กทช.เร่งเครื่องปูพื้นความรู้ก่อนออกมีบริการ 3 จี เจียดงบ 4.6 ล้าน ปั้น“ยุวทูตโทรคมนาคม” แกนนำประชาสัมพันธ์ถึงผู้บริโภคทั่วไทย
พล.อ. ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า กทช.และสถาบันคุ้มครองผู้บริโภค (สบท.) ได้จัดโครงการ "ฉลาดเลือก ฉลาดใช้อุปกรณ์โทรคมนาคม" ขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ผู้บริโภคให้เลือกใช้สินค้าโทรคมนาคมได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการใช้งานและสภาพเศรษฐกิจ
โดยได้ลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการ ยุวทูตโทรคมนาคม กับสถาบันการศึกษา 5 แห่งทั่วประเทศ รับสมัครและคัดเลือกเยาวชน ตั้งแต่ระดับอุดมศึกษา ถึงบุคคลทั่วไปที่สนใจ เข้าร่วมโครงการ จำนวน 500 คน จาก 5 ภูมิภาค ให้ทำหน้าที่รณรงค์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ การบริการด้านโทรคมนาคม
อย่างไรก็ตาม ผลที่คาดจะได้กับโครงการนี้ก็เพื่อให้เยาวชนที่เข้าร่วมสามารถเผยแพรร่ความรู้ให้กับบุคคลอื่นได้ อีกทั้งก็จะเป็นประโชยน์อย่างมากให้กับประชาชนทั่วไป
ด้านนายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการกทช. กล่าวว่า กทช.ได้ให้ความเห็นต่อ บริษัท เนร่า ทีมที่เป็นที่ปรึกษาในเรื่องของการออกแบบการประมูลใบอนุญาต 3จี ที่ก่อนหน้านี้ได้นำเสนอข้อมูล แนวทางโครงสร้างในเอกสารเชิญชวนนักลงทุน (Information Memorandum) ให้บริษัทฯ เรียบเรียงข้อมูล และปรับเปลี่ยนภาษาที่ใช้ในเอกสารให้เหมาะสมกับสภาพของประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน และให้นำกลับมาเสนอต่อคณะกรรมการบอร์ดอีกครั้งในวันที่ 9 ก.ย.ที่จะถึงนี้
โดยหาก บริษัท เนร่า ได้มีการปรับเปลี่ยนภาษาในการเชิญชวนหรือ รูปแบบการประมูล 3จี มายัง กทช.ตามกำหนดแล้ว กทช.จะนำเนื้อหาดังกล่าว นำเสนอทางเว็บไซต์ของ กทช. ภายใน 2 สัปดาห์จากนี้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจที่จะเข้าประมูล 3 จี ได้รับทราบข้อมูล พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับกลับมาศึกษาอีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความถูกต้องของขั้นตอน รวมถึงมีความโปร่งใสให้มากที่สุด ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลใบอนุญาต 3จี อย่างเป็นทางการได้ในปีหน้า
สำหรับสถานการณ์ของการออกเกณฑ์เพื่อการประมูล 3 จี นั้น ปัจจุบันเริ่มมีความชัดเจนเรื่องทิศทางที่จะดำเนินการมากขึ้น เช่น กทช.จะให้ใบอนุญาตให้ 4 รายเท่านั้น ทั้งรูปแบบของการประมูลจะเป็นลักษณะของการสู้ราคากันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทุกรายจะหยุดเสนอราคา ส่วนจะเสนอราคาสู้กันนานเพียงใดเป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก เพราะที่ ฮ่องกง ใช้เวลาเคาะราคาประมูลกันถึง 5 วัน และประเทศแคนาดาก็พบว่าใช้เวลาประมูลนานถึง 3 เดือนทรูฯเผยไอโฟน 3G เอส ขาดตลาด ได้ยอดจองกว่า 10,000 เครื่องแต่แอปเปิ้ลจัดสรรล็อตแรกมาแค่ 3,500 เครื่อง เตรียมส่งมอบเฉพาะลูกค้าที่นัดรับสินค้าวันที่ 28 ส.ค. ก่อน ส่วนคนที่นัดรับสินค้าวันที่ 29 ส.ค.- 3 ก.ย.ต้องรอถึงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนหน้าแทน หรือขอรับเงินจองคืนได้เช่นกัน
นายปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และรองหัวหน้ากลุ่มคณะผู้บริหาร ด้านการพาณิชย์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าหลังจากที่ทรูเปิดการจองซื้อโทรศัพท์ไอโฟน 3G เอสเมื่อเดือนที่ผ่านมาและปิดจองไปเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2552 โดยกำหนดวันรับเครื่องตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค.-3 ก.ย.นี้ ปรากฏว่ามียอดจองกว่า 10,300 เครื่อง มากกว่าช่วงที่เปิดตัว iPhone 3G เมื่อต้นปีที่ผ่านมาถึง 3 เท่า
อย่างไรก็ตามด้วยความที่ประเทศไทยเปิดตัวไอโฟน 3 จี เอสในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับประเทศอื่นๆทั่วโลก ทำให้การผลิตสินค้าไม่ทันต่อความต้องการในตลาดและไทยได้รับการจัดสรรเครื่องในล็อตแรกเพียง 3,500 เครื่องเท่านั้น
ดังนั้นทรูได้หาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยจะส่งมอบเครื่องล็อตแรก 3,500 เครื่องแก่ลูกค้าในเขตกรุงเทพฯที่จองซื้อและกำหนดวันรับสินค้าในวันที่ 28 ส.ค. นี้เป็นอันดับแรก โดยลูกค้ามารับเครื่องได้ตั้งแต่ 10 โมงเช้าเป็นต้นไป ส่วนผู้ที่จองซื้อและกำหนดวันรับเครื่องระหว่างวันที่ 29 ส.ค.-3 ก.ย. ขอให้อดทนรอต่อไปอีกนิด โดยทางแอปเปิ้ลจะเร่งจัดส่งเครื่องล็อตต่อไปภายในอาทิตย์หน้า ซึ่งเมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้วต้องมีการตรวจรับ และคาดว่าจะสามารถส่งมอบเครื่องในล็อตต่อไปได้ภายในอาทิตย์ที่ 2 ของเดือน ก.ย. ซึ่งลูกค้าที่ได้รับสินค้าล่าช้า ทางทรูจะมอบซองหนังใส่โทรศัพท์มูลค่า 1,200 บาทให้ด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนเช่นกันว่าเครื่องที่จะได้รับในล็อตต่อไปจะได้กี่เครื่องและครบตามจำนวนที่ขาดหรือไม่
ทั้งนี้ในกรณีที่ลูกค้าไม่ต้องการรอและจะขอรับเงินจองคืน สามารถติดต่อร้านทรูช้อปสาขาที่ระบุในการรับเครื่อง เพื่อกรอกเอกสารขอรับเงินสดคืนได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.เป็นต้นไป โดยทรูจะใช้เวลาดำเนินการทางเอกสารและคืนเงินจองภายใน 3 วันทำการ
"กลุ่มลูกค้าที่กำหนดวันรับเครื่องในวันที่ 28 ส.ค. จะมีจำนวนไล่เลี่ยกับเครื่องที่เราได้รับมาในล็อตแรก อย่างไรก็ตามจะมีลูกค้ากลุ่มที่จองซื้อรุ่น 32GB สีดำจะไม่ได้รับเครื่องหมดทุกคนเนื่องจากสินค้ามีเพียง 262 เครื่อง เหลือที่ไม่ได้รับเครื่องอีกประมาณ 400 ราย"
นายปพนธ์มองว่าการที่เกิดเหตุการณ์สินค้าขาดตลาดในครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากทางแอปเปิ้ลประมาณการยอดขายไว้ค่อนข้าง conservative ขณะที่ตลาดสมาร์ทโฟนมีการเติบโตเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ไทยเองมียอดจองเพิ่มขึ้นมากกว่าครั้งก่อน 3 เท่าซึ่งสอดรับกับตลาดสมาร์ทโฟนที่เติบโตขึ้นกว่า 20% เช่นกัน ขณะที่แอปเปิ้ลใช้ตัวเลขยอดจองครั้งก่อนเป็นปัจจัยพิจารณาทำให้เครื่องขาดตลาดที่ประชุมบอร์ด กทช.วานนี้ (19 ส.ค.) ย้ำประมูล 3G ปลายปีนี้แน่ นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ว่า ที่ประชุมบอร์ด กทช.วานนี้ (19 ส.ค.) เห็นชอบแนวทางโครงสร้างในเอกสารเชิญชวนนักลงทุน (Information Memorandum) ตามที่บริษัท เนร่า ที่ปรึกษา 3จีมาคุยและเสนอโครงสร้างดังกล่าว
ทั้งนี้ กทช.คาดว่าจะสามารถสรุปรูปแบบ และรายละเอียดเอกสารเชิญชวนการลงทุน 3จีได้ในการประชุมครั้งต่อไป วันที่ 26 ส.ค.นี้ และออกเกณฑ์เชิญชวนผู้สนใจประมูล หรือรายละเอียดเชิญชวนนักลงทุนได้ภายในต้นเดือน ก.ย.เป็นอย่างช้า เพื่อเปิดประมูลตามกำหนดปลายปี 2552 ตามกำหนดเดิม
ด้านเนื้อหาหลักในเอกสารเชิญชวนจะครอบคลุมสิ่งที่ต้องพิจารณาหลักๆ 7-8 ข้อที่นักลงทุนต้องทราบ ก่อนนำเสนอนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ หลังจากผ่านบอร์ดอนุมัติต่อไป เช่น เรื่องระยะเวลาของใบอนุญาต 10 ปี หรือ 15 ปี, กระบวนการพิจารณาคุณสมบัติ ทั้งเรื่องแผนธุรกิจ แผนการลงทุนวางระบบ (โรลเอาท์ แพลน), กฎเกณฑ์ในการกำกับดูแล, ลักษณะใบอนุญาตว่าเป็นแบบทั่วประเทศ หรือแบ่งเป็นภูมิภาค เป็นต้น
เขากล่าวว่า โดยทั่วๆ ไปในสากล และธรรมชาติของการลงทุนธุรกิจให้บริการมือถือนี้ จะมีอายุใบอนุญาต 10 ปีขึ้นไป เพราะระยะเวลาคืนทุนของธุรกิจนี้ระหว่าง 7-8 ปี แต่ก็ขึ้นกับขนาดของการลงทุน ครอบคลุมประชากรเพียงใด ขึ้นกับสมมติฐาน และนโยบายกทช.เห็นชอบประมูลไลเซนส์พร้อมคลื่นความถี่ 3 G ด้วยวิธี S.M.R.A ประมูล 4 ไลเซนส์พร้อมกันจนกว่าจะได้ผู้เสนอราคาสูงสุดคล้ายการประมูลทะเบียนรถยนต์ด้วยกรรมการสรรหา ขณะเดียวกันประกาศ 24 รายชื่อเข้ารอบแรกแทนกทช.3 รายที่จับฉลากออกไป
นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2552 บอร์ดได้เห็นชอบให้ใช้วิธีการประมูลแบบ Simultaneous Multiple Round Auetions (S.M.R.A) ซึ่งจะมีการเปิดประมูลใบอนุญาตพร้อมคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ จนกว่าจะได้ผู้เสนอราคาสูงสุดในแต่ละไลเซนส์ไม่มีมีการเสนอราคาแข่งแล้ว
วิธีการนี้จะเหมือนการเปิดประมูลทะเบียนรถยนต์ที่ผู้เข้าร่วมประมูลทั้งหมดจะแข่งกันชูราคาจนกว่าจะได้ราคาสูงสุด ตามที่บริษัทที่ปรึกษาเสนอแนะผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ในการประชุม โดยครั้งนี้เป็นเพียงการเลือกวิธีการประมูล แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องราคากลาง ระยะเวลาในการประมูล รวมถึงวิธีการประมูลแต่แนวโน้มจะเป็นการอี-ออกชันมากกว่ายื่นซองเสนอราคา
ส่วนหลักเกณฑ์การประมูล 3 จี ซึ่งจะระบุคุณสมบัติผู้เข้าร่วมประมูล อาทิ ประสบการณ์ในการทำงาน ทุนจดทะเบียน เป็นต้น ซึ่งมั่นใจว่าขั้นตอนที่เหลือจะแล้วเสร็จไม่เกินไตรมาส 3
พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานบอร์ด กทช. กล่าวว่า เพื่อความโปร่งใสในการประมูลไลเซนส์ 3 จี กทช. มีแผนที่จะนำรายได้จากการประมูลไลเซนส์ทั้งหมดส่งเข้ากระทรวงคลัง เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสตรวจสอบได้ ประกอบกับที่ผ่านมากการประมูลดังกล่าวถูกเพ่งเล็งจากสาธารณชนมาโดยตลอด
นอกจากนี้ นายธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ ประธานกรรมการสรรหาคณะกรรมการ กทช. ได้เปิดเผยรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็น กทช.ในชุดจับสลากออก 3 ราย ซึ่งมีผู้สมัครจำนวน 43 คน โดยรอบแรกมีผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 24 คน ประกอบด้วย พ.อ.นที ศุกลรัตน์, พล.อ.อนุสรณ์ เทพธาดา, นายธรรมนูญ จุลมณีโชติ, นายพันธ์ศักดิ์ ศรีทรัพย์, พล.ต.สุทิน เชียงทอง,นายชัชวลิต สรวารี, นายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์, พล.ร.อ.วีรพล วรานนท์, พล.ร.อ.สุรินทร์ เริงอารมณ์, นายเทอดศักดิ์ แพทยานันท์, นายศิริชัย สาครรัตนกุล, นายสมพล วณิคพันธุ์, นายสมิตธิ์พงษ์ อาริยวัฒน์, นายบัณฑูร สุภัควณิช, นายทวีสิน หิรัญวัฒน์ศิริ, นายพนา ทองมีอาคม, นายครรชิต จามรมาน,
นายประภัสร์ จงสงวน, นายนิพันธ์ จิตะสมบัติ, นางอัญชลาภรณ์ ศิริวรรณ, นางอัญชลี จำรัสฤทธิรงค์นางนรีวรรณ จินตกานนท์ เก่งเรียน, นายไกรศร จิตธรธรรม และนายวรเดช อมรวรพิพัฒน์
การคัดเลือกผู้สมัคร กทช.รอบแรก มีผู้ได้คะแนนสูงสุด 14 คะแนน มีคะแนน 13 คะแนน 5 คน ต่ำสุด 9 คะแนน โดยหลังจากนี้จะมีการแสดงวิสัยทัศน์ 8-20 ส.ค.วันละ 8 คน เพื่อคัดให้เหลือ 12 คน และก็ 6 คนก่อนเสนอให้วุฒิสภาเลือก กทช. 3 ราย
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา สถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (ทรีดี้) ได้ร่วมมือกับ สถาบันข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือThe National Institute of Communications Technology of Japan (NICT) โดยความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี โดยมุ่งเน้นความร่วมมือใน 5 ด้าน ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่/บุคลากร การสนับสนุนการวิจัยร่วมกัน การประชุมสัมมนาร่วมกัน และการฝึกอบรมและฝึกงานแก่เจ้าหน้าที่หรือบุคลากรของทั้งสองฝ่าย รวมถึงนักศึกษา และทรีดี้มุ่งที่จะศึกษาเทคโนโลยีในประเทศญี่ปุ่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะเป็นแนวโน้มของเทคโนโลยี (เทรนด์ เทคโนโลยี) ที่ญี่ปุ่นกำลังเติบโต โดยโครงการแรกที่ทรีดี้จะทำ ได้แก่ การสัมมนาร่วมกันเพื่อศึกษาและพัฒนาการสื่อสารอย่างทั่วถึง (Ubiquitous Communication) และเน็ตเวิร์กใหม่ (New Generation Network)
ดร. สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการ ทรีดี้ กล่าวภายหลังลงนามในแถลงการณ์ร่วม กับ (เอ็นไอซีที) ว่า การลงนามในแถลงการณ์ร่วมครั้งนี้ เนื่องจาก เอ็นไอซีทีเป็นสถาบันที่มีความก้าวหน้าทางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี สารสนเทศในประเทศญี่ปุ่น และผลการวิจัยและพัฒนามีส่วนช่วยให้จีดีพีของประเทศญี่ปุ่นสูงติดอันดับต้นๆ ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมทั่วโลก ดังนั้น ในยุคที่ไอซีทีก้าวไปอย่างรวดเร็ว การสร้างความร่วมมือและเรียนรู้จากประเทศญี่ปุ่นจึงสร้างประโยชน์ให้กับ ประเทศไทยอย่างมาก "ระนองรักษ์"เผยนายกฯประสงค์ให้ทำทีโออาร์ภาษาอังกฤษควบคู่ภาษาไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ต่างชาติที่สนใจเข้าร่วมกับผู้ประกอบการไทยยื่นประมูล ส่วน 3จี เฟสแรกเปิดทดลองให้บริการในเดือน พ.ย. นี้ พร้อมกันนี้ ให้ใบอนุญาตผู้ประกอบการ e-Payment จำนวน 67 ราย
ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที เปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดให้จัดทำเงื่อนไขการประมูล หรือทีโออาร์ โครงการ 3 จีของบริษัท ทีโอที เป็นภาษาอังกฤษควบคู่กับภาษาไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการต่างชาติรับรู้ทีโออาร์ของโครงการเพื่อการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นคอนโซเตียม หรือกิจการร่วมค้า กับผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมการประมูล
อย่างไรก็ดี ไอซีทีจะยังไม่มีการเสนอแผน 3จี ของทีโอทีเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในวันนี้ (28 ก.ค.52) เนื่องจากแผนยังไม่แล้วเสร็จ แต่ยืนยันว่าจะเสนอเข้าครม.ให้ทันในกลางเดือนส.ค.นี้ ส่วนโครงการ 3 จีเฟสแรก ซึ่งดำเนินการโดยการปรับปรุงโครงข่ายเดิมที่มีอยู่ 500 สถานีฐานในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลนั้นมั่นใจว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ทันในวันที่ 5 ธ.ค.ปีนี้ ตามที่คณะกรรมการทีโอทีการันตี และจะเปิดทดลองให้บริการก่อนในเดือนพ.ย.นี้
“สำหรับโครงการ 3 จีของทีโอที คณะรัฐมนตรีชุดที่ผ่านมาได้อนุมัติวงเงินลงทุนไว้ที่ 29,000 ล้านบาท แต่โครงการประสบปัญหาล่าช้าทำให้ปัจจุบันราคาอุปกรณ์สำหรับการลงทุนโครงข่ายปรับตัวลดลง ส่งผลให้มูลค่าโครงการในปัจจุบันอยู่ในระดับ 20,000 ล้านบาทต้นๆ”
พร้อมกันนี้ ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ได้เป็นประธานมอบใบอนุญาตผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-payment จำนวน 67 ราย จำนวน 102 ฉบับ หลังจากที่พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551
ธุรกิจ e-Payment ที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีทั้งหมด 8 ประเภท โดยมีผู้ให้บริการที่เข้าข่ายตามพระราชกฤษฎีกาฯ ดังนี้ 1.การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) เช่น ไทยสมาร์ทการ์ด ทรูมันนี่ 2.บริการเครือข่ายบัตรเครดิต 3.บริการเครือข่ายอีดีซี 4.บริการสวิตชิ่งในการชำระเงิน
5.บริการหักบัญชี 6.บริการชำระดุล 7.การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือผ่านเครือข่าย มีจำนวน 52 ราย เช่น ธนาคารพาณิชย์ของไทย สาขาธนาคารพาณิชย์จากต่างประเทศ ผู้ให้บริการที่มิใช่สถาบันการเงิน และ 8.บริการรับชำระเงินแทน เช่น Just Pay ของทีโอที Pay at Post ของไปรษณีย์ไทย เคาน์เตอร์เซอร์วิส AIS pay station, Jaymart Pay point เป็นต้น กทช.เดินหน้าทดลองประมูล 3G นัดแรกวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. หลังจากนั้นเดือนก.ย.ทดลองประมูลครั้งสุดท้ายเชิญสื่อร่วมพิสูจน์ความโปร่งใสก่อนประมูลจริงปลายปีนี้ พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมอาเซียนครั้งที่ 15 ในวันที่ 27-29 ก.ค.52 ตามด้วยการจัดงาน Asean – Eu Programme for Regional Integration Support – Phase II ในวันที่ 30-31 ก.ค. 52
นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) กล่าวว่า ในวันเสาร์ที่ 25 ก.ค.นี้ กทช.จะดำเนินการทดสอบระบบประมูล 3G ด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์(อี-ออกชัน) ภายในเป็นครั้งแรก และจะดำเนินการทดสอบการประมูล 3G อีกครั้งหนึ่งในเดือนก.ย.ซึ่งจะมีการเชิญสื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมสังเกตการณ์เพื่อความโปร่งใสในทุกขั้นตอนการประมูลดังกล่าว สาเหตุที่จะต้องทดสอบการประมูล 3G ถึง2 ครั้งก่อนเปิดประมูลจริง เป็นเพราะ กทช. ต้องการทดสอบและหาจุดบกพร่อง ข้อสงสัย เพื่อแก้ไขไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการประมูลจริงที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้โดยกทช.ยืนยันว่าจะเปิดให้มีการประมูล 3G ในประเทศไทยในปีนี้อย่างแน่นอน และจะไม่มีการเลื่อนให้ช้าออกไปจากกำหนดเดิมแต่อย่างใด
นายเศรษฐพรกล่าวถึงกรณีการเปิดให้บริการคงสิทธิเลขหมาย หรือเลขหมายเดียวทุกระบบ(นัมเบอร์พอร์ตบิลิตี)ว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจะต้องเตรียมการ และเปิดให้บริการดังกล่าวตามหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายภายใน 3 เดือน หรือก่อนปลายปีนี้ ตามกฎหมายกำหนดอย่างไม่มีข้อแม้ ถึงแม้ว่าภาคเอกชนทั้ง 3 รายต่างออกมายืนยันว่าไม่สามารถดำเนินการได้ทันและระบุว่าต้องใช้เวลาในการดำเนินการอย่างน้อย 1 ปี เพราะต้องมีการลงทุนระบบเคลียริ่งเฮาส์ หรือ การตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เปลี่ยนเลขหมายโทรศัพท์มือถือไปยังค่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออื่นและปรับปรุงระบบเดิมให้รองรับการใช้งานนัมเบอร์พอร์ทซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการดำเนินการนาน เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการเตรียมการและหารือเรื่องการใช้นัมเบอร์พอร์ทมาเป็นเวลากว่า 2 ปี ฉะนั้นเอกชนจึงไม่ควรอ้างว่าไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามกำหนด
นายเศรษฐพรกล่าวว่าในระหว่างวันที่ 27-29 ก.ค.นี้ สำนักงานกทช.ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมอาเซียนครั้งที่ 15 และตามด้วยการจัดงาน Asean – Eu Programme for Regional Integration Support – Phase II ในวันที่ 30-31 ก.ค. 2552 ที่โรงแรม เลอ เมอริเดียน จังหวัดเชียงราย
การประชุมสภาฯอาเซียนในครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการจากประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่เจรจาเดินทางมาร่วมงานประมาณ 80-100 คน ซึ่งการประชุมครั้งนี้ยังมีส่วนทำให้เกิดการลงทุนและมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ
ทั้งนี้ใน ที่ประชุมจะได้ร่วมกันหารือและรายงานความคืบหน้าการดำเนินการต่างๆ ภายใต้ความรับผิดชอบและการแลกเปลี่ยนข้อมูลในประเด็นด้านการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ได้แก่ ด้านการแข่งขัน ,โครงข่ายยุคหน้า(Next Generation Network –NGN ) ,การบริหารทรัพยากรคลื่นความถี่ของประเทศ,ความปลอดภัยบนโครงข่าย ,การคิดค่าบริการโทรศัพท์ข้ามแดน,การค้าและบริการด้านโทรคมนาคม,การบริการอย่างทั่วถึง,การเตรียมการที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับมาตรฐานอุปกรณ์โทรคมนาคมร่วมกันและประเด็นอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ทีโอที ปรับแผนธุรกิจใหม่โครงการ 3G ใช้รูปแบบการทำธุรกิจทั้งขายส่ง (wholesale) และขายปลีก (niche retail MVNO service strategy) โดยลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านบาท ผลตอบแทน (IRR) 13.1% ระยะเวลาคืนทุน 9.4 ปี คาดไอซีทีเสนอเข้าครม.วันที่ 21 ก.ค.นี้
แหล่งข่าวจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่าทีโอทีได้ส่งรายงานการทบทวนแผนธุรกิจสำหรับโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (3G) มาให้กระทรวงแล้วซึ่งคาดว่าจะนำเสนอเข้าที่ประชุมครม.ในวันที่ 21 ก.ค.ที่จะถึงนี้ โดยแผนดังกล่าวเป็นการปรับปรุงโดยบริษัท ABN AMRO
ตามแผนธุรกิจ 3G ในส่วนของการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงินสรุปว่าในกรณีทีโอทีดำเนินการทั้งขายส่ง (wholesale) และขายปลีก (niche retail MVNO service strategy) มีค่าเท่ากับ 13.1% และมีระยะเวลาคืนทุน 9.4 ปี เปรียบเทียบกับการดำเนินการ retail เพียงอย่างเดียวมีอัตราผลตอบแทน 3.1% และมีระยะเวลาคืนทุน 11 ปี ส่งผลให้ NPV ติดลบเนื่องจากไม่ได้รับประโยชน์จากขนาด (scale benefit) ในการดำเนินการแบบ wholesale
ส่วนกลยุทธ์ 3G ของทีโอทีนั้น เนื่องจากตลาดโทรศัพท์มือถือของไทยเป็นตลาดที่เติบโตเกือบเต็มที่ ดังนั้นจึงเป็นการยากที่ทีโอที จะแข่งขันในตลาดลูกค้ารายย่อยแบบเดิมและสามารถมีส่วนแบ่งตลาดที่พอเพียงในการทำธุรกิจเนื่องจากทีโอทีเข้าสู่ตลาดช้าและไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ
ดังนั้นการทำตลาดแบบ wholesale และ niche retail MVNO จึงเป็นกลยุทธ์ที่มีเหตุผลและมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากจะมีอัตราการใช้เครือข่ายที่สูงซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายลดลงเพื่อสามารถแข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความต้องการ MVNO ที่เพียงพอในการทำตลาด
ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากรูปแบบการทำตลาดดังกล่าวในด้านทีโอทีคือ1.มีปริมาณการใช้เครือข่ายตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจที่สูงกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การทำธุรกิจแบบค้าปลีกเพียงอย่างเดียว 2.หลีกเลี่ยงต้นทุนที่สูงในการทำตลาดและการหาลูกค้าในช่วงเริ่มต้น 3.กระจายความเสี่ยงของการทำธุรกิจและภาระทางการเงินร่วมกับ MVNO 4.สามารถเสนอบริการครบวงจร (convergence) โดย MVNO เสนอบริการโทรศัพท์มือถือให้แก่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์พื้นฐานปัจจุบันของทีโอที และ5.ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางการตลาดและความสามารถของ MVNO
ในด้านประโยชน์กับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันคือ1.ได้ประโยชน์จากการเป็นผู้ให้บริการ 3G รายแรก 2.หลีกเลี่ยงความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนในการประมูลคลื่นความถี่ 3G ของกทช. 3.เป็นทางเลือกทางกลยุทธ์ 3G ในกรณีที่ไม่สามารถประมูลคลื่นความถี่ 3G จากกทช.ได้ 4.มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำในการทำธุรกิจ 3G เนื่องจากการลงทุนส่วนใหญ่นั้นทีโอทีเป็นผู้ลงทุน 5.มีความได้เปรียบในการประสานงานกับหน่วยงานรัฐเนื่องจากมีทีโอทีเป็นคู่ค้าและมีผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือบางรายสนใจเป็น MVNO กับทีโอที
ส่วนประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้ประกอบการรายใหม่คือ1.ลดอุปสรรคในการที่จะเข้าสู่ตลาดโทรศัพท์มือถือไทย 2.มีโอกาสที่จะใช้จุดแข็งและความชำนาญพิเศษของตนเองเช่นเครื่องหมายการค้า เนื้อหา ความสามารถในการกระจายสินค้าเพื่อสร้างธุรกิจ 3.สามารถพ่วงบริการบรอดแบนด์ทั้งเสียงและข้อมูลให้แก่ลูกค้าโทรศัพท์พื้นฐานทีโอที 4.ไม่ต้องลงทุนสร้างเครือข่าย 3G ซึ่งพบว่ามีผู้ประกอบการรายใหม่ทั้งภายในและต่างประเทศสนใจที่จะเป็น MVNO กับทีโอที
กลยุทธ์ที่สำคัญของ 3G ทีโอทีอีกประการหนี่งคือบรอดแบนด์หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เนื่องจาก 1.ตลาดบรอดแบนด์ในไทยยังมีการแข่งขันที่ไม่สูงมากและยังไม่ครอบคลุมไปถึงพื้นที่ในต่างจังหวัด ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะขยายตลาดบรอดแบนด์ด้วย HSDPA mobile internet ซึ่งคล้ายกับที่ EMOBILE ประสบความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่น 2.อัตราการใช้บริการบรอดแบนด์ของลูกค้าโทรศัพท์พื้นฐาน 4 ล้านเลขหมายของทีโอทียังอยู่ในอัตราต่ำ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ทีโอทีจะนำเสนอบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านระบบ 3G ต่างจากผู้ประกอบการภาคเอกชนรายอื่นที่จะย้ายฐานลูกค้า 2G ในปัจจุบันเข้าสู่ 3G ในอนาคต เพราะเครือข่าย 3G ของทีโอที ไม่ได้รับผลกระทบจากทราฟิกเก่า จึงสามารถให้บริการโมบายล์ อินเทอร์เน็ตที่รวดเร็ว
สำหรับประมาณการทางการเงินที่สำคัญในการทำธุรกิจทั้ง wholesale และ niche retail MVNO พบว่าในปี 2553 ทีโอทีจะมีค่าใช้จ่ายลงทุนประมาณ 16,723 ล้านบาท ปี 2554 ประมาณ 4,989 ล้านบาท ปี 2555 ประมาณ 540 ล้านบาทและปี 2556 ประมาณ 1,178 ล้านบาท
มีรายได้จากการดำเนินงาน ในปี 2554 ประมาณ 1,509 ล้านบาทและในปีถัดไป 3,708 ล้านบาท 7,691 ล้านบาท 12,046 ล้านบาท จนถึงปี 2563 จะมีรายได้จากการดำเนินงาน 25,076 ล้านบาท
มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในปี 2553 ประมาณ 1,759 ล้านบาทและในปีถัดไป 2,230 ล้านบาท 2,804 ล้านบาท 4,559 ล้านบาท 6,720 ล้านบาทจนถึงปี 2563 มีค่าใช้จ่าย 11,445 ล้านบาท
โดยจะเริ่มทำกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในปี 2555 ประมาณ 905ล้านบาทและในปีถัดไปเพิ่มเป็น 3,132 ล้านบาท 5,327 ล้านบาท 7,812 ล้านบาท 11,282 ล้านบาท 12,541 ล้านบาท 12,902 ล้านบาท 13,277 ล้านบาทจนถึงปี 2563 คาดว่าจะมี EBITDA ประมาณ 13,631 ล้านบาท
ทั้งนี้เงินลงทุนจำนวนมากใน 2 ปีแรกเกิดขึ้นเพราะทีโอทีต้องการติดตั้งสถานีฐานให้แล้วเสร็จภายในเวลาเพียง 2 ปีจากเดิมที่คาดว่าจะใช้เวลาติดตั้งนานกว่านั้นซึ่งทีโอทีจะใช้วิธีการเจรจากับเอไอเอส เนื่องจากเครือข่ายของเอไอเอสถือเป็นสมบัติของทีโอทีตามสัญญาร่วมการงาน นอกจากนี้การติดตั้งให้เสร็จภายใน 2 ปีเป็นเพราะระยะเวลาที่รวดเร็วในการส่งมอบบริการสู่ตลาดเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับบริการ 3G ในภาวะที่ยังไร้คู่แข่งในขณะนี้ดีแทค" เตรียมกดปุ่ม "3G" คลื่นเดิมเล็งเปิดสิ้นเดือน ก.ค.-ต้น ส.ค.เลือกชัยภูมิกลางเมือง "จามจุรีสแควร์" พื้นที่นำร่องโฟกัสกลุ่มตัวอย่าง "นักศึกษา-คนทำงาน" แค่ 2-3 พันราย ทดลองใช้หวังแค่ศึกษาพฤติกรรมการใช้งานและเก็บข้อมูลลูกค้า เตรียมเซ็นสัญญา "RIM" ทำตลาดแบล็กเบอร์รี่บ้าง ขณะที่ "เอไอเอส" ขยับราคาแพ็กเกจ "BB" เหลือ 650 บาท/เดือน บี้ "ทรูมูฟ" ชี้ความนิยม "สมาร์ตโฟน" แรงจากกระแส "โซเชียลเน็ตเวิร์กกิ้ง และเห็นดารา-ไฮโซฯ" ใช้งาน
แหล่งข่าวจาก บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ดีแทคเปิดทดลองบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G เทคโนโลยี HSPA เฟสแรก ซึ่งเป็นการอัพเกรดบริการบนโครงข่ายเดิมในคลื่นความถี่ 850 MHz ภายในสิ้นเดือน ก.ค.ถึงต้นเดือน ส.ค.นี้ โดยจะมีการจำกัดพื้นที่การให้บริการเป็นจุดๆ เลือกที่มีความพร้อมก่อน เริ่มที่บริเวณจามจุรีสแควร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเชิญกลุ่มเป้าหมายเข้ามาทำลองใช้บริการก่อน กลุ่มแรกเป็นนักศึกษาและคนทำงานบริเวณนั้น จำกัดจำนวนไว้ที่ 2,000-3,000 ราย มีระยะเวลาในการทดลองบริการ 2-3 เดือน ทั้งนี้เพื่อทดสอบตลาดและศึกษาพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้า
"เดิมเราตั้งใจว่าจะรอให้ ม.22 ผ่านก่อน เพราะไม่ต้องการแค่ทดลองบริการ อยากเปิดให้ใช้งานจริง เก็บตังค์ได้จริงมากกว่า แต่รอไปก็ไม่รู้ว่า ม.22 จะผ่านเมื่อไร ดังนั้นเพื่อไม่ให้เงียบเหงาเกินไปนัก สำหรับ 3G ของดีแทคจึงคิดว่าจะเปิดทดลองบริการไปก่อน โดยทยอยทำทีละส่วน แบ่งเป็นเฟสๆ เพราะไม่รู้ว่า ม.22 หรือกับการเปิดประมูลคลื่น 2100 MHz จะได้เห็นเมื่อใด ถ้ายังไม่มีอะไรคืบหน้าก็ทดลองไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจขยับขยายฐานผู้ทดลองใช้ให้กว้างขึ้นอีกได้ ตอนนี้ ทำเพื่อเก็บข้อมูลลูกค้าว่าเป็นใคร โปรไฟล์เป็นยังไง จัดอยู่ในเซ็กเมนต์ไหน เป็นต้น"
นอกจากนี้ ดีแทคกำลังอยู่ระหว่างเตรียมการนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ "แบล็กเบอร์รี่" เข้ามาจำหน่ายภายใต้บริการของ ดีแทคด้วย โดยจะเซ็นสัญญากับบริษัท Research in Motion ภายในสิ้นเดือน ก.ค.นี้ด้วยเช่นกัน หลังจากนั้นเป็นช่วงเตรียมการนำเข้ามาทำตลาด ซึ่งต้องเซตระบบต่างๆ รองรับการบริการด้วย คาดว่าน่าจะวางจำหน่ายได้ประมาณเดือนตุลาคมเป็นอย่างช้า
"สาเหตุที่เราต้องเอามาขายเพราะแบล็กเบอร์รี่เป็นมือถือที่ต้องผูกกับโอเปอเรเตอร์ ต้องเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ RIM ที่แคนาดา ไม่เหมือนไอโฟนที่ซื้อเครื่องที่อื่นมาใช้ซิมของเราก็ได้ ดังนั้นไม่ขายไอโฟนก็ไม่เป็นไร ลูกค้าซื้อเครื่องที่อื่นมาใช้ซิมของเราได้อยู่แล้ว ทั้งมีความเสี่ยงน้อยกว่าด้วย เพราะแบล็กเบอร์รี่สามารถสั่งเข้ามาเป็นลอตแค่หลักพันเครื่องได้ ต่างจากไอโฟนที่ต้องสั่งขั้นต่ำลอตละเป็นแสนเครื่อง โอกาสขาดทุนมีมากกว่า"
แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวถึงกระแสความนิยมในการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟนในปัจจุบันว่า ได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ เนื่องจากพัฒนาการของเครื่องรุ่นใหม่ที่พัฒนาให้ฟังก์ชั่นการใช้งานง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก เช่น มีหน้าจอระบบสัมผัส เช่น ไอโฟน, แบล็กเบอร์รี่ และมือถือหน้าจอทัชสกรีนหลากหลายยี่ห้อทำให้ตลาดกว้างขึ้น ประกอบกับสมาร์ตโฟนหลายรุ่นมีจุดขายที่รองรับการเล่นเว็บ social networking ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตตลาดจะโตขึ้นได้อีกมาก
"ด้วยความที่เป็นเครื่องไฮเอนด์ คนที่ใช้งานรวมๆ ทั้งตลาดน่าจะอยู่ที่หลักแสนราย เฉพาะแบล็กเบอร์รี่น่าจะสัก 2-3 หมื่น แต่ขนาดของตลาดมีโอกาสใหญ่ขึ้นกว่านี้ได้อีก เพราะแนวโน้มราคาเครื่องลดลงเรื่อยๆ อยู่แล้ว ขณะที่ user interface โอเคแล้ว มี social networking เข้ามาเสริม ถ้าจะมีข้อจำกัดก็แค่ราคาเครื่อง หากลงมาต่ำกว่า 10,000 บาท ได้ตลาดจะโตกว่านี้อีกมาก"
ด้านนายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า กระแสความนิยมในการใช้สมาร์ตโฟน โดยเฉพาะ "แบล็กเบอร์รี่" ยังคงมีความแรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งโดยฟังก์ชั่นการใช้งานในตัวเครื่องที่โดดเด่นหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชั่นธุรกิจ หรือโปรแกรมแชตที่ถูกใจคนรุ่นใหม่ ล่าสุดเอไอเอสยังได้มีการปรับลดราคาตัวแพ็กเกจบริการรายเดือนให้กับคนชื่นชอบการใช้แบล็กเบอร์รี่โดยเฉพาะอีกด้วย เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าลงไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ จากเดิมแพ็กเกจ blackberry unlimited จะคิดค่าบริการ 850 บาท/เดือน ลดลงเหลือ 650 บาท/เดือน (ใช้ EDGE/ GPRS ได้ไม่จำกัด) พร้อมมีแพ็กเกจ 400 บาท/เดือนให้เลือกเพิ่มเติม (ใช้ EDGE/ GPRS ได้ 10MB ส่วนเกินคิด 0.10 บาท/KB)
"ในแง่ยอดขายเชื่อว่าจะทำได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,000 เครื่องสบายๆ แต่จะมากขึ้นแค่ไหนหลังปรับแพ็กเกจคงต้องรอดู แต่เชื่อว่าจะมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นได้เพราะขณะนี้กระแสความนิยมในการใช้แบล็กเบอร์รี่มีมากขึ้นมาก มีเครื่องหิ้วจากมาบุญครองเข้ามาขายเป็นจำนวนมาก เชื่อว่าลูกค้ากลุ่มนี้จะเข้ามาใช้บริการของเราด้วย"
ด้านนายปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และรองหัวหน้ากลุ่มคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากทรูรีแพ็กเกจค่าบริการรายเดือนสำหรับผู้ใช้แบล็กเบอร์รี่ รุ่น Bold ไปเมื่อกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 70% จนต้องสั่งสินค้า ลอตใหม่เข้ามามากขึ้น ขณะเดียวกันมีลูกค้าอีกเป็นจำนวนมากที่ซื้อเครื่องจากที่อื่น แต่มาใช้แพ็กเกจของทรูทำให้จำนวนฐานลูกค้าแบบจ่ายรายเดือนของทรูมูฟขยับเพิ่มขึ้น ทำให้คู่แข่งบางรายต้องปรับลดค่าบริการลงมาแข่งด้วย
"เราพยายามอธิบายกับลูกค้าว่า แบล็กเบอร์รี่เป็นโทรศัพท์ที่เหมาะกับการใช้งานประเภท push mail เป็นหลัก ถ้าซื้อไปใช้ก็จะแนะนำว่าควรซื้อรุ่น Bold เพราะเป็นรุ่นเดียวในขณะนี้ที่ซื้อมาแล้วใช้ได้ครบทุกฟังกชั่นทั้ง 3G และ Wi-Fi กว่า 17,000 จุดของทรู ขณะที่รุ่นอื่นๆ บางรุ่นไม่รองรับ Wi-Fi เร็วๆ นี้จะนำรุ่นใหม่ๆ เข้ามาขายเพิ่มด้วยแต่ต้องเป็นรุ่นที่รองรับ 3G และ Wi-Fi"
สำหรับไอโฟน รุ่น 3G S อยู่ระหว่างเตรียมเปิดตัวในเดือนหน้า โดยจะนำรุ่น 16 GB และ 32 GB เข้ามาทำตลาด ซึ่งไอโฟนรุ่นใหม่มีจุดเด่นในการประมวลผลการทำงานที่เร็วขึ้น 2-3 เท่า จึงเหมาะกับการใช้งานประเภทวิดีโอและเกม เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีคอมมิวนิตี้เกี่ยวกับเกมบนไอโฟนเกิดขึ้นอีกมาก และเร็วๆ นี้ยังเตรียมนำโทรศัพท์ มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เข้ามาทำตลาดด้วย แต่โฟกัสหลักของทรูยังคงเป็นไอโฟน เพราะเป็นอุปกรณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นคอนเวอร์เจนซ์
ทั้งนี้ แพ็กเกจรายเดือนแบล็กเบอร์รี่ของทรู เดิมมีราคาเดียวคือ 850 บาท/เดือน แต่แพ็กเกจใหม่มี 3 แบบ ได้แก่ 1.449 บาท/เดือน ใช้ GPRS ได้ 30 MB 2.แพ็กเกจ 599 บาท/เดือน ใช้ GPRS ได้ไม่จำกัด ทั้ง 2 แบบนี้คิดค่าบริการเสียงนาทีละ 1.25 บาททุกโครงข่าย และ 3.แพ็กเกจ 899 บาท/เดือน ใช้ GPRS และ Wi-Fi ไม่จำกัดโทร.ในเครือข่ายทรูมูฟฟรี นอกโครงข่ายคิดนาทีละ 1.25 บาท ซึ่งแพ็กเกจดังกล่าวจะจำหน่ายไปกับรุ่น Bold เพียงรุ่นเดียว (ราคา 22,900 บาท หากซื้อเฉพาะเครื่องเปล่า ราคา 25,500 บาท)
นายไพโรจน์ ถาวรสภานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีจีโฟน จำกัด กล่าวว่า ตลาดสมาร์ตโฟนโตขึ้นเพราะมีรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาด เช่น โนเกีย N97 และแบล็กเบอร์รี่ เป็นต้น โดยในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มโตขึ้นอีกเพราะเทคโนโลยี แอปพลิเคชั่นและดีไซน์มีการพัฒนามากขึ้น รวมถึงระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของอินเตอร์แบรนด์และแบรนด์ใหม่ๆ
"แบล็กเบอร์รี่ในปัจจุบันเป็นเครื่องหิ้วเยอะมาก เพราะความแรงของดีไซน์และแอปพลิเคชั่นที่โดนใจลูกค้าคอนซูเมอร์ จากเดิมเน้นเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจ โดยแบล็กเบอร์รี่ที่วางขายในเกรย์มาร์เก็ตจะถูกกว่าที่โอเปอเรเตอร์ขายมาก"
ก่อนหน้านี้ "ประชาชาติธุรกิจ" ได้สำรวจราคาแบล็กเบอร์รี่ที่มีการวางจำหน่ายที่มาบุญครอง พบว่ามีราคาดังนี้ เช่น รุ่น Curve ราคา 15,500 บาท รุ่น Bold 21,500 บาท และ Storm ราคา 16,900 บาท ขณะที่เครื่องที่ขายพร้อมแพ็กเกจจากผู้ให้บริการ เช่น เอไอเอส อยู่ที่รุ่น Strom ราคา 29,900 บาท หรือ Curve รุ่นเดิม 17,500 บาท รุ่นใหม่ 25,500 บาท และ Bold ราคา 25,500 บาท เป็นต้นหลังประกาศมาแล้วหลายรอบว่าจะจัดสรรความถี่สำหรับให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G ตั้งแต่ปี 2551 จนแล้วจนรอด คณะ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ก็ยังไม่ได้เริ่มคิกออฟเป็นทางการเสียที เพราะเจอปัญหาทางกฎหมายว่าจะสามารถจัดสรรความถี่ 2100 MHz เพื่อให้ใบอนุญาตใหม่ได้หรือไม่ แต่ก็มีการจัดสัมมนารับฟังความเห็นสาธารณะใน 4 ภาคทั่วประเทศไปแล้วด้วย
และหลังเงียบหายไปพักใหญ่ ล่าสุดได้ตัดสินใจว่าจ้างที่ปรึกษามาศึกษาข้อมูลต่างๆ ใหม่อีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนจำเป็นต้องประเมินความเหมาะสมกันใหม่ โดยมีคิวลงนามว่าจ้างที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม "สุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร" กล่าวอย่างขันแข็งบนเวทีเสวนาในหัวข้อ "ก้าวสู่ยุคเทคโนโลยี 3G จุดเปลี่ยนวิถีชีวิต-ธุรกิจโทรคมนาคมไทย" จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เมื่อ วันที่ 29 มิ.ย.2552 ที่ผ่านมา
นายสุรนันท์กล่าวถึงการออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่น 2100 MHz หรือ 3G ว่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปอีก ภายในวันที่ 30 มิ.ย.2552 นี้ ตนจะลงนามสัญญาจ้างบริษัทเนร่าจากประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นที่ปรึกษาสำนักงาน กทช.ในการออกแบบการประมูลความถี่ และศึกษาผลกระทบจากการเกิด 3G ต่อมิติต่างๆ ของประเทศ ตลอดจนความเหมาะสมในการออกใบอนุญาตในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
เมื่อบริษัทเนร่าได้สรุปผลการศึกษาด้านต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ระหว่างเดือน ก.ค.-ส.ค.ทางสำนักงาน กทช.จะทยอยนำเสนอประเด็นต่างๆ ที่ต้องการความชัดเจนให้คณะกรรมการ กทช.ตัดสินใจ และคาดว่าภายในกลางเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้จะเริ่มส่ง Information Memorandum เชื้อเชิญ นักลงทุนจากทั่วโลกเข้าร่วมประมูลด้วย จากนั้นจึงจะเข้าสู่กระบวนการ Pre-Qualification หรือการตรวจสอบ คุณสมบัติเบื้องต้น
"เลขาธิการสำนักงาน กทช." คาดว่าภายในเดือน ธ.ค.ปีนี้จะทำการทดลองประมูล (Trial Auction) เพื่อซักซ้อมผู้ประมูลให้เข้าใจขั้นตอนและกระบวนการประมูลก่อนเข้าสู่กระบวนการประมูลจริงในเดือน ม.ค.2553
ทั้งนี้ทั้งนั้นนายสุรนันท์ไม่ลืมที่จะย้ำด้วยว่า ภายใต้กรอบเวลาดังกล่าวต้องขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่างๆ ของคณะกรรมการ กทช.เป็นหลัก
"การทำงานเรามีข้อจำกัด เพราะทำงานบนแพลตฟอร์มที่ไม่สมบูรณ์ การแยกองค์กรกำกับดูแลออกจากองค์กรที่ต้องแข่งขันในตลาดในเมืองไทยทำเสร็จแค่ครึ่งเดียว ขณะที่โครงสร้างบางส่วนยังผูกติดอยู่กับระบบเก่า ที่สำคัญยังมีปัญหาด้านกฎหมาย เพราะการจัดสรรคลื่นความถี่เป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจร่วมกันระหว่าง กทช.และ กสช.แต่ กสช.ไม่เกิด อย่างไรก็ตาม เราก็ได้ทำตามคำแนะนำของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งบอกว่าสามารถจัดสรรความถี่ 3G ได้ แต่ต้องจำกัดเฉพาะใช้งานในกิจการโทรคมนาคมเท่านั้น จึงอยากให้เข้าใจว่าเราไม่ได้ล่าช้า แต่พยายามทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งอาจไม่ทันใจ"
อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่ถูกต้องและสามารถตอบคำถามได้จะนำพาไปสู่การทำงานอย่างถาวร ไม่สุกเอาเผากิน ซึ่งจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเสมอ โดยขณะนี้กระบวนการออกใบอนุญาตได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจังแล้ว
นายสุรนันท์กล่าวต่อไปว่า กระบวนการออกใบอนุญาตครั้งนี้ กทช.ไม่ได้มองแค่การจัดสรรความถี่สำหรับ
มือถือ 3G อย่างเดียว แต่มองไปที่การปรับปรุงการใช้ความถี่ทั้งระบบ (Refarming) ซึ่งจะมีการประกาศแผนความถี่สำหรับใช้งานเทคโนโลยี Wi-Max ภายในเดือน ก.ค.นี้ คาดว่า กทช.น่าจะกำหนดให้ใช้งานในย่านความถี่ 2.3 GHz
"เราเริ่มปฏิรูปอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมาตั้งแต่ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งขณะนั้นหลายๆ ประเทศทั่วโลกมีการแยกอำนาจการกำกับดูแลออกจากองค์กรรัฐที่ต้องแข่งขันในตลาดด้วย และไทยเองเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคนี้ที่ดำเนินการ กทช.เริ่มทำงานจริงตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบันมีระบบใบอนุญาตที่ค่อนข้างครบทั้งระบบ คือมีทั้งใบอนุญาตแบบที่ 1, 2 และ 3 มีผู้รับใบอนุญาตใหม่กว่า 200 ราย ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่ผู้รับสัมปทานอีกต่อไป"
และในเดือนหน้าก็จะเปิดเสรีใบอนุญาตเกตเวย์ ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มจำนวนการใช้งานแบนด์วิดท์อินเทอร์เน็ต และในอนาคตอาจมีผู้ให้บริการเคเบิลใต้น้ำเกิดขึ้นด้วย ขณะที่งานด้านการกำกับดูแล กทช.ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องขอบเขตตลาดและหลักเกณฑ์การเชื่อมต่อโครงข่ายเสร็จแล้ว สิ่งที่จะทำต่อไปคือการออกมาตรการเพื่อลดการผูกขาดในการแข่งขัน ซึ่งจะมีการกำหนดเรื่องผู้มีอำนาจเหนือตลาด จะทำให้กำกับดูแลการแข่งขันได้สมบูรณ์ขึ้น รวมทั้งเรื่อง Network Unbundeling ด้วย
ส่วนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดสรรเลขหมาย "กทช." ได้เพิ่มจำนวนเลขหมายให้เพียงพอต่อการใช้งาน โดยเฉพาะในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ แต่ในมุมของผู้ให้บริการที่ต้องขอรับการจัดสรรเลขหมายอาจมองว่า มีขั้นตอนและกระบวนการมาก ยังขอเลขหมายได้ลำบาก ซึ่ง กทช.จะได้หารือในประเด็นนี้ และอาจลดการกำกับดูแล (de-regulation) ในอนาคต
สำหรับผลงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค "กทช." ได้ตั้งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการร่างระเบียบออกมาควบคุมการส่ง SMS โฆษณา ซึ่งสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ใช้บริการประมูล 3 จีเจอโรคเลื่อนอีกรอบ กทช.เผยประมูลได้ในเดือนม.ค.ปีหน้า เปรยเอกชนเสีย 2 เด้ง ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 2% ของส่วนแบ่งรายได้ พร้อมค่าธรรมเนียมความถี่แยกต่างหาก ด้าน เอไอเอส ดีแทค ทรู ก้มหน้ายอมรับ แย้มกรอบเวลาเลื่อนเป็นเรื่องปกติ ยังเตรียมความพร้อมและแผนธุรกิจรอมากว่า 5 ปี
นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เปิดเผยในงานสัมมนา “ก้าวสู้ยุคเทคโนโลยี 3จี จุดเปลี่ยนวิถีชีวิตธุรกิจโทรคมนาคมไทย” ว่า กระบวนการเริ่มประมูลใบอนุญาต (ไลเซนส์) 3จี บนความถี่มาตรฐาน 2.1 กิกะเฮิรซ์ จะเริ่มได้ในเดือน ม.ค. 2553 โดยประเมินว่าผู้ประกอบการจะใช้เวลาราว 6-7 เดือนในการสร้างเครือข่าย และจะสามารถพร้อมให้บริการได้ในไตรมาส 4 ของปีเดียวกัน
ทั้งนี้ กรอบเวลาการออกไลเซนส์ไม่ได้เลื่อนจากเดิม เพราะกำหนดเดิมระบุว่าในเดือน ต.ค. 52 จะเริ่มขั้นตอนส่งหนังสือเชิญชวนให้ผู้สนใจเข้าร่วมคัดเลือกคุณสมบัติผู้ประมูลเบื้องต้น หลังจากนั้นจะเป็นการซักซ้อม ทดลองทำการประมูลด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ (อี-ออคชั่น)
สำหรับค่าธรรมเนียมไลเซนส์ 3 จีเบื้องต้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรกค่าธรรมเนียมใบอนุญาต คิดเป็น 2% จากรายได้รวม และส่วนที่สองค่าธรรมเนียม3
นายอธึก อัศวานนท์ รองประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ความล่าช้าในการออกใบอนุญาต ของกทช.ซึ่งเลื่อนออกไปเป็นต้นปีหน้านั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติ โดยแผนการตลาดของบริษัทได้เตรียมการมาแล้ว 5 ปี ซึ่งทรูได้มีการปรับเปลี่ยนและยืดหยุ่นอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากใบอนุญาตถูกเลื่อนมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เดิมที่ กทช. ระบุว่าจะสามารถได้ผู้ชนะการประมูลในปีนี้
อย่างไรก็ดี ระยะเวลาที่กทช.ยืดออกไปอีก 2-3 เดือนนั้นหวังว่าจะเป็นกรอบเวลาสุดท้าย และกทช.จะใช้เวลาที่เหลือพิจารณาแก้ไขประเด็นเกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตใหม่และสัมปทานเดิม ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการต้องรับภาระจ่ายค่าสัมปทานบนความถี่ 2จีเฉลี่ยรายละ 25-30% ของรายได้ร่วม ส่วนการที่กทช.จะเปิดให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้าร่วมให้บริการ 3จีจะเป็นโอกาสให้ทรูมีพันธมิตรต่างชาติมาช่วยลงทุน
นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า หากการให้ใบอนุญาตล่าช้าออกไปอีก 2 เดือนก็ไม่น่าจะเกิดผลกระทบใดเพราะดีแทคได้เตรียมความพร้อมการให้บริการรอมากว่า 5 ปีแล้ว ซึ่งการที่เลขาฯกทช.ระบุว่า การประมูลจะเริ่มในเดือน ม.ค.นั้น เป็นการพูดในตำแหน่งสำนักงาน แต่อยากให้กรอบเวลาเป็นกำหนดการของคณะกรรมการกทช.เนื่องจากบอร์ดเป็นผู้ตัดสินใจ โดยส่วนตัวมองว่าที่ผ่านมากทช. มีกรอบเวลาการให้ใบอนุญาต 3จี ไม่ตรงกัน จึงอยากได้ความชัดเจนของกรอบเวลาที่ชัดเจน จำนวนใบอนุญาตควรจะจำกัดผู้ประกอบการในตลาดเพียง 4 ราย เพราะสามารถครอบคลุมการให้บริการทั่วทั้งประเทศ
นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า ที่ผ่านมาเอกชนต่างเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่องเหลือแต่รอความชัดเจนจากกทช. และที่ผ่านมาเอไอเอสได้ให้ความร่วมมือด้วยการให้ข้อมูลที่กทช.ต้องการทุกประการ แต่ดูเหมือนกทช.ไม่ได้รับฟัง และที่ผ่านมาเอกชนไม่ได้มีบทบาทที่จะสามารถเร่งรัดการดำเนินการของกทช.ได้เลย
อย่างไรก็ดี ประเมินว่าจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาต ร่วมบริษัททีโอที ควรจะมีประมาณ 4 รายจึงจะเหมาะสมและสามารถให้บริการได้ครอบคลุม