GPS ติดรถ


GPS ติดตามรถ


  Software ติดตามรถยนต์
  ทดลองใช้งาน Software

AirCard


ถาม-ตอบ Aircard, 3G Router, GPS Navigator
Speedtest : ความเร็ว Air Card


© AirCard Shop.com

หน้าแรก

เอกชน-ทีดีอาร์ไอรุมยำ ร่างไอเอ็มประมูล 3G

ผู้ให้บริการมือถือ-ทีดีอาร์ไอ เผยร่างสรุปข้อสนเทศ(ไอเอ็ม)การจัดสรรคลื่นความถี่3จีของกทช.ช่องโหว่เพียบ

วานนี้ (28 ก.ย.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ร่างสรุปข้อสนเทศ หรือไอเอ็ม (Draft Information Memorandum) การจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3

นายอธึก อัศวานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และหัวหน้าคณะผู้บริหารนักกฎหมาย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ร่างไอเอ็มฉบับนี้ยังมีประเด็นที่ต้องแก้ไขก่อนนำไปใช้จริง โดยเฉพาะเรื่องคุณสมบัติผู้ประมูลว่าจะยอมให้รัฐวิสาหกิจต่างชาติร่วมเข้าประมูลหรือไม่

เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญมาตรา 48 (1) ระบุไว้ไม่ให้รัฐทำการค้าแข่งกับเอกชน ดังนั้นคงต้องมาตีความกันว่า “รัฐ” ที่ระบุไว้หมายถึง รัฐของไทย หรือของต่างประเทศ

ขณะที่ ปัจจุบันบริษัทผู้ให้บริการมือถือ 2 รายหลักในไทย มีผู้ถือหุ้นเป็นบริษัทต่างชาติ ซึ่งต่างก็มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลประเทศนั้นๆ และผู้บริหารระดับสูงที่เข้ามานั่งบริหารในบริษัทเหล่านี้ ก็มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจประเทศนั้น

เขากล่าวว่า ประเด็นเกี่ยวกับ “สัญชาติ” ของบริษัทที่จะมีคุณสมบัติร่วมประมูลคลื่น 3จีของ กทช. นอกเหนือจากยึดตาม พ.ร.บ.ธุรกิจต่างด้าวที่ดูในแง่สัดส่วนการถือหุ้นแล้ว ยังอาจนำ พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาใช้พิจารณาได้ โดยเฉพาะประเด็นกิจการโทรคมนาคมที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง เนื่องจาก พ.ร.บ. ดังกล่าวจะดูไปถึงบริษัทแม่ด้วย โดยไม่มองเฉพาะสัดส่วนหุ้นว่าถืออยู่เท่าไร แต่จะมองว่าผู้ถือหุ้นฝ่ายใดมีอำนาจมากกว่าในการแต่งตั้งผู้บริหาร ก็จะถือว่าเป็นบริษัทแม่

ทรูชี้ต่างชาติถือหุ้นกระทบมั่นคงชาติ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กทช. ควรคำนึงถึงการจัดสรรคลื่น 3 จี ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะ 3จี เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ เนื่องจากทรัพยากรของชาติควรนำไปใช้เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าของประเทศ อย่างคุ้มค่าและรอบด้าน

กทช. ควรคิดเรื่องโครงสร้างนอมินีว่าอย่างไร เพราะกิจการสื่อมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ สำหรับต่างชาติที่ที่บริหารกิจการนี้หากได้รับประโยชน์ด้านข้อมูลตามที่ต้องการเมื่อกลับไปประเทศก็เป็น “ฮีโร่” แต่สำหรับคนไทยหากนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ต่อต่างชาติและไม่รักษาทรัพยากรสำคัญของชาติเรียกว่า “ทศยศต่อชาติ"

อย่างไรก็ตามขอปฏิเสธว่า การเรียกร้องของทรูนี้ ไม่ได้เป็นเพราะมีผู้สบประมาท ว่ามีหนี้สินมาก จึงอาจประมูลไม่ไหว แต่ตรงกันข้ามจะสามารถสู้กับต่างชาติที่เข้ามา เพราะถ้าบริษัทไทยอย่างทรู สู้ไม่ได้ก็ยากที่บริษัทไทยแห่งอื่นจะสู้ได้

“ในฐานะซีอีโอ บริษัทเอกชนไทย ท้อใจหลายคนสำหรับเกณฑ์การประมูล เพราะต่อไปก็ต้องมีประมูล 4 จี ไวแม็กซ์ ไม่เฉพาะ 3 จี แล้วในอนาคตบริษัทไทยจะสู้บริษัทข้ามชาติได้อย่างไร อีกทั้งในอนาคตกิจการด้านสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศสำคัญมากขึ้นเพราะเป็นเรื่องการบรอดคาสต์ด้วย แล้วใครที่ควบคุมสื่อของประเทศนี้ต่อไปเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะเรื่องข้อมูลของประเทศ ขณะที่ผู้ถือหุ้นสื่อในมือปัจจุบันมีอำนาจเปลี่ยนแปลงโยกย้ายบอร์ดและซีอีโอได้”

เอไอเอสพร้อมหารือรัฐหากชัดเจนคลื่น

ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ ซีอีโอ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส)กล่าวว่า การจัดสรรคลื่น 3 จี ที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้สำหรับประเทศไทยต่างจากต่างชาติที่เป็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีตามปกติ เพราะในไทยหมายถึงการ “หลุดออกมาจากสัมปทานเดิม” หากต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามข้อตกลงสัมปทานที่ทำไว้กับภาครัฐ เพราะขณะนั้นไม่มีใครบังคับเอกชนให้ทำสัมปทานแต่ประการใด

ส่วนเอไอเอสยังมีเวลาที่ต้องเจรจาก่อนหมดอายุสัญญา 2ปีหรือเจรจาในปี 2556 เพราะหมดอายุสัมปทานในปี 2558

ดีแทคเสนออายุใบอนุญาต20ปี

ขณะที่ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เห็นว่า คลื่นความถี่ที่จะจัดสรรมีความเหมาะสมที่กำหนดให้ผู้ประมูลแต่ละราย สามารถได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3จีเพียงหนึ่งใบ เพราะเป็นการป้องกันการผูกขาดการแข่งขันและป้องกันการกักตุนคลื่นความถี่ ทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันในการให้บริการโดยผู้ประกอบการในจำนวนที่เหมาะสมเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ใช้บริการ

ส่วนข้อกำหนดคุณสมบัติขั้นแรก (Pre-qualification) เห็นว่าผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ตามร่างนี้ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องในเชิงการถือหุ้นหรืออำนวจควบคุมไม่ควรมีสิทธิเข้าร่วมรับการจัดสรรใบอนุญาต ทั้ง กทช. ไม่ควรนำเรื่องการถือหุ้นในสัดส่วนที่ไม่เป็นสาระสำคัญมาพิจารณา เนื่องจากจะไม่สอดคล้องกับหลักสากล

พร้อมกับเห็นว่า การคัดผู้ขอรับใบอนุญาตออกของ กทช. หากผู้ขอรับใบอนุญาตมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในข้อสนเทศ และมิได้ดำเนินการใดอันเป็นการขัดต่อข้อกำหนดของข้อสนเทศ ก็มิสมควรถูกตัดสิทธิใดๆ ในการเข้าร่วมการประมูล ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการประมูลทุกรายจะต้องแข่งขันอย่างเสมอภาคและโปร่งใส มิควรเลือกปฏิบัติ

ส่วนระยะเวลาการอนุญาตเพียง 15 ปี เห็นว่า สั้นไป ที่เหมาะสมควรเป็น 20 ปี โดยคำนึงถึงเงินลงทุนในการพัฒนาระบบสื่อสารโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จีจำนวนมหาศาล จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาที่เพียงพอและคุ้มค่ากับการลงทุน

ทั้งควรกำหนดค่าร้อยละของจำนวนประชากร มากำหนดเงื่อนไขโรลเอาท์ เพื่อสนับสนุนให้เกิดบริการ โดยมีเป้าหมายแรกเท่ากับร้อยละ 50 ของจำนวนประชากร ภายในเวลา 3 ปี และเป้าหมายสุดท้ายร้อยละ 80 ของจำนวนประชากรภายในระยะเวลา 6 ปี

ทีดีอาร์ไอแนะ กทช. เคลียร์ 4 ข้อ

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ร่างไอเอ็มดังกล่าวมี 4 ประเด็นหลักที่ กทช. ควรเร่งสร้างความชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา “ ความไม่โปร่งใส ” ตามมาภายหลัง แม้เจตนารมย์ของการทำประชาพิจารณ์เพื่อสร้างความโปร่งใสก็ตาม

ประเด็นดังกล่าว ได้แก่ 1. คุณสมบัติผู้มีสิทธิร่วมประมูลใบอนุญาต ซึ่งควรระบุให้ชัดเจนว่าจะยึดตาม พ.ร.บ. ธุรกิจต่างด้าว ของกระทรวงพาณิชย์หรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดการตีความ และอาจสร้างปัญหาการฟ้องร้องตามมาภายหลัง

ทั้งนี้ ปัญหาในขณะนี้คือ กทช. ระบุในไอเอ็ม ถึงความเป็นไปได้ที่จะกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวกับความเป็นบริษัทสัญชาติไทย ทั้งๆ ที่มีความจริงแล้ว กทช. ไม่มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าว

2. ราคาตั้งต้นประมูล ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยทั้งๆ ที่เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้สนใจประมูลเพื่อประกอบการจัดทำแผนธุรกิจ ทำให้ผู้ที่มีความพร้อม อาจจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการสื่อสารายเดิมในตลาด

3.จำนวนใบอนุญาต ซึ่งจัดสรรไว้จำนวน 4 ใบ แต่ไม่ได้ระบุชัดว่า จำเป็นต้องจัดสรรไปทั้งหมดนั้นเลยหรือไม่ โดยควรมีแนวทางเตรียมไว้กรณีที่หากมีจำนวนผู้ผ่านคุณสมบัติเพื่อเข้าประมูลไม่ถึง 4 ราย ก็ควรเก็บไลเซ่นที่เหลือไว้ก่อนได้

และ 4. ระยะเวลาเปิดประมูลภายใน 1 เดือนหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งถือว่าเร็วเกินไป เมื่อเทียบกับโครงการลักษณะนี้ที่มีมูลค่าลงทุนสูงมาก ทำให้ผู้ที่สนใจแต่ไม่รู้รายละเอียดไม่สามารถเตรียมตัวได้ทัน และผู้ที่พร้อมก็คือ ผู้ที่รู้ข้อมูลวงใน

กทช. พร้อมปรับปรุงร่างไอเอ็ม

นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการ กทช. กล่าวว่า ผลการรับฟังความคิดเห็นจะนำกลับไปปรับปรุงแก้ไขก่อนนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งนับเป็นการเริ่มกระบวนการประมูล 3 จี ด้วยวิธี SMR โดยก่อนการประมูลจะทดสอบระบบการประมูลครั้งสุดท้ายราว 8-9 ต.ค.นี้ โดยกำลังติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ ซึ่งวงเงินค่าซอฟต์แวร์ได้รวมในการว่าจ้างบริษัทที่ปรีกษา “เนร่า” ในสัญญาจ้างดีไซน์การออคชั่นแล้ว

การปรับปรุงร่างเช่น กรณีคุณสมบัติผู้ยื่นประมูลจะยึดตาม พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ของกระทรวงพาณิชย์ที่ดูสัดส่วนการถือหุ้นเป็นหลัก แต่ก็ไม่ใช่ข้อสรุป เมื่อเสนอให้ดูถึงอำนาจในการแต่งตั้งผู้บริหารองค์กร ทาง กทช. ก็จะกลับไปพิจารณาเพิ่มเติม

ขณะที่ประเด็นราคากลางเริ่มต้นสำหรับการประมูลคลื่นความถี่ รวมถึงระยะเวลาก่อนจะเริ่มประมูลหลังจากประกาศร่างไอเอ็มแล้ว จะกำหนดในอีกประมาณ 2 สัปดาห์ และการประมูลจะเริ่มภายในเดือน ธ.ค. ตามที่กำหนดไว้เหมือนเดิม ซึ่งเชื่อว่าผู้ประกอบการทุกรายทั้งรายเดิม รายใหม่ ในประเทศและต่างประเทศ ต้องเตรียมพร้อมเรื่องนี้อยู่แล้ว ไม่ใช่รอให้ กทช. ประกาศก่อน ถึงเริ่มเตรียมตัว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถดูราคากลางจากการประมูลในต่างประเทศหลายๆ แห่งมาเทียบเคียงเป็นแนวทางคำนวณได้ อาจจะบวกลบ 15% ถ้ารายใดต้องการเข้าประมูลก็สามารถเตรียมความพร้อมได้อยู่แล้ว และ กทช. ก็บอกกรอบเวลาไว้แล้วด้วย ดังนั้นการทำแผนธุรกิจจึงไม่ใช่ปัญหาในกรณีนี้

ส่วนเรื่องจำนวนผู้เข้าประมูลว่าอาจจะน้อยกว่าหรือเท่ากับจำนวนใบอนุญาต 4 ราย จะมีการกลับไปหารือกันอย่างแน่นอน แต่ก็มีมาตรการในเบื้องต้นแล้ว เช่น การยื่นประมูลจะไม่มีการเปิดเผยว่าใครยื่นประมูลบ้าง และยื่นในย่านความถี่ใด ขณะที่ผู้กำกับการประมูล กทช. จะเลือกคนกลาง ที่รู้และเข้าใจในกติกา อาจจะเป็นอาจารย์จากสถาบันการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับ แต่ไม่ใช่เรื่องน่าเป็นห่วง

“สมมติมีผู้ยื่นประมูล 3 รายใน 4 ย่านความถี่ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าใครยื่นประมูลย่านใดบ้าง การประมูลก็ดำเนินไปตามปกติ สุดท้ายเหลือคลื่นความถี่ใดที่ไม่มีการจัดสรรก็สามารถเก็บไว้ก่อนได้ หรือหากมีการฮั้วกันเกิดขึ้น ก็มีวิธีการตรวจสอบและมีการลงโทษที่รุนแรงอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม กทช. จะกลับไปพิจารณาในประเด็นนี้อีกครั้ง” นายเศรษฐพร กล่าว

ด้านการพิจารณาผู้ให้บริการแบบเอ็มวีเอ็นโอกำลังเตรียมประกาศร่างหลักเกณฑ์ในการให้บริการอีกประมาณ 2 สัปดาห์ แต่การกำกับดูแลได้ป้องกันการผูกขาดอยู่แล้ว ในต่างประเทศมีการกำหนดให้แยกใบอนุญาต หรือแยกหน่วยธุรกิจ หรืออาจจะแยกบริษัทที่เข้าข่ายผูกขาดตลาดในลักษณะนี้ อีกทั้ง กทช. กำลังให้บริษัท เนร่า ศึกษาแนวทางการกำกับดูแลหลังออกใบอนุญาต เพื่อให้มีการแข่งขัน น่าจะสรุปประมาณเดือน ต.ค. นี้

กรุงเทพธุรกิจ 29 กันยายน 2552 | ข่าว 3G



แฉ ‘เคเค’ดอง 3G ทีโอที เลือก 3 บริษัทช่วยทำตลาด

คาดทีโอทีเลือกเอกชนช่วยทำตลาด (MVNO)บริการ 3G เฟสแรกที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 3 ธ.ค.นี้ 3 รายคือสามารถ ล็อกซเล่ย์และบริษัท 365 แฉ KK ไอซีทีดองเรื่องถอนวาระ 3G ทั่วประเทศจากครม. ที่ส่งกลับมาตั้งแต่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำโครงการล่าช้ากว่า 3 เดือน

นายธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานบอร์ดบริษัท ทีโอที กล่าวว่า ขณะนี้มีเอกชนที่เสนอขอเป็นผู้เช่าใช้โครงข่าย (MVNO) เพื่อทำตลาดให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G เฟสแรกจำนวน 4 ราย ได้แก่ บริษัท สามารถเทลคอม บริษัท ล็อกซเล่ย์ บริษัท 365 และบริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง หรือไออีซี ซึ่งบอร์ดคาดว่าจะคัดเลือกให้เหลือราว 2-3 รายและจะได้ข้อสรุปไม่เกินวันที่ 1 พ.ย.นี้

ทั้งนี้ ทีโอทีได้กำหนดเลขหมายสำหรับให้บริการ3Gเฟสแรกประมาณ 5 แสนเลขหมาย โดยจะแบ่งให้กับ MVNO จำนวน 4 แสนเลขหมาย และที่เหลืออีก 1 แสนเลขหมายทีโอทีจะเป็นคนทำการตลาดเอง

นายจง ดิลกสมบัติ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทสามารถไอ-โมบาย กล่าวว่า ได้แจ้งความจำนงเป็น MVNO โครงการ 3G เฟสแรกของทีโอทีไปแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอการตอบรับ สำหรับการทำการตลาด 3G นั้นยืนยันว่าบริษัทมีศักยภาพ เพราะมีความสามารถในการจัดหาเครื่องลูกข่าย 3G เพราะบริษัทเป็นผู้ผลิตมือถือยี่ห้อไอ-โมบาย นอกจากนี้บริษัทยังมีคอนเทนต์ที่พร้อมให้บริการหลากหลายรูปแบบ และยังมีช่องทางการจำหน่ายจำนวนมากกระจายทั่วประเทศ

นอกจากนี้บริษัทสนใจที่จะเข้าไปร่วมทำMVNO โครงการ 3Gกับทีโอทีทั่วประเทศหากการลงทุนสร้างโครงข่ายทั่วประเทศของทีโอทีแล้วเสร็จอีกด้วย

"เราได้รับใบอนุญาต MVNO จากกทช.แล้ว พร้อมเต็มที่เพื่อจะทำการตลาดภายใต้โครงข่าย 3G ของทีโอที"

ทั้งนี้ ทีโอทีจะเปิดให้บริการ 3G เฟสแรกในวันที่ 3 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ที่ลานเซ็นทรัลเวิล์ด ภายใต้คอนเช็ปต์ ‘3G -3ธ.ค.-3โมงเย็น’พร้อมกับจะมีการถ่ายทอดสดการเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G อย่างเป็นทางการ ส่วนความคืบหน้า 3G เฟสแรก ได้ทยอยติดตั้งอุปกรณ์ 3G แล้วกว่า 100 สถานีฐานจาก 533สถานีฐาน นอกจากนี้ทีโอทีมีแผนจะขอเจรจากับการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เพื่อขอติดตั้งอุปกรณ์ตามแนวรางรถไฟแอร์พอร์ตลิงค์เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการโทรศัพท์มือถือ3G ได้ตั้งแต่มักกะสันจนถึงสนามบินสุวรรณภูมิ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่เกิน 50 ล้านบาทและภายในเดือนพ.ย.นี้จะเริ่มทดลองการให้บริการได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้กระทรวงไอซีทียังได้ถอนเรื่องโครงการ 3G ทั่วประเทศจากครม.หลังจากเสนอเปลี่ยนวิธีการประมูลและแหล่งเงินกู้ โดยจะยึดแนวทางมติครม.เดิมคือใช้การประมูลแบบอินเตอร์เนชั่นแนล บิดดิ้ง และใช้เอ็กซพอร์ต เครดิตเพราะเกรงว่าจะส่งผลทำให้การเปิดบริการทั่วประเทศล่าช้าจากที่กำหนด โดยแค่จะแจ้งให้ ครม.รับทราบเพื่อขอลดเงินลงทุนในโครงการ 3G ทั่วประเทศเหลือไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท จากเดิมครม.อนุมัติให้ 29,000 ล้านบาทส่วนแผนการติดตั้งสถานีฐานจะเน้นในย่านชุมชนจากเดิมกระจายการติดตั้งให้ครอบคลุมทั่วประเทศสำหรับระยะเวลาการเปิดประมูลคาดว่าจะสามารถดำเนินการ ได้ในต้นปี 2553 และไม่เกินเดือนมิ.ย.-ก.ค.53 ก็จะได้ผู้ชนะการประมูล

"เรื่องการถอนวาระ 3G ออกจากครม.ถูกส่งมายังกระทรวงไอซีทีตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่เรื่องกลับถูกเก็บไว้เงียบ แม้แต่รมว.ไอซีทีก็ไม่รู้ ทั้งๆที่โครงการนี้จำเป็นกับทีโอทีเป็นอย่างมาก เพื่อความต่อเนื่องในการให้บริการหลังเปิดเฟสแรกและการเมืองก็เปิดไฟเขียวแล้ว ทำให้โครงการนี้ล่าช้ามากกว่า 3 เดือนแล้ว เหตุผลจริงๆคงต้องไปถาม KK ที่กระทรวงไอซีที ที่มีอำนาจจริงว่าทำไมต้องดองเรื่องไว้ หรือรับงานใครมาเพื่อทำให้โครงการล่าช้าให้นานที่สุด"แหล่งข่าวกล่าวและว่าในส่วน MVNO คาดว่าคงเลือกเพียง 3 รายประกอบด้วยสามารถ ไอ-โมบายกับล็อกซเล่ย์ รายละ 1.5 แสนเลขหมายและบริษัท 365 อีก 1 แสนเลขหมาย

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 กันยายน 2552 | ข่าว 3G



สมชัย เลิศสุทธิวงศ์ แห่งเอไอเอส ขอเป็นผู้นำ-กำหนดตลาด 3G

เวลากระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ ท่ามกลางความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่า การประมูลคลื่นความถี่และใบอนุญาตให้บริการ 3 จีจะเกิดขึ้นทันปีนี้ ที่เหลืออีกเพียง 3 เดือน แต่นั่นเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ จุดที่น่าสนใจจึงกลับมาอยู่ที่การเตรียมความพร้อมของผู้ให้บริการในตลาดว่าถ้า "3 จี" มาถึงจริงๆ แล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับโทรคมนาคมในบ้านเรา โดยเฉพาะเจ้าตลาดอย่าง บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าทุกการเคลื่อนไหวส่งผลกระทบถึงตลาดแน่นอน

"สมชัย เลิศสุทธิวงศ์" รองผู้อำนวยการด้านการตลาด ของเอไอเอส บอกอย่างชัดเจนว่า เป้าหมายต่อไปของเอไอเอส ต้องการเป็น "ผู้นำและผู้กำหนดทิศทางของตลาดโทรคมนาคม 3 จี" ที่จะดีต่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่ง "ทุกคน" หวังกับของใหม่ เพราะเห็นการสูญเสียทางการตลาดมามาก ทั้งการแข่งขันเรื่องราคา การแจกซิม ปัญหาการเชื่อมต่อทำให้โทรหากันไม่ติด ดังนั้นเอไอเอสจึงต้องการกำหนดทิศทางของตลาดให้ดี

ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ เป็นการเตรียมรองรับของใหม่ที่จะเกิดขึ้นปีหน้า ไม่ขึ้นกับเศรษฐกิจ แต่ขึ้นกับสิ่งใหม่ๆ ที่จะมี อย่างเช่น 3 จี ที่ต้นปีน่าจะเกิด ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทุกด้าน ซึ่งรวมถึงด้านการตลาดที่รับผิดชอบอยู่

"3 จี จะทำให้เกิดเรื่องใหม่ๆ มากมาย ทั้งเรคกูเลเตอร์ใหม่ จะแบ่งอย่างไรระหว่างลูกค้าเก่ากับลูกค้าใหม่ บน 2 ไลเซ่น ถ้าได้ไลเซ่นกันหมดก็ต้องลงทุนใหม่"

เตรียมพร้อมทุกด้านรับ 3 จี

การเป็นฐานะ "ผู้นำ" ตลาดเดิม ยิ่งท้าทายกับโจทย์ใหม่ 3 จี ที่ผู้ให้บริการทุกรายต่างเห็นหลักชัยเดียวกัน และมีความต้องการไม่ต่างกัน สมชัย เล่าว่าเอไอเอสได้เตรียมพร้อม 3 ส่วน เพื่อทำตามเป้าหมายในการเป็นผู้นำและผู้กำหนดตลาด ประกอบด้วย การเตรียมพร้อมด้านเทคโนโลยี การเตรียมพร้อมด้านแอพพลิเคชั่นและคอนเทนท์ และการเตรียมพร้อมด้านการตลาด และยังต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งส่วนของการกำกับดูแลใหม่ ที่จะมีทั้งสัญญาสัมปทานและหลักเกณฑ์ใบอนุญาต

อีกทั้งจะต้องวางแผนสำหรับการลงทุนโครงข่ายใหม่ ที่ต้องมีคุณภาพและครอบคลุมพื้นที่ใช้งาน และการสร้างแบรนด์ใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของเอไอเอส และมีความได้เปรียบ เพราะแบรนด์เอไอเอสเดิมมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว ซึ่งส่วนนี้ถือว่าต้องจับตามองอย่างมากว่า ถ้าเอไอเอสได้ใบอนุญาต 3 จี จะมีแบรนด์ใหม่อะไรเกิดขึ้นในตลาด และแบรนด์เอไอเอสในปัจจุบัน จะเปลี่ยนไปอย่างไร

"โชคดีที่ทุกบริษัทอยู่ในสภาพเดียวกันหมด และเอไอเอสเก่งเรื่องการสร้างแบรนด์ และมีโมเมนตัม การสร้างแบรนด์จะไหลไปได้ดีกว่า" สมชัยเชื่อมั่น

แม้โชคร้ายที่ 3 จีมาช้า แต่เขา เชื่อว่า ถ้า 3 จีเกิดขึ้นในประเทศไทยจริง จะทำให้เกิดกลุ่มผู้ใช้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ที่คาดว่าจะมีประมาณ 20% ที่ต้องการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่รวดเร็วขึ้น จากลูกค้า 28 ล้านราย ก็น่าจะมีลูกค้าที่สนใจใช้ 3 จี ประมาณ 5 ล้านรายและ 5% ที่เป็นเฮฟวี่ ยูสเซอร์ของดาต้าจะมา 3 จีแน่

อีกกลุ่มหนึ่งเป็นตลาดใหม่ คือ กลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่คาดว่าจะเติบโตเร็วกว่ากลุ่มแรก ด้วยความเร็วขั้นต่ำ 7 เมกะบิตต่อวินาที ประกอบกับความต้องการอินเทอร์เน็ตที่ยังมีอีกมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทต่างจังหวัดที่ยังมีอีกหลายส่วนยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง จะสามารถแก้ปัญหาจุดนี้ได้เป็นอย่างดี ในทางเดียวกัน ในเมืองเองก็จะสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นด้วย คาดว่าช่วงปีแรกน่าจะมีผู้ใช้อย่างน้อย 3 ล้านคน

พัฒนาคน ขับเคลื่อนองค์กร

สมชัย เล่าต่อไปว่า การจะรองรับบริการที่ขยายมากขึ้นดังกล่าว ต้องใช้คนเป็นตัวขับเคลื่อน อาทิเช่น การจะพัฒนาช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ เพื่อรับบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงที่เป็นโอกาสทางธุรกิจหากมี 3 จี เกิดขึ้น ก็ต้องให้ความรู้กับพนักงานให้สามารถทำตลาดและให้บริการได้ ซึ่งถือว่าจุดแข็งของเอไอเอส คือ การมีระบบที่ดี สร้างคนและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งมาอย่างต่อเนื่อง

"ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของเรามีการฝึกอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เมื่อระบบดีอยู่แล้ว บุคลากรจะแข็งแกร่ง วัฒนธรรมองค์กรจะดี พอเราใส่เรื่องกลไกตลาดใหม่ๆ เข้าไป ก็จะเกิดพลังในการทำงานมากขึ้น คล่องตัวมากขึ้น" สมชัย บอก และว่า "ต้องเป็นเด็กเรียนเก่ง เรียนดี และมีอีโมชั่น เป็นเหมือนเรือรบ ลำใหญ่ กลับตัวช้าๆ หากมั่นคง เทียบกับเรือเจ็ท เขากลับตัวเร็ว แต่ถ้าชนกับเรา เขาเละแน่"

เมื่อคนพร้อม เทคโนโลยีจะพัฒนาต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ก็สามารถต่อยอดได้ง่าย และการทำตลาดก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ แต่จะกลายเป็นความท้าทาย เป็นโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้แก่องค์กร และเป็นประโยชน์ให้กับผู้ใช้ ได้ประโยชน์ทุกฝ่าย

ผันดับบลิวดีเอส ค้าเครื่องสร้างพันธมิตร

เมื่อถามถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับดับบลิวดีเอส ที่นำเอาโทรศัพท์มือถือ "โฟนวัน" เข้ามาทำตลาดเป็นซับแบรนด์ของเอไอเอสอยู่เกือบ 1 ปี สมชัยบอกว่า ปัจจุบันได้ลดบทบาทการทำตลาดเครื่องโฟนวันลง โดยจะเลือกเฉพาะรุ่นที่มีคุณภาพดีและขายได้จริงๆ มาทำตลาด แต่จะหันกลับไปเน้นทำตลาดเครื่องของพันธมิตรคู่ค้ามากกว่า อาทิเช่น โนเกีย และแบรนด์อื่นๆ

"โฟนวัน จะทำหน้าที่สนับสนุนเอไอเอสในบางกรณีเท่านั้น เพราะทิศทางของเอไอเอสคือ เราไม่ทำธุรกิจค้าเครื่องแข่งกับพันธมิตรของเรา ยิ่งในตลาดมีเครื่องดีๆ อยู่แล้ว ดังนั้น เอไอเอสจะมุ่งทำธุรกิจร่วมกับพันธมิตรมากกว่า" สมชัยบอก

3 จี คงยังไม่เกิดในปีนี้ แต่อย่างน้อยได้เห็นแล้วว่า เจ้าตลาดอย่างเอไอเอสเตรียมพร้อมอย่างไร ความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเหล่านี้ ได้ส่งสัญญาณมาแล้วโดย "สมชัย เลิศสุทธิวงศ์" ที่ดูแลการตลาดของเอไอเอสว่า "เราจะได้เห็นสิ่งใหม่ๆ น่าตื่นตาตื่นใจ และการแข่งขันที่สนุกสนาน ดุเดือด ไม่ใช่แค่แข่งกันลดราคาอย่างแน่นอน"

กรุงเทพธุรกิจ 28 กันยายน 2552 | ข่าว 3G



กทช.ยันอุดช่องโหว่ 3G อดีตสหภาพฯโวยขัดกม.

ประธานกทช.ยันปิดช่องโหว่ ใบอนุญาต 3G ทุกด้านไม่ว่าเรื่องกม.หรือเรื่องคอนเทนต์ที่คาบเกี่ยวระหว่างโทรคมนาคมกับบรอดคาสติ้ง ด้าน ‘พรชัย’ อดีตประธานสหภาพฯ ทีโอที แจงข้อเท็จจริงและข้อกม.กทช.ไม่มีอำนาจดำเนินการได้ คาดประชาพิจารณ์ 28 ก.ย.เดือด เพราะเป็น 3G license to kill ทีโอทีกับกสท

พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่าในวันที่ 28 ก.ย.ที่จะถึงนี้จะมีการทำประชาพิจารณ์เรื่อง 3G เพื่อเปิดรับฟังข้อเสนอทั้งหมดและยืนยันว่าสามารถปรับแก้ไขรายละเอียดที่สมเหตุสมผลได้ เพื่อให้บริการ 3G เป็นประโยชน์กับภาพรวมและเป็นโอกาสที่ดีของประชาชนในการเข้าถึงคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ด้วยช่องทางที่สะดวก

"กทช.ยืนยันว่าเรื่อง 3G จะสามารถประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาในปลายเดือนต.ค.ที่จะถึงนี้และจะสามารถเปิดประมูลออกชั่นได้ภายในปลายปีนี้แน่นอน"

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าบริการภายใต้ใบอนุญาต 3G จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างโทรคมนาคมกับบรอดคาสติ้ง (การแพร่ภาพกระจายเสียง) ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเพราะกทช.ไม่มีอำนาจกำกับดูแลคอนเทนต์ได้ ซึ่งเรื่องนี้กทช.แก้ปัญหาด้วยการให้คณะอนุกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งเกิดขึ้นจากบทเฉพาะกาลของพ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ.2551 เป็นผู้ที่จะพิจารณาในเรื่องการกำกับดูแลคอนเทนต์จากบริการดังกล่าวโดยที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการนี้ ได้ตีกรอบในเรื่องของวิทยุชุมชนไปแล้วและกำลังตีกรอบในเรื่องของเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม

ทั้งนี้คณะอนุกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เกิดขึ้นมาเพราะอยู่ในช่วงสุญญากาศยังไม่มีกสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) แต่รัฐต้องการให้มีการกำกับคอนเทนต์ในส่วนของวิทยุชุมชน เคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม โดยที่คณะอนุกรรมการชุดนี้อยู่ภายใต้โครงสร้างกทช.

ดังนั้นกทช.จึงได้ทำหนังสือสอบถามไปที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อความแน่ใจว่า คณะอนุกรรมการซึ่งประกอบด้วยกรรมการ 22 คนนี้ สามารถทำหน้าที่กำกับดูแลคอนเทนต์ได้เลย โดยไม่ต้องทำเรื่องมาให้กทช.พิจารณาก่อนเพื่อให้เกิดความคล่องตัวของคณะอนุกรรมการ

พล.อ.ชูชาติ กล่าวว่าการเตรียมประมูลใบอนุญาต 3G ดำเนินการอย่างล่าช้ามากว่า 2 ปี เพราะมีอุปสรรคทั้งภายนอกและภายในถึงแม้กฤษฎีกาจะเคยตีความว่ากทช.สามารถจัดสรรคลื่นความถี่โทรคมนาคมได้ตามความจำเป็นแล้วก็ตาม ไม่ได้มีเจตนาที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับทีโอทีเตรียมให้บริการ 3G ในรูปแบบให้เอกชนมาเหมาเช่าในลักษณะ MVNO หรือ mobile virtual network operator

สำหรับในส่วนของราคากลางของความถี่ในย่าน 2.1GHz ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการประมูลนั้น อยู่ระหว่างพิจารณาว่าควรจะแจ้งต่อสาธารณะหรือไม่ แต่ยืนยันว่าราคากลางจะยังไม่ออกมาในช่วงที่ประกาศ 3G ในเดือนต.ค.รวมทั้งเรื่องแบงการันตีว่าจะต้องมีมูลค่าเท่าราคากลางหรือราคาเริ่มต้นประมูล (แบงการันตี 100%) ซึ่งอาจสร้างความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกับผู้ประมูลนั้น ยังไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่เป็นทางการเพราะมีระเบียบพัสดุในเรื่องนี้อยู่ กทช.ไม่สามารถกำหนดได้เอง

ทั้งนี้รายละเอียดประกาศเชิญชวน 3G ในเบื้องต้นระบุว่า คุณสมบัติผู้เข้าร่วมประมูล ต้องเป็นนิติบุคคลไทย หรือ มีต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49%และผู้สนใจประมูลต้องไม่มีคลื่นความถี่ช่วง 1900 -2100 MHz ไว้ก่อนแล้ว ซึ่งผู้เข้าร่วมประมูลมีสิทธิ์เข้าประมูลคลื่นความถี่ทั้ง 2 แบบ แต่เลือกได้แค่ความถี่เดียว ขณะที่หลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาต คือ มีจำนวนเท่ากับ 4 ใบอนุญาต แบ่งเป็น 3 ใบอนุญาตแรกได้คลื่นในช่วง 10 MHz และ อีก 1 ใบอนุญาตจะได้ 15 MHz เพราะคลื่นในย่าน 3G ของไทยมีเพียง 45 MHz เท่านั้น ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องขยายโครงข่ายครอบคลุมการใช้งานของประชากรทั่วไปแบ่งเป็น 2 เฟส คือ 2 ปีแรกครอบคลุม 50% ของการใช้งานต่อจำนวนประชากร และ ภายในเวลา 4 ปี ต้องครอบคลุมการใช้งาน 80% ของประชากร

กทช.รั้นเปิดประมูล 3G

นายพรชัย มีมาก อดีตประธานสหภาพฯทีโอทีกล่าวว่าหากดูข้อเท็จจริงและข้อกม.ของการประกอบกิจการโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของกทช.จะพบว่าการประมูลใบอนุญาต 3G หรือแม้กระทั่งไวแม็กซ์ อาจเป็นการดำเนินการในสิ่งที่ไม่มีอำนาจเพราะ 1.โครงสร้างองค์กรในพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2543 แบ่งออกเป็น 2 องค์กร แยกอำนาจการบริหารกิจกรรมออกจากกันโดยเด็ดขาดคือกทช.กับกสช. และแยกหน่วยงานธุรการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลเป็น 2 หน่วยงานคือสำนักงานกทช.กับสำนักงานกสช.

2.หลักการตามพ.ร.บ.ดังกล่าวถูกยกเลิกโดยผลของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 47 เมื่อครบ 180 วันนับแต่รัฐบาลชุดแรกได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ทำให้ต้องเปลี่ยนหลักการใหม่ในกิจกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ที่มีเนื้อหาสาระเป็นองค์กรเดียวคือเป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่องค์กรเดียว (กสทช.) แล้วจึงแยกย่อยภายในเชิงบริหารกิจกรรมออกไปเป็นขั้นเป็นตอน

นายพรชัยกล่าวย้ำว่ากิจกรรมใดๆที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2543 ว่าเป็นการใช้อำนาจร่วมกันของกทช.และกสช.นั้น กทช.จะไม่มีอำนาจดำเนินการโดยกทช.แต่ผู้เดียว รวมทั้งอำนาจในการบริหารคลื่นความถี่ที่มีบัญญัติไว้ในหมวด 3 ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2543 ก็มิอาจดำเนินการได้จนกว่าจะมีกสช.มาใช้อำนาจรวมกันเสียก่อน จึงจะครบองค์ประกอบการใช้อำนาจ

นอกจากนี้การอ้างถึงการตีความเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็เป็นการตีความเมื่อเดือนส.ค.2549 หลังจากนั้น 1 เดือนก็เกิดการปฏิวัติ ยึดอำนาจและฉีกรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฤษฎีกาก็ตีความเพียงว่าให้จัดสรรได้หากมีความจำเป็นเท่านั้น

แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคมกล่าวว่าหากเปิดประมูลใบอนุญาต 3G ในขณะนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือเอกชนทั้งเอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ จะจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อประมูลใบอนุญาตรวมทั้งจะย้ายฐานลูกค้าออกจากบริษัทสัมปทานเพื่อไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้จำนวนมากอีกต่อไป ซึ่งทำให้ทีโอทีและกสทจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

นอกจากนี้แนวทางให้ใบอนุญาตกทช. ยังเป็นการทำให้เกิดการแข่งขันกันสร้างโครงข่าย 3G ของโอเปอเรเตอร์ อย่างเอไอเอสคาดว่าจะใช้เงินกว่า 7 หมื่นล้านบาท หากในสเกลใกล้เคียงกันการแจก 4 ใบอนุญาตก็หมายถึงเงินหลายแสนล้านบาทต้องไหลออกนอกประเทศเพื่อเป็นค่าอุปกรณ์โครงข่าย สวนทางกับแนวคิดการใช้โครงข่ายร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้เอกชนหันมาแข่งกันด้านคุณภาพการให้บริการ ไม่ใช่แข่งกันถมเงินไปซื้ออุปกรณ์ เหมือนในอดีตที่ผ่านมาในรูปแบบสัญญาสัมปทาน

รวมทั้งการร่างเงื่อนไขผู้ที่จะได้รับใบอนุญาต จะต้องไม่มีส่วนได้เสียกับคลื่นในย่าน 3G ซึ่งหมายถึงการปิดประตูการเป็น MVNO หรือการเหมาแอร์ไทม์เพื่อให้บริการโดยไม่ต้องสร้างโครงข่ายเองของทีโอที ปิดทางการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์หรือ strategic partner และอาจหมายถึงการปิดหนทางทีโอทีและกสทในการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมด้วยมือองค์กรอิสระของรัฐเอง

"การให้ไลเซ่นส์ครั้งนี้ของกทช. เรียกได้ว่าเป็น 3G license to kill แต่เป็น kill ทีโอทีกับกสท"

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 กันยายน 2552 | ข่าว 3G



ซื้อ Hutch รุก 3G หาพาร์ตเนอร์ กสท ในมือซีอีโอใหม่

9 เดือนกว่า ที่ บมจ.กสท โทรคมนาคมไม่มีซีอีโอตัวจริง จนเมื่อ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา จิรายุทธ รุ่งศรีทองŽ จึงได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งเขาเองก็ไม่รอช้า แถลงวิสัยทัศน์ในทันที โดยเริ่มต้นพูดถึงประเด็นร้อน การเจรจาซื้อโครงข่าย ซีดีเอ็มเอ 25 จังหวัดของ ฮัทช์Ž จากกลุ่มฮัทชิสันว่า ถือเป็นงานเร่งด่วนแรกที่ต้องดำเนินการให้เสร็จในปีนี้ และมีแผนที่จะนำมาต่อยอดธุรกิจไร้สาย ไม่ว่าจะเป็นมือถือ ซีดีเอ็มเอ ไวร์เลสบรอดแบนด์ และอื่นๆ ในอนาคต มีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้ทดแทนที่ลดต่ำลงในจังหวะที่บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศเข้าสู่ยุคอัสดง

เช่นเดียวกับรายได้จากสัมปทานมือถือที่อีกหน่อยคงไม่มี หรือมีก็เหลือน้อยเต็มที เพราะผู้รับสัมปทานคงพากันไปยื่นขอใบอนุญาตใหม่จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)

ธุรกิจซีดีเอ็มเอของ กสทฯ มีปัญหาจากการแยกโครงข่ายเป็น 2 ส่วน ทำตลาด 2 ส่วน มี 2 แบรนด์ ทั้งโครงข่ายของฮัทช์ใน 25 จังหวัดภาคกลางยังใช้เทคโนโลยี 2001X ซึ่งล้าหลังกว่าโครงข่าย 51 จังหวัดของเรา ทั้งๆ ที่เป็นพื้นที่มีกลุ่มคนใช้งานด้านดาต้ามาก จึงกลายเป็นข้อจำกัดของธุรกิจŽ

ซีอีโอคนใหม่Ž เชื่อว่าภายใน 1-2 สัปดาห์นี้จะเริ่มต้นเจรจากับกลุ่มฮัทชิสันได้ หลังจากก่อนหน้านี้พยายามมาตั้งแต่สมัยที่ตนยังอยู่ในตำแหน่งรองเอ็มดีด้านการเงิน จากนั้นจะให้

สภาพัฒน์พิจารณาอนุมัติการลงทุน ซึ่งมีกรอบเวลาชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่เกิน 45 วัน ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา

ปี 2551 กสทฯเคยลงนามในเอ็มโอยูว่าจะรวมโครงข่ายกับฮัทช์แล้วด้วยซ้ำ แต่พอรัฐบาลเปลี่ยน บอร์ดเปลี่ยน ทุกอย่างก็ไม่ต่อเนื่อง หนนี้คาดว่าการเจรจาจะได้ข้อยุติ และผ่านขั้นตอนของสภาพัฒน์ในสิ้นปี พร้อมส่งเรื่องไปรอ ครม.ได้ ในจุดนี้อยู่นอกเหนือการควบคุม จึงไม่สามารถบอกได้ว่า ครม.จะอนุมัติให้ซื้อได้เมื่อใด

อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมโครงข่ายแล้ว กสทฯจะอัพเกรดโครงข่าย 25 จังหวัดในพื้นที่มีปริมาณการใช้งานดาต้ามาก และอาจพิจารณาว่าสามารถนำโครงข่าย กสทฯโอนเป็นทรัพย์สินของบริษัทบีเอฟเคที เจ้าของโครงข่ายซีดีเอ็มเอภาคกลาง ที่ซื้อมาจากฮัทช์ได้หรือไม่

ในต่างประเทศมีหลายบริษัทที่เป็นเจ้าของเฉพาะโครงข่าย เรียกว่าทาวเวอร์คัมปะนี นำโครงข่ายไปให้โอเปอเรเตอร์ เช่าใช้ ถ้า กสทฯทำในรูปแบบนี้ได้ก็ดี แต่คงต้องดูกฎระเบียบต่างๆ ว่าทำได้หรือไม่ จะมีประโยชน์กับ กสทฯแค่ไหน คงต้องประเมิน เมื่อรวมโครงข่ายแล้ว กสทฯคงต้องพาร์ตเนอร์มาทำตลาดทั่วประเทศให้ เพราะการทำตลาดรีเทลเป็นจุดอ่อนของเรา

นอกจากนี้ เทคโนโลยีซีดีเอ็มเอมีข้อจำกัด ทั้งเครื่องลูกข่าย ซิม และการโรมมิ่งในต่างประเทศ เพราะมีไม่กี่ประเทศที่ใช้ และในปัจจุบันต่างนำเทคโนโลยีจีเอสเอ็มมาให้บริการควบคู่ไปด้วย แต่ไม่ว่าจีเอสเอ็ม หรือซีดีเอ็มเอ ต่างมีเป้าหมายในการพัฒนาไปสู่เทคโนโลยี แอลทีอีŽ ซึ่งคงต้องใช้เวลาราว 2 ปี จึงจะมีมาตรฐานสากลในการใช้งานออกมา ฉะนั้น ระหว่างนี้ กสทฯคงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป

จากนโยบายของ กทช.ที่จะออกใบอนุญาตให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 MHz แก่ 4 บริษัท (4 ใบอนุญาต) ขณะที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในไทยมี 3 รายใหญ่ จึงเชื่อว่ารายที่ 4 จะเป็นต่างชาติที่มีความพร้อมด้านเงินทุน

จิรายุทธŽ บอกถึงแผนในใจเขาว่า กสทฯคิดว่าน่าจะร่วมมือกับบริษัทที่สนใจเพื่อให้ได้ใบอนุญาตใบนี้มา เพราะต่างชาติมีข้อจำกัดเรื่องการถือหุ้นที่ต้องไม่เกิน 49% ขณะที่ กสทฯมีจุดแข็งเรื่องโครงข่าย หากรวมโครงข่ายซีดีเอ็มเอได้ จะมีสถานีฐานครอบคลุมทั่วประเทศ

เป็นที่รู้กันว่าในธุรกิจโทรคมนาคม ต้นทุน 60-70% คือการสร้างสถานีฐานและการเชื่อมโยงเคเบิลใยแก้ว ฉะนั้น ถ้ามีการใช้ร่วมกัน เท่ากับว่าโอเปอเรเตอร์รายใหม่จะเริ่มต้นทำธุรกิจได้เร็วพอกับรายเดิม เราเองก็จะมี 2 ความถี่ให้ใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ ถ้าพาร์ตเนอร์ 3 จี กับพาร์ตเนอร์ที่จะมาทำตลาดซีดีเอ็มเอให้เป็นรายเดียวกันก็ดี แต่ไอเดียนี้ต้องแล้วแต่บอร์ดจะพิจารณาด้วย

การหาพันธมิตรธุรกิจ ดูจะเป็นเป้าหมายสำคัญของ กสทฯ ที่ซีอีโอใหม่วางแผนไว้ แม้ในอดีตจะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีนักกับการดึงพาร์ตเนอร์มาช่วยทำตลาดจากกรณีของซีดีเอ็มเอ

ประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนสำคัญที่จะทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย หากบอร์ดอนุมัติแนวคิดนี้ จะเสนอ ครม.เพื่อขอให้มีการยกเว้นกฎระเบียบของรัฐวิสาหกิจบางข้อ เพื่อให้ธุรกิจใหม่และบริษัทใหม่ที่ตั้งขึ้นบริหารงานได้คล่องตัวขึ้น เหมือนที่ ครม.เคยอนุมัติให้ทีโอที เมื่อครั้งทำมือถือไทยโมบาย

ไม่ใช่แค่หาพาร์ตเนอร์ยื่นขอใบอนุญาต 3 G และทำตลาด ซีดีเอ็มเอŽ ทั่วประเทศเท่านั้น ระหว่างนี้ยังเริ่มเจรจากับ อสมท ถึงการนำคลื่นความถี่ 2.6 GHz ที่ อสมท มีอยู่มากถึง 70 MHz มาพัฒนาเป็นธุรกิจร่วมกัน เพราะต่อไป ทั้งบรอดแคสติ้งและโทรคมนา คมจะหลอมรวมกันอย่างแน่นอน

คลื่นความถี่คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด จึงควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดŽ คือแนวคิดของซีอีโอใหม่เอี่ยม

ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยอีกหรือไม่ ยังไม่มีใครกล้าการันตี แต่ถ้ารอช้าต่อไป โดยไม่ทำอะไร คงไม่ได้อีกแล้ว หากพิจารณาจากรายได้ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาที่ทำได้เพียง 31,917 ล้านบาท ห่างกว่าเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้มากถึง 20,000 ล้านบาท ขณะที่อีกรายได้หลักจากสัมปทาน มีเวลาให้เก็บกินต่ออีกไม่กี่ปี

สมัยเข้ามารับตำแหน่งรองซีอีโอด้านการเงินใหม่ๆ จิรายุทธŽ จัดได้ว่าเป็นความหวังใหม่ที่น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้องค์กรได้บ้าง ไม่มาก ก็น้อย ด้วยว่ามีความรู้ด้านโทรคมนาคมและประสบการณ์หลากหลายในแวดวงการเงิน กลับมาหนนี้ในฐานะแม่ทัพองค์กร จึงน่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง

ประชาชาติธุรกิจ 21 กันยายน พ.ศ. 2552 | ข่าว 3G



"ADVANCE" ดิ้นทุ่ม 7 หมื่นล้านชิงเค้ก 3G มั่นใจแรงหนุนชินคอร์ป

ผู้บริหาร ADVANC เตรียมอัดเม็ดเงิน 7 หมื่นล้าน ลุยชิงเค้ก 3G พร้อมตั้ง บ.แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค เข้าฮุบใบอนุญาต 4 ใบ ฝันหวานครอบครองขุมทรัพย์มือถือแสนล้าน-รักษาฐาน 28 ล้านเลขหมายได้เหนียวแน่น มั่นใจคุณสมบัติครบ เพราะมี "ชินคอร์ป" เป็นแบ๊คอัพถือหุ้นใหญ่ ยันไม่ฉุดกำไรทรุด ฟุ้งจ่ายปันผลงามหุ้นละ 6 บาทเหมือนเดิม พร้อมโวยเงื่อนไขการเปิดประมูลไม่ราบรื่นเหมือนก่อน เตรียมไล่บี้ กทช. 28 ก.ย.นี้

นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมลงทุนเครือข่ายระบบ 3G โดยคาดว่า น่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ในช่วง 3-5 ปีแรก เพื่อให้ครอบคลุมพื้นทีให้บริการมากที่สุด โดยปีแรกคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้ บริษัทได้เตรียมทุนไว้เกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทแล้ว

สำหรับวงเงินส่วนที่เหลือยังมีทางเลือกอื่นๆ ได้แก่ การออกหุ้นกู้ หรือกู้จากสถาบันการเงิน เป็นต้น แต่ตอนนี้ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้แนวทางใด คงจะต้องรอให้ประมูลใบอนุญาตได้ก่อน

"ยอมรับว่า ตั้งแต่ต้นปีเราได้เตรียมเงินที่ใช้ลงทุน 3G ทั้งขอเครดิตแบงก์ และของเราเองก็มีเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยตั้งงบประมาณเอาไว้ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท คงจะไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ เป็นการทยอยลงทุน ซึ่งต่อไประบบ 2G ก็คงต้องเลิกใช้กันไป"

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริษัทจะต้องใช้งบลงทุนในระบบ 3G ค่อนข้างสูงในช่วงแรกที่จะส่งผลกดดันกำไรของบริษัท แต่บริษัทยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้ได้สม่ำเสมอเช่นเดียวกันในปีก่อนๆ โดยในปี 2550 บริษัทจ่ายเงินปันผล 6.30 บาทต่อหุ้น

นายวิเชียร กล่าวว่าบริษัทตั้งเป้าจะเข้าประมูลใบอนุญาตให้บริการเครือข่ายระบบ 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 กิ๊กกะเฮิร์ตซ ขนาด 15 MHz จากทั้งหมดที่มี 4 ใบ เป็น ขนาด 15 MHz จำนวน 1 ใบ และ 10 MHz จำนวน 3 ใบ เพราะต้องการครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ไว้เหมือนเดิม ปัจจุบัน บริษัทมีผู้ใช้บริการราว 28 ล้านเลขหมาย หรือมีส่วนแบ่งตลาด 50% และเป็นอันดับ 1 ของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ

อย่างไรก็ตาม จากร่างประกาศเชิญชวนประกวดราคาเข้าประมูลใบอนุญาตให้บริการเครือข่ายระบบ 3G ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) อนุมัติในเบื้องต้นนั้น นายวิเชียร กล่าวว่า บริษัทยังกังวลและรู้สึกสับสนว่า การประมูลราคาใบอนุญาตจะสิ้นสุดแมื่อไร เพราะไม่ได้มีการกำหนดไว้ เพียงแต่ระบุว่าหากภายใน 30 นาทีไม่มีใครเสนอราคาประมูลให้หยุดการประมูล แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นการสิ้นสุดการประมูล ซึ่งประเด็นนี้คงจะไปสอบถามในวันที่ กทช.เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ 28 กันยายน 2552 นี้

แต่ในประเด็นคุณสมบัติผู้เข้าประมูลใบอนุญาตนั้น บริษัทไม่กังวล เพราะมีคุณสมบัติเป็นนิติบุคคลไทย ซึ่งมีกลุ่มชินคอร์ปหนุนหลัง นำโดยบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SHIN ถือหุ้นใหญ่ 42.65%

นายวิเชียร คาดว่าหลังได้ใบอนุญาตบริการเครือข่ายระบบ 3G ในปี 2553 จะทำให้รายได้ของบริษัทเติบโตกว่าปีนี้ เนื่องจากเชื่อว่าบริการ 3G จะช่วยทำให้มีปริมาณการใช้ข้อมูล (DATA) ผ่านโทรศัพท์มือถือเพิ่มมากขึ้นเป็น 20-30% จากเดิมมีสัดส่วน 11% แต่อย่างไรก็ตาม รายได้จาก Voice ก็ยังคงเป็นรายได้หลักของบริษัท

ทั้งนี้ ADVANC ได้จัดตั้งบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) ซึ่งถือหุ้นอยู่ 99.9% ของทุนจดทะเบียน 350 ล้านบาท โดยจะให้ AWN เป็นผู้เข้าประมูลใบอนุญาต 3G

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 กันยายน 2552 | ข่าว 3G



กทช.เตรียมประชาพิจารณ์ ร่างไอเอ็มคลื่น 3G 28ก.ย.นี้

กทช. มีมติเห็นชอบร่างเอกสารเชิญชวนเข้าร่วมประมูลเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ 3จี (ไอเอ็ม) คาดว่าจะประกาศขึ้นเว็บไซต์ กทช. ได้ภายใน 11 ก.ย. นี้

นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวภายหลังการประชุมวานนี้ (9 ก.ย.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างเอกสารเชิญชวนเข้าร่วมประมูลเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ 3จี (ไอเอ็ม) คาดว่าจะประกาศขึ้นเว็บไซต์ กทช. ได้ภายใน 11 ก.ย. นี้ และจัดประชาพิจารณ์วันที่ 28 ก.ย.

รายละเอียดหลักของร่างไอเอ็ม เช่น ระยะเวลาใบอนุญาต 15 ปี, มีใบอนุญาตรวม 4 ใบ คลื่นความถี่ 15, 10, 10 และ 10 เมกะเฮิรตซ์ เป็นใบอนุญาตแบบทั่วประเทศ ใช้วิธีการประมูลแบบหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง (เอสเอ็มอาร์เอ) การกำหนดการลงทุนโครงข่าย 2 ปี 50% ของประชากร และ 4 ปี 80% ของประชากร

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้พิจารณาราคาเริ่มต้นการประมูล เพราะมีผลกระทบต่อการประมูลและการให้บริการในอนาคต จึงต้องใช้เวลามากกว่าเรื่องอื่นๆ โดยจะใช้หลักทางเศรษฐศาสตร์มาคำนวณ และไม่เปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องนี้ ด้วยเกี่ยวพันถึงหลายฝ่าย แต่หลักการจะมี 2 ราคา คือ ราคาสำหรับความถี่ 15 และ 10 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาทันที

ส่วนราคาค้ำประกันการประมูลต้องขอใบรับรองจากธนาคารเท่ากับราคาเริ่มต้นการประมูล เพื่อรับรองว่าหากชนะจะสามารถจ่ายเงินได้จริง

ขณะที่ คุณสมบัติของผู้เข้าร่วม ต้องเป็นนิติบุคคลไทย และไม่ขัดกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม ฯลฯ โดยเปิดกว้างให้รายใหม่ หรือรายเดิมที่ให้บริการอยู่ แต่ต้องไม่ใช่ผู้รับใบอนุญาตที่มีคลื่นความถี่ย่านนี้อยู่แล้ว เพื่อป้องกันการผูกขาด ซึ่งปัจจุบันมี บมจ.ทีโอที เพียงรายเดียว

ด้านหลักเกณฑ์การให้บริการ จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของผู้รับใบอนุญาตประเภท 3 ที่ต้องเสียค่าธรรมเนียม 2.5% ของรายได้ต่อปี และจะปรับลดเหลือ 2% และค่าธรรมเนียมคลื่นความถี่

"หากพิจารณาระยะเวลารับฟังความคิดเห็น คาดว่าจะประกาศไอเอ็มได้ภายในเดือน ต.ค. และให้เวลาผู้สนใจประมาณ 30 วันเตรียมตัว ซึ่งภายใน พ.ย. น่าจะยื่นซองประมูล และเริ่มประมูลทันปีนี้ แต่อาจใช้เวลาถึงปี 2553 ขึ้นกับการเสนอราคาของผู้ที่เข้าร่วม"

กรุงเทพธุรกิจ 10 กันยายน 2552 | ข่าว 3G



3G ของจริง!!! TOTจับมือมจพ.โชว์

นายธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานบอร์ดบริษัท ทีโอที และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)

ทีโอที โชว์บริการ VEDIO CALL บนโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G ของแท้ของ ทีโอที ในงานนิทรรศการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครบ 50 ปีที่ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ในวันที่ 7 -10กันยายน 2552โดย มจพ.ได้กราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทอดพระเนตรวันที่ 7กันยายน2552เวลา 09.00 น.

นายธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานบอร์ดบริษัท ทีโอที และอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กล่าวว่าเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี มจพ.ได้จัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระหว่างวันที่ 7 -10 กันยายน 2552 ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ถนนพิบูลสงคราม บางซื่อ กทม. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย เนื่องในมหามงคลวโรกาสที่ทรงพระบรมราชสมภพครบ 205 ปี เพื่อเผยแพร่ความเจริญก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและอุตสาหกรรม และแสดงนวัตกรรมผลงานการศึกษา วิจัย สิ่งประดิษฐ์คิดค้น อันเป็นประโยชน์แก่วงการศึกษา เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมของประเทศ

ทั้งนี้ ภายในบูท ทีโอที จัดแสดงเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (3G) ของแท้ ที่สามารถให้บริการทั้งเสียง ภาพ ในรูปของ MULTI MEDIA และสามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยความเร็ว 7.2 Mbps พร้อมสาธิตโชว์การใช้งานจริง VDOCALL บนโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G ของ ทีโอที อีกทั้งยังมีโทรศัพท์มือถือ ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่สามารถใช้งาน 3G ได้มาแสดง

นอกจากนี้ ยังมีบอร์ดนิทรรศการวิชาการพัฒนาการของเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ตั้งแต่ยุค 1G 2G 3G และ4G ในอนาคตด้วย

ในส่วนของการให้บริการระบบ 3G ของทีโอทีเฟสเริ่มต้นหรือ Initial Phase มีจำนวนสถานีฐาน รวม 548 สถานี พื้นที่ให้บริการครอบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑล คือปทุมธานี นนทบุรี, สุมทรปราการ พื้นที่ส่วนที่เหลือสามารถใช้บริการโรมมิ่งได้กับเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ

โดยมีรูปแบบบริการคืออินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ความเร็วสูง หรือ High-Speed Internet on Mobile Voice, Video Phone , SMS ความเร็วในการรับส่งข้อมูล 7.2 / 5.8 Mbps

ส่วนย่านความถี่ที่ให้บริการคือ 1965-1980 MHz และ 2155 – 2170 MHz โดยมีความกว้างแถบคลื่น (Bandwidth) 15+15 MHz ตามมาตรฐานของ 3G คือ 1920-1980 MHz. และ 2110-2170 MHz โดยมีความกว้างแถบคลื่น (Bandwidth) 60+60 MHz ซึ่งระบบ 3G ของทีโอทีถือเป็น 3G ของแท้ที่ใช้ความถี่ย่านมาตรฐานต่างจากโอเปอเรเตอร์รายอื่นที่ทดสอบหรือให้บริการในวงจำกัดขณะนี้

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 กันยายน 2552 | ข่าว 3G



AIS ตั้งงบโครงข่ายใหม่ 3 ปี 7.5 หมื่นล้าน

เอไอเอส เล็งใช้งบประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท ใน 3 ปี ลงทุนโครงข่ายใหม่ เผยใบอนุญาต3จีไม้ตายเจรจาร่วมมือทีโอทีให้บริการมือถือหลังจบสัญญาสัมปทาน

นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า บริษัทพร้อมเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ และใบอนุญาตมือถือ 3 จี ทันทีที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) มีข้อสรุปชัดเจนเรื่องกำหนดเวลา โดยคาดว่าต้องลงทุนประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท เป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้ได้พื้นที่ให้บริการครอบคลุมประมาณ 80% ของพื้นที่ประชากร

ทั้งนี้ เอไอเอส สนใจย่านความถี่ 15 เมกะเฮิรตซ์ เพราะเป็นช่วงที่มีความกว้างมากที่สุด โดยบริษัทที่จะดำเนินการ คือ แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวิร์ค (เอดับบลิวเอ็น) และใช้แหล่งเงินทุนตามช่องทางปกติ อาทิเช่น การเพิ่มทุนของผู้ถือหุ้น การกู้ธนาคาร หรือการขายหุ้นกู้ คาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 10 ปี

"ถ้าถามว่าจะคุ้มมั้ยกับการลงทุน เป็นสิ่งที่ตอบได้ยาก เพราะมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ต้องทำ เพราะเมื่อเทียบแล้ว เอไอเอสต้องเสียส่วนแบ่งรายได้ 30% สำหรับโพสต์เพด และ 20% ในส่วนพรีเพด เทียบกันแล้ว ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตใหม่น่าจะดีกว่ามาก" นายวิเชียรกล่าว

นายวิเชียร กล่าวต่อไปว่า ถ้าได้รับใบอนุญาตใหม่แล้ว เอไอเอส อาจเข้าไปเจรจากับ บมจ. ทีโอที เกี่ยวกับการให้บริการในอนาคตหลังจากหมดสัญญาสัมปทานแล้ว คือ ในส่วนของคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ และการใช้เสาสัญญาณทั่วประเทศ ซึ่งได้โอนให้ทีโอทีตามสัญญาบีทีโอ ว่าจะสามารถร่วมมือกันในลักษณะใดได้บ้างหรือไม่

ด้านความคืบหน้าความร่วมมือในการทำระบบนัมเบอร์พอร์ตฯ และตั้งเคลียริ่งเฮ้าส์ เพื่อรองรับบริการคงสิทธิเลขหมายนั้น ล่าสุดได้จัดทำร่างแผนงานร่วมกันเสร็จแล้ว จะตรวจทานอีกรอบในอีก 1-2 วัน โดยผู้ให้บริการแต่ละรายต้องมีแผนงานของตัวเองด้วย คาดว่าจะส่งให้ กทช. พิจารณาประมาณปลายสัปดาห์นี้หรือต้นสัปดาห์หน้า แต่ระยะเวลา 90 วันไม่ทันแน่นอน ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 9 เดือนขึ้นไป

ส่วนการจัดทำเคลียริ่งเฮ้าส์ จะมีการลงขันร่วมกันรวมไม่เกิน 10 ล้านดอลลาร์ เท่าๆ กันทุกราย ไม่เกี่ยวกับลูกค้ามากน้อย รวมถึงต้องมีหลักเกณฑ์หากมีผู้ให้บริการรายใหม่เข้ามาร่วมในภายหลัง

"นัมเบอร์พอร์ตฯ เป็นปัจจัยหลักของผู้ให้บริการที่รับสัมปทาน และจะขอใบอนุญาตใหม่ เพราะปัจจุบันจำนวนลูกค้าในตลาดเต็มหมดแล้ว ถ้าเอไอเอสมีใบอนุญาตใหม่ ก็ต้องอยากได้ลูกค้าย้ายไปอยู่ภายใต้บริการกับบริษัทใหม่ ไม่ต้องเสียส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน"

ทั้งนี้ วันที่ 1 ก.ย. จะเป็นวันแรกที่เขารับตำแหน่ง "ซีอีโอ" อย่างเป็นทางการ โดยขณะนี้ ได้เร่งการทำงานด้านการตลาดให้เต็มที่เพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย คือ เติบโต 0-ติดลบ 3% เน้นควบคุมค่าใช้จ่ายโดยรวม และปรับปรุงพนักงานให้มีความตื่นตัวมากขึ้น

เขากล่าวถึงการลดคนของเอไอเอส ว่า ก่อนหน้านี้ มีบางหน่วยธุรกิจเล็กๆ ได้แก่ บริษัทไวร์เลส ดีไวซ์ ซัพพลาย จำกัด (ดับบลิวดีเอส) ได้เลย์ออฟพนักงาน 30-40 คน จากการเปลี่ยนแปลงขอบเขตการขายของโนเกีย ที่ให้เอไอเอสรับผิดชอบกรุงเทพฯ และโมเดิร์นเทรด

นอกจากนี้ โทรศัพท์มือถือเฮ้าส์แบรนด์ "โฟนวัน" ก็มีปัญหาคุณภาพ ที่ควบคุมไม่ได้ เพราะมีแหล่งผลิตที่หลากหลาย อะไหล่ไม่มีเปลี่ยนให้ลูกค้า แต่ตอนนี้ก็ยังทำโฟนวันอยู่ เพียงเลือกเฉพาะบางรุ่น และปรับดับบลิวดีเอสมาทำหน้าที่ส่งเสริมฝ่ายการตลาดของเอไอเอสมากขึ้น

กรุงเทพธุรกิจ 3 กันยายน 2552 | ข่าว 3G



DTAC ทุ่ม100ล.ทดสอบ 3G ปฏิบัติการท้าทายโมบายเน็ต

ดีแทครุก 3G ประเดิมด้วยการลงทุน 100 ล้านบาทคัดกลุ่มตัวอย่าง 2 พันคนแรกทดสอบบริการโมบาย อินเทอร์เน็ตบนระบบ 3G แจกแอร์การ์ดพร้อมแอร์ไทม์เชื่อมต่อเน็ตฟรี ‘ทอเร่’ ลั่นดีแทคพร้อมบริการเชิงพาณิชย์ 3G ทั้งความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ และ 2.1 กิกะเฮิรตซ์

นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ดีแทคเปิดทดลองให้บริการโมบาย อินเทอร์เน็ตบนระบบ 3G สำหรับกลุ่มคนจำนวน 2 พันคนตั้งแต่เดือนก.ย.จนถึงเดือนธ.ค.นี้ โดยดีแทคจะแจกแอร์การ์ดฟรี พร้อมแอร์ไทม์เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กโดยไม่คิดมูลค่าตลอดระยะเวลาทดสอบ โดยดีแทคลงทุนในด้านเน็ตเวิร์กและการตลาดช่วงแรกประมาณ 100 ล้านบาท

‘เรามองเห็นความต้องการของตลาดรออยู่แล้ว เพราะตัวเลขคนใช้ดาต้าเพิ่มมากขึ้นจากครึ่งหลังของปีที่แล้ว เทียบกับครึ่งปีแรกปีนี้เติบโตมากถึง 25% และคนใช้โน้ตบุ๊กกับแอร์การ์ดก็มีมากขึ้น’

ความต้องการที่เปิดกว้างสังเกตได้จากตัวเลขคอมพิวเตอร์ที่จะส่งมอบในปีนี้ 1.6 ล้านเครื่องคาดว่าจะเป็นโน้ตบุ๊กประมาณครึ่งหนึ่ง และจากสำนักงานสถิติฯระบุว่าผู้ใช้บรอดแบนด์เติบโตสูงขึ้น 500% จากปี 2543 จำนวน 2 แสนคนเป็น 1.8 ล้านคนในปี 2551 แต่ยังถูกจำกัดในเรื่องพื้นที่ให้บริการผ่านฟิกซ์ไลน์ไม่ครอบคลุมถึงโดยเฉพาะในภูมิภาค บรอดแบนด์ไร้สายจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ดีแทคจะทดสอบ 3G เฉพาะกับการเชื่อมต่อโน้ตบุ๊กเท่านั้นในช่วงแรก โดยจะไม่รวมการให้บริการในด้านเสียงและอื่นๆ ในการทดลองใช้บริการ ในพื้นที่ครอบคลุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามย่าน สยามสแควร์ มาบุญครอง พันธุ์ทิพย์พลาซ่า และจามจุรีสแควร์หลังจากนั้นดีแทคจะดำเนินการขยายพื้นที่ทดสอบให้บริการให้ครอบคลุมพื้นที่อื่นๆในกรุงเทพฯในช่วงต่อไปรวมทั้งการเชื่อมต่อกับดีไวซ์หรืออุปกรณ์ประเภทอื่นๆ

ทั้งนี้ ดีแทคยังไม่สามารถเรียกเก็บค่าบริการหรือให้บริการเชิงพาณิชย์ของระบบ 3G ย่านความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ดังกล่าวได้ เพราะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการตามมาตรา 22 ของพ.ร.บ.ร่วมการงานระหว่างรัฐกับเอกชนปี 2535 แต่ดีแทคเชื่อมั่นว่าในที่สุดดีแทคจะสามารถให้บริการเชิงพาณิชย์ระบบ 3G ทั้งย่านความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์และความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จะเปิดประมูลไลเซนส์หรือใบอนุญาตใหม่ในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

"จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการทดสอบคือเพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการทำงานทุกส่วน (value chain) ภายในองค์กรมีความพร้อมที่จะรองรับการให้บริการในเชิงพาณิชย์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการรองรับใบอนุญาตให้บริการ 3G ที่กำลังจะมีการประมูลภายในปลายปีนี้"

ดีแทคเชื่อว่าการสำรวจ และเก็บข้อมูลทุกอย่างในการใช้งาน 3Gตั้งแต่เริ่มต้นจนจบจะช่วยให้ดีแทคในฐานะผู้ให้บริการโมบาย อินเทอร์เน็ตบน 3G สามารถออกแบบสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าเมื่อดีแทคออกบริการสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต

นายโรอาร์ วิค แอนเดรสเซ่น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ ดีแทคกล่าวว่าดีแทคถือเป็นผู้ให้บริการรายแรกที่ทดสอบการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สายบนระบบ3G ผ่านคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊คอย่างจริงจัง โดยไม่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่การใช้งานบนระบบโทรศัพท์แบบมีสาย หรือระบบ Wi-Fi อีกต่อไปและเพื่อให้ผู้ทดสอบได้รับประสบการณ์การใช้งาน ดีแทค โมบาย อินเทอร์เน็ตบน 3G ที่ดีที่สุด ดีแทคได้เตรียมให้บริการตอบข้อสงสัย หรือปัญหาในการใช้บริการ ผ่านคอลล์เซ็นเตอร์ 1678 กด 34นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาเว็บพอทัลที่รียกว่า startpage(www.startpage.in.th) ที่จะเป็นด่านหน้าในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการโมบาย อินเทอร์เน็ตบน 3G

นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านอีเมล 3g@dtac.co.th หรือสามารถแวะทดลองใช้บริการที่บูทของดีแทคที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและที่ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 กันยายน 2552 | ข่าว 3G



ข่าว 3G หน้าที่   1   2   3   4   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14   15   16   17   18   19   20   21   22   23   24   25 

ข่าว 3G || ข่าว IT

AIS Aircard| AirCard| แอร์การ์ด| AirCard USB| GPRS| EDGE| 3G| Dtac aircard| 3G AirCard| 3G Router| GPS ติดรถ| GPS| GPS คืออะไร| GPS Navigator| ราคา GPS ติดรถ| ราคา GPS| GPS ติดตามรถ| GPS tracking| GPS tracker| GPS กันขโมย| ระบบติดตามรถยนต์

GPSIAMDOTCOM 323/8 ซอยภาวนา ถนนลาดพร้าว41 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ 10310
โทรศัพท์ : 02-9399-616 - 17, 02-939-8912 / Fax : 02-939-8913