กทช.ไฟเขียวทีโอทีอัปเกรดสถานีฐานไทยโมบาย 1900 เมกะเฮิรตซ์ เดิมจำนวน 533 สถานีฐาน ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลเป็น 3G ระบุหากต้องการนำเข้าอุปกรณ์สามารถขออนุญาตสำนักงานทันทีไม่ต้องผ่านบอร์ดกทช.
นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)กล่าวว่าบอร์ดกทช. อนุญาตให้บริษัททีโอที อัปเกรดสถานีฐานโทรศัพท์มือถือระบบ 1900 เมกะเฮิรตซ์ ของไทยโมบาย ให้สามารถรองรับการใช้งานระบบ 3G บนคลื่นความถี่ 1900-2100 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 533 สถานีฐานเดิม ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งตามแผนทั้งหมดของทีโอทีจะติดตั้งสถานีฐานเพื่อรองรับการใช้งานโทรศัพท์มือถือระบบ 3Gทั้งหมด 5,200 สถานีฐานทั่วประเทศ
"หลังจากนี้ ทีโอที สามารถดำเนินการติดตั้งและอัปเกรดสถานีฐานได้ทันที ส่วนการขออนุญาตนำเข้าอุปกรณ์ ก็ยื่นขอจากสำนักงานกทช.ได้โดยตรงไม่ต้องผ่านบอร์ดกทช.อีก ซึ่งจะทำให้การทำงานเร็วขึ้น"
ทั้งนี้การอัปเกรดดังกล่าวทีโอทีจะใช้เงินลงทุนประมาณไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหนึ่งสถานีฐานหรือรวมแล้วประมาณ 1,500 ล้านบาทนอกจากนี้ทีโอทียังได้คืนเลขหมายโทรศัพท์มือถือจำนวน 1.4 แสนเลขหมายให้กทช.เพื่อไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเลขหมายละ 1 บาทต่อเดือน ระหว่างอัปเกรดสถานีฐานให้สามารถรองรับการใช้งานโทรศัพท์มือถือระบบ 3G
นายประเสริฐกล่าวว่าบอร์ดกทช.เห็นชอบให้สำนักงานกทช.ไปศึกษาการลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 และใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบที่ 3 ซึ่งมีโครงข่ายเป็นของตัวเอง จากเดิมที่คิดค่าธรรมเนียมปีละ 2.5% ของรายได้ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี จึงเหมือนเป็นการสร้างกำลังใจที่จะดำเนินงานให้ผู้ประกอบการ ซึ่งการศึกษาดังกล่าวต้องเน้นประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้บริโภคและสาธารณะเป็นหลัก
ปัจจุบันกทช.มีรายได้จากค่าใบอนุญาตปีละ 2,500 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรศัพท์ 1 พันล้านบาท รวมรายได้ปีละ 3,500 ล้านบาท หาก กทช.ลดค่าใบอนุญาตลงจะทำให้กทช. มีรายได้ลดลง แต่ก็เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและยังมีเงินเหลือส่งเข้ากระทรวงการคลัง ซึ่งปีที่ผ่านมา กทช.ส่งรายได้เข้ากระทรวงการคลัง 800 ล้านบาท จากรายได้ทั้งหมด 3,800 ล้านบาท
กทช. ยอมรับผลกระทบจากสถานการณ์แวดล้อมในประเทศ อาจส่งผลให้เกณฑ์การออกใบอนุญาต ตลอดจนการประมูล 3 จี ไวแม็กซ์ ล่าช้าไปอีกเล็กน้อย
ประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า จากสภาพเศรษฐกิจการเมืองในประเทศขณะนี้ เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของทุกอุตสาหกรรม ซึ่งในส่วนความรับผิดชอบของ กทช. จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลสภาพแวดล้อมต่างๆ อย่างรอบคอบก่อนออกเกณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะเกณฑ์ประมูล และการให้บริการ 3 จี รวมทั้งไวแม็กซ์ด้วย
"ยอมรับว่าแผนงานต่างๆ ต้องสะดุดไปบ้างจากสภาพแวดล้อมของประเทศเช่นนี้ อย่าง 3 จี โดยส่วนตัวแล้วคาดว่าอาจมีหลักเกณฑ์ออกมาได้พร้อมในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หรือเลื่อนจากเดิมเล็กน้อย ขณะที่อาจได้เห็นการออกเกณฑ์ไล่เลี่ยกันกับ ไวแม็กซ์" นายประเสริฐกล่าว
สำหรับเกณฑ์ 3 จี บนคลื่นความถี่ใหม่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ นั้น ขณะนี้อยู่ในกระบวนการคัดเลือกที่ปรึกษา เพื่อจัดทำ 2 เรื่องหลักได้แก่ 1.ดีไซน์รูปแบบการประมูล 2.วิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อการให้ใบอนุญาต 3 จีรายใหม่ เนื่องจากสถานการณ์แวดล้อมที่เปลี่ยนไป คาดว่า ภายในต้นเดือนพฤษภาคม จะรู้ว่าผู้ที่ได้รับคัดเลือกคือ รายใด จากนั้นบริษัทที่ปรึกษาจะจัดส่งรายงานสมบูรณ์ใน 3 เดือน แต่ระหว่างนั้นก็จะจัดส่งรายงานให้ กทช. เป็นประจำทุกเดือน
ส่วนเกณฑ์ไวแม็กซ์อยู่ระหว่างทำแผนความถี่ให้สมบูรณ์ จากนั้น กทช. จึงจะพิจารณาได้ว่าจะออกเกณฑ์อย่างไร ออกให้กี่ราย และอย่างไร
ขณะเดียวกัน บอร์ด กทช. ได้อนุมัติให้ บมจ. ทีโอที ติดตั้งสถานีฐานสำหรับคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ -2.1 กิกะเฮิรตซ์ จำนวน 533 แห่งในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล จากเป้าหมายทั้งหมดจำนวน 5,200 สถานีฐานทั่วประเทศ
นอกจากนี้ บอร์ดยังเห็นชอบให้สำนักงาน กทช. ศึกษาลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมประเภทที่ 3 มีโครงข่ายเป็นของตนเอง และบริการอินเทอร์เน็ตแบบที่ 3 จากปัจจุบัน 2.5 % ของรายได้ลงอีกเพื่อความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ซึ่งคาดว่ารายได้ของ กทช.จะลดลงจากปีที่ผ่านมาเกือบ 3,800 ล้านบาท และจัดส่งให้รัฐ 800 ล้านบาท เงินที่เหลือใช้เพื่อบริหารบุคลากรและเงินเดือน 40% จากนั้นเป็นการแบ่งเงินให้กับกองทุนพัฒนากิจการโทรคมนาคม กองทุนเพื่อการศึกษา กองทุนพัฒนากิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (USO)
ด้านนายศุภลักษณ์ สัปตตั้งตระกูล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในภาวะเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน หากได้รับความชัดเจนจาก กทช. ที่จะมีบริการใหม่ในเวลาใด โดยไม่เลื่อนไปเรื่อยๆ จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมได้ดีอีกด้วย
ขณะที่ นายประเสริฐ กล่าวว่า กทช. ได้เร่งการลงทุนที่สุดแล้วเพื่อกระตุ้นการลงทุน แต่การจัดสรรนั้นให้เป็นทรัพยากรของชาติ ที่มีระยะเวลายาวนาน ดังนั้นจึงต้องดำเนินการให้เหมาะสม อัตราประมูล ไม่ถูกหรือแพงเกินไป เพื่อให้ประกอบธุรกิจได้ ขณะเดียวกัน ขอให้เห็นใจคนกำกับนโยบายเพราะถ้ามีปัญหาใด ก็จะถูกครหาก่อนผู้อื่น
23 เมษายน 2552 09:00กทช.หวั่นการเมืองกระทบแผนออกใบอนุญาต 3จีทั้งใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 3 และใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบที่ 3 หวังลดภาระผู้ประกอบการ ส่งผลต่อเนื่องผู้บริโภค พร้อมอนุมัติให้ "ทีโอที" ลุยปรับปรุงสถานีฐานไทยโมบาย 1900 เป็นระบบ 3G...
นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดกทช. ได้สั่งให้สำนักงานกทช.ไปศึกษาลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 3 และใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบที่ 3 ซึ่งมีโครงข่ายเป็นของตัวเอง จากเดิมที่คิดค่าธรรมเนียมปีละ 2.5% ของรายได้ผู้ได้รับใบอนุญาต เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจ ที่กระทบไปทุกธุรกิจ ดังนั้นกทช.จึงต้องการช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งจะส่งผลต่อผู้บริโภคให้ได้รับค่าบริการที่ถูกลงตามไปด้วย ทั้งนี้กทช. มีรายได้จากจัดเก็บค่าใบอนุญาตปีละ 2,500 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรศัพท์ 1 ,000 ล้านบาท รวมรายได้ปีละ 3,500 ล้านบาท
รองเลขาธิการ กทช. กล่าวอีกว่า หากกทช.ลดค่าใบอนุญาตลง จะทำให้กทช. มีรายได้ลดลง แต่ก็เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและยังมีเงินเหลือส่งเข้ากระทรวงการคลัง โดยปีที่ผ่านมา กทช.ส่งรายได้เข้ากระทรวงการคลัง 800 ล้านบาท จากรายได้ทั้งหมด 3,800 ล้านบาทนายประเสริฐ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) สามารถยื่นขออนุญาตนำเข้าอุปกรณ์ เพื่อนำมาปรับปรุงสถานีฐานโทรศัพท์มือถือ 1900 เมกะเฮิร์ทซ์ จำนวน 533 สถานี ได้ เพื่อเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือระบบ 3 จี ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในปลายปี 2552 ซึ่งจะใช้เงินลงทุนในการปรับปรุงครั้งนี้สถานีฐานละ 3 ล้านบาท คิดเป็นเงินรวม 1,500 ล้านบาท
นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันทีโอที ยังได้คืนเลขหมายโทรศัพท์มือถือจำนวน 140,000 เลขหมาย ให้กทช. เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเลขหมายละ 1 บาทต่อเดือน สำหรับโครงการโทรศัพท์มือถือระบบ 3 จี ของทีโอทีทั้งหมด ตามแผนทีโอที จะลงทุนขยายโครงข่ายไม่ต่ำกว่า 5,200 สถานีฐานเพื่อครอบคลุมการให้บริการทั่วประเทศ โดยใช้เงินลงทุน 29,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดเงื่อนไขการประมูล(ทีโออาร์) เพื่อเปิดประมูลการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์มือถือระบบ 3 จี คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ไม่เกินกลางปี 2552 และเปิดให้บริการได้ไม่เกินกลางปี 2553วิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกคราวนี้ แม้จะส่งผลกระทบอย่างเป็นวงกว้างทั้งภาคการเงิน ส่งออก และภาคการผลิต
แต่หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ยังพอมีหวัง ก็คือ โทรคมนาคมไทย โดยเฉพาะหากปีนี้สามารถเปิดใช้บริการเทคโนโลยี 3 จี ทั้งบนคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิร์ตซ์ และ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ์ ของหน่วยงานรัฐ และเอกชน
มีการคาดการณ์ว่าโครงการ 3 จี จะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนในอุตสาหกรรมโทรคมไทย เพิ่มขึ้นปีละ 2-3 หมื่นล้านบาท ต่อเนื่องอย่างน้อยเป็นเวลา 3 ปี
หากรวมกับการลงทุนของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 รายหลักในตลาด ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด เฉลี่ยประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาทต่อปี ก็จะมีเม็ดเงินลงทุนในประเทศสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท
โครงการ 3 จี ที่ดูจะเป็นความหวังของผู้ลงทุน และผู้บริโภคปีนี้จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็น สัมผัสได้เพียงแผนงานที่ดูเหมือนจะไม่คืบหน้ามากนัก
ดังนั้น การลงทุน 3 จีที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวมขับเคลื่อน รวมถึงสร้างความคึกคักให้กับตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงดูเลือนรางอย่างเคย
หากแบ่งการลงทุน 3 จีบน 2 คลื่นความถี่ที่ดำเนินการได้ เวลานี้ 3 จี 1900 เมกะเฮิร์ตซ์ โดยความรับผิดชอบของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ผ่านล่วงเลยมาเกือบ 1 ปี ตั้งแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.)นายสมัคร สุนทรเวช อนุมัติเมื่อกลางปีที่ผ่านมา คณะกรรมการ (บอร์ด) ทีโอที บอกได้เพียงว่า ภายในเดือนเมษายนนี้ จึงจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยเฉพาะแหล่งเงินทุน และวิธีการประมูล
ขณะที่ 3 จี 2.1 กิกะเฮิร์ตซ์จากขณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กว่าจะเปิดประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) หากทำได้เร็วจริงก็ปาเข้าไป ไตรมาส 3 ของปีนี้แล้ว ซึ่งหมายความว่า กว่าผู้ประกอบการจะลงทุนได้จริงก็ต้นปี 2553 ดังนั้น ทั้งผู้ลงทุนและผู้บริโภคยังต้องร้องเพลงรอต่อไป
สิ่งที่ผู้ให้บริการมือถือทำได้ในปีนี้คือ การรักษาฐานลูกค้าเดิม เพื่อประคับประคองธุรกิจให้สามารถฝ่าปัจจัยลบต่างๆไปได้และรอให้โครงการ 3 จี ชัดเจนที่สุด ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงน่าจะมีความคึกคักมากกว่านี้
ก่อนหน้านี้ทางดีแทคได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนด้าน 3จี ว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้เทเลเนอร์มีการระมัดระวังในการลงทุน โดยจะเน้นการลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพ และการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ โดยในปีนี้ เทเลเนอร์จะให้ความสำคัญที่จะลงทุนในประเทศอินเดียมาก ซึ่งผลกระทบในแง่ของการลงทุนเมื่อเปรียบเทียบกับไทยแล้ว ประเทศอินเดียน่าสนใจกว่า
โดยนายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า การที่ กทช. ยังคงล่าช้าในเรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการให้ใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) 3 จีบนคลื่นความถี่ใหม่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ์ ส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการมือถือในเรื่องแผนการลงทุนต่างๆ โดยเฉพาะงบประมาณที่จะนำมาใช้ลงทุน
เมื่อ กทช.ไม่มีความชัดเจนว่าจะให้ไลเซนส์ได้เมื่อไหร่ ทำให้ผู้ให้บริการมือถือเองไม่สามารถมีรายละเอียด หรือ ช่วงเวลาที่แน่นอนไปเสนอต่อธนาคารเพื่ออนุมัติเงินลงทุนได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนของแต่ละบริษัท
"ขณะนี้เริ่มไม่มั่นใจว่า กทช.จะสามารถออกไลเซ่นส์ได้ทันไตรมาส 3 ตามที่ประกาศไว้จริง เพราะจะเห็นว่า กทช. จะประกาศว่าไลเซ่นส์จะได้ทุกปี แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็เลื่อนทุกครั้ง ซึ่งทำให้ทั้งผู้ให้บริการมือถือและสถาบันการเงินงงตามไปด้วย"
นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไอซีทีโดยรวม เนื่องจาก ผู้ประกอบการโน้ตบุ๊ค และ คอมพิวเตอร์ ที่ ต้องการนำสินค้าที่รองรับ 3 จี ได้เข้ามาจำหน่าย ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่แน่ใจว่า 3 จี จะใช้งานได้จริง
อย่างไรก็ตาม การที่ กทช.ตัดสินใจใช้รูปแบบประมูลนั้นไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่เป็นวิธีที่โปร่งใสที่สุด เพราะหากใช้วิธีอื่นอาจทำให้ไลเซ่นส์ 3 จีมีความล่าช้ามากกว่านี้
ทั้งนี้ ดีแทควางแผนลงทุนเฉลี่ยปีละ 5,000-10,000 ล้านบาท บนไลเซ่นส์ 3 จี จากกทช. โดยเป็นการลงทุนควบคู่ไปกับคลื่นความถี่เก่า หรือ เอชเอสพีเอ โดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารและ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่า ทรูพร้อมลงทุน 1 หมื่นล้านบาท ทันทีที่ได้รับไลเซนส์ 3 จี โดยจะลงทุนควบคู่กันทั้งในรูปแบบไลเซ่นส์ใหม่ และ เอชเอสพีเอ หลังจากได้รับอนุมัติจากกสท โทรคมนาคม ให้ดำเนินการได้
แม้การประมูลไลเซ่นส์ 3จีนั้น จะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่ก็ยอมรับได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอความชัดเจนและรายละเอียดหลักเกณฑ์ต่างๆ จาก กทช.
ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ เอไอเอส ระบุว่า ไม่มีเหตุอะไรที่ กทช.จะไม่สามารถเปิดประมูลใบอนุญาต 3จี ได้ในปีนี้ เนื่องจากรัฐบาลชุดนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ได้เร่งให้มีการลงทุนเรื่องนี้ ด้านผู้ประกอบการเองก็มีความพร้อมมาตั้งแต่สองปีที่แล้วแล้ว
"โครงการ 3 จี ไม่ใช่แค่กระตุ้นเงินลงทุนให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยเท่านั้น แต่ยังช่วยในเรื่องของการสร้างงานด้วย รวมถึงดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่มขึ้น ตลาดรวม 8 ล้านเลขหมายปีนี้ กลยุทธ์สำคัญของผู้ให้บริการแต่ละรายจึงหนีไม่พ้นการรักษาฐานลูกค้าเดิมให้มากที่สุด โดยที่บริการที่ยังพอมีหวังและสร้างรายได้ให้เติบโต คือบริการเสริม (นอนวอยซ์)"
ขณะที่นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ รองประธานอาวุโส ส่วนธุรกิจบริการเสริม ดีแทค ระบุว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยในปี 2552 ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากปริมาณการโทรผ่านแต่ละเครือข่ายจะมีอัตราลดลง โดยเฉพาะส่วนที่เป็นวอยซ์ (บริการด้านเสียง) มีปริมาณการใช้งานลดลงแน่นอน แต่จะไปเพิ่มในบริการด้านข้อมูลมากขึ้น (ดาต้า)
ด้านนายปรัธนา ลีลพนัง ผู้อำนวยการสำนักบริการเสริม เอไอเอส ให้ข้อมูล ในปี 2552 อัตราการขยายตัวของบริการเสริม (นอนวอยซ์) ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง หากเทียบกับการเติบโตบริการเสียง (วอยซ์) ที่คาดว่ารายได้จากนอนวอยซ์ น่าจะเติบโตได้ราว 10-15% อยู่ที่ 12,000 ล้านบาท
"เศรษฐกิจโดยรวม ติดลบแต่ธุรกิจโทรคมนาคมในปีนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยคาดว่าจะโต 3-5% ซึ่งเป็นจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับ อัตราเติบโตของเคเบิลทีวีและอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) เพราะตลาดมือถืออิ่มตัวโดยต้องการให้ รัฐบาลสร้างความชัดเจนเรื่อง 3 จี และไวแมกซ์ใภายในปีนี้ เนื่องจากบริการ 3 จีจะเข้ามาดันตลาดโทรคมนาคมให้มี อัตราเติบโตมากขึ้น อย่างไรก็ดีมองว่าประเทศไทยมีแนวโน้มที่ผู้ใช้มือถือไปถึง 100 ล้านเลขหมายได้ในปี พ.ศ.2556 เพราะผู้ใช้มือถือหลายเบอร์มากขึ้น"
อุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยเฉพาะมือถือคงต้องไปลุ้นครั้งใหญ่ต้นปี 2553 เพราะหาก 3 จี เปิดใช้อย่างสมบูรณ์ตลาดนี้คงจะกลับมาคึกคักไม่น้อย
ผู้ใช้มือถือเองก็คงได้สนุกกับเทคโนโลยีใหม่ และหวังว่าจะไม่ต้องเจอโรคเลื่อนอีกผ่ากลยุทธ์ "ทอเร่ จอห์นเซ่น" เดินเครื่องลุยพัฒนาธุรกิจเต็มสปีดหลังตั้งทีมเฉพาะกิจ ระดมมันสมอง วางแผนยุทธศาสตร์ ไปถึงแผนพัฒนาธุรกิจในระยะยาวให้ ดีแทค พร้อมผนึกกิจการในเครือหาโอกาสต่อยอดธุรกิจใหม่ ทั้งเปิดกว้างลงลึกถึงจับมือพันธมิตรในไทย&เทศ หลังผนึกกับโวดาโฟน เชื่อมโยงเครือข่ายโทร.ต่างประเทศ ขณะที่แผนฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจปีนี้เร่งเปลี่ยนโฟกัสหันมามุ่งบริการหวังรักษาฐานลูกค้าและลดต้นทุนธุรกิจ ยืนยันลงสนามชิง 3G ตั้งเป้าลงทุนปีละหมื่นล้าน
นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแผนยุทธศาสตร์ธุรกิจและการปรับตัวรับมือช่วงสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ ในขณะนี้ ว่า ได้มีการจัดตั้งทีมยุทธศาสตร์และพัฒนาธุรกิจ หรือ Small Strategy Unit ขึ้นมาใหม่ เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบและดูแลการระดมความคิดจากหน่วยงานส่วนต่างๆ ตั้งแต่ ฝ่ายเทคนิค พาณิชย์ การเงิน และอื่นๆ แล้วรวบรวมเป็นภาพรวม
โดยหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่นี้ ปัจจุบันมีทีมงานรวม 7 คน ภารกิจหลักคือกำหนดยุทธศาสตร์และวางแผนพัฒนาธุรกิจในระยะยาวให้กับดีแทค รวมไปถึงต่อยอดธุรกิจในกลุ่ม ที่มีอยู่ 3 แห่ง คือ บริษัท เพย์สบาย จำกัด ที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้ให้บริการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Payment Solution) และบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีด้านไอที รวมทั้ง รายการวิทยุ 103.5 เอฟเอ็ม วัน แฮปปี้ สเตชั่น ที่ดีแทคได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ว่าจะร่วมมือกันวางยุทธศาสตร์ธุรกิจต่อไปอย่างไรรวมถึงการหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะพัฒนาธุรกิจร่วมกันด้วย
"การพัฒนาธุรกิจใหม่ที่เรากำลังดูโอกาสขยายอีก 2 ส่วน คือ การพัฒนาธุรกิจทางด้านการเงินหลังจากที่ ดีแทค ได้จับมือกับธนาคารกสิกรไทยพัฒนา ATM Sim (การทำธุรกรรมทางด้านการเงินบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง เช็ก โอน เตือน และ จ่าย)ว่าจะพัฒนาต่อยอดธุรกิจทางด้านการเงินลักษณะนี้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่งได้อย่างไร"
หรือการนำเทคโนโลยีบอกรับตำแหน่งผ่านดาวเทียมมาเป็นสื่อกลาง ที่เรียกว่า GPS Satellite Navigation & Commmunication มาเจาะกลุ่มเป้าหมายธุรกิจใหม่ เช่น การบริหารงานทางด้านโลจิสติกส์ สำหรับการขนส่งก๊าซ น้ำมัน หรือกระจายไฟฟ้า รวมไปถึงเทคโนโลยีสื่อสารแบบไร้สายที่นำมาขยายบริการแทนใช้แรงงานคน เป็นต้น
นายทอเร่ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกเหนือจากการวางยุทธศาสตร์และพัฒนาธุรกิจใหม่ๆภายในกลุ่มธุรกิจ แล้ว ดีแทคยังมองโอกาสร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในไทย และเครือข่ายที่กระจายอยู่ในต่างประเทศ แบ่งปันประสบการณ์และสร้างประโยชน์จากเครือข่ายและเทคโนโลยี ที่มีอยู่ นำมาพัฒนาบริการใหม่ ๆ เช่น ระบบเทคโนโลยีการจัดซื้อ(procurement) รวมไปถึงความร่วมมือกับโวดาโฟน (ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากประเทศอังกฤษ) ซึ่งได้ทำข้อตกลงร่วมกันในเรื่องการโรมมิ่ง(เชื่อมโยงสัญญาณ) และบริการต่างๆ ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจดีแทคในตลาดได้ดียิ่งขึ้น
โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในขณะนี้ ซีอีโอดีแทค มองว่า ตลาดมือถือปีนี้อาจจะขยายตัวแค่เพียงครึ่งหนึ่งของปีที่แล้วซึ่งจำนวนเลขหมายใหม่ทั้งตลาดขยายตัวรวม 8 ล้านเลขหมาย ในปีนี้คาดว่าตลาดรวมเลขหมายใหม่จะขยายตัวแค่ 4 ล้านเลขหมาย หรือครึ่งหนึ่งของปี 2551 ซึ่งเป็นผลจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ หนึ่ง penetration หรือจำนวนประชากรต่อเลขหมายที่ผ่านมาขยายตัวสูงมากแล้ว และสองผลจากวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น และมองว่าการใช้โทรศัพท์มือถือจะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มจึงไม่นิยมซื้อซิมใหม่กันในช่วง นี้
นายทอเร่ กล่าวถึงแนวทางการปรับตัวที่วางไว้ คือพยายามรักษาส่วนแบ่งการตลาดจากฐานลูกค้าที่มีอยู่ 19 ล้านเลขหมายให้ดีที่สุด พร้อมกับปรับปรุงการขยายพื้นที่บริการเครือข่ายให้ดีขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น รวมไปถึงการทำกิจกรรมโปรโมชันต่างๆ การเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ และกิจกรรมอื่นๆเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มไมโครเซ็กเมนต์
"ในส่วนขององค์กรเรามีการปรับโฟกัสของพนักงานให้สอดรับกับสถานการณ์ธุรกิจ ทั้งเรื่องการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และทัศนคติในการทำงาน หันมาให้ความสำคัญกับลูกค้ามากขึ้น รวมทั้งมุมมองในการทำงานของพนักงานที่พยายามให้มองไปข้างหน้า เพื่อร่วมกันหาแนวทางพัฒนาตลาดและวางแผนรองรับการเติบโตในระยะยาว"
ส่วนความคืบหน้าในการเตรียมการ สำหรับเทคโนโลยีระบบ 3G (Third Generation : ให้บริการข้อมูลความเร็วสูงแบบมัลติมีเดีย) นายทอเร่ ย้ำว่า หากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ทำการเปิดประมูลในย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ก็พร้อมที่จะเข้าร่วมแข่งขัน และสามารถเดินหน้าให้บริการได้ทันที ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมแผนลงทุนในระยะ 3 ปีไว้ ปีละ 10,000 ล้านบาท ส่วนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ จะเริ่มทำการทดสอบระบบ เริ่มจากพื้นที่ในกรุงเทพฯภายในปลายปีนี้ ส่วนจะเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคณะกรรมการเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (มาตรา 22) ว่าจะพิจารณาออกมาอย่างไร 3G ใกล้คลอด ทีโอที ยืนยันให้บริการได้ทันปลายปี 2553
นายระเทียร ศรีมงคล โฆษกและบอร์ด บมจ.ทีโอที กล่าวภายหลังประชุมบอร์ดว่า บอร์ดมั่นใจจะสามารถดำเนินงาน 3จี พร้อมให้บริการภายในสิ้นปี 2553 เนื่องจากเตรียมความพร้อมและแผนการดำเนินการไว้แล้ว ที่ล่าช้าเพราะต้องเตรียมรายละเอียดซึ่งเป็นปกติ แต่เมื่อเริ่มได้จะดำเนินธุรกิจไปได้เร็ว โดยเตรียมงบลงทุนไว้ปีแรกประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะส่งแผนการลงทุน และการดำเนินการ 3จี เสนอคณะรัฐมนตรีได้ภายในเม.ย.
ทั้งนี้ได้อนุมัติงบทั้งหมดเป็นส่วนการลงทุนราว 4 .3 หมื่นล้านบาทในปี 2553 แบ่งเป็น ส่วนแรกงบผูกพันจากปีที่ผ่านมา 1.75 หมื่นล้านบาท จะนำงบส่วนนี้ใช้พัฒนาโครงข่ายเกตเวย์ อินทราเน็ต เอ็นจีเอ็นอีกบางส่วน และข่ายสายสัญญาณ
ส่วนที่ 2 งบลงทุนใหม่ อีก 8,980 ล้านบาท ใช้จัดซื้ออุปกรณ์ข่ายสายตอนนอก ชุมสาย อุปกรณ์ปลายทาง ค่าคลื่น 3จี ให้ กสท อีก 480 บาท ส่วนที่ 3 งบประมาณต่อเนื่องใช้ในปี 2553 อีก 1.7 หมื่นล้านบาท งบประมาณก้อนนี้รวมงบสำหรับลงทุน 3จีปีแรกแล้ว และโครงการไอพี บรอดแบนด์ 1 ล้านพอร์ตอีก 2,800 ล้านบาท และได้มีการประเมินผลงานนายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที ให้ผ่านการประเมินด้วยคะแนน 82.44% จากเกณฑ์ที่ผ่าน 70%
พร้อมทั้งอนุมัติจ้างเหมาอุปกรณ์ติดตั้งเกตเวย์ GE Port ให้บริการบรอดแบนด์วงเงิน 309 ล้านบาทดำเนินการโดยบริษัท ฟาติมา RBPS รวมถึงอนุมัติต่อสัญญาติดตั้งไอพี เน็ตเวิร์ค บริษัทเพชราวุธ จาก 1 ปีเพิ่มอีก 6 เดือน หมดสัญญา ก.ค.2553 ทีโอทีเสียค่าเช่าเดือนละ 26 ล้านบาท
ขณะเดียวกันยังได้แต่งตั้งกรรมการ บริหารโครงการ 3จี โดย กรรมการผู้จัดการใหญ่ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับธุรกิจ 3จี ในอนาคต
“ทีโอทีมีเป้าหมายลดการขาดทุน และถึงจุดเบรกอีเวนท์ ใน 5 ปี ข้างหน้าซึ่งเป็นการประเมินเมื่อไม่มีรายได้จากส่วนแบ่งสัมปทานที่ได้ปีละประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท จากบริการใหม่ๆ และแผนฟื้นฟูกิจการ” นายระเทียร กล่าวสามารถเทลคอมกอดคอจัสมิน คว้าโครงการไอพีบรอดแบนด์มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาทของทีโอที ด้านทีโอทีเตรียมเสนอ กจญ.-บอร์ดพิจารณาเห็นชอบ ใช้เวลาติดตั้ง 15 เดือน เผยโปรเจกต์นี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายให้สามารถรองรับทราฟฟิกอินเตอร์ได้มากขึ้น ชี้อนาคตบรอดแบนด์สปีดต่ำสุดอยู่ที่ 8 เม็ก
นายชาครีย์ ทรัพย์พระวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด เปิดเผยในฐานะประธานคณะกรรมการประกวดราคาโครงการจ้างเหมาติดตั้งอุปกรณ์ตามโครงการขยายโครงข่ายบรอดแบนด์ไอพีของทีโอที มูลค่า 4,215 ล้านบาท ว่า จากการประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เมื่อเวลา 14.30 – 15.00 น. วันนี้(26 มี.ค 52) มีผู้ผ่านหลักเกณฑ์ได้เข้าเสนอราคา 2 ราย คือ กลุ่มล็อกซเล่ย์ เอเอที คอนโซเตียม และกลุ่ม เจเจเอส คอนโซเตียม ประกอบ บริษัท จัสมิน เทเลคอม จำกัด(มหาชน) บริษัท สามารถ เทลคอม จำกัด(มหาชน) บริษัท JRW จำกัด ส่วนบริษัท ฟอร์ท คอนโซเตียม ตกรอบตั้งแต่ยื่นคุณสมบัติ
โดยผลการประมูลผู้เสนอราคาต่ำสุดที่ 4,081.5 ล้านบาท ลดลงจากราคากลาง 133.5 ล้านบาทหรือ 3.17% ขณะที่ผู้เสนอราคารองลงมาเสนอราคาที่ 4,119.999 ล้านบาท ลดลงจากราคากลาง 95.1 ล้านบาทหรือ 2.25%
อย่างไรก็ดีผลการประมูลดังกล่าวยังไม่เป็นทางการ เนื่องจากต้องรอให้กรรมการผู้จัดการใหญ่พิจารณาเห็นชอบคาดว่าจะใช้เวลาในขั้นตอนนี้ 3 วัน จึงยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อผู้เสนอราคาต่ำสุดได้หลังจากนั้นก็จะนำเสนอบอร์ดเห็นชอบ ก่อนจะมีการเจรจาต่อรองราคากับผู้เสนอราคาต่ำสุด และลงนามในสัญญาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ซึ่งในเงื่อนไขการประมูล ทีโอทีได้สงวนสิทธิ์ที่จะยกเลิกการประกวดราคาได้
นายชาครีย์ กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาการติดตั้งหลังจากเซ็นสัญญา ให้แล้วเสร็จภายใน 15 เดือน โดยโครงการดังกล่าวเปรียบเสมือนถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ช่วยให้รองรับปริมาณทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตมากขึ้น และรอบการใช้งานบรอดแบนด์ 1 ล้านพอร์ต และ 3 G ของทีโอที โดยทีโอทีมองว่าแนวโน้มบรอดแบนด์ในอนาคตความเร็ว 2 เมกะบิตจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ และมองว่าความเร็วต่ำสุดจะอยู่ที่ 8 เม็ก
"ไอพีบรอดแบนด์ มีความจำเป็นกับทีโอทีเป็นอย่างมาก เพราะโครงข่ายมีการใช้งานทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตอย่างคับคั่ง จึงมีความจำเป็นขยาย คอลไอพีเพิ่ม ซึ่งอนาคตการใช้งานบรอดแบนด์ไม่ใช่เสียงหรือภาพเพียงอย่างเดียว แต่จะใช้งานแบบมัลติมีเดีย ซึ่งต้องการใช้งานแบนด์วิดท์มาก จึงต้องขยายโครงข่ายรองรับ”นายชาครีย์กล่าว
แหล่งข่าวจากบริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เปิดเผย ว่า กลุ่ม เจเอส คอนโซเตียม เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดในการประมูล
นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการทีโอที เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ทีโอทีมีแผนลงทุน โครงการบรอดแบนด์ 1 ล้านพอร์ต 3,600 ล้านบาท โครงการ 3G อีก 29,000 ล้านบาท และโครงการเปลี่ยนชุมสายทั้งหมดให้เป็นโครงข่ายเอ็นจีเอ็น 13,000 ล้านบาท รวมแล้วก็เกือบ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของทีโอทีและสิ่งที่ทีโอทีจะต้องทำในปี 2552 คือต้องสร้างรายได้โตไม่น้อยกว่า 5.9% เพื่อให้ทีโอทีอยู่ได้โดยกำไรไม่ลดลงไปจากเดิม ซึ่งถ้าจะคำนวณเป็นตัวเลขการติดตั้งบรอดแบนด์ เท่ากับปีนี้ต้องขยายเพิ่มอีกประมาณ 350,000 พอร์ต ในปี 2551 จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตของไทยมีประมาณ 15.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่มีประมาณ 13.4 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 24.3% ของประชากรทั้งประเทศ
แม้ว่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของทั่วโลก แต่เมื่อเทียบกับสิงคโปร์และมาเลเซียก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามาก อีกทั้งส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงข่ายและเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ซึ่งยังส่งผลต่อความแตกต่างในด้านความเร็วในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอีกด้วย
สำหรับปีนี้จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ปี 2552 จะมีประมาณ 17 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณร้อยละ 10 ซึ่งจะส่งผลให้อัตราส่วนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตต่อประชากรเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 26.6 มีปัจจัยสนับสนุนมาจากอัตราค่าบริการอินเตอร์เน็ตที่ปัจจุบันอยู่ในระดับไม่สูงแล้ว
ขณะที่ฐานผู้ใช้ยังอยู่ในระดับต่ำสามารถเติบโตได้อีก รวมทั้งผู้ให้บริการหลายรายยังขยายการลงทุนในโครงข่ายเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ในต่างจังหวัดมากขึ้น
ภาวะการแข่งขันในตลาดบริการอินเตอร์เน็ต ปี 2552 คาดว่าผู้ให้บริการจะยังคงเร่งแข่งขันกันขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ในต่างจังหวัดมากขึ้น เนื่องจากอัตราผู้ใช้อินเตอร์เน็ตยังอยู่ในระดับต่ำ
ขณะที่ในเขตเมืองก็คาดว่าผู้ให้บริการจะยังคงออกโปรโมชั่นและกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ รวมทั้งจะหันมาใช้กลยุทธ์แข่งขันกันพัฒนาความเร็วในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น ทำให้อัตราค่าบริการเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าตลาดบริการอินเตอร์เน็ต ปี 2552 จะมีมูลค่าประมาณ 13,000-13,500 ล้านบาท ขยายตัวประมาณร้อยละ 8-10 ชะลอลงหรือใกล้เคียงกับปีก่อนที่ขยายตัวประมาณร้อยละ 10 โดยมีปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจที่อาจบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภคลง ทำให้ในตลาดลูกค้าส่วนบุคคลจำนวนลูกค้าใหม่อาจเติบโตในระดับไม่สูงนัก
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของตลาดองค์กรคาดว่าจะยังมีแนวโน้มสดใส เนื่องจากปัจจุบันอินเตอร์เน็ตถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินธุรกิจและช่วยลดต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็ตาม รวมทั้งในตลาดการศึกษาที่มีการลงทุนด้านระบบอินเตอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาเอกชนที่ให้ความสำคัญกับระบบอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ ราคาแบนด์วิดท์ในปีนี้มีแนวโน้มลดลง โดยราคาเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 7,000 บาท/Mbps/เดือน ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท/Mbps/เดือน ทำให้ต้นทุนของผู้ให้บริการมีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย
อีกทั้ง ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดในอีก 1-2 ปีข้างหน้า คือ เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตไร้สายผ่านระบบ WiMAX และโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ซึ่งหลังการเปิดให้บริการคาดว่าจะทำให้จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ไร้สายเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันเป็นอย่างมาก รวมทั้งจะส่งผลให้จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตโดยรวมเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย รวมทั้งคาดว่าจะส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดบริการอินเตอร์เน็ตด้วย เนื่องจากความเร็วในการให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งแบบมีสายและไร้สายจะใกล้เคียงกันมากขึ้น
ภาวะการแข่งขันในตลาดจึงมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นกว่าปัจจุบันและจะส่งผลดีต่อเนื่องมายังผู้บริโภคทั้งในแง่ของบริการและอัตราค่าใช้บริการด้วย
ระบบอินเตอร์เน็ตถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อหลายภาคส่วน ทั้งด้านเศรษฐกิจ เช่น กระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ช่วยส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมไอซีที เป็นต้น รวมทั้งด้านสังคม เช่น ขยายโอกาสทางการศึกษา พัฒนาระบบสาธารณสุขทางไกล เป็นต้น
ดังนั้น นโยบายของภาครัฐควรมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและกระจายโอกาสการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตให้มากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณาออกใบอนุญาต WiMAX และ 3G ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการใช้อินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ให้มากขึ้น ขณะเดียวกันภาครัฐก็ควรควบคุมให้อัตราค่าบริการเป็นไปอย่างเหมาะสมและสะท้อนต้นทุนการดำเนินงานอย่างแท้จริง นายระเฑียร ศรีมงคล โฆษกคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการขยายโครงข่าย 3 จี บนคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิร์ตซ์ มูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท ว่าทีโอทีกำลังหาข้อสรุปว่าจะต้องใช้เงินกู้จำนวนเท่าไรจากโครงการรวม เพราะต้องรอดูกระแสเงินสดที่มีอยู่ โดยเฉพาะหากเจรจากับกรมสรรพสามิต กรณีเรียกเก็บภาษี 30% จากรายได้ค่าเชื่อมต่อเลขหมาย หรือเอซี ทั้งที่ทีโอทียังไม่ได้รับเงินส่วนนี้จาก บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และทรูมูฟ ที่หยุดจ่ายมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้วและอยู่ระหว่างดำเนินคดีกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เจ้าของสัมปทาน
"หากเจรจาได้ ทีโอทีจะมีเงินสดเพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์ขณะนี้ เห็นว่าการกู้เงินจากสถาบันการเงินภายในประเทศดีกว่า แต่หากรัฐบาลจะดำเนินการในรูปแบบ จีทูจี ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันให้ ก็จะเป็นทางเลือกที่ดี ซึ่งทีโอทียังไม่ได้สรุปแผนการลงทุนที่ชัดเจน รวมถึงแผนที่จะเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เนื่องจากการลงทุนดังกล่าวต้องการความรอบคอบมากที่สุด และคาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 เดือน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยกับกิจการร่วมค้าไทยโมบาย ที่ไม่ประสบความสำเร็จ"ที่ปรึกษาการเงินหนุนภาคโทรคมนาคมเป็นหัวหอกลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ถ้าออกใบอนุญาต 3 จี จะเกิดการลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท แต่ถ้าไม่มีการลงทุน 3 จี ทำให้เหลือลงทุนแค่ 30,000 ล้านบาท "เอไอเอส" เผยไตรมาส 4 รายได้โตน้อยลง ขณะที่ทีโอทีเตรียมหั่นงบฯลงทุนกว่า 30% หวั่นกระแสเงินสดมีปัญหา แต่ยืนยันไม่กระทบโครงการ 3G, NGN และบรอดแบนด์ล้านพอร์ต
ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2552 ว่า ช่วงไตรมาส 1 ยังคงย่ำแย่ แต่คาดว่าไตรมาส 2 จะเริ่มทรงตัวเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลก รวมทั้งไทยเริ่มออกผล อย่างไรก็ตามหากดูในรายละเอียดจะเห็นปัญหาหลักของประเทศไทยคือภาวะการลงทุนที่ติดลบตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนติดลบ 1.3% และการลงทุนภาครัฐติดลบ 10.2% ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐที่ออกมาก่อนหน้านี้ยังเน้นที่การกระตุ้นการบริโภคเป็นหลักแต่ไม่มีมาตรการกระตุ้นการลงทุนเท่าที่ควร ดังนั้นในปีนี้จะต้องมีการอัดฉีดการลงทุนให้มากที่สุดและภาครัฐต้องเป็นตัวนำเนื่องจากภาคเอกชนอยู่ในภาวะอ่อนแอขณะที่ภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคมจะเป็นกลุ่มที่เป็นความหวัง เนื่องจากยังคงมีอัตราการเติบโตของรายได้และยังรักษาอัตราการลงทุนต่อเนื่อง โดยตัวเลขประมาณการลงทุนใน 3 ปีข้างหน้าของ 3 ผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ ในกรณีที่ไม่มีการออกใบอนุญาต 3G จะอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท แต่หากมีใบอนุญาต 3G จะทำให้การลงเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาท
โดยกรณีไม่มี 3G เกิดขึ้น เงินลงทุนของเอไอเอสจะอยู่ที่ 13,000 ล้านบาท ดีแทค 9,000 ล้านบาท และทรูมูฟ 6,000 ล้านบาท แต่หากมี 3G เงินลงทุนของเอไอเอสจะอยู่ที่ 24,000 ล้านบาท ดีแทค 15,000 ล้านบาท และทรูมูฟประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเงินเหล่านี้จะเป็นแกนหลักอีกแกนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม
"ในกรณีที่มีการออกใบอนุญาต 3 จี ผมมองว่ารายใหม่จะมีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดมาก เนื่องจากอัตราส่วนมือถือต่อจำนวนประชากรในปัจจุบันสูง ตลาดเริ่มอิ่มตัวและมีการเติบโตน้อยลง นอกจากนี้ยังต้องมีต้นทุนค่าประมูลซึ่งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) มีไกด์ไลน์ไว้ที่ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีต้นทุนการวางโครงข่ายอีก ดังนั้นผู้ให้บริการรายเดิมที่ได้ไลเซนส์ไปน่าจะได้เปรียบ เพราะสามารถต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิมได้เลย"
นายพรรัตน์ เจนจรัสสกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวถึง ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจว่า ในไตรมาส 4/2551 บริษัทมีอัตราการเติบโตของรายได้ ที่ลดลงทั้งๆ ที่ปกติแล้วจะต้องสูงขึ้นทุกปี
"ในสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง เคยสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคว่าจะเลือกตัดค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ปรากฏว่าค่าโทรศัพท์อยู่เป็นอันดับ 3 แต่พอถึงไตรมาส 4 ในปีนั้นการเติบโตก็ยังไม่ลดลง เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มกลางไปจนถึงระดับบน แต่ไตรมาส 4 ที่ผ่านมากลับมีการเติบโตลดลง เนื่องจากขณะนี้ ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนกลุ่มบนและกลาง แต่ขยายตัวลงมาถึงระดับ รากหญ้าแล้ว"
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของธุรกิจมือถือปีนี้เชื่อว่าตลาดยังคงมีการเติบโตได้ เช่นในกลุ่มเกษตรกร ที่แม้ว่าราคาผลผลิตทางการเกษตรจะลดลง แต่ไม่ได้ย่ำแย่เหมือน 2-3 ปีที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้อาจชะลอการใช้จ่าย แต่ยังมีกำลังซื้อ และในภาพรวมสำหรับธุรกิจมือถือแล้ว ตัวเซอร์วิสเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผู้บริโภคจะลดการใช้จ่าย แต่คนที่ได้รับผลกระทบก่อนคือ ผู้ผลิต และ value chain ทั้งหมดที่เกี่ยวกับเครื่องลูกข่าย ดังนั้นบริษัทตั้งเป้าว่าปีนี้ยังมีการเติบโตของรายได้ แม้จะเป็นตัวเลขหลักเดียวก็ตาม
ส่วนเงินลงทุนของบริษัทปีนี้จะอยู่ที่ 14,000-15,000 ล้านบาท ในกรณีที่ไม่มี ใบอนุญาต 3G เกิดขึ้น โดยจะทยอยลงทุนตามความจำเป็น แต่หากมีใบอนุญาต 3G ก็จะใช้เงินประมาณ 20,000 ล้านบาท/ปี
นายกิตติพงษ์ เตมียะประดิษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ บริษัทได้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย และอีก 2 เดือนข้างหน้าบริษัทจะปรับแผนการลงทุน โดยตัดงบฯลงทุนลงประมาณ 30% อย่างไรก็ตามจะไม่กระทบกับโครงการใหญ่อย่างเช่นโครงการลงทุน 3G, โครงการ NGN, โครงการ IP Broadband และการขยายโครงข่าย ADSL เป็น 1 ล้านพอร์ต เพราะที่จะตัดออกไปเป็นโครงการย่อยๆ และโครงการที่ให้ ผลตอบแทนในระยะยาว
"ทีโอทีมีแผนลงทุนในระยะ 4-5 ปีข้างหน้าประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งเราก็คงเป็นตัวหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล อย่างไรก็ตามเราก็ต้องถนอมตัวด้วย ตอนนี้เป็นห่วงเรื่องกระแสเงินสด เพราะถ้าใช้จ่ายมากเกินไปก็จะเป็นปัญหาได้"
นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ รองประธานอาวุโส ส่วนธุรกิจบริการเสริม บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ดีแทคเห็นแนวโน้มตั้งแต่ปีก่อนว่ารายได้ของผู้ใช้บริการไม่ค่อยดี เช่นมีการใช้เวลาในการโทร.น้อยลง อย่างไรก็ตามดีแทคตั้งเป้าว่าปีนี้ยังคงมีการเติบโตของรายได้ แม้จะเป็นตัวเลขหลักเดียว เพราะ ผู้บริโภคมีความต้องการใช้งาน DATA มากและจะเป็นตัวผลักดันการเติบโตในช่วงนี้ ถ้ายังไม่เบื่อที่จะเชื่อ (อีกครั้ง) กับโรดแม็ปการทำงานของ "กทช.-คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ"
อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า (ปีนี้-2552) จะมีเรื่องใหญ่ที่ยังน่าตื่นเต้นเกิดขึ้น 2 เรื่อง ด้วยกัน
เรื่องแรก คือ การเปิดประมูลใบอนุญาตบริการโทรศัพท์มือถือบนคลื่นความถี่ 2,100 MHz หรือที่เรียกกันคุ้นปากว่า "3G" รวม 4 ใบด้วยกัน (10 MHz 3 ใบ และ 15 MHz 1ใบ)
โดยขณะนี้ "กทช." เพิ่งเห็นชอบให้มีการเขียนทีโออาร์เพื่อจ้างที่ปรึกษาสำหรับออกแบบและเตรียมการประมูล
กว่าจะได้บริษัทที่ปรึกษาต้องมีอีก 1 เดือนถึงเดือนครึ่ง รวมให้เวลาทำงานอีก 3 เดือน เบ็ดเสร็จแล้ว เร็วที่สุดต้องกลาง ปีหน้าจึงจะเห็นความคืบหน้าขั้นต่อไปของการประมูลใบอนุญาต 3 จี
ถ้าทำได้จริงก็มีสิทธิเห็นการประมูลเกิดขึ้นในไตรมาส 3 ปีนี้ ตามที่เคยพูดไว้
ถัดมาเป็นการประกาศใช้หลักเกณฑ์การคงสิทธิเลขหมาย (number portability) หรือเบอร์เดียวทุกระบบ
ประชาชนผู้ใช้บริการมือถือในบ้านเรา ซึ่งมีมากกว่า 50 ล้านคน หรือกว่า 90% ของประชากรในประเทศ ควรได้ใช้ number portability ก่อน 3G-2,100 MHz
"กทช." ประเมินว่า ไม่น่าเกินเดือน มี.ค.นี้จะได้ข้อสรุปเรื่องค่าธรรมเนียม ระยะเวลาในการย้ายระบบ รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ และอีก 6 เดือน ในการทำ "เคลียริ่งเฮาส์"
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด (อีก)
ในมุมของผู้บริโภค การย้ายไปมาได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเบอร์ เคยเป็นความต้องการอันดับต้นๆ แต่หลังจากรอแล้วรอเล่ามานานเกิน ประกอบกับสภาพตลาดและการแข่งขันปัจจุบันที่ไม่ได้ดุเดือดเลือดพล่านเหมือนในอดีต โดยเฉพาะมวยคู่หลัก "เอไอเอส- ดีแทค" ความตื่นเต้นกับการมาถึงของเบอร์เดียวทุกระบบจึงจืดจางลงไปมาก
ในระหว่างที่ยังมาไม่ถึง ยักษ์มือถือต่างเพิ่มดีกรีในการดูแลรักษาฐานลูกค้าของตนเองอย่างขมีขมัน นำร่องโดย "เอไอเอส"
ด้วยว่ามีฐานลูกค้าในมือมากถึงกว่า 27 ล้านราย
"เรื่อง number portability เราไม่กลัวเลย พร้อมเสมอ เพราะจากผลสำรวจ เราได้เปรียบกว่าคู่แข่งทุกราย ทั้งด้านโครงข่ายที่ครอบคลุมมากกว่า บริการหลากหลายกว่า และสิทธิพิเศษต่างๆ มากกว่ารายอื่น เชื่อว่า ถ้า number portability ลูกค้าจะไหลเข้ามาหาเรามากกว่าไหลออก จะเห็นได้ว่าช่วงแรกคู่แข่งจะพูดว่า อยากให้มี แต่หลังๆ ไม่พูดแล้ว เพราะรู้ว่า ถ้าเกิดจริง เราได้เปรียบ" บิ๊กการตลาดเอไอเอส- สมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ย้ำชัดๆ
ในมุมของการแข่งขัน บิ๊ก "เอไอเอส" มองว่า ยังหนีไม่พ้นเรื่องราคา แต่จะมีเหตุมีผลมากขึ้น เพราะต้นทุนค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Interconnection Charge) ค้ำคออยู่ แต่ละค่ายจะหันไปเน้นเรื่องการโทร.ในโครงข่ายเป็นหลัก
ข้าง "ดีแทค" ที่ผ่านมาให้น้ำหนักกับการหาลูกค้าใหม่ขยับขยายฐานลูกค้าเพิ่มเติม วันนี้ก็ประกาศว่าหันกลับมาโฟกัสการรักษาฐานเดิมอย่างเป็นจริงเป็นจังเช่นกัน
"กับใบอนุญาต 3G ถ้าออกได้จริงๆ ปีนี้ก็ดี แต่กลัวผิดหวังมากกว่า" บิ๊กดีแทค-ธนา เธียรอัจฉริยะ กล่าวและว่า
"3G ของเราจะทำทั้งบนคลื่นเดิม 850 MHz และเข้าประมูลคลื่นใหม่ 2100 MHz ด้วย ซึ่งในระหว่างที่ยังไม่มีคลื่นใหม่ก็จะทดลองทำบนคลื่นเดิมไปก่อน แต่จะเกิดกระบวนการที่เรียกว่าชอตเทอม จึงอยากให้ กทช.ประกาศเดดไลน์ชัดๆ ไปเลย เดิมเคยคุยกันไว้ว่าจะออกได้ในปีนี้ ซึ่งคิดว่าไม่น่าทัน สงครามการแข่งขันมีความเป็นไปได้หลายเซนาริโอ ถ้า 850 มาเร็วก็แบบหนึ่ง ถ้า 2.1 มาเร็วก็แบบหนึ่ง หรือ 850 มาเร็ว 2.1 มาช้าก็เป็นอีกแบบ"
เรื่องเงินลงทุน "ธนา" มองว่า ทุกคนคงคิดถึงการใช้เงินของตนเองเป็นหลัก
กับความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่าง ผู้ถือหุ้นของเอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ
"เทมาเส็กกับเทเลนอร์คงไม่ต่างกัน ทรูมูฟอาจเสียเปรียบ เพราะยังไม่มีพาร์ตเนอร์ แต่ในแง่บริษัทไทยเป็นอีกเรื่อง ขณะเดียวกันอาจมีผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาประมูลแข่งด้วย เช่น กลุ่มรวยๆ ของไทย หรือจากเมืองจีน จากตะวันออกกลาง"
ว่ากันว่า เฉพาะค่าไลเซนส์ต้องมีใบละ 5 พัน-1 หมื่นล้านบาท ถ้าเปิดประมูลรวดเดียวหมด 4 ใบ จะได้เงินเบาะ 20,000-40,000 ล้านบาท
ไม่น้อยเลย
ยังไม่นับเงินลงทุนที่ยักษ์มือถือแต่ละรายต้องใช้ไปกับการลงทุนติดตั้งโครงข่ายการให้บริการอีกปีละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท
เรียกว่า "กทช." กดปุ่มเปิดประมูล 3G เมื่อไร เศรษฐกิจไทยจะตื่นเต้นและคึกคักขึ้นทันตาเห็น
นอกจาก number portability และ 3G บนคลื่นใหม่ บิ๊ก "ดีแทค" ยังมองไปถึงการขยับขยายการลงทุนอัพเกรดโครงข่าย 1900 MHz ของ "ทีโอที" มูลค่า 2.9 หมื่นล้านด้วยว่า เป็นอีกปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดโดยรวมมองข้ามไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง
เพราะอะไร
"ไม่ว่าเขาจะทำการตลาดดีหรือไม่ดี ก็มีผลกับตลาดโดยรวม ถ้าเขาคิดค่าโทร.ราคาถูกมากๆ หรือเก็บเหมาจ่ายถูกๆ ถามว่าไม่กระทบหรือ กระทบแน่ๆ ทุกวันนี้ที่มือถือ 1,900 MHz ไม่โตไปกว่านี้ก็เพราะเครือข่ายยังเล็ก แต่ถ้าใหญ่ขึ้นน่ากลัวแน่ๆ"
การตั้งข้อสังเกตของ "ดีแทค" นับว่า น่าสนใจ
แม้จะช้าไปบ้าง นับจาก "ครม." เห็นชอบให้ "ทีโอที" ลงทุนอัพเกรดโครงข่ายขึ้น 3G เทียบกับโรดแม็ป "กทช." ในการประมูลคลื่นใหม่ 2,100 MHz
แต่ถ้าเอาจริงเอาจัง "ทีโอที" น่าจะไปได้เร็วกว่าใคร กับการลงทุน "3G" ไม่ว่าจะเป็นคลื่นเดิม-คลื่นใหม่ เป็นการลงทุนของยักษ์มือถือรายเดิม รายใหม่ หรือ "ทีโอที"
ถ้ากดปุ่มลงทุนเดินเครื่องขยับขยายบริการเต็มตัวแล้วล่ะก็ เชื่อว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังเวียนธุรกิจมือถือมากทีเดียว ทั้งต่อสภาพตลาดการแข่งขัน และการใช้งานของผู้บริโภค