"จิรายุทธ" มาวินเก้าอี้เอ็มดีใหม่ กสท ตามคาด ฟาก "ทีโอที" อนุมัติ "ทีโออาร์" 3G แล้ว เตรียมขึ้นเว็บเปิดประชาพิจารณ์ใน 1-2 สัปดาห์ ก่อน"อีออกชั่น" เลือกรายเดียวติดตั้ง 3,802 สถานี ใน 18 เดือน เปิดทางค่ายมือถือเช่าโครงข่าย ชี้ถ้ายักษ์ข้ามชาติอยากประมูลต้องจับมือบบริษัทไทย
นายธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ประธานคณะกรรมการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม เปิดเผยว่า ได้เปิดโอกาสให้ผู้สมัครทั้ง 7 คนแสดงวิสัยทัศน์เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่นายอาคม เติมไพทยาไพสิฐ 1 ในคณะกรรมการสรรหาติดภารกิจทำให้ลงมติคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมไม่ได้เนื่องจากไม่ครบองค์ประชุมจึงได้นัดหมายลงคะแนนในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ ทั้งนี้รายงานข่าวแจ้งว่าผลการลงคะแนนเป็นเอกฉันท์เลือกนายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงาน การเงิน บมจ.กสท โทรคมนาคม
กระบวนการถัดจากนี้จะเสนอชื่อให้ บอร์ดกสทฯพิจารณาในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ ก่อนดำเนินการเจรจาค่าจ้าง และส่งให้กระทรวงการคลังอนุมัติสัญญาจ้างคาดว่ากระบวน การจะเสร็จในเดือน ก.ค.นี้
สำหรับคณะกรรมการสรรหาชุดประกอบด้วยนายธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ พล.อ.ทนงศักดิ์ ตุวินันท์ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ นายอาคม เติมไพทยาไพสิฐ และนายกฤษดา กวีญาณ
ขณะที่ผู้สมัครอีก 6 ราย ได้แก่ นายทศพร ซิมตระการกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กร กสทฯ นายสมพล จันทร์ประเสริฐ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจบรอดแบนด์ กสทฯ น.ส.ดวงพร เติมวัฒนะ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการเงิน กสทฯ นายสุวัฒน์ เรียวโชติสกุล กรรมการ บริษัท ทรีพัลส์ จำกัด นายวิทิต สัจจพงษ์ อดีตซีอีโอ กสทฯ และกรรมการอิสระ บมจ. อีซี่บาย และนายสุมาส วงศ์สุนพรัตน์ รอง ผู้บริหารสูงสุด ธนาคารธนชาต
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2552 คณะกรรมการ บมจ.ทีโอที มีมติอนุมัติหลักการข้อกำหนดการประมูล (ทีโออาร์) โครงการติดตั้งโครงข่ายให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G
โดยนายระเฑียร ศรีมงคล กรรมการ และโฆษกบอร์ด ทีโอที เปิดเผยว่า ได้กำหนดวิธีจัดซื้อด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (อีออกชั่น) โดยเปิดประมูลครั้งเดียวครอบคุลม 3,802 สถานีฐาน ใต้งบประมาณราว 2 หมื่นล้านบาท ตามที่ รมต.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ให้นโยบายไว้ คาดว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแหล่งเงินกู้ในเดือนหน้า
หากกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันให้ ทีโอทีจะเป็นผู้ดำเนินการหาเงินกู้เอง ซึ่งมั่นใจว่ามีเครดิตและกระแสเงินสดพอที่จะกู้ได้ โดยใน 1-2 สัปดาห์นี้จะนำทีโออาร์ขึ้นบนเว็บไซต์เพื่อให้ประชาพิจารณ์ ก่อนเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบใช้เวลา 142 วัน ใช้เวลาติดตั้งโครงข่าย 18 เดือน ก่อนคัดเลือกผู้ให้บริการเข้ามาเช่าใช้โครงข่ายเพื่อนำไปให้บริการปลายปี 2553
สำหรับคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลต้องมีสัญชาติไทย หรือหากเป็นผู้ประกอบการต่างชาติต้องเข้าประมูลเป็นในรูปแบบของกิจการร่วมค้ากับบริษัทไทยเท่านั้น
ส่วนความคืบหน้าของ 3G ที่ทีโอทีให้บริการเอง โดยปรับปรุงโครงข่าย 1900 MHz ของไทยโมบาย ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงสัญญาจ้างกับกิจการร่วมค้า ซีเมนส์-อีริคสัน ก่อนใช้เวลาปรับปรุงโครงข่าย 2-3 เดือน คาดว่าจะเปิดให้บริการเป็นทางการในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ บอร์ดทีโอทีอนุมัติหลักการทีโออาร์ 3จีแล้ว ตามนโยบายผลักดันจากรัฐบาล ด้วยงบตั้งต้น 2 หมื่นล้านบาท คาดพร้อมให้บริการทางการ 5 ธ.ค.นี้
ขั้นตอนจากนี้จะเริ่มกระบวนการประชาพิจารณ์ทีโออาร์ ภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งจะนำเงื่อนไขประกาศขึ้นเวบไซต์ของทีโอที www.tot.co.th จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างแบบอี-ออคชั่นและเสร็จสิ้นภายใน 142 วันนับจากประชาพิจารณ์ หรือประมาณ ส.ค. นี้ ก่อนทำสัญญาและก่อสร้างสถานีฐาน ชุมสายเสร็จภายใน 6-9 เดือน ทีโอทีคาดว่าจะเปิดให้บริการทางการเฟสแรก ที่ กทม. ได้ภายใน 5 ธ.ค.2552
ทีโอที วางแนวทางการให้บริการ 3 จี โดยทำหน้าที่เป็นเน็ตเวิร์ค โพรไวเดอร์ หรือผู้ให้บริการโครงข่ายขายโครงข่ายลักษณะโฮลเซลส์ หรือเป็นเบราซ์ ให้ผู้ประกอบการเช่าเป็นโมบาย เวอร์ชวล เน็ตเวิร์ค โอเปอเรเตอร์ (เอ็มวีเอ็นโอ) เช่าโครงข่ายพัฒนาแอพพลิเคชั่นต่างๆ
ทั้งนี้เพื่อให้บริการลูกค้ามือถือด้วยต้นทุนที่ประหยัดกว่าการลงทุนโครงข่ายเองที่ใช้เงินหลักหมื่นล้านบาท ด้วยการติดตั้งโครงข่าย 3จีทั่วประเทศต้องใช้งบกว่า 3 หมื่นล้านบาท อีกทั้งลูกค้าทีโอที ยังไม่ต้องรอกระบวนการขอไลเซ่น จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)
ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าที่จะมาเช่าโครงข่ายทีโอทีเป็นได้ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ไทยที่หาเงินลงทุนหลักหมื่นล้านได้ยาก และลูกค้าโมบาย โอเปอเรเตอร์รายใหญ่ปัจจุบันเองด้วย ที่อาจให้บริการลูกค้าผ่านโครงข่าย 3 จี ทีโอที รวมทั้งรอขอไลเซ่นจาก กทช. ไปพร้อมๆ กัน
สำหรับต้นทุนโครงข่าย 3จี ของทีโอที ไม่ได้คิดเป็นต่อซับสไครเบอร์ (ลูกค้า) เนื่องจากไม่ได้ให้บริการ 3 จีเอง แต่ต้องเป็นต้นทุนที่ต่ำกว่าเอกชนที่ประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อซับสไครเบอร์ เพื่อให้ผู้ประกอบการไปสร้างผลกำไรได้ ดังนั้นศักยภาพของโครงข่าย 3 จี ของทีโอทีจะรองรับจำนวนซับสไครเบอร์ได้มากกว่าเอกชนเช่นกัน
แต่เขาไม่ได้ให้รายละเอียดศักยภาพการรองรับซับสไครเบอร์ เพียงระบุว่าจะจัดสร้างโครงข่ายหลัก หรือคอร์ เน็ตเวิร์ค 2 แห่งทั่วประทเศ สถานีฐานอีก 3,802 แห่ง
“การอี-ออคชั่นทีโอทีจะทำครั้งเดียว สำหรับให้บริการทั่วประเทศเท่านั้น ส่วนงบประมาณการลงทุนทีโอทีมีรายได้เพียงพอ ขณะเดียวกันระหว่างนี้รอเข้าครม.อนุมัติงบประมาณ 2 หมื่นล้านบาทคาดว่าจะเสร็จสิ้นโดยเร็วไม่เกินเดือนหน้า” นายระเฑียรกล่าว
นอกจากนี้ทีโอทียังปรับรูปแบบการจัดซื้อจากจ้างระบบโครงข่าย MSAN เพื่อรองรับการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจาก 2 เมกะบิตต่อวินาที เป็น 10 เมกะบิตต่อวินาที จึงทำให้ลดจำนวนพอร์ตจาก 9.46 แสนพอร์ต เป็น 5.7 แสนพอร์ต เพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่ ด้วยงบประมาณเดิมที่อนุมัติไปแล้วกว่า 3 พันล้านบาท ทั้งนี้เพื่อให้สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการเอกชนได้ใน 1 ปีในเชิงเทคโนโลยีไม่มีใครปฏิเสธการมาถึงของ "3G" (third generation) ยิ่งสำหรับเมืองไทยแล้ว เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านช้าไปด้วยซ้ำ (ลาวเพิ่งเปิดให้บริการไปเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว) เช่นเดียวกับกัมพูชาและเวียดนามที่มีไลเซนส์ทยอยออกมาแล้ว
แถมไม่ใช่แค่ 3G แต่ไปไกลถึงไวแม็กซ์ ขณะที่บังกลาเทศ ปากีสถาน และอินเดียก็กำลังเร่งเครื่องเต็มพิกัด คาดว่าจะได้เห็นภายในปีนี้แน่นอน
ทำไปทำมาไม่น่าเชื่อว่า จากที่เป็นประเทศแรกๆ ในแถบนี้ที่พูดถึงการนำ 3G มาใช้ก่อนใครเพื่อนไม่ต่ำกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ไปๆ มาๆ จะกลายเป็นประเทศท้ายสุดที่มี 3G ใช้ ทั้งๆ ที่ปริมาณคนใช้มือถือเทียบกับจำนวนประชากรในประเทศปริ่มๆ 100% อยู่รอมร่อ
"ซิกเว่ เบรกเก้" อดีตซีอีโอ "ดีแทค" ซึ่งวันนี้ขยับไปกุมบังเหียนการขยับขยาย การลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมให้กับ "เทเล นอร์เอเชีย" นานกว่า 9 เดือนแล้ว ให้ความเห็นว่า เทียบประเทศอื่นในแถบนี้ ไทยมีจำนวนคนใช้มือถือเทียบประชากรสูงที่สุดคือ 95%!!!
ขณะที่มาเลเซียมี 65% ปากีสถาน และอินเดีย 30% บังกลาเทศ 20% ซึ่งโดยหลักแล้วประเทศที่มีจำนวนคนใช้มือถือสูงจะมีความพร้อมในการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ปรากฏว่าประเทศอื่นที่มีจำนวนคนใช้ มือถือเทียบกับประชากรต่ำกว่าไทยมากกลับมีแผนที่จะลงทุน 3G แล้ว
อะไรที่ทำให้ 3G ในไทยไปไม่ถึงไหน
จากประสบการณ์ตรงในแวดวงโทรคมนาคมไทยนานหลายปี ตั้งแต่สมัย นั่งเป็นซีอีโอดีแทค "ซิกเว่" เห็นว่า เหตุที่ไลเซนส์ 3G ของไทยช้ายิ่งกว่าช้ามาจาก 3 เรื่องประกอบกัน
ข้อแรก คือการที่ประเทศไทยมีระบบสัญญาสัมปทาน เมื่อ กทช.อยากออกไลเซนส์ใหม่ โดยไม่ลงมาปรับปรุงแก้ไขสัญญาเดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้เกิดการลักลั่นระหว่างระบบสัมปทานกับไลเซนส์ จึงก้าวไปข้างหน้าไม่ได้
เรื่องถัดมาเกี่ยวกับสถานะของ บมจ. ทีโอทีและ บมจ.กสท โทรคมนาคม เป็นอีกตัวที่ถ่วงไว้ไม่ให้มี 3G เพราะทีโอทีวางแผนที่จะลงทุนด้วยเช่นกัน
และสุดท้ายเป็นเรื่องความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของฝ่ายการเมือง
ทั้ง 3 เหตุและปัจจัยแห่งความไปไม่ถึงไหนของ 3G ในมุมมองของ "ซิกเว่" ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหญ่ (และใครจะเถียงว่าไม่จริง โดยมีผู้สันทัดกรณีให้ความเห็นเสริมว่า เพราะมีคายมือถือบางเจ้าไม่อยากให้เกิด เพราะเงินไม่พร้อม)
แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับ "ซิกเว่" ยังไม่หมดหวังกับการทำงานของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)
"ผมยังเชื่ออยู่ว่า ยังไง 3G ในเมืองไทยก็ต้องมา แต่น่าเสียดายที่ต้องใช้เวลานานไปหน่อย ได้แต่หวังว่า กทช.จะทำได้อย่างที่พูดไว้ คือในสิ้นปี 2552 นี้จะมีไลเซนส์ออกมา ซึ่งในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ต้องกระตุ้นให้เกิดการลงทุน และ 3G จะช่วยได้เยอะ"
แต่ถึงจะไม่มี 3G ในมุมของโอเปอเร เตอร์ก็ไม่ใช่จะไม่มีทางไป แม้ตลาดมือถือจะเข้าสู่ยุคอิ่มตัว (ในมุมของจำนวนคนใช้เทียบประชากร)
"มีดีมานด์ของลูกค้ามือถือที่อยากมีไวร์เลส อินเทอร์เน็ต การใช้งานเทคโนโลยีเอดจ์ที่สูงขึ้นอย่างมหาศาลและต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่ามี
ความต้องการโมบายอินเทอร์เน็ตมาก ถ้าไม่มี 3G เราก็คงจะผลักดันเอดจ์ต่อไป ขณะเดียวกันก็จะต้องทำไมโครเซ็กเมนเตชั่นมากขึ้น นำเสนอบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างทั่วถึง เพื่อกระตุ้นให้มีการใช้งานมากขึ้น"
ข้างแม่ทัพใหญ่ของยักษ์มือถือเอไอเอส "วิเชียร เมฆตระการ" กล่าวว่า แม้ไม่แน่ใจนักว่าจะได้เห็นการออกไลเซนส์ 3G เกิดขึ้นจริงในปีนี้ตามที่ "กทช." รับปากไว้หรือไม่ แต่ตราบใดที่ยังต้องทำธุรกิจต่อก็คงต้องทำตนเองให้พร้อมสำหรับการเข้าประมูลขอ ไลเซนส์ใหม่ด้วยทันทีที่มีการเปิดประมูล ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า
กลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา "เอไอเอส" ยังแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ด้วยว่า ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นได้มีมติอนุมัติการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในวงเงินไม่เกิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับบริษัทในการประมูลคลื่นความถี่ และรองรับการลงทุนขยายโครงข่าย 3G ในอนาคตด้วย
"ไม่มี 3G ก็ไม่มีใครได้หรือเสียในฝั่งของโอเปอเรเตอร์นะ แต่ปัญหาคือประเทศชาติเสียหาย เสียโอกาสหรือเปล่า เพราะถ้าถามนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาในบ้านเรา เวลาจะมาลงทุนเขามองอะไรบ้าง ความพร้อมด้านอินฟราสตักเจอร์เป็นเรื่องหนึ่ง และ 3G ก็คืออินฟราสตักเจอร์ของประเทศ"
ในแง่มุมการตลาด สมชัย เลิศสุทธิวงศ์ หัวเรือใหญ่ด้านการตลาดของ "เอไอเอส" มองว่า การมาถึง (เสียที) ของเทคโนโลยี "3G" จะสร้างโอกาสใหม่ๆ กับทุกโอเปอเรเตอร์ ขณะที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์มากขึ้นจากการเข้าถึงเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วขึ้น"เหมือนมีเทคโนโลยีใหม่ในราคาเท่าเดิม 2G เปรียบได้กับวีซีดี แต่ 3G เป็น ดีวีดี ทั้งๆ ที่แผ่นอาจไม่มี แต่ทำไมต้องซื้อวีซีดี ซื้อของที่มีประสิทธิภาพและราคาถูกกว่าไปเลยไม่ดีกว่าหรือ และถ้า 3G มาจะเป็นคู่แข่งของเอดีเอสแอล ในมุมของเอไอเอส อยากให้เกิดโดยเร็ว เพราะ เป็นไวร์เลส บิสซิเนส ต่อไปไม่ต้องขออินเทอร์เน็ตที่บ้าน ใช้มือถือได้เลย สะดวกกว่าด้วย แต่คงต้องใช้เวลาเหมือนธุรกิจเพลงที่วันนี้มาสู่การขายผ่านมือถือ แต่กว่าจะเลิกซีดีไปเลยก็ต้องใช้เวลา"
ส่วนความคืบหน้าล่าสุดของ "กทช." "ประเสริฐ อภิปุญญา" รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนา คมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กทช.ได้คัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาสำหรับทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ และผลกระทบของการเกิดขึ้นของ 3G ต่อตลาดโทรคมนาคม รวมการออกแบบการประมูลได้แล้ว คือบริษัทเนร่าจากสหรัฐอเมริกา คาดว่าจะเซ็นสัญญาได้ในสัปดาห์หน้า และเริ่มทำงานทันทีกลางเดือน มิ.ย.นี้
"รายงานผลการศึกษาเบื้องต้นจะได้เห็นในอีก 1 เดือนถัดไป ส่วนที่ปรึกษาที่จะเข้ามาทำหน้าที่ควบคุมการประมูลยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งเนร่าก็มีสิทธิที่จะรับหน้าที่ดังกล่าวได้ เพราะสำนักงาน กทช.ไม่ได้กำหนดว่า ที่ปรึกษาในการดำเนินงานทั้ง 2 ส่วนต้องเป็นคนละบริษัท เพียงแต่ควรต้องแยกคณะทำงานออกเป็น 2 ทีม"
ขณะที่หลักเกณฑ์การออกใบอนุญาต 3G คาดว่าจะประกาศใช้ได้ในเดือน ส.ค.-ก.ย.ที่จะถึงนี้ แต่หลังประกาศมีผลบังคับใช้แล้วกี่วันถึงจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการเปิดประมูลได้เมื่อไร ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะเป็นประเด็นที่ กทช.ต้องพิจารณา แต่เชื่อว่าจะมีการประมูลคลื่น 3G เสร็จสิ้นใน ปีนี้แน่นอน
...โปรดฟังอีกครั้ง "ในปีนี้-2552"
เหลืออีก 6 เดือนก็จะสิ้นปี หลังการรอคอยกันมานานหลายปี ถ้าจะต้องรออีกหน่อยคงไม่เป็นไรกทช. เผย 4 รายชื่อสุดท้ายติดโผชิงดำบริษัทที่ปรึกษาโครงการมือถือ 3G คาดสรุปผลสิ้นเดือนนี้ ยืนยันเปิดประมูลได้ตามแผนในไตรมาส 3
ทั้งนี้ ส่วนของการประมูลบริษัทในกลุ่มออกแบบเงื่อนไข 3จี คัดจาก 4 ราย เหลือ 2 ราย ได้แก่ บริษัท ดอท อีคอน จำกัด และบริษัท เนร่า ขณะที่ อีกกลุ่มคือการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์และทบทวนกติกา มีบริษัท เนร่า และบริษัท เทเลคอมมูนิเคชั่น แมเนจเม้นท์ กรุ๊ป ผ่านการพิจารณาจากทั้งหมด 9 ราย
ด้านการสรุปคัดเลือกรอบสุดท้ายนั้น คาดว่าจะรู้ผลภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อที่ปรึกษาจะได้เริ่มทำงานในเดือนมิถุนายน โดยมีกำหนดกรอบระยะเวลาประมาณ 90 วัน ซึ่งจะทำให้ กทช. สามารถดำเนินการเปิดประมูลใบอนุญาตมือถือ 3จีได้ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ตามที่ตั้งเป้าไว้
นายสุรนันท์ กล่าวอีกว่า กทช. ยังได้อนุมัติร่างหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการวิทยุชุมชนชั่วคราว แล้ว หลังจากผ่านการทำประชาพิจารณ์เมื่อเร็วๆ นี้ และเตรียมประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป โดยคาดว่าจะประกาศใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวได้เดือนกรกฎาคมนี้
นอกจากนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากร่างฯเดิมก่อนการทำประชาพิจารณ์ โดยเพิ่มระยะเวลาทดลองการออกอากาศจาก 90 วันเป็น 300 วัน ขณะที่ ใบอนุญาตจะเป็นแบบชั่วคราว 1 ปี อัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 500 บาท และห้ามมีโฆษณานายศุภรักษ์ ควรหา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)(26พ.ค.52)ไม่ได้มีการพิจารณาวาระขอให้ทบทวนมติครม.เรื่องการดำเนินการโครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G จากการประมูลแบบสากลมาเป็นแบบเปิดประมูลทั่วไป โดยร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ได้ถอนออกจากวาระ โดยอ้างว่า ยังไม่ได้รับความเห็นจากกระทรวงการคลัง
รายงานข่าวแจ้งว่า สาเหตุที่กระทรวงไอซีทีต้องถอนเรื่องดังกล่าวออกจากวาระการประชุม เนื่องจาก กระทรวงไอซีทียังไม่ได้ขอความเห็นจากกระทรวงการคลัง เนื่องจากแม้มีการตัดลดงบลงทุนลงมาเหลือ 2.4 หมื่นล้านบาทแล้ว แต่การกู้เงินเพื่อดำเนินการ กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ค้ำประกัน โดยเป็นการตัดงบลงกว่า 5 พันล้านบาท
ทั้งนี้ ไอซีทีขอให้ทบทวนโครงการสร้างโครงข่าย 3G วงเงินลงทุนกว่า 2.9 หมื่นล้านบาท แยกเป็นการขอใช้แหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยที่เหมาะสมแทนการใช้แหล่งเงินกู้ในลักษณะสินเชื่อเพื่อการส่งออก (Export Credit) และขอให้เห็นชอบใช้วิธีการประกวดราคาทั่วไป แทนการประกวดราคาสากลด้วย เนื่องจากเจ้าของเทคโนโลยีหลายรายมีตัวแทนในประเทศไทยอยู่แล้ว และต้องคำนึงถึงความโปร่งใสและเปิดกว้างในการแข่งขันราคา
โดยเบื้องต้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้พิจารณาเรื่องนี้แล้ว และมีความเห็นว่าการใช้แหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยที่เหมาะสม แทนการใช้แหล่งเงินกู้ในลักษณะ Export Credit เนื่องจากปัจจุบันสภาพคล่องทางการเงินภายในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงอาจพิจารณาใช้แหล่งเงินกู้ภายในประเทศไทย หรือการใช้เงินกู้เพิ่มสภาพคล่องระยะสั้นสำหรับรัฐวิสาหกิจ ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2552 เพื่อดำเนินโครงการในระยะแรก และพิจารณาแหล่งเงินกู้ระยะยาวที่มีต้นทุนต่ำต่อไป
ขณะที่กรมบัญชีกลางไม่เห็นด้วยที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จะนำเรื่องเสนอต่อที่ประชุม ครม.เพื่อขออนุมัติดำเนินโครงการ 3G เพราะจะพ่วงธุรกิจการให้บริการ (service provider) เข้าไปด้วย โดยมองว่าทีโอทีไม่มีความชำนาญ และความสามารถในการแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้ ซึ่งทีโอทีน่าจะเน้นการพัฒนาโครงข่ายก่อน เพราะมติ ครม.ให้ทำเฉพาะพัฒนาโครงข่ายเท่านั้น ถ้าทีโอทีอยากจะลงทุน น่าจะลงทุนในอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) มากกว่า เพราะมีโครงข่ายจากโทรศัพท์พื้นฐานอยู่แล้วสศช.แนะพึ่งในประเทศแทนกู้นอก คลังค้าน "ทีโอที"ลงมือชี้ฝืนแข่งยาก
ไอซีทีชง ครม. 26 พ.ค.ทบทวน 3 จี สศช.แนะหาเงินกู้อื่นแทนเอ็กซปอร์ต เครดิต ด้านคลังค้าน "ทีโอที" ทำเอง แนะพัฒนาโครงข่ายก่อน ชี้ชำนาญสู้เอกชนไม่ได้ "ทีโอที"เดินหน้าติดตั้งอุปกรณ์
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 26 พฤษภาคม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะเสนอขอทบทวนมติ ครม. เกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3 จี วงเงินลงทุนกว่า 2.9 หมื่นล้านบาท แยกเป็นการขอใช้แหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยที่เหมาะสมแทน การใช้แหล่งเงินกู้ในลักษณะสินเชื่อเพื่อการส่งออก (Export Credit) และขอให้เห็นชอบใช้วิธีการประกวดราคาทั่วไป แทนการประกวดราคาสากลด้วย เนื่องจากเจ้าของเทคโนโลยีหลายรายมีตัวแทนในประเทศไทยอยู่แล้ว และต้องคำนึงถึงความโปร่งใสและเปิดกว้างในการแข่งขันราคา
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในเบื้องต้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้พิจารณาเรื่องนี้แล้ว และมีความเห็นว่า การใช้แหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยที่เหมาะสม แทนการใช้แหล่งเงินกู้ ในลักษณะ Export Credit เนื่องจากปัจจุบันสภาพคล่องทางการเงินภายในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงอาจพิจารณาใช้แหล่งเงินกู้ภายในประเทศไทย หรือการใช้เงินกู้เพิ่มสภาพคล่องระยะสั้นสำหรับรัฐวิสาหกิจ ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2552 เพื่อดำเนินโครงการในระยะแรก และพิจารณาแหล่งเงินกู้ระยะยาวที่มีต้นทุนต่ำต่อไป
แหล่งข่าวจากกรมบัญชีกลางเปิดเผยว่า กระทรวงการคลังไม่เห็นด้วยที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จะนำเรื่องเสนอต่อที่ประชุม ครม.เพื่อขออนุมัติดำเนินโครงการ 3 จี เพราะจะพ่วงธุรกิจการให้บริการ (service provider) เข้าไปด้วย ซึ่งกระทรวงการคลังมองว่า ทีโอทีไม่มีความชำนาญ และความสามารถในการแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้ ซึ่งทีโอทีน่าจะเน้นการพัฒนาโครงข่ายก่อน เพราะมติ ครม.ให้ทำเฉพาะพัฒนาโครงข่ายเท่านั้น ถ้าทีโอทีอยากจะลงทุน น่าจะลงทุนในอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบรนด์) มากกว่า เพราะมีโครงข่ายจากโทรศัพท์พื้นฐานอยู่แล้ว
ด้านนายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทีโอที ยังคงดำเนินโครงการดังกล่าวตามมติ ครม.เดิม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดหาอุปกรณ์ติดตั้งภายในสถานีฐาน ซึ่งคงต้องรอให้เงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) แล้วเสร็จ จึงจะเริ่มเปิดประมูลได้ ทั้งนี้ ยืนยันว่าพร้อมจะเปิดให้บริการเฟสแรกได้ในปลายปีนี้ในเขตกรุงเทพฯ
สำหรับแผนการดำเนินโครงการ 3 จี บนคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิร์ตซ์ ของทีโอที คณะกรรมการมีมติให้ทีโอทีเป็นผู้จัดหาและติดตั้งโครงข่าย 3 จี เพราะทีโอทีมีบุคลากรพร้อมกว่า บริษัท เอซีที โมบาย จำกัด ผู้บริหารเดิมที่อาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าทีโอทีดำเนินงานเองและไม่ได้ทำให้การติดตั้งโครงข่ายเสร็จเร็ว โดยก่อนหน้านี้ ทีโอทีได้เริ่มลงทุนอัพเกรดโครงข่ายเดิม จำนวน 500 สถานีฐานในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลให้รองรับการใช้งานเทคโนโลยีระบบ 3 จีทีโอทียันพร้อมให้บริการโทรศัพท์มือถือในระบบ 3G ภายในวันที่ 16 ธ.ค.นี้แน่นอน ด้วยการลงทุนเพิ่ม 1,900 ล้านบาทในการอัปเกรดโครงข่าย 1900 เมกะเฮิรตซ์เดิมของเอซีที โมบายล์และเพิ่มในส่วนสถานีย่อยในอาคารย่านราชประสงค์ ส่วนแผนขยายโครงข่าย 3G ทั่วประเทศ คาดทีโออาร์แล้วเสร็จพร้อมให้ยื่นซองประกวดราคาภายในเดือนก.ค.ที่จะถึงนี้ ด้านคนในทีโอทีชี้ควรสอบหาความจริงเรื่องสัญญาเดิมระหว่างเอซีที โมบายล์กับอีริคสัน โนเกีย ซีเมนส์ เนื่องจากราคาผูกพันมาถึงการอัปเกรดโครงข่าย
นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทีโอที กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการโทรศัพท์มือถือในระบบ 3G ว่าทีโอทีกำลังดำเนินการใน 2 ส่วนไปพร้อมๆกันคือ 1. การอัปเกรดโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 1900 เมกะเฮิรตซ์เดิมของเอซีที โมบายล์ ให้เป็น 3G หรือเรียกว่าเป็น 3G initial phase โดยคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 1,900 ล้านบาทเพื่ออัปเกรดสถานีฐานเดิม 500 แห่ง รวมทั้งการติดตั้งสถานีฐานย่อยในอาคารต่างๆบริเวณย่านราชประสงค์ โดยเฟสนี้คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในวันที่ 16 ธ.ค.52 ตามนโยบายของกระทรวงไอซีที
‘เฟสนี้จะเป็นการเจรจากับคู่สัญญาเดิมของเอซีที โมบายล์คืออีริคสัน และ โนเกีย ซีเมนส์ เนื่องจากมีข้อผูกพันกันอยู่ และได้มีการจ่ายเงินล่วงหน้าไปจำนวนหนึ่งแล้ว โดยโครงการ initial phase เป็นเหมือนโครงการนำร่องให้บริการ 3G ของทีโอทีไปก่อน เพื่อความต่อเนื่องก่อนที่เราจะเข้าไปที่โครงการลงทุนทั่วประเทศ’
งานที่ 2 คือการขยายโครงข่ายโทรศัพท์มือถือในระบบ 3G ไปทั่วประเทศ หลังจากที่ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณทั้งสิ้น 24,800 ล้านบาท โดยทีโอทีจะใช้การประกวดราคาแบบอินเตอร์เนชั่นแนลบิตดิ้งและจะต้องมีการกำหนดในเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์)ว่า ผู้ยื่นข้อเสนอประมูลทุกรายจะต้อง เสนอแหล่งเงินกู้และเงื่อนไขอย่างดีที่สุดตามที่ทีโอที กำหนดและจะพิจารณาเฉพาะรายที่เสนอราคาประมูลโครงข่ายและอุปกรณ์ที่ต่ำที่สุดเพื่อพิจารณาความเหมาะสม และเสนอให้กระทรวงการคลังเห็นชอบด้วย
ในส่วนของทีโอทีได้มีการเตรียมงานล่วงหน้าในส่วนของการขยายโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G ทั่วประเทศไว้อย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการตั้งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ 2 คนเพื่อมาดูแลเรื่องการจัดซื้อพัสดุและด้านกฎหมายรวมทั้งด้านสเปกต่างๆคือนายสมพล สันติบุตรกับนายเชฏฐ์ พันธุ์จันทร์
นอกจากนี้บอร์ดทีโอทีกำลังจะพิจารณาอนุมัติเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) โครงการ 3G ทั่วประเทศ หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดประชาพิจารณ์เงื่อนไขให้โปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อทีโอทีมากที่สุด โดยทีโอทีคาดว่าจะเปิดให้ยื่นซองประกวดราคาได้ภายในเดือนก.ค.ที่จะถึงนี้
‘ทีโอทีจะดูเงื่อนไขประกวดราคาให้รัดกุมมากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการล็อกสเปกเอื้อประโยชน์ให้ใครเป็นพิเศษ’
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเมื่อได้ผู้ชนะประมูลติดตั้งโครงข่าย 3G ทั่วประเทศแล้วจะต้อง มีการโยกย้ายอุปกรณ์ของอีริคสัน และโนเกีย ซีเมนส์ จำนวน 500 สถานีฐานเดิมออกไป เพื่อเตรียมพื้นที่ให้สำหรับการติดตั้งโครงข่าย 3G ทั่วประเทศ เพราะในแง่การใช้บริการจะได้ประสิทธิภาพสูงกว่าการต้องโรมมิ่งกันระหว่างโครงข่าย 3G ทั่วประเทศของใหม่กับโครงข่ายที่อัปเกรดของเดิม โดยทีโอทีต้องการให้หน้าที่ภาระในการการโยกย้ายอุปกรณ์และการเตรียม site preparation ของ500 สถานีฐานเดิม ไม่ควรรวมเป็นขอบเขตงานในการประมูลของโครงการในทีโออาร์ใหม่ที่จะติดตั้งโครงข่าย 3G ทั่วประเทศ
ด้านแหล่งข่าวในทีโอทีกล่าวว่าทีโอทีควรจะตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อสอบความถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ในสัญญาเดิมที่เอซีที โมบายล์ทำไว้กับกลุ่มอีริคสันและโนเกีย ซีเมนส์ โดยกำหนดมูลค่าซื้ออุปกรณ์ในการติดตั้งเพิ่มเติมไว้ด้วยที่ประมาณ 1,400 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับการอัปเกรด เป็น 3G และการติดตั้งสถานีฐานย่อยในอาคารแล้วก็จะรวมเป็นประมาณ 1,900 ล้านบาท
‘ทีโอทีควรเข้ามาตรวจสอบในเรื่องราคาด้วยว่ามีความโปร่งใสและถูกต้องมากแค่ไหน ในส่วนของการอัปเกรดโครงข่าย’วงการสื่อสารท้วงโครงการจัดซื้อ 3จี เฟสศูนย์ ของไทยโมบาย เหตุต้นทุนสูงแซงบังคลาเทศ ด้านทีโอที แจงยังต้องเจรจากิจการร่วมค้าเดิมก่อนเสนอบอร์ด
แหล่งข่าว กล่าวว่า ต้นทุนของสถานีฐานของไทยโมบายต่อลูกค้า สูงกว่าค่าเฉลี่ยสากล โดยมีมูลค่าถึง 200 ดอลลาร์ หรือกว่า 7,000 บาทต่อการรองรับลูกค้า 1 ราย
ขณะที่ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศบังคลาเทศ ที่เปิดประมูลติดตั้งโครงการมือถือ 3จี เมื่อปลายปีที่ผ่านมา พบว่าต้นทุนสถานีฐานรวมค่าเสา และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ทั้งหมด อยู่ที่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ ต่อลูกค้า 1 ราย หรือหากไม่รวมทาวเวอร์ จะอยู่ที่ประมาณ 75 ดอลลาร์
"เป็นที่น่าสังเกตว่าราคาที่ตกลงในไทยมีมูลค่าสูงกว่าประเทศอื่นๆ มาก แต่สามารถสรุปกันในหลักการได้ ทั้งที่ยังไม่มีข้อสรุปแผนธุรกิจชัดเจน นอกจากมองว่าจะเป็นเน็ตเวิร์ค โพรไวเดอร์" แหล่งข่าวกล่าว
ด้านนายชาครีย์ ทรัพย์พระวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานโครงข่าย บมจ. ทีโอที กล่าวว่า ทีโอที ยังไม่ตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการอัพเกรดโครงข่าย 3จี เดิม แต่กำลังเร่งดำเนินการ คาดว่าจะสรุปได้ในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะเสนอให้บอร์ดพิจารณาอนุมัติอีกครั้ง
ทั้งนี้ การอัพเกรดโครงข่ายดังกล่าว มีสัญญากับกลุ่มกิจการร่วมค้าเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีการเจรจาในรายละเอียดให้แล้วเสร็จ ขณะที่การลงทุนในเฟส 1 และเฟส 2 ตามมติ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องรอการพิจารณางบประมาณเงินกู้ให้เรียบร้อยก่อน
ขณะที่ ในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ร.ต. หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้รายงานความคืบหน้าโครงการโทรศัพท์มือถือระบบ 3จี ซึ่งจะดำเนินการโดยทีโอที ให้ที่ประชุมรับทราบ
ร.ต. หญิง ระนองรักษ์ กล่าวว่า ไอซีที เตรียมเสนอกรอบการดำเนินงาน และขออนุมัติงบลงทุนในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 2 หมื่นล้านบาท ส่วนการกู้เงิน จะเน้นแหล่งเงินทุนในประเทศเป็นหลัก แต่ถ้าไม่พอก็อาจพิจารณาแหล่งเงินกู้นอกประเทศในวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ โครงการลงทุนโครงข่าย 3จี เป็นไปตามมติ ครม. ซึ่งให้ทีโอทีเป็นผู้ลงทุนและให้บริการโครงข่ายทั่วประเทศ งบประมาณเดิมที่คาดไว้ 2.9 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น เงินลงทุนของทีโอทีเอง 2.4 พันล้านบาท และเงินกู้อีก 2.7 หมื่นล้านบาท โดยถือเป็นส่วนหนึ่งในแผนฟื้นฟูกิจการของทีโอทีกทช.ประชาพิจารณ์ร่างการใช้คลื่นความถี่ 3G ครั้งสุดท้ายสรุปแบ่งกลุ่มความถี่เป็นกลุ่มละ 5เมกะเฮิรตซ์ ตามมาตรฐาน ITU คาดไม่เกิน 2 สัปดาห์ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มั่นใจใบอนุญาตเสร็จตามกำหนด พร้อมให้งบ TRIDI เดินหน้าพัฒนาส่งเสริมการวิจัยด้านโทรคมนาคม 30 ล้านบาท
นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่าเมื่อวานนี้(30 เม.ย.)ได้มีการทำประชาพิจารณ์ร่างการใช้คลื่นความถี่สำหรับ 3G เสร็จแล้ว คาดว่าสามารถสรุปรายละเอียดนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ดกทช.ได้ในสัปดาห์หน้าและจะสามารถลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาในอีก 2 สัปดาห์หลังจากนั้น
ทั้งนี้การทำประชาพิจารณ์ครั้งนี้ได้ข้อสรุปเรื่อง แนวทางการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับ 3G โดยอิงตามหลักของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) คือแบ่งเป็นกลุ่มๆ ละ 5 เมกะเฮิรตซ์จากเดิม 15 เมกะเฮิรตซ์เพื่อง่ายต่อการจัดสรร หากในอนาคตอาจมีการจัดสรรความถี่ให้ผู้ประกอบการนำไปให้บริการในบางพื้นที่บางภูมิภาค
ดังนั้นคาดว่ากระบวนการต่างๆจะเสร็จสิ้นและสามารถประมูลคลื่นความถี่ได้ในระยะเวลาใกล้เคียงกับไวแม็กซ์ หรือตามกำหนดเดิมภายในไตรมาส 3 ปีนี้โดยไม่จำเป็นต้องเลื่อนไปถึงปลายปีแต่อย่างใด นอกจากนั้นในขณะนี้กทช.ยังไม่ได้สรุปว่าจะเลือกบริษัทที่ปรึกษารายไหน เพราะเพิ่งปิดรับข้อเสนอ (Proposal) จากบริษัทต่างๆเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ในการทำประชาพิจารณ์ 3G นั้นมีข้อสังเกต 2-3 เรื่องหลักเรื่องแรกคือข้อกำหนดการใช้เทคโนโลยีที่เป็นกลาง มีความต้องการให้กทช.อธิบายความหมายให้ชัดเจนว่าหมายถึงสิ่งใด หากผู้ประกอบการเลือกเทคโนโลยีที่ใช้แล้วต้องมาขออนุญาตจาก กทช.อีกเพราะเหตุใด ซึ่งกทช.ได้แจ้งว่าถ้าเลือกเทคโนโลยีใหม่นอกเหนือจากที่กทช.ได้ประกาศมาตรฐานไปแล้ว 2 เทคโนโลยีคือCDMA 2000 และWCDMAให้แจ้งกทช.เพื่อขอความเห็นชอบจากกทช.เพราะกทช.จะประกาศมาตรฐานการใช้งานออกมา เพื่อไม่ให้รบกวนการใช้คลื่นความถี่อื่นๆ
ส่วนข้อสังเกตอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับอนาคตหากมีการนำเข้าอุปกรณ์ที่ใช้คลื่นความถี่ต่ำลักษณะเดียวกับไวไฟ เช่น Femtocell ก็ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตนำเข้าอุปกรณ์จากกทช.ได้หรือไม่เพราะอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวไม่มีความแตกต่างจากการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายแบบไวไฟที่ปัจจุบันบรรจุในโน้ตบุ๊กและสัญญาณไม่ได้รบกวนการทำงานของอุปกรณ์อื่นๆซึ่งเรื่องดังกล่าวอยู่ในดุลยพินิจของกทช.
นายเศรษฐพรกล่าวว่าในส่วนของไวแม็กซ์ ขณะนี้คณะทำงานได้จัดทำแผนความถี่วิทยุเสร็จแล้วและจะส่งเข้าบอร์ดกทช.พิจารณาได้ประมาณสัปดาห์หน้าและจัดทำประชาพิจารณ์ได้ในเดือนพ.ค.ที่จะถึงนี้ โดยหัวข้อที่จะต้องนำมาถกในการทำประชาพิจารณ์ เช่นเรื่องจำนวนใบอนุญาตที่จะจัดสรร,ช่วงความถี่ที่จะเลือกให้บริการไวแม็กซ์ ระหว่าง 2.3 เมกะเฮิรตซ์ และ 2.5 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งคาดว่าจะใช้ 2.3 เมกะเฮิรตซ์ไปก่อน หรืออาจมีข้อพิจารณาว่าใช้คลื่น 2.5 เมกะเฮิรตซ์ได้ในบางพื้นที่ แต่หากพื้นที่ใดที่มีการจัดสรรคลื่น 2.5 เมกะเฮิรตซ์ใช้ในกิจการกระจายเสียงไปก่อนหน้ามีการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ก็จะใช้เพื่อให้บริการไวแม็กซ์ไม่ได้ ดังนั้นหากในอนาคตมีการจัดตั้งกสทช.ก็จะทำให้การจัดสรรคลื่นเพื่อใช้ในกิจการโทรคมนาคม กิจการแพร่ภาพกระจายเสียง ดำเนินการได้สะดวกยิ่งขึ้น
ส่วนวิธีการจัดสรรคลื่นความถี่คาดว่าจะใช้การประมูลเช่นเดียวกับ 3G เพราะทั้งไวแม็กซ์ และ 3G ต่างเป็นทรัพยากรความถี่ที่มีมูลค่าสูง (High Value Spectrum) ขณะเดียวกันการออกใบอนุญาตไวแม็กซ์ก็อาจจะแบ่งเป็นภูมิภาค (Regional License) หรือทั่วประเทศ (National License) โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปหลังจากทำประชาพิจารณ์ หรือภายใน 3เดือนนับจากนี้เนื่องจากกระบวนการที่เกี่ยวข้องกทช.ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาจากธนาคารโลกมาอบรมและทำงานร่วมกันกับกทช.
นายสุธรรม อยู่ในธรรม กรรมการกทช.กล่าวว่าการใช้งบประมาณกทช.ในปีนี้จะไม่มีการลงทุนใหม่ๆโดยไม่จำเป็น แต่จะเน้นในเรื่องการให้ทุนวิจัยและพัฒนาโทรคมนาคมเป็นหลัก เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านโทรคมนาคมของบุคลากรของไทยให้มีความต่อเนื่อง และไปต่อยอดทางธุรกิจได้ เพราะในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวการสร้างความรู้เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมอยู่รอดต่อไปได้
นายสุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม สำนักงานกทช. (TRIDI) กล่าวว่า ปีนี้ TRIDI ได้รับงบประมาณเพื่อใช้ในการให้ทุนวิจัยและพัฒนาบุคลากร 30 ล้านบาท ซึ่งได้กำหนดแนวทางวิจัยไว้เป็นระเบียบ 4 ฉบับ โดยฉบับที่ 1 เป็นเรื่องการอุดหนุนการวิจัยด้านไอซีที แก่สถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐและเอกชน ฉบับที่ 2 เป็นการติดตามประเมินผลการจ่ายค่าตอบแทนให้รัดกุม ฉบับที่ 3 เป็นเรื่องให้ทุนการศึกษา ฝึกอบรมระดับปริญญาโท และเอก และฉบับที่ 4 เรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและผลประโยชน์ในเชิงวิจัย แบ่งประโยชน์ระหว่างเอกชนและTRIDI
"รูปแบบการให้ทุนมี 3 แนวทาง เรื่องแรกเป็นงานเชิงวิชาการ นำไปจดสิทธิบัตรได้ต่อไปเรื่องที่สองเป็นงานวิจัยต้นแบบจะเปิดกว้างให้นิติบุคคลที่สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ และแนวทางที่สาม กำหนดทิศทางการวิจัยและจัดทำโรดแมปให้แก่คนในวงการนี้ ส่วนมูลค่าในอุตสาหกรรมนี้จะเพิ่มขึ้นหลังจากให้ทุนเป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่กำลังเก็บข้อมูลเพราะที่ผ่านมาในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ไม่มีการเก็บข้อมูลกันอย่างจริงจัง” นายสุพจน์กล่าว