอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของ reserve price ควรกำหนดราคาเดียวสำหรับผู้เข้าร่วมประมูลทุกราย และควรจะมีใบอนุญาตสำหรับการประเมินไม่น้อยกว่า 3 ใบ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่แท้จริง
"เพื่อให้ผู้ประกอบการบางราย ที่อาจมีปัญหาเรื่องการเงินสามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ กทช.อาจกำหนดราคาตั้งต้นที่ไม่สูงจนเกินไป และอาจพิจารณาผ่อนปรนวิธีการชำระเงิน อาทิเช่น การจ่ายเป็นงวด" นายทอเร่กล่าว
นอกจากนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าการติดตั้งโครงข่ายให้ครอบคลุม สามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการได้ในเวลาที่ไม่นานเกินไป บริษัทสนับสนุนให้มีการพิจารณาเรื่องการ reuse โครงข่ายตามสัมปทานที่เป็นสัญญาแบบบีทีโอ และเอกชนต้องส่งมอบคืน กสท หรือทีโอทีอยู่แล้ว โดยอาจมีการตกลงร่วมกันในการเช่าใช้ทรัพยากรเหล่านี้ ระหว่างโอเปอเรเตอร์และเจ้าของสัมปทานของแต่ละราย
"เราอยากเห็นการประมูลคลื่นความถี่ 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เกิดขึ้นโดยไม่มีการชะลอออกไปอีก เพราะโครงการ 3 จี จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยทั้งในแง่การลงทุน การสร้างงาน การลดช่องว่างระหว่างคนเมืองและคนชนบทในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในสายตาของนักลงทุนอีกด้วย" นายทอเร่กล่าว
เอไอเอสเตือน กทช.รอบคอบ
นายวิเชียร เมฆตระการ ซีอีโอ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า การที่ ครม.เศรษฐกิจให้ กทช.ตีความเรื่องความเป็นไทยของบริษัทที่จะเข้าประมูล 3 จีนั้น ต้องมีความชัดเจนกว่านี้ เพราะการบอกกล่าว "ลอยๆ" เป็นอันตราย เนื่องจากนักกฎหมายใน กทช. อาจตีความเป็นอย่างหนึ่งได้ อาทิเช่น อาจตีความว่า กทช. มีอำนาจตีความเรื่องสัดส่วนหุ้น การครอบงำของต่างชาติในการโหวตเมื่อมีการประชุมผู้ถือหุ้น แต่ต้องถามกลับด้วยว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของ กทช. หรือไม่ อย่างไรก็ตาม กทช. คงต้องนำประเด็นดังกล่าวเข้ารับฟังความคิดเห็นในประชาพิจารณ์เรื่อง 3 จี อีกครั้งก่อน
"ตอนนี้ที่หลายๆ ฝ่ายออกมาคัดค้าน ก็ต้องดูว่าคัดค้านเพื่ออะไร ไม่พร้อมเรื่องการลงทุน หรือใบประมูลสูงเกินไป ในส่วนประเด็นสัญชาติผู้ประมูล คิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แล้วก็ไม่น่าจะใช่หน้าที่ของ กทช. ที่จะต้องดู เพราะมีกฎหมายที่ดูเรื่องนี้อยู่ คือ พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ กทช. ไม่มีหน้าที่ไปตรวจสอบเรื่องหุ้นต่างชาติของบริษัทใดๆ" นายวิเชียรกล่าว
ทั้งนี้ บริษัทไม่สนใจว่าทีโอที หรือ กสท จะเข้ามาร่วมประมูลด้วยหรือไม่ และไม่อยากคอมเมนท์ โดยที่ผ่านมา ติดเงื่อนไขเรื่องสัญญาสัมปทานอยู่ แต่ตอนนี้ใกล้จะหมดแล้ว ซึ่งใบอนุญาตที่จะได้รับจาก กทช. ก็เป็นการการันตีให้มีการดำเนินธุรกิจได้ต่อ เพราะเมื่อสัญญาสัมปทานหมด ก็ยังไม่มีใครการันตีกับเอไอเอสว่า จะให้ทำธุรกิจต่อหรือไม่
"เราก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากการรออย่างเดียว ทุกคนก็ต้องรอหมด ประเทศก็คงต้องรอด้วย ส่วนผู้ถือหุ้นก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร" นายวิเชียรกล่าว
ทีโอทีทำ 4 แผนรับมือ
แหล่งข่าวจากที่ประชุม กล่าวว่า ผู้บริหารทีโอที ชี้แจงว่าบริษัทได้จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงรองรับการเปิดเสรีโทรคมนาคมไว้ 4 ด้าน คือ 1. กรณีการหาลูกค้าอาจไม่ได้ตามเป้าหมายและต้นทุนสูงขึ้น ทีโอทีจะเปิดให้บริการ 3 จี โดยมุ่งการให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงควบคู่การบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทางสาย
2. กรณีคุณภาพโครงข่ายต่ำไม่ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายลูกค้าเลือกบริการของคู่แข่ง ทีโอทีจะเร่งรัดกระบวนการให้รวดเร็วมากขึ้น หากมีบุคลากรไม่เพียงพอจะจ้างบริษัทภายนอกมาบำรุงรักษา แต่ที่ประชุมตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบันทีโอทีมีพนักงานกว่า 2 หมื่นคน เหตุใดจึงจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาอีก ทั้งๆ ที่บุคลากรก็มีจำนวนมากอยู่แล้ว
3. กรณีผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ได้รับสัมปทานเดิมยื่นประมูลใบอนุญาต 3 จีได้ ทีโอทีจะหาผู้สนใจรายอื่นเข้ามาแทน อาทิเช่น ผู้จำหน่ายโทรศัพท์มือถือ ผู้ผลิตเนื้อหาข่าว ร่วมเป็น MVNO โดยขายบริการของทีโอทีและหารือร่วมลงทุนขยายโครงข่ายและให้บริการ รวมทั้งขอเช่าทรัพย์สินของผู้สนใจเป็น MVNO และหน่วยงานอื่นในการติดตั้งสถานีฐาน และจ้างพันธมิตรหรือผู้ประกอบการรายอื่นติดตั้งโครงข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศโดยเร็ว และ 4. กรณีมีผู้ประกอบการ Mobile Broadband มากขึ้น ทีโอทีจะเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการรายใหม่ ในการให้บริการร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่น เพื่อกระตุ้นให้ตลาดเติบโตมาร์คย้ำเป็นอำนาจกทช.ในการตัดสินใจประมูล 3G แต่ต้องตอบ 2 ประเด็นเรื่องบทบาทภาพรวมทีโอที กสท กติกาที่ยุติความเหลื่อมล้ำ และภาระที่จะส่งต่อผู้บริโภคหากคำนึงแต่เรื่องราคาประมูลที่ส่งต่อเข้ารัฐ วมทั้งไม่ให้เสียเปรียบทุนต่างชาติ เตรียมถก 3G ทีโอทีในครม.ศก.วันนี้ (14) คาดปรับลดงบลงอีกให้เหลือ 1.5 หมื่นล้าน ด้านสหภาพฯเพิ่งตื่นกลัวตกกระแสต้าน 3G บุกยื่นหนังสือนายกฯ กมธ.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงนโยบายคลื่นความถี่ 3G ว่า เรื่องนี้จะเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในวันพุธที่ 14 ต.ค.52 ส่วนที่มีหลายฝ่ายคัดค้านการดำเนินการของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กทช.) นายกฯ กล่าวว่า เป็นอำนาจของ กทช. ในการตัดสินใจโดยอยากให้ชัดเจน 2 เรื่องใหญ่คือประเด็นแรก การเปิดบริการ 3G อยากให้กทช.คำนึงถึงภาพรวมซึ่งครอบคลุมทั้งบทบาทของบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคมด้วย เพราะไม่ต้องการให้การบริการโทรคมนาคมมีลักษณะของการเหลื่อมล้ำกันอยู่ คนหนึ่งมาอีกทางหนึ่ง คนหนึ่งมาอีกทางหนึ่ง กติกาการแข่งขันจะเป็นอย่างไรซึ่งเป็นปัญหาของโทรคมนาคมของไทยมาโดยตลอด เพราะใช้ระบบสัมปทานบ้าง ทำเองบ้าง แล้วต่อมาก็จะมาเปิดเสรี
ประเด็นที่สองคือการผลักภาระไปให้ประชาชนถ้าหากการแข่งขันเป็นเพียงเรื่องการเสนอค่าตอบแทนให้กับกทช.และให้กับรัฐ และให้ดูเรื่องของการแข่งขันที่เป็นธรรมไม่ให้ทุนต่างชาติได้เปรียบ เป็นสิ่งที่ได้ให้ความเห็นไปแล้วก็หวังว่า กทช.จะมีการพิจารณา มีคำอธิบายการตัดสินใจ ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจก็มีการพิจารณาในส่วนของรัฐบาล เมื่อถามว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายกสทช.ออกมาก่อนหรือไม่ เพื่อเดินหน้าเรื่องนี้ไปได้เลย นายกฯ กล่าวว่าก็เป็นข้อกฎหมายน่าจะดำเนินการไปได้เพียงแต่ว่ากระบวนการสรรหาของ กทช.เองยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ
ทั้งนี้ในการประชุมครม.เศรษฐกิจ ยังมีการหารือในส่วน 3G ของทีโอทีที่รัฐบาลดูแล โดยในการประชุมครม.วานนี้ (13ต.ค.) ทีโอทีได้รายงานครม.ว่าทีโอทีกำลังดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขยายโครงข่าย 3G ทั่วประเทศโดยจะปรับลดวงเงินลงเหลือ 2 หมื่นล้านบาทจากเดิมที่กำหนดไว้ 2.9 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะเปิดให้บริการในพื้นที่กทม.และปริมณฑลในเดือนธ.ค.2552 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในหลวง
แหล่งข่าวกล่าวว่านายอภิสิทธิ์ มีความต้องการให้ทีโอทีปรับลดงบประมาณลงอีกจาก 2 หมื่นล้านบาทให้เหลือ 1.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเห็นว่าน่าจะเพียงพอในการวางโครงข่ายให้บริการ แต่ในด้านทีโอทีเห็นว่าไม่ว่าจะเป็น 2 หมื่นล้านหรือ 1.5 หมื่นล้านบาทก็สามารถทำได้ แต่พื้นที่ให้บริการครอบคลุมหรือจำนวนสถานีฐานทั้งในและนอกอาคาร จะมีจำนวนที่แตกต่างกันไปตามงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ เพียงแต่หากต้องขออนุมัติงบประมาณจากครม.ทุกครั้งที่ขยายโครงข่าย ก็อาจไม่ทันกินหรือไม่ทันกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดมือถือได้
สหภาพฯเพิ่งตื่น
ที่รัฐสภา นายพงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทีโอทีกับนายสุขุม ชื่นมะนา ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจกสท เข้ายื่นหนังสือต่อนาย สมชาย แสวงการ ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน และนายประสาร มฤคพิทักษ์ ประธานที่ปรึกษากรรมาธิการ โดยทั้ง 2 สหภาพฯก็ได้ยื่นหนังสือถึงนายกฯพร้อมถือป้ายผ้าประท้วงการประมูล 3G ของกทช.ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
นายสุขุม กล่าวว่า ตามที่กทช. จะดำเนินการเปิดประมูลคลื่นความถี่ 3G สหภาพฯ กสทและทีโอที เห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเฉพาะมาตรา 47 ที่กำหนดให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ดังนั้นคณะกรรมการกทช. จึงไม่ใช่คณะกรรมการตามรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้ในปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้จะต้องผ่านการตีความอย่างเคร่งครัด เพราะขณะนี้คณะกรรมการกทช. มีจำนวนกรรมการเหลือ 3 คน จากที่กำหนดไว้จะต้องมี 7 คน จึงไม่ครบองค์ประชุมตามมาตรา 50 ของ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่
นอกจากนี้ไม่ควรนำคลื่นความถี่ 3G มาจัดประมูลอย่างเร่งด่วน เพราะขณะนี้ยังไม่มีความพร้อม อีกทั้งเป็นเรื่องที่สำคัญต่อประเทศชาติ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกสช. จึงทำให้ไม่มีคณะกรรมการร่วมทำหน้าที่บริหารคลื่นความถี่ตามมาตรา 62 ดังนั้ กทช. จึงไม่มีอำนาจที่จะจัดประมูลคลื่นความถี่ 3G ในครั้งนี้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาดว่ามีอำนาจหรือไม่
นายสุขุม กล่าวต่อว่า คลื่นความถี่ถือเป็นทรัพยากรของชาติ จึงจำเป็นต้องรักษาไว้สำหรับหน่วยงานรัฐหรือธุรกิจของคนไทยเท่านั้น จึงควรกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติให้ชัดเจนและเหมาะสมก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้คลื่นความถี่ 3G ตกเป็นของต่างชาติ และเกรงว่าจะทำให้เอกชนที่มีต่างชาติถือหุ้นและมีเงินลงทุนสูงจะได้เปรียบในการประมูล อย่างไรก็ตามการกำหนดเงื่อนไขในการประมูลคลื่นความถี่มีข้อความกีดกันหน่วยงานรัฐไม่ให้มีสิทธิเข้าร่วมประมูลในครั้งนี้ ดังนั้นกสท และทีโอที จึงไม่มีสิทธิเข้าร่วมประมูลครั้งนี้ด้วย ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อหน่วยงานรัฐ ประเทศชาติ และผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภค
ด้านนายสมชาย กล่าวว่า จะรับดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯ ในวันที่15 ต.ค.นี้ และจะตรวจสอบ กทช.เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการให้บริการของประชาชน รวมถึงจะตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลที่เร่งรีบการจัดประมูลในครั้งนี้
นายประสาร กล่าวว่า กรรมาธิการจะต้องไปดูว่าการเปิดประมูลของกทช. ในครั้งนี้มีความชอบธรรมหรือไม่ และการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาถือครองจะกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติหรือไม่ รวมทั้งหากมีการถ่ายโอนลูกค้าจะทำให้รัฐเสียหายกว่าแสนล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้อยากให้รัฐบาลนึกถึงความมั่นคงของประเทศชาติมากกว่าคำนึงถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจการจัดทำประชาพิจารณ์ร่างข้อสรุปสารสนเทศ (Information Memorandum หรือ IM) เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา กลายเป็นเชื้อปะทุเมื่อ ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ชูประเด็นชาตินิยมถล่มร่างข้อสนเทศ จัดสรรคลื่นความถี่สำหรับประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ยอมให้รัฐวิสาหกิจต่างชาติเข้าร่วมประมูลหรือไม่ :
ประเด็นชาตินิยมที่ถูกตั้งคำถาม พาดพิงไปถึง "เอไอเอส" ที่มีกองทุนเทมาเสกถือหุ้น และ ดีแทค ซึ่งเทเลนอร์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
ในเมื่อเจ้าตลาดมือถือเบอร์หนึ่งถูกพาดพิง "ฐานเศรษฐกิจ" ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่ง นายศุภชัย เจียรวนนท์ ก็น่าจะฟังด้วยดังต่อไปนี้!
****กังวลหรือไม่กับประเด็นรัฐวิสาหกิจต่างชาติ
ไม่กังวล..เพราะว่าอ่าน IM ฉบับ Draft (ฉบับร่าง) ไม่มีเรื่องนี้มีการอนุญาตให้ต่างชาติที่เข้ามาประมูลจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และ ประเด็นต่างด้าวมีแค่ผู้ตั้งข้อสงสัยเท่านั้นเอง เรา (บมจ.ชินคอร์ป) ยึดตัวเอกสาร เพราะเรื่องทั้งหลายเราไม่เอาความรู้สึกนึกคิดเป็นหลัก เรายึดหลัก IM ที่ประกาศลงเว็บไซต์ ดังนั้นเวลาพิจารณาเราจะใช้หลักตรงนั้น
****รัฐบาลกังวลเรื่องความมั่นคง
ไม่อีก...เราก็ดูที่ IM อีกเช่นกันไม่มีข้อไหนผิดรัฐธรรมนูญเพราะความมั่นคงอยู่กับการปฏิบัติเวลานี้โอเปอเรเตอร์ (ผู้ให้บริการ) ปฏิบัติต่อกฎหมายและไม่ได้กระทำผิดต่อกฎหมายเรื่องความมั่นคงอยู่ที่การกระทำ ตัวอย่างเช่น เราไปประมูลรถเพื่อบรรทุกของและจนวันหนึ่งไปบรรทุกของผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องของกฎหมายเป็นเรื่องของการกระทำ
****กทช.จัดประชาพิจารณ์รอบสองปลายเดือนตุลาฯ
ดี...ช้าไม่เป็นไรเลยเพราะจะได้ไม่มีข้อครหาจะได้มีความโปร่งใส กระจ่าง เกิดความรอบคอบเพราะถ้าทำครึ่งๆกลางๆเกิดความชะงักงัน
***ทำไมไม่แก้ปัญหาตั้งแต่แรก
ถ้ามันจำเป็นก็ต้องช้าเพื่อให้เกิดความกระจ่างรัดกุม ถี่ถ้วน เพื่อไม่โต้แย้งกันไหนๆโครงการก็เกิดขึ้นแล้ว
***โปรเจ็กต์นี้หลายคนมองว่าเร่งเกินไป
ต้องดูข้อเท็จจริงนะครับ...โครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ3Gอนุมัติมาตั้งแต่ต้นปี 2551 และ กทช.ก็เริ่มต้นพูดตอนนี้ถอยหลังไป 4-5 ปีเพราะเรื่องนี้มีแผนนับตั้งแต่ กทช.ชุดปัจจุบัน เริ่มศึกษาเพื่อออกใบอนุญาต 3G ด้วยการออกใบอนุญาตให้ ทีโอที ก่อนในรูปที่ไม่ใช่ใบอนุญาต เรื่อง 3G ไม่ได้รีบเร่งมีการจัดทำประชาพิจารณ์มีข้อเสนอลงเว็บไซต์
*** เงื่อนไขเร่งรีบไป
ไม่เร็ว...กว่าจะอนุมัติความถี่สำหรับมือถือ 3G กทช.ส่งเรื่องสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และ ได้ตีกลับมาเมื่อปี 2550 ใช้เวลาหลายเดือนพิจารณาส่งกลับมายัง กทช.แสดงว่าได้ดูเยอะทีเดียว และ กทช.ชุดนี้ก็มีมติที่จะประมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G เพื่อกำหนดกรรมวิธี เพราะฉะนั้นการประมูลประกวดราคาต้องใช้เวลา
****แต่ กทช.ออกใบอนุญาตทีเดียว 4 ใบ
การเริ่มพร้อมกันอยู่บนบรรทัดฐานเดียวกัน
***สถานะการเงิน เอไอเอส ดีสุด
ในโลกนี้มีรายใหญ่ รายเล็ก เรื่องสถานะการเงินทุกแห่งเป็นเรื่องปกติ
***ใบอนุญาตมีความถี่ไม่เท่ากัน
เราบอกว่าน่าจะแบ่งเป็นใบอนุญาต 3 ใบ คลื่นความถี่ใบละ 10 เมกะเฮิรตซ์ แต่เขา (กทช.) จะออกใบอนุญาต 4 ใบ
***กทช.จำลองสถานการณ์ประมูลคลื่นความถี่
รอบแรกได้ไปมาแล้ว....ส่วนการประมูลแบบจริงๆ ผม และ บอร์ดอีก 2 ท่านคงจะไปร่วมประมูลครั้งนี้ เราได้ว่าจ้างที่ปรึกษา คือ เดตาคอน (Detecon) จากประเทศเยอรมนี ทำการศึกษาในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
*** ยังไงก็ "ฮั้ว" ได้
ไม่ได้...เพราะการประมูลในนั้นแบ่งเป็น 4 ห้องใช้เวลาในการตัดสินใจ 30 นาทีในแต่ละรอบแต่อยากให้เร็วกว่านั้น(หัวเราะ) ช่วงที่ทดสอบการประมูลคลื่นความถี่ตัวเลขกำหนดที่ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในจำนวน 15 เมกะเฮริตซ์ และ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในจำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์
***ถ้าคุณสมฯเป็น ทรู วันแรกจะทำอะไร
ถ้าผม... เป็น ทรู (บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่) ไม่คิดตัดราคาดึงลูกค้า เหมือนเราเป็นเบียร์
คลอสเตอร์ก็ต้องทำอะไรพิเศษ และ ผมจะมีความคิดแบบ Small Beautiful ตัวอย่างเช่น ธนาคารอันหนึ่งใหญ่โตมีสินทรัพย์ แต่ธนาคารไทยพาณิชย์ ไม่จำเป็นต้องใหญ่โต แต่คิดแบบทันสมัย ธนาคารไทยพาณิชย์สมัยคุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เมื่อปี ค.ศ.1984 (พ.ศ.2527) ได้นำระบบ ATM เข้ามาติดตั้ง เช่นเดียวกับเบียร์คลอสเตอร์ที่เข้าสู่ตลาดจับกลุ่มลูกค้าระดับบนการทำตลาดของคลอสเตอร์ก็มีวิธีการอีกแบบ ในต่างประเทศผู้ประกอบการรายเล็กเน้นคุณภาพบริการมีฐานลูกค้าน้อยกว่ารายใหญ่แต่รายได้ต่อเลขหมายมากสุด การที่ ทรู ดัมพ์ราคา และ ขยายเน็ตเวิร์กอย่างรุนแรง เรื่องนี้ก็ไม่มีใครถูกผิด ตอนนี้ ทรู เตรียมตัวเข้าประมูลก็เหมือนกับการเล่นกอล์ฟหลุมไหนที่ตีเสียก็เล่นหลุมใหม่ ถ้าแข่ง 4 วันมัวแต่คิดวันเก่าก็ไม่ถูก เราควรสร้างจุดเด่น ถนัดตรงไหนก็ทุ่มเทสิ่งนั้น
*** สถานะการเงินของทรูไม่มี
ธุรกิจทำจากเครดิตเราต้องพยายามหาเครดิตสมัยก่อนบริษัทเราไม่มีอะไร เราก็แสวงหาเครดิตและการประมูลครั้งนี้ก็ไม่เหมือนครั้งที่แล้ว กทช.ออก 4 ใบอนุญาตราคาเว่อร์ๆไม่น่าจะเป็นไปได้ คิดว่าราคาไม่น่าสูง
***คิดว่า 3G จะมีอุบัติเหตุไหม
ไม่น่ามี..วันนี้ประธาน กทช. (พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์) ออกมาให้สัมภาษณ์ใครประสงค์ให้โครงการนี้ชะลอให้ทำหนังสือแจ้งมายัง กทช.
***3G ปลดแอกให้เอกชน
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นสัญญาสิ้นสุด (สัญญาสัมปทานของเอไอเอส) จะสิ้นสุดสัญญาในปี 2558 เพราะฉะนั้นสัญญากำลังใกล้หมดอายุลงนับถอยหลังตั้งแต่ปี 2553 ถึง 2558 ปัจจุบัน ทรัพย์สิน ของ เอไอเอส อยู่ที่ 120,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 19 ปีได้โอนทรัพย์สินให้กับ บมจ.ทีโอที เป็นเงิน 100,000 ล้านบาท และ เงินที่ให้กับ บมจ.ทีโอที เพราะเราได้รับสัมปทานลักษณะ BTO (Build-Transfer-Operate คือ สร้าง-โอน-ดำเนินการ) เพราะฉะนั้นแนวคิดของคุณกรณ์ (นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) อันใหม่เป็นแนวคิดที่ดี เพราะแทนที่นำเงินส่งให้กับ ทีโอที และ กสท เอกชนนำส่งตรงมายังกระทรวงการคลัง และให้ทั้งสองหน่วยงานทำหน้าที่เป็นโอเปอเรเตอร์ (ผู้ให้บริการ) และ การที่บริษัทมีเน็ตเวิร์ก 3G ไม่ได้หมายความว่าจะบังคับให้ลูกค้าเข้ามาอยู่ในระบบได้ขึ้นอยู่กับความถึงพอใจและขึ้นอยู่กับเครือข่ายในการให้บริการ
***ลงทุน 3G ปีแรกใช้เงินเท่าไหร่
20,000 ล้านบาท การติดตั้งเครือข่ายเป็นหน้าที่ของฝ่ายวิศวกรรม การลงทุนโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่ได้ลงทุนครั้งเดียวทั้งหมดแต่การลงทุน 3G เหมือนกับการลงทุนเซลลูล่าร์ 900 จากระบบอะนาล็อกเป็นระบบดิจิตอลเป็นการสร้างเน็ตเวิร์กใหม่
*** รายได้จากบริการ 3G
ยังไม่ชัดเจน..คงไม่เพิ่มมากขึ้น...เรื่องการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ประเทศญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด"กทช." ตัดสินใจเปิดเวทีประชาพิจารณ์ 3G อีกรอบ หลังนายกฯติงให้ตอบคำถามสังคมให้ได้ทุกข้อ ทั้งเรื่องความมั่นคงและการเปิดให้คนต่างชาติเข้าประมูล พร้อมนำอัตรา starting price ขึ้นโต๊ะเปิดให้สาธารณะวิจารณ์สิ้นเดือนนี้ ลุนระทึกกระบวนการสรรหา "กทช." ทั้ง 2 ชุด นัดโหวต 11 ต.ค. และ 2 พ.ย.
นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า กทช.มีมติให้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นสาธารณะการจัดสรรความถี่และออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G อีกครั้งภายในสิ้นเดือน ต.ค.นี้ หลังรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2552 ที่ผ่านมา เนื่องจากปาฐกถาพิเศษของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้ย้ำว่า กทช.ดำเนินการออกใบอนุญาตได้แต่ก็ต้องชี้แจงข้อสังสัยต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างการแข่งขันจะเป็นอย่างไร มาตรการรองรับกรณีมีผู้เข้าประมูลน้อยกว่าใบอนุญาต และจะกำกับดูแลในมิติเรื่องความมั่นคงอย่างไร เป็นต้น
ทั้งมีข้อกังวลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ในประเด็นการเข้ามาประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยรัฐวิสาหกิจต่างชาติ ซึ่ง กทช.ได้พิจารณาประเด็นเหล่านี้แล้วมีมติให้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะอีกครั้ง
"รอบนี้จะรับฟังข้อคิดเห็นเพิ่มใน 4 เรื่อง 1.ราคาเริ่มต้นในการประมูล 2.มาตรการสำรองกรณีที่มีผู้ประมูลน้อยกว่าจำนวนใบอนุญาต ซึ่งเราจัดเตรียมไว้อยู่แล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผยแก่สาธารณะ 3.เรื่องคุณสมบัติผู้เข้าประมูล และ 4.โครงสร้างตลาด ส่วนกรณีนิติบุคคลต่างชาติ ปัจจุบัน กทช.เดินตามกฎหมายคนต่างด้าวของกระทรวงพาณิชย์ แต่จะมีข้อวิเคราะห์และดูความเกี่ยวข้องของกฎหมายฉบับอื่นเพิ่มเติม"
ขณะที่เรื่องราคาในการประมูลนั้น กทช.เห็นว่าราคาเริ่มต้นการประมูล (starting price) จะไม่ใช่ราคาเดียวกับ reserve price โดย starting price จะเป็นราคาที่เปิดเผย และใช้ในการประมูลแต่ reserve price เป็นราคาขั้นต่ำที่ กทช.ยอมรับได้ในการประมูล ซึ่งโดยปกติจะไม่เปิดเผย ซึ่ง กทช.ได้มอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษาไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมแล้วเสนอ กทช.เพื่อพิจารณาอีกครั้งในสัปดาห์หน้า
นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการสำนักงาน กทช. กล่าวว่า กทช.ยังยึดกรอบเวลาเดิม คือ พยายามจัดประมูลให้เสร็จในปีนี้ หากรับฟังความคิดเห็นสาธารณะปลายเดือน ต.ค.ก็น่าจะประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้ในเดือน พ.ย. 2552 จากนั้นจะเริ่มกระบวนการ ประมูลตามที่กำหนดไว้ในข้อสนเทศต่อไป
ส่วนมาตรการสำรองกรณีมีผู้เข้าร่วมประมูลน้อยราย โดยหลักการมี 3 ทางเลือก 1.ขยายเวลาการประมูลออกไป 2.หากมี ผู้เข้าร่วมประมูลเท่ากับจำนวนใบอนุญาตที่จะจัดสรรแล้วอาจพิจารณาออกใบอนุญาตให้ทั้ง 4 ราย โดยคิดค่าประมูลที่ราคา starting price หรือ 3.ปรับเปลี่ยนจำนวน ใบอนุญาตใหม่ขึ้นอยู่กับว่าจะพิจารณาใช้วิธีการใด
สำหรับกระบวนการสรรหาคณะกรรม การ กทช.ชุดที่ลาออกและชุดที่จับฉลากออก ในส่วนของชุดที่ลาออกทางกรรมการสรรหาฯได้คัดเลือกผู้สมัครเรียบร้อยแล้ว 2 ราย ส่งให้วุฒิสภาลงคะแนนเลือกให้เหลือ 1 คนโดยวุฒิสภานัดลงคะแนนคัดเลือกในวันที่ 2 พ.ย. 2552 นี้
ส่วนชุดจับฉลากออกคัดเลือกผู้เหมาะสมได้ 5 รายแล้ว จะนัดประชุมลงคะแนนเลือกคนที่ 6 ในวันที่ 11 ต.ค. 2552 นี้ เพื่อเสนอรายชื่อให้วุฒิสภาคัดให้เหลือ 3 คนต่อไป
โดยนายสุรนันท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของสำนักงาน กทช.จะเดินหน้าการประมูลความถี่ 3G ไปตามกรอบเวลาที่วางไว้ ส่วนกรณีที่เมื่อมีการคัดสรร กทช.ชุดใหม่เข้ามาแล้วจะมีการชะลอหรือเลื่อนการประมูลออกไปหรือไม่ตอบได้ยาก เพราะมีหลายตัวแปร เช่น กรรมการสรรหาจะคัดเลือกได้ครบ 6 คนหรือไม่ วุฒิสภาจะคัดเลือกได้ทันก่อนการประมูลหรือไม่ หรือ กทช.ชุดใหม่เข้ามาจะรื้อนโยบายการจัดสรรความถี่หรือไม่ เป็นต้น
ด้านนายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการ กทช. กล่าวว่า กรณีที่ กทช.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แล้วเลื่อนการประมูลออกไป เป็นความรับผิดชอบที่ต้องอธิบายต่อสังคมให้ได้ว่า มีเหตุผลใดเจิมศักดิ์เตือน กทช. ตรวจสอบกฎหมาย - รัฐธรรมนูญ หวั่นซ้ำรอยมาบตาพุด จัดสรรคลื่นความถี่ขัด รัฐธรรมนูญ
นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 กล่าวในการบันทึกเทปรายการ “ลงเอยอย่างไร” เกี่ยวกับการประมูลเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ว่า หลังจากมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการการประมูลคลื่นความถี่ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จะจัดขึ้น จึงมีการถกถึงประเด็นปัญหาและสิ่งที่ กทช. ต้องตอบข้อซักถามต่อสาธารณะให้เข้าใจก่อนจะดำเนินการในขั้นต่อไป
ส่วนตัวได้เสนอความคิดเห็นว่า กทช. ต้องพิจารณาด้วยว่า การที่ กทช. จะจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เพียงองค์กรเดียว คือ คณะกรรมการกิจการกิจการวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แต่ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฉบับใหม่ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนของสภา จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวลว่า กทช. สามารถจัดสรรคลื่นใหม่ได้หรือไม่ หรือต้องชะลอออกไป
กรณีเทียบเคียงกับกรณีมาบตาพุด ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และกฎหมายลูกยังไม่เสร็จ ศาลปกครองกลางจึงพิจารณาว่า รัฐไม่มีอำนาจและต้องชะลอเรื่องนี้ออกไปก่อน ดังนั้นหาก กทช. มีปัญหาเดียวกัน ก็จะไม่สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ได้ ทำได้เพียงแค่ดูแลกิจการโทรคมนาคม เช่น ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย, การคงสิทธิ์เลขหมาย เท่านั้น
รวมถึง ได้เสนอให้อาจจะจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากบริการ 3จี เพื่อเป็นเงินนำเข้ารัฐ ทดแทนเงินจากสัญญาสัมปทาน ที่อาจมีการโอนย้ายลูกค้าไป แต่ กทช. ก็ต้องหารือร่วมกับ รัฐบาล ในการกำหนดแนวทางดังกล่าว
ก่อนหน้า สภาทนายความ ได้ส่งหนังสือมายัง กทช. ขอให้ทบทวนบทบาทในการจัดสรรคลื่นความถี่ เพราะอาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญในประเด็นเดียวกันนี้ และควรรอให้มีการจัดตั้ง กสทช. ก่อน
ประมูลคลื่น ค่าทางออกสัมปทาน
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิช ผู้อำนวยการวิจัยเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การประมูลคลื่นความถี่ของ กทช. มีเรื่องที่ต้องคำนึงถึงมาก โดยเฉพาะการคิดถึงจุดประสงค์ ซึ่งใบอนุญาต 3จี และคลื่นความถี่ มีวาระซ่อนเร้น เป็นทางออกจากสัญญาสัมปทาน ซึ่งบริษัทเอกชนจะได้ประโยชน์ไปเต็มๆ
หากมีการโอนถ่ายลูกค้าจากภายใต้สัญญาสัมปทานไปสู่ภายใต้ระบบใบอนุญาต จะทำให้เอกชนประหยัดต้นทุนจากเดิมจ่ายส่วนแบ่งรายได้ 25-30% เหลือ 6.5% ซึ่งคือค่าธรรมเนียม 2.5% กับค่ายูเอสโอ 4% ทำให้รายได้เข้ารัฐจะหายไปอย่างน้อย 19% เมื่อรวม 3 บริษัทเอกชนหลัก เอไอเอส ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ดีแทค ประมาณ 6 หมื่นล้านบาทและ ทรูประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เป็นเงินกว่า 1.8 แสนล้านบาท จากระยะเวลาของสัมปทานที่เหลืออยู่
อีกทั้ง มีแนวโน้มชัดเจนที่ผู้ที่จะเข้าร่วมประมูลอาจจะมีเท่ากับหรือน้อยกว่า 4 ราย จะทำให้ไม่มีการแข่งขันในการประมูล รัฐก็สูญเสียรายได้ที่ควรจะได้จากการประมูล
“ถ้าเลือกประมูลก่อน 1-2 ใบ จะประกันได้ว่ามีการแข่งขันประมูลแน่นอน แต่ต้องกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจน เช่น ระยะเวลาก่อนที่ใบต่อไปจะประมูล หรือค่าบริการขั้นสูงที่สามารถให้ได้ เพื่อที่ผู้ประมูลจะได้รู้ว่าจุดคุ้มทุนจะอยู่ที่เท่าใด จำนวนเงินอาจจะสูงกว่าประเทศอื่นๆ เพราะไทยมีสัญญาสัมปทานซึ่งแตกต่างจากที่อื่นๆ แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะมีการผลักภาระไปให้ผู้บริโภค เพราะมีหลักเกณฑ์และการแข่งขันกำกับอยู่แล้ว” นายสมเกียรติ กล่าว
แนะ กทช. ตอบทุกคำถามก่อนประมูล
นายสมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า ทางออกสำหรับกรณีนี้ กทช. ต้องมีความรอบคอบ โดยอาจกำหนดให้รอบแรกประมูลใบอนุญาต 1-2 ใบก่อน และต้องกำหนดค่าเริ่มต้น โดยคำนึงถึงการโอนย้ายลูกค้าจากสัมปทานไปสู่ใบอนุญาต ซึ่งเงินประมูลระดับ 7-8 พันล้านบาท ที่มีการคาดการณ์ไว้ ถือว่าน้อยเกินไป
ทั้งนี้ หาก กทช. ไม่สามารถตอบคำถามและหาทางออกที่ชัดเจนให้กับทุกประเด็น การชะลอการประมูลออกไปก่อน อาจจะเป็นทางออกที่ดีกว่า เพราะถึงจะยังไม่มี 3จี ก็ยังสามารถใช้ 2จี เพื่อให้บริการต่อไปได้อยู่แล้ว แต่รับรองได้ว่า บริษัทเอกชนจะโวยแน่นอน เพราะทุกคนหวังได้คลื่นความถี่ใหม่ในราคาต่ำ จะได้ออกจากสัมปทาน
ขณะที่ประเด็นเรื่องความมั่นคงนั้น ไม่ใช่ปัญหาในเรื่องโทรคมนาคม ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจต่างด้าว กำหนดให้กิจการโทรคมนาคมอยู่ในบัญชี 3 ซึ่งไม่ใช่เรื่องความมั่นคง และบริษัทเอกชนไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ สิ่งหลักที่คำนึงถึงคือ การทำกำไรให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะต้นทุนสูงหรือต่ำ มีสัญญาสัมปทานหรือไม่
กทช. รับหวั่น ผิดกฎหมาย
นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการ กทช. กล่าวว่า กทช. ไม่เคยพิจารณากรณีขัดกับรัฐธรรมนูญเลย เมื่อได้ยินประเด็นนี้ก็มีความกังวลใจ เพราะอาจจะเข้าข่ายดังกล่าวได้เช่นกัน ดังนั้น ในวันที่ 14 ต.ค. นี้ จะเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม และจะส่งเรื่องนี้ไปยังให้กฤษฎีกาตีความว่า สามารถทำได้หรือไม่
ส่วนการคำนึงถึงผลกระทบจากการโอนย้ายลูกค้าใต้สัญญาสัมปทาน กทช. คิดถึงปัจจัยนี้อยู่แล้ว แต่หากกำหนดราคาเริ่มประมูลสูง ก็จะเป็นการกีดกันผู้ให้บริการรายใหม่ ที่ไม่ได้มีสัญญาสัมปทานอยู่ ต้องคิดถึงจุดนี้ด้วย รวมถึงจะให้แก้ปัญหาสัญญสัมปทานทั้งหมดคงไม่ได้ เป็นหน้าที่ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกระทรวงการคลังมากกว่า
นอกจากนี้ กทช. ได้มีการพิจารณาเกี่ยวกับการให้ใบอนุญาต 1-2 ใบแล้ว จะกำหนดไว้ในแผนสำรอง กรณีผู้เข้าประมูลเท่ากับหรือน้อยกว่า 4 ราย แต่ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้ายว่า ต้องมีจำนวนผู้ประมูลกับจำนวนใบอนุญาตใหม่เท่าใด จึงจะสอดคล้อง และทำให้เกิดการแข่งขันการประมูลเกิดขึ้น
จำลองประมูล3จี ได้ "บรรยากาศ"
พร้อมกันนี้ กทช. ได้จัดจำลองการประมูลคลื่นความถี่ใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงวิธีการในการประมูลร่วมกัน โดยมีตัวแทนจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมเข้าร่วม เช่น บมจ.ทีโอที, บมจ.กสท โทรคมนาคม, บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส), บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค), บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น, บมจ.สามารถ และตัวแทนจากสำนักงาน กทช.
นายนพปฎล เดชอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงินของทรู กล่าวว่า การจำลองการประมูลทำให้ได้บรรยากาศที่ดี แต่รายละเอียดยังต่างจากการประมูลจริง เช่น ระดับราคาการเคาะราคา, การขอใบรับรองทางการเงินจากธนาคาร ซึ่งหากเป็นการประมูลจริงจะใช้เวลามากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าห่วงไม่ใช่เรื่องของการประมูล แต่เป็นเรื่องของความมั่นคง ที่จะมีบริษัทต่างประเทศเข้ามาร่วมประมูล และการคำนึงถึงราคาประมูลเป็นหลัก จะทำให้ผู้บริโภครับภาระมากขึ้น รวมถึงต้องดูจุดประสงค์หลักของการนำคลื่น 3จี มาใช้ คือการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้นผู้บริหาร ทรู หนุนกลุ่มเอกชน-สถาบันการเงินไทย ซื้อคืน "ชินคอร์ป" จากเทมาเส็กสิงคโปร์ เพราะยังกุมสัมปทานสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งเป็นสมบัติของคนไทย และเป็นเรื่องของความมั่นคงในภูมิภาค พร้อมจับตา กชท.ทุบโต๊ะใช้วิธีประมูล 3G แบบ e-Auction แข่งขันด้านราคาอย่างเดียว เพื่อให้กลุ่มทุนใหญ่ทุ่มเม็ดเงินแลกไลเซ่น เตรียมทางเลือก เพิ่มทุน-ขายทิ้งทรูมูฟ หากประมูล 3G ต้องใช้เงินมหาศาล
นายนพปฎล เดชอุดม กรรมการบริษัทย่อย และผู้อำนวยการ และผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวกลุ่มทุนของไทยเตรียมจับมือลงขันซื้อคืนหุ้นธุรกิจโทรคมนาคมซึ่งเป็นของคนไทยจากต่างชาติ โดยระบุว่า ตนเองเห็นด้วยกับแนวทางที่กลุ่มเอกชนและสถาบันการเงินไทยจะร่วมมือกันเสนอซื้อหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SHIN คืนจากกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ แต่ที่ผ่านมา กลุ่มตนเองยังไม่เคยได้รับเชิญให้เข้าร่วมเจรจาในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีที่ผู้บริหาร ทรูฯ ออกมาระบุว่า สนใจจะเข้าซื้อหุ้นบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC นั้น คงยังเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้นในช่วงจังหวะนี้ เพราะทั้งสองบริษัทมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นวิสาหกิจต่างชาติ ทั้งจากนอร์เวย์และสิงคโปร์ ซึ่งมีฐานเงินทุนขนาดใหญ่มาก เชื่อว่าคงจะไม่ตัดสินใจขายหุ้นทั้งสองบริษัทออกมาง่ายๆ ในช่วงนี้
ส่วนความคืบหน้าในการประมูลใบอนุญาต 3G บริษัทยังให้ความสนใจเป็นอันดับแรก แม้ว่าหากทางคณะกรรมการประกอบกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ยังยืนยันที่จะใช้วิธีประมูลแบบ e-Auction แข่งขันด้านราคาอย่างเดียว ก็จะทำให้เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับ บมจ.ทรูฯ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเล็กที่สุดในตลาดขณะนี้
แต่หากว่า กทช.ไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้เข้าประมูลว่าจะต้องเป็นผู้ประกอบการไทยเท่านั้น ก็เชื่อว่าจะมีต่างชาติโดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่เข้ามาประมูลจำนวนมาก ทั้งจากญี่ปุ่น จีน นอร์เวย์ สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เพราะมองว่าการเป็นเจ้าของโครงข่าย 3G ไม่เพียงเฉพาะการทำธุรกิจ แต่ส่งผลถึงความมั่นคง ซึ่งรัฐวิสาหกิจจากประเทศเหล่านี้ มีโอกาสที่จะเข้าประมูล ซึ่งเคยเกิดมาในหลายๆ ประเทศแล้ว
"ที่ผ่านมาการประมูล 3G ทั่วโลกใน 79 ประเทศ พบว่ามีเพียง 29 ประเทศเท่านั้น ที่ใช้ระบบการประมูล โดยมีจำนวนถึง 50 ประเทศใช้รูปแบบ Beauty Contest และการจัดสรรให้ผู้ประกอบการรายเดิมเลย ก็ยังยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับการใช้ประมูลแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียวเพราะจะทำให้ทุกค่ายหันมาให้ราคาไลเซ่นส์สูง แต่ความสามารถในการลงทุนโครงข่ายกลับลดน้อยลง และจะส่งผลให้ผู้บริโภคต้อเป็นผู้แบกรับภาระมากที่สุด"
นายนพปฏล กล่าวว่า เรื่องความพร้อมทางการเงินของกลุ่ม ทรูฯ เป็นเรื่องเล็ก เรามีแผนรองรับการระดมเงินทุนจำนวนมาก แต่หากต้องใช้เงินลงทุนเกินกว่าที่คิดไว้ ก็คงมีทางเลือก 2 แนวทาง คือ การเพิ่มทุน บมจ.ทรูฯ ซึ่งจากที่เคยพูดคุยกับพันธมิตรหลายรายก็ให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุน เนื่องจากเป็นเจ้าของบริการเคเบิลทีวี บรอดแบนด์ โทรศัพท์พื้นฐาน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยเฉพาะ "ทรูมูฟ" ที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีลูกค้าถึง 16 ล้านรายอยู่ในมือ
ส่วนอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นทางเลือกสุดท้าย คือ การตัดขายธุรกิจ "ทรูมูฟ" ให้กับบริษัทอื่น เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทตั้งใจลงทุนและพยายามพัฒนาทรูมูฟ จนมีลูกค้าถึง 16 ล้านราย แต่ก็ต้องประสบปัญหาขาดทุนมาตลอด และทำให้ บมจ.ทรูฯ ไม่สามารถปันผลได้มาถึง 15-16 ปีแล้ว หากต้องยอมตัดขายทรูมูฟ น่าจะเกิดประโยชน์กับผู้ถือหุ้น
"เรายังไม่ได้ตัดสินใจในแนวทางใด จนกว่าจะเห็น IM ซึ่งเป็นร่างหลักเกณฑ์ประมูลใบอนุญาต 3G ของ กทช.ที่จะออกมา แล้วคงมาดูว่า ควรจะดำเนินการอย่างไรต่อ ซึ่งก็มี 2-3 แนวทางข้างต้น"
ปัจจุบัน ทรูฯ ถือหุ้นใหญ่โดย เครือซีพี 53.5% และกลุ่ม KFW ประมาณ 10% ที่เหลือเป็นนักลงทุนรายย่อย โดยมีภาระหนี้สินกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเดิมมีแผนจะออกหุ้นกู้เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้ต่างประเทศประมาณ 2.0-2.5 หมื่นล้านบาท แต่ขณะนี้คงต้องชะลอออกไปก่อน เนื่องจากความเชื่อมั่นในตลาดทุน เริ่มกลับมาทำให้ผลตอบแทน (Yield) ค่อนข้างสูง และทำให้การซื้อคืนหนี้ทำได้ลำบาก แต่บริษัทก็ยังมีความสนใจอยู่ "ไพบูลย์"แนะ"ทีโอที"เปิดประมูลเสรีคลื่น3จีมูลค่า2.6หมื่นล้าน พบข้อมูลเซ็นเช็คให้บริษัทการตลาดในเครือ 1,500ล้านอย่างเร่งรัด หวั่นต่างชาติฮุบ
ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว.เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนและพนักงานบริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) ขอให้ตรวจสอบโครงการจัดซื้ออุปกรณ์เพื่อดำเนินโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี มูลค่า 2.6 หมื่นล้านบาทของบริษัททีโอที ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ โดยจะมีการใช้วงเงินกู้จากโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งมีความไม่ชอบมาพากล
โดยเรื่องนี้มีต่อเนื่องมาตั้งแต่ทีโอทีดำเนินโครงการในนามบริษัท เอซีทีโมบายล์ ซึ่งในขณะนั้นมีปัญหาการจัดซื้ออุปกรณ์มูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท และบริษัท ไทยโมบายล์ ก็มีปัญหาการตลาดจนขาดทุนย่อยยับ ล่าสุด ระบุว่ามีการลงนามในเช็คจ่ายให้บริษัทที่รับจ้างบริหารด้านการตลาดใบเดียวเป็นเงิน 1,500 ล้านบาทอย่างเร่งรัดผิดปกติ ทั้งที่บริษัทนี้มีแต่จะทำให้ทีโอทีขาดทุนมากมาย
"พอเห็นข้อมูลก็รู้สึกคล้ายๆ กับเรื่องรถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน ที่มีการจัดซื้อจัดจ้างมหาศาลและอาจมีการได้ประโยชน์จากส่วนต่างของราคา ซึ่งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์ 3 จี ของทีโอที ไม่ควรจะใช้เงินกู้ไปซื้อมาดำเนินการตลาดเอง เพราะจะมีแต่ขาดทุน แต่ควรเอาสิทธิในคลื่น 3 จีจำนวน 30 เมกกะไบต์ มาแบ่งเป็น 3 สัญญา แล้วเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลคลื่นเพื่อไปดำเนินการ เพราะจะทำให้ทีโอที มีรายได้ทันทีเป็นหมื่นๆ ล้านบาท ซึ่งกลุ่ม 40 ส.ว. จะตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไปในวันที่ 8 ตุลาคม" นายไพบูลย์ กล่าว
ด้านนายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน เสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภควุฒิสภา กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯกำลังศึกษาเรื่องที่ กสท.จะทำการเปิดประมูลระบบ 3 จี ในเร็วๆนี้ ซึ่งกมธ.เกรงว่าจะเกิดผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายมิติ เช่นด้านความมั่นคงของชาติ และรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิบริษัท ทศท.คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) ซึ่งจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ เกรงว่าการเปิดประมูลครั้งนี้จะทำให้บริษัทเครือข่ายสื่อสารยักษ์ใหญ่ของต่างชาติ จะได้รับสัมปทานไปทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ตัดโอกาสธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมของไทย รวมทั้งจะทำให้ กสท.และทศท.ถูกแย่งชิงทรัพยากรนี้ไปด้วย ฝากถึงรัฐบาลต้องคำนึงถึงการสร้างรายได้จากการประมูลครั้งนี้ด้วย เข้าใจว่าการประมูลครั้งนี้ก็เป็นการหารายได้เข้าประเทศก็จริง แต่ต้องคำนึงถึงความมั่นคงของชาติเป็นหลัก และคิดถึงโอกาสภาคเอกชนไทยด้วย"มาร์ค"ระบุ2ปัญหาใหญ่กทช. ปมมรดกตกทอดตลอด 5 ปี เส้นแบ่งนโยบายและการกำกับดูแล พร้อมจี้ทำ3จี-ไวแมกซ์
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "บทบาทขององค์กรอิสระต่อการพัฒนาประเทศ" ในโอกาสคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ดำเนินงานครบรอบ 5 ปี เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม โดยกล่าวว่า ปัญหาใหญ่ของกทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล กิจการโทรคมนาคม มี 2 ประการ ประการแรก เป็นปัญหามรดกตกทอด ที่กลายเป็นปัญหารุงรังตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เป็นการแกะของเก่าที่ยังถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้น โดยมีปัจจัยทั้งจากการบริหาร ข้อสัญญา รวมถึงข้อเท็จจริงเรื่องผลประโยชน์มหาศาล ซึ่งตนรู้สึกเห็นใจกับการทำงานที่ผ่านมาของ กทช.พอสมควร และประการที่ 2 เส้นแบ่งระหว่างเรื่องนโยบาย และการกำกับดูแล ที่มีทั้งมิติของการพยายามแยกการประกอบกิจการออกมา มิติความรับผิดชอบด้านความมั่นคง และด้านการดูแลคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งล้วนเป็นเส้นแบ่งที่ไม่ชัดเจนนัก ดังนั้นแรงกดดันทั้งหลาย จึงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
"แม้กระทั่ง 2 ปัจจัยอย่าว่าแต่การทำงาน แค่กระบวนการการสรรหาเข้าสู่ตำแหน่งก็มีเส้นทางที่หลายคนจำไม่ได้ ยังดีว่าเทียบเคียงกับกสช.นั่นเรียกว่าในที่สุดทำกันไม่ได้เลย ซึ่งวันนี้ก็เข้ามาสู่การสรรหา กสทช. ซึ่งก็ต้องทำกันใหม่ ดังนั้น ทราบดีว่าข้อจำกัดเหล่านี้เป็นเรื่องหนักหนาสาหัส เรื่องสำคัญที่สุดคือ ปัญหาอุปสรรคจะมากน้อยอย่างไร ไม่สำคัญเท่ากับว่าเราจะเดินหน้าอย่างไร เพราะหากล่าช้าความสูญเสียโอกาสจะยิ่งมากกว่า" นายอภิสิทธิ์ กล่าวและว่า เวลานี้ความคาดหวังที่ร้อนพอสมควรคือเรื่อง 3 จี และไวแมกซ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย กทช.อยู่ และกทช.ก็รับปากมาตลอดว่าจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ ซึ่งเข้าใจว่าดำเนินการอยู่ และก็มีความเห็นที่หลากหลาย ทั้งหมดจึงอยู่ที่ความพอดีว่า ทำอย่างไรถึงจะเดินหน้าได้ สิ่งสำคัญคือต้องรอบคอบกับประเด็นที่มีการท้วงติงด้วย อย่างไรก็ตาม ตนคาดหวังว่างานนี้จะเดินได้ในเวลารวดเร็วพอสมควร ต้องการที่จะให้ กทช.มีความรอบคอบ และมีคำตอบที่ชัดเจนในทุกๆ เรื่อง
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนอยากจะให้ข้อคิดที่ทำได้ โดยไม่กระทบความเป็นองค์กรอิสระ ในฐานะดูแลเชิงนโยบาย โดยต้องการเห็นความรวดเร็วในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยให้มองว่าหากการประมูล 3 จี ถ้าทำได้ช้าไปกว่านี้ก็ต้องเริ่มคิดถึงเทคโนโลยีที่สูงกว่า 3 จี แต่หากมองว่าจะต้องก้าวเข้าสู่ 3 จี น่าจะใช้โอกาสนี้วางโครงสร้างการแข่งขันกิจการโทรคมนายุค 3 จีจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะบทบาทของรัฐวิสาหกิจเดิม 2 แห่ง จะอยู่ตรงไหน เอกชนซึ่งเคยรับสัปมทานจะอยู่ในฐานะผู้ประกอบการรายใหม่ หรือผู้ที่ปรับปรุงสิทธิสัมปทานเดิม ตลาดจะรองรับได้กี่ราย เป็นต้น
"คนทั่วไปจำนวนมากยังไม่เข้าใจชัดเจนถึงโครงสร้างการแข่งขัน ลักษณะการประกอบการที่เหลื่อมล้ำกันอยู่ บางรายมีโครงข่าย บางรายไม่ได้เป็นเจ้าของ บางกิจการเป็นของรัฐอยู่ เพราะหากไม่มีความชัดเจนในที่สุดโครงสร้างโทรคมนาคมของประเทศก็จะยังรุงรัง เหลื่อมล้ำต่อไป และยังหวังว่าไม่อยากให้ 3 จีเป็นเพียง 1 เมกะโปรเจคต์ และเป็นเรื่องของการประมูลแล้วก็เรียบร้อยไป กทช.ต้องให้ความกระจ่างกับสังคมได้ในประเด็นการแข่งขัน เพราะจะบ่งบอกว่าที่สุดแล้วการคุ้มครองผู้ใช้เป็นอย่างไร และมีผลอย่างมากต่อการกำกับดูแล เพราะไม่อย่างนั้นจะนำไปสู่การโต้แย้ง โต้เถียงต่อไป"
นายกฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องของความผิดพลาดของการประมูล ซึ่งตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมากที่สุด คือ การมุ่งเน้นค่าตอบแทนที่สูงๆ ผู้เดือนร้อนสุดท้ายคือผู้ใช้บริการ และภาครัฐ ผู้ใช้บริการถูกส่งต่อด้วยค่าบริการที่สูง และเมื่อเอกชนดำเนินการได้มีก็จะเกิดกรณียื่นเงื่อนไขของเจรจาปรับสัญญา โดยอ้างเหตุระหว่างทาง เช่น ภาวะเศรษฐกิจ สุดท้ายเป็ความลำบากใจของผู้กำกับดูแล รวมถึงให้มีคำตอบด้านอื่น เช่น การแข่งขันไม่เอื้อให้ผู้แข่งขันได้หลากหลายเท่าที่ควร โดยเฉพาะข้อจำกัดเรื่องทุน ซึ่งผู้ประกอบการในประเทศค่อนข้างจะอยู่ในภาวะเสียเปรียบ ทั้งเอกชน และรัฐวิสาหกิจ
ด้านพล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธาน กทช.กล่าวว่า กทช.จะยังคงเดินหน้าผลักดันร่างหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาต (ไลเซนส์) 3 จี ตามแผนเดิม คาดว่าในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ สำนักงานกทช.จะสามารถรวบรวม ประเมินผลการรับฟังความคิดเห็นครั้งสุดท้ายเข้าที่ประชุม เพื่อพิจารณาในขั้นสุดท้ายได้ ก่อนที่จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ ทั้งนี้ แผนการดำเนินงานจัดสรรคลื่นความถี่ 3 จี เพื่อให้ประชาชนได้ใช้บริการที่ทันสมัยทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน และกระตุ้นการลงทุน ตลอดจนส่งเสริมให้มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาด
ขณะที่นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการและประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวในการร่วมงานครั้งนี้ด้วยว่า ยังคงจะพยายามเสนอใน 2 ประเด็นให้ กทช.พิจารณา คือ ทำอย่างไรไม่ให้เกิดต้นทุนในการประมูล 3 จีมากจนเกินไป โดยคิดว่าที่ราคาไลเซ่นส์ 100 -200 ล้านเหรียญสหรัฐฯยังพอรับได้ และเรื่องคุณสมบัติผู้เข้าร่วมประมูลที่ไม่ครอบคลุมเรื่องการครอบงำจากรัฐวิสาหกิจต่างประเทศ ซึ่งเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันเดียวกัน ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที พร้อมด้วยคณะกรรมการ (บอร์ด) และฝ่ายบริหารบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เข้าหารือพร้อมทั้งยื่นหนังสือให้นายอภิสิทธิ์ เพื่อชี้แจงประเด็นความห่วงใยที่ ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ไม่สามารถเข้าร่วมประมูล 3 จี จากกทช.ได้ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ กล่าวว่า กระทรวงไอซีที ต้องการแสดงจุดยืนให้กทช.ทบทวนร่างหลักเกณฑ์ฯ 3 จี โดยเฉพาะประเด็นที่ไม่เปิดให้ทีโอท และกสทฯ ร่วมประมูลได้ ตลอดจนให้ชะลอการประมูล 3 จีกทช.ออกไปก่อน เนื่องจากทีโอที ได้ประกาศความพร้อมที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเขตกรุงเทพฯ ในวันที่ 3 ธันวาคม ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นายกฯ ห่วง 3G แท้ง เชื่อการเปิดประมูลภายในปีนี้ เหมาะสมแล้ว แนะสร้างความชัดเจน "ทีโอที-กสท" ขณะที่ กทช.หารือพุธนี้ ทบทวนเกณฑ์การประมูลใหม่ ด้านผู้บริหาร TRUE เสนอปรับใช้วิธีการประมูลแบบบิวตี้คอนเทสต์ แทนการแข่งราคา เพราะอาจทำให้ผู้ชนะประมูล นำไปอ้างเหตุโขกราคากับประชาชน
มีรายงานข่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "บทบาทขององค์กรอิสระต่อการพัฒนาประเทศ" ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ซึ่งพล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธาน กทช.ได้รายงานความคืบหน้าในการประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) เทคโนโลยี 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ
สำหรับแนวทางในการเปิดประมูลใบอนุญาต 3G นั้น นายกรัฐมนตรี เห็นว่า กทช. ควรจะดำเนินการตามกรอบเวลาที่ได้ระบุไว้ ทั้งนี้เกณฑ์ในการเปิดประมูลใบอนุญาต 3G จะต้องมีความชัดเจนและความคาดหวังว่า จะสามารถเดินหน้าในเรื่องดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วและเกณฑ์ที่ออกมาจะต้องมีความรอบคอบชัดเจนสามารถให้คำตอบในประเด็นท้วงติงต่างๆของผู้ที่เกี่ยวข้องได้ ทั้งนี้ หากโครงการ 3G สามารถเกิดขึ้นได้ก็จะเป็นปัจจัยบวกที่จะสร้างขีดการแข่งขันให้ประเทศไทย อีกทั้ง จะกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม หากเรื่องดังกล่าวมีความล่าช้าออกไปก็จะทำให้ประเทศสูญเสียโอกาส เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านก็จะมีความก้าวหน้าในโครงสร้างโทรคมนาคมไปอีกระดับหนึ่ง เพราะการพัฒนาเทคโนโลยี 3G เป็นเรื่องสำคัญและล่าช้าออกไปไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งหากเราล่าช้าไปกว่านี้ ก็ควรจะเลิกคิดเรื่อง 3G และหันไปพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงกว่านี้จะคุ้มค่ากับการลงทุนมากกว่า
"กทช.ควรกำหนดเกณฑ์การประมูล 3G อย่างเป็นธรรม ระบุเปิดทางให้ต่างชาติมากเกินอาจกระทบความมั่นคงภายในประเทศ ทั้งนี้ การออกเกณฑ์การประมูลใบอนุญาต 3G ที่ดำเนินการโดยกทช. จะต้องมีความเป็นธรรมและคำนึงความมั่นคงของประเทศและให้ความคุ้มครองผู้บริโภค โดยต้องมีนโยบายการกำกับดูแลที่ชัดเจน เนื่องจากโทรคมนาคมเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ"
ทั้งนี้ กทช. จะต้องมีการกำหนดเกณฑ์การประมูลเพื่อให้เกิดการแข่งขันมากที่สุด เนื่องจากระบบดังกล่าวจะเป็นหลักประกันที่ดีที่สุด ประกอบกับผู้ประกอบการภายในประเทศของไทยยังมีความเสียเปรียบในประเด็นความหนาแน่นของเงินทุน ซึ่งหากมีผู้ประกอบการเอกชนจากต่างชาติที่มีรัฐบาลของประเทศถือหุ้นอยู่ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายใน
นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ปัจจุบันสงครามในด้านข้อมูลข่าวสารถือว่ามีความรุนแรงมาก ทั้งกิจการวิทยุ โทรทัศน์และโทรคมนาคมที่มีการหลอมรวมกัน ขณะที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้นได้ส่งผลให้ข้อมูลข่าวสารที่ถ่ายทอดออกมามีความแหลมคมมากขึ้น ขณะที่ปัญหาการเมืองในช่วงที่ผ่านมาได้มีการใช้สื่อช่องทางต่างๆจากเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าเป็นเครื่องมือ ซึ่งปัจจุบันการกำกับดูแลยังไม่มีขอบเขตที่มีความชัดเจน
***นายกฯ แนะปรับ "ทีโอที-กสท" สู่ยุคแข่งขัน
นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า การกำหนดหลักเกณฑ์การประมูลใบอนุญาต 3G นั้น กทช.จะต้องมีความชัดเจน โดยเฉพาะการหาคำตอบว่ารัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จะอยู่อย่างไร หากเข้าสู่ยุค 3G คือจะให้อยู่ในฐานะผู้ประกอบการรายใหม่ หรือให้ปรับปรุงสัญญาสัมปทานเดิม
นายกรัฐมนตรี มองว่าเรื่องนี้มีแนวคิดที่หลากหลาย เป็นเรื่องยากที่ กทช.จะทำงาน ซึ่งมีความเป็นห่วง แต่ก็ขอให้เดินหน้าอย่างเต็มที่และให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้ง การคำนึงถึงราคาสูงสุดเพียงอย่างเดียวอาจเกิดความผิดพลาดขึ้น อาทิ ผู้ผู้บริโภคจะต้องใช้บริการาคาแพงได้รับความเดือดร้อน และภาครัฐเองก็จะต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลัง อาทิ การขอแก้ไขสัญญาสัมปทานจากภาคเอกชน เพราะไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาได้
พร้อมกันนั้น ยังอยากให้ กทช.มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการประมูล โดยจะต้องคำนึงถึงความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบารไทย เนื่องจากกำหนดให้แข่งขันที่ราคาสูงสุด อาจทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบบริษัทเอกชนต่างชาติ หรือรัฐวิสาหกิจต่างชาติที่อาจจะเข้าร่วมประมูลด้วย จึงต้องดูแลเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เพราะสัมปทานโทรคมนาคมต้องคำนึงถึงความมั่นคง จึงควรดูแลให้เกิดความมั่นใจว่าไม่เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
"หวังว่าจะมีคำตอบที่ชัดเจนว่าเมื่อเข้าสู่ยุค 3G รัฐวิสาหกิจ 2 แห่งจะอยู่อย่างไร แต่ก็เข้าใจ กทช.ว่า 3G เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่ควรจะเร่งรีบทำ เนื่องจากหากปล่อยให้เวลานานไปเทคโนโลยี 3G ก็จะล้าหลัง การลงทุนก็ตจะไม่เกิดผล หากล่าช้าก็ควรจะมองหาการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ดีกว่า อาทิ 4G หรือ 5G "
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กทช.ควรจะคิดให้รอบด้าน เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จำนวนมาก เพราะประเทศต้องการผู้กำกับดูแลที่ดี และผู้ใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างเหมาะสม
**ผู้บริหาร TRUE ห่วงวิธีการประมูล ผูกเงื่อนโขกค่าบริการ
นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมจะเสนอให้ กทช. ปรับรูปแบบวิธีประมูลใบอนุญาต 3G เป็นแบบบิวตี้คอนเทสต์แทนการประมูลแข่งขันราคาตามที่ กทช.กำหนดไว้ เพราะการประมูลแข่งขันราคา เป็นการกำหนดแนวทางที่ผู้ที่ให้ราคามากได้ประโยชน์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคภายหลัง
ดังนั้น การออกแบบการประมูลต้องมีความชัดเจนในการให้ใบอนุญาต ต้องมีการกำหนดกติกา รูปแบบความเหมาะสม การลงทุน การให้บริการ รวมทั้งราคากลางที่เหมาะสม เพราะมีตัวอย่างแล้วว่าประเทศที่ประมูลใบอนุญาต 3G โดยใช้เกณฑ์ราคาสูงสุดอย่างเดียว อาทิ เยอรมัน และอังกฤษ ทำให้การพัฒนาโครงข่ายเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งหากการกำหนดวิธีการประมูลใหม่ น่าจะทำให้การขยายโครงข่ายเร็วขึ้น
"เรายืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาที่ทำให้การประมูล 3G ล่าช้า และอยากให้เกิดโดยเร็วที่สุด แต่การกำหนดวิธีการประมูลใหม่ ก็ไม่น่าจะใช้เวลามากนัก ซึ่งภาครัฐควรคำนึงถึงต้นทุนทางสังคมด้วย เพราะตรงนี้เป็นสมบัติของคนทั้งชาติ อย่างน้อยก็ควรปกป้องการสัมปทานแล้วมาแสวงหากำไรจากประชาชนผู้ใช้บริการที่เป็นเจ้าของสมบัติของชาติ"
ทั้งนี้ กทช.จะมีการประชุมบอร์ดในวันที่ 7 ตุลาคม 2552 นี้ เตรียมสรุปเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ 3G ซึ่งรวมถึงหมายกำหนดการในการประมูล รวมทั้งจะสรุปเกี่ยวกับราคาต่ำสุดที่จะเปิดให้มีการประมูลกัน คือประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์ต่อไลเซนส์ (ซึ่งสูงกว่าที่ กทช.เคยให้ตัวเลขบรรทัดฐานไว้) โดยได้กำหนดในเบื้องต้นให้เปิดประมูลคลื่นความถี่ 3G และ 2.1G ในวันที่ 8 ธันวาคม 2552 นี้
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายคาดกันว่า ราคาประมูลจะสูงมาก เนื่องจากน่าจะมีผู้เข้าประมูลจากผู้ประกอบการปัจจุบัน 3 ราย แต่จะมีจำนวนไลเซนส์ 4 ไลเซนส์ที่จะเปิดให้มีการประมูล และการเปิดประมูลไลเซนส์ 3G นี้จะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มสื่อสารเพราะจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการค่อยๆ ปลดภาระจากข้อจำกัดภายใต้สัญญาสัมปทานในปัจจุบัน
***กทช.พร้อมฟังทุกฝ่าย บอร์ดนัดถก พุธนี้
พล.อ.ชูชาติ ประธาน กทช. กล่าวภายหลังการหารือกับนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า กทช.ยินดีรับฟังทุกข้อเสนอของทั้งเอกชนและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในวันพุธนี้ กทช.ได้นัดประชุม และจะนำข้อเสนอจากทุกฝ่ายมาหารือกัน รวมทั้งข้อชี้แนะจากนายกรัฐมนตรีด้วย โดยกรอบเวลาเปิดประมูลใบอนุญาต 3G ภายในสิ้นปีนี้ยังเป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ทัน
ส่วนล่าสุดที่ รมว.ไอซีที่ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการไม่ให้สิทธิ ทีโอที และกสท.เข้าประมูลใบอนุญาต 3G นั้น ประธาน กทช.ก็ระบุว่าพร้อมจะรับฟังข้อเสนอจากทางรัฐวิสาหกิจด้วย
"ตอนนี้ราคากลางยังไม่ได้ออกมา แต่เชื่อว่าจะไม่สูงเกินไป เพราะถ้าสูงเกินไปก็พากันล่มจม ซึ่งบอร์ดก็ต้องมาคุยรายละเอียดอีกที และหากรัฐวิสาหกิจต้องการเสนออะไร ก็ขอให้บอก กทช.ทันที เราจะรับข้อเสนอของนายกฯ ไปศึกษาประกอบด้วย" ประธาน กทช. กล่าสรุปทิ้งท้ายอุ่นหนาฝาคั่งเป็นอย่างยิ่งกับการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะร่างสรุปข้อสนเทศ (Draft Information Memorandum : IM) การจัดสรรคลื่นความถี่ IMT หรือ 3G and beyond เมื่อ 28 ก.ย.2552 ที่ผ่านมา ซึ่งก็ไม่ได้ผิดไปจากความคาดหมาย ด้วยว่า ตั้งตารอกันมานาน และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยในหลายแง่มุม
ยักษ์มือถือมากันครบทุกค่ายโดยพร้อมเพรียง แต่ที่พร้อมพรักกว่าใครต้องยกให้กลุ่มทรู เพราะขนผู้บริหารระดับสูงมา เกือบหมดบริษัท มี "ศุภชัย เจียรวนนท์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น นำทีมมาด้วยตนเอง
ไม่ใช่แท็กทีมเท่านั้น ยังลุกแสดงความคิดความเห็นเผ็ดร้อนด้วยความกังวลว่า เงื่อนไขการประมูลความถี่ 3G ของ "กทช." ที่จะออกมา อาจถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายได้เลยว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยจะเปลี่ยนมือกลายไปเป็นของต่างชาติจนหมด
ไหนๆ ก็เป็นบริษัทเอกชน (ไทยแท้) เพียงรายเดียวจึงต้องใช้ความเป็นบริษัทไทยให้เป็นประโยชน์เต็มที่
"ตามเอกสารของ กทช.แสดงว่าคุณสมบัติผู้เข้าประมูลจะดูเฉพาะสัญชาติ และ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวก็ถูกต้อง แต่ในรัฐธรรมนูญเขียนว่า ถ้าเกี่ยวกับความมั่นคงอย่าง พ.ร.บ.สถาบันการเงินที่ออกมาเมื่อปี"51 คำนึงถึงเรื่องความมั่นคงจึงดูไปถึงบริษัทแม่ คือใครก็ตามถือหุ้นเท่าไรก็ได้ แต่ถ้าผู้ถือหุ้นมีความสามารถในการแต่งตั้งกรรมการบริหารจะถือว่ามีความสำคัญกับบริษัท ปัจจุบันธุรกิจสื่อสารไทย มี 2 ราย เป็นบริษัทจดทะเบียนในไทย แต่ผู้ถือหุ้นเป็นรัฐวิสาหกิจต่างประเทศคือ เทมาเส็กและเทเลนอร์"
อธึก อัศวานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกฎหมายกลุ่มทรูเปิดประเด็นร้อนว่า ถ้าให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสีย ในธุรกิจโทรคมนาคมซึ่งมีความสำคัญอาจทำให้มีปัญหาตามมาอีกมาก โดย กทช. มีหน้าที่ตาม ม.47 ในกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายคลื่นความถี่ที่ระบุว่า ต้องให้ใบอนุญาตโดยคำนึงถึงความมั่นคงและ การแข่งขันเป็นธรรม
อีกประเด็นที่พูดถึงเป็นเรื่องการเก็บค่าคลื่นความถี่ล่วงหน้าควรคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดกับประชาชน และไม่สร้างภาระเกินควรแก่ผู้ประกอบการ ถ้าตั้งราคาเริ่มต้นสูงมากอาจทำให้ผู้ประกอบการมีปัญหา และผลักภาระไปยังผู้บริโภคในที่สุด
"เมื่อเร็วๆ นี้บริษัทที่ปรึกษาเนร่าก็บอกเองว่า ในแคนาดาก็นำระบบการประมูลพร้อมกันแบบหลายรอบไปใช้ ปรากฏว่าต้อง ประมูลถึง 331 รอบ ได้ราคาสูง 4 เท่าตัว แพงกว่าอเมริกา โดยยอมรับวิธีประมูล ดังกล่าวเปิดช่องให้คนที่มีเงินหนาเข้ามา ปั่นราคาในคลื่นที่ตนเองไม่อยากได้ หรือในประเทศสิงคโปร์ซึ่งรวยกว่าไทย 6 เท่า ยังจัดสรรคลื่นที่ 1,925 ล้านบาท มาเลเซียรวยกว่า 2 เท่า อยู่ที่ 462 ล้านบาท ขณะที่ญี่ปุ่นให้ทำได้เลย ปรากฏว่าผู้ประกอบการสร้างโครงข่ายเสร็จใน 15 เดือน เข้าถึงประชากร 97% ต่างจากอังกฤษที่เก็บค่าคลื่นล่วงหน้าสูงมาก ใช้เวลาสร้างเน็ตเวิร์ก 3 ปี เข้าถึงประชากรได้ 32.8% มีผู้ได้ ใบอนุญาต 5 ราย กำลังประสบปัญหาด้านการเงินจนต้องควบรวมกิจการ"
ด้าน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ นักวิชาการด้านโทรคมนาคมจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่าสิ่งที่สำคัญกว่าการออกแบบวิธีการประมูล
คือ การจัดการให้เกิดการแข่งขันในการประมูล เพราะจากบทเรียนของผู้พัฒนาการประมูลในหลายประเทศเห็นตรงกันว่า การจัดการประมูลให้เกิดการแข่งขันมีความสำคัญมาก กรณี 3G ในไทยก็ควรคำนึงด้วยว่าจะมีคนเข้าประมูลหลายรายหรือไม่ ถ้า ใบอนุญาตมี 4 ใบ ถ้ามี 4 ราย ถามว่า ทุกรายจะได้ไลเซนส์ไปเลย หรือถ้ามีรายเดียวจะทำอย่างไร
"ถ้าผู้ที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ไม่ครบ กทช.ก็น่าจะมีสิทธิเก็บไลเซนส์ไว้ประมูลครั้งต่อไปได้ ส่วนกรณีคุณสมบัติเรื่องการตรวจความเกี่ยวข้องและการเช็กหุ้นส่วนต่างชาติเข้าใจว่ากฎหมายโทรคมนาคมระบุว่า ใบอนุญาตประเภท 3 ให้ดูกฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าวประกอบ ถ้า กทช.จะกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมถามว่า มีอำนาจทำได้ไหม"
นอกจากนี้ระยะเวลาเปิดให้ยื่นใบสมัครภายใน 30 วัน กับธุรกิจหมื่นล้านบาท คนที่ได้ประโยชน์คือคนที่มีข้อมูลวงใน ดังนั้นเพื่อความโปร่งใสจึงควรยืดเวลาออกไป เพื่อให้คนที่มีความสนใจและความพร้อมเข้ามา ทั้งนี้การตั้งราคาค่าประมูลตั้งต้นเป็นประเด็นที่สำคัญมาก เพราะกระทบกับผู้บริโภคและ ผู้ประกอบการแต่กลับไม่ปรากฏ ในร่างสรุปข้อสนเทศ หรือ IM แต่อย่างใด
ขณะที่ตัวแทนจาก บมจ.กสท โทรคมนา คมกล่าวว่า การดูคุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้าประมูลจาก พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวดีแล้ว แม้บริการโทรคมนาคมจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ แต่การตีความโดยกว้างอาจเกิดผลเสียต่อธุรกิจซึ่งสร้างจีดีพีของประเทศได้ การที่รัฐมาแข่งกับเอกชนหรือไม่ ตนมองว่าไม่ใช่ปัญหา ขึ้นอยู่กับการบังคับใช้กฎเกณฑ์ของ กทช.มากกว่า สำหรับเงื่อนไขการชำระเงินในฐานะ รัฐวิสาหกิจอาจมีปัญหาเรื่องการเบิกจ่าย จึงควรแบ่งจ่ายเป็นงวดมากกว่าจ่ายล่วงหน้า
บิ๊ก "ทรู-ศุภชัย เจียรวนนท์" เสริมว่า กทช.ให้ไลเซนส์ 3G เพื่ออะไรยังไม่ชัดเจน แต่ไม่น่าจะเป็นแค่การนำเอาความถี่มาประมูลแล้วให้บริการอย่างเดียว แต่ควรหมายถึงพัฒนาการของประเทศ การเปิดประมูลใบอนุญาต 4 ใบ เพื่ออะไร เพื่อให้รัฐได้เงิน เพื่อให้มีโครงข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ หรือเพื่อสร้างการแข่งขันอย่าง เท่าเทียมยังไม่มีความชัดเจน
แต่ในมุมมองของผู้ให้บริการหมายถึงการเปิดให้มีการแข่งขันเสรีเป็นธรรม เพราะมีส่วนในการลดมูลค่าในการจ่ายส่วนแบ่งรายได้แก่สัมปทาน แต่ผู้รับสัมปทานแต่ละรายมีความสามารถในการประมูลไม่เท่าเทียมกัน
"ในฐานะซีอีโอบริษัทเอกชนท้อใจหลายครั้งว่า เอกชนไทยจะยืนหยัดสู้บริษัทข้ามชาติได้อย่างไร การเปลี่ยนแปลงในธุรกิจโทรคมนาคมยุคที่ผ่านมาเปิดให้เอกชนเข้ามาช่วยให้บริการ ยุคนั้นยังเป็นบริษัทไทยหมด เมื่อมาถึงจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมครั้งนี้อาจไม่มีคนไทยเหลืออยู่เลย ผมไม่อยากให้มีการดึงผู้ถือหุ้นต่างชาติเข้ามาถืออยู่ในทรูมูฟ แต่ถ้าถึงจุดจำเป็นที่ต้องทำ กทช.จะตัดสินผมว่ามีโครงสร้างผู้ถือหุ้นอย่างไร ถามว่าอนาคตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในอนาคตจะเป็นอย่างไร"
ฟาก "ดีแทค-นฤพล รัตนสมาหาร" ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานรัฐกิจสัมพันธ์ กล่าวว่า กรณีที่ กทช. คงไว้ซึ่งอำนาจในการคัดผู้ขอรับใบอนุญาตออกหากเห็นว่าอาจเป็นผลเสียต่อความมั่นคงของประเทศ หรือผู้ยื่นคำขอเป็นผู้ที่ไม่เหมาะสมต่อการเป็นผู้รับใบอนุญาตนั้น ต้องกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ชัดเจน เพราะการสงวนสิทธิไว้อย่างกว้างทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลไม่ได้จำกัดเฉพาะที่กำหนดไว้ในหัวข้อคุณสมบัติเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เปิดเผยชัดเจนไว้ล่วงหน้า
ส่วนระยะเวลาใบอนุญาต 15 ปี บริษัทเห็นว่าสั้นไป เสนอว่า ควรเป็น 20 ปี โดยคำนึงถึงเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ต้องใช้เวลาที่เพียงพอ และคุ้มค่ากับการลงทุนกับเงื่อนไขในการติดตั้งเครือข่ายควรกำหนดเป็นค่าร้อยละของจำนวนประชากร (population coverage) ซึ่งพิจารณาจากจำนวนความหนาแน่นของประชาชนและความต้องการในแต่ละท้องที่เป็นหลัก โดยเป้าหมายแรกเท่ากับ 50% ของประชากร ภายใน 3 ปี และ 80% ใน 6 ปี
ฟาก "สุทธิชัย ชื่นชูศิลป์" ผู้บริหารจากเอไอเอสกล่าวว่า ต้องการให้ กทช.เพิ่มทางเลือกในการวางหลักประกันซึ่งเดิมกำหนดว่า ต้องเป็นเงินสดเท่านั้น ทั้งอยากให้ยืดเวลาใบอนุญาตให้ยาวกว่า 15 ปี
ข้อคิดเห็นหลากหลายแง่มุมต่อร่างสรุปข้อสนเทศการจัดสรรคลื่นความถี่ 3G ข้างต้น สำนักงาน กทช.รวบรวมเพื่อเสนอ กทช.ประกอบการพิจารณา หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขมากนัก ก็จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาได้ทันที
ว่ากันว่า ฤกษ์งามยามดีที่ กทช.เล็งไว้คือ 9 ตุลาคม 25520 โปรดติดตาม