กสท ร่วมกับทรูมูฟประกาศความพร้อมให้บริการมือถือระบบ3G ผ่านเทคโนโลยี HSPA หลังบอร์ดอนุมัติให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ ทดลองให้บริการในกรุงเทพฯ แบบนอนคอมเมอร์เชียล จำนวน 30 สถานีฐาน เพื่อคลำทางการตลาด ก่อนให้บริการเชิงพาณิชย์ 600 สถานีฐานทั่วประเทศ ตามกำหนดในเดือนเม.ย.นี้ ด้านดีแทคโวยกสทลักไก่ความถี่ให้ทรูมูฟ ยันต้องดำเนินการให้โปร่งใส
นายขจรศักดิ์ สิงหเสนี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการ กสท ครั้งที่ 25/2551 วันที่ 11 ธันวาคม 2551 มีมติเห็นชอบให้ กสท โดยบริษัท ทรู มูฟ ดำเนินการทดลองให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยเทคโนโลยี High Speed Packet Access (HSPA) ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งการให้บริการครั้งนี้เป็นการทดลองในช่วงแรก (Trial Project) ในลักษณะ Non–Commercial เกี่ยวกับการทดสอบอุปกรณ์ และศึกษาข้อดี-ข้อเสียของระบบโครงข่าย ที่ได้มีการปรับปรุงคุณภาพของโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้เทคโนโลยี HSPA ซึ่งการพิจารณาในครั้งนี้ได้ดำเนินตามกระบวนการพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535
นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการผู้จัดการ ทรูมูฟกล่าวว่า ทรูมูฟร่วมมือกับกสทดำเนินการปรับปรุงโครงข่ายให้สามารถใช้งานได้ในช่วงความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ รวมทั้งนำเข้าเครื่องและอุปกรณ์ ติดตั้งอัปเกรดโครงข่าย เพื่อเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ HSPA ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าผู้ใช้บริการ ทำให้สื่อสารได้สะดวกและ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่จะเป็นการยกระดับสร้างจุดเปลี่ยนของวงการอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยให้ เทียบเท่าทันมาตรฐานสากล
สำหรับการทดลองให้บริการครั้งนี้ใช้ประมาณ 30 สถานีฐาน ในย่านความถี่ 870.2-884 คู่กับย่าน 834.2-839 เมกะเฮิรตซ์ โดยทรูมูฟเป็นผู้คัดเลือกลูกค้าให้เข้ามาลองใช้บริการ ส่วนค่าบริการหากเป็นการสื่อสารข้อมูลให้ใช้ฟรี เนื่องจากยังไม่มีการกำหนดราคา แต่ถ้าเป็นบริการประเภทเสียง (วอยซ์) จะคิดอัตราปกติ
ผู้บริหารทรูมูฟกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การทดลองให้บริการดังกล่าวจะต้องไม่ไปกระทบกับลูกค้าอะนาล็อกที่มีอยู่ประมาณ 100 ราย ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กสท ที่จะไปเจรจากับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค และหากเกิดปัญหาขึ้นทรูมูฟจะดูแลลูกค้าอย่างดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับกสทว่าจะให้ดำเนินการในรูปแบบไหน เช่น ให้ช่วยซัปพอร์ตเครื่องลูกข่ายให้ เป็นต้น
"การปรับใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีดีแทคจะได้ประโยชน์ เพราะปกติจะใช้งานได้แค่ 5 เมกะไบต์ แต่ถ้าอัปเกรดจะใช้ได้ถึง 10 เมกะไบต์ แต่เรื่องนี้เชื่อว่าดีแทคเขาก็ต้องมีการอัปเกรดโครงข่ายเช่นกัน"
การเปิดทดลองให้บริการ 3G ของทรูมูฟ นายศุภชัยยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการเร่งรีบ หรือถูกผลักดันจากกรณีที่จะนำเครื่องลูกข่ายไอโฟนของแอปเปิลเข้ามาทำตลาด เพราะหากเทียบกับคู่แข่งอย่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ที่อยู่ภายใต้สัมปทานทีโอทีถือว่าช้ากว่ามาก เพราะเอไอเอสได้มีการทดลองให้บริการที่เชียงใหม่ไปตั้งแต่เดือนพ.ค. 2551
ด้านงบการทำตลาดคงต้องรอให้บริการในเชิงพาณิชย์ และต้องดูความพร้อมของโครงข่ายก่อน เพราะถ้าไม่ได้สเกลก็อาจทำให้การทำตลาดผิดพลาดได้ สำหรับช่วงทดลองให้บริการนี้คงเน้นการทำประชาสัมพันธ์ในลักษณะการเชิญชวนผู้บริโภคเข้ามาให้บริการมากกว่า
ส่วนงบการลงทุนในระบบ 3G ที่ทรูมูฟวางแผนไว้จำนวน 600 สถานีฐานทั่วประเทศ ซึ่งตามกำหนดเดิมจะให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนเม.ย.นี้ คาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่หากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้ใบอนุญาต หรือไลเซนส์ความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ การลงทุนก็ต้องปรับให้เกิดความสมดุลระหว่าง HSPA กับความถี่ใหม่
ดีแทคโวยกสทลักไก่ความถี่ให้ทรูมูฟ
รายงานข่าวจากดีแทคแจ้งว่า ดีแทค เรียกร้องให้บริษัท กสท โทรคมนาคม ดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์อย่างโปร่งใส เป็นธรรม เป็นไปตามหลักกฎหมายและข้อกำหนดของสัญญาสัมปทาน
วันนี้ (14 ม.ค.) ดีแทคได้ทำหนังสือไปยัง กสท หลังจากทราบข่าวว่าจะมีการแถลงความร่วมมือของ กสท กับ ทรูมูฟ เรื่องการให้บริการ HSPA โดยระบุว่า บริษัทฯ เห็นชอบด้วยกับการนำเทคโนโลยี 3G มาใช้ในประเทศไทย แต่บริษัทฯ เห็นว่าการดำเนินการใด ๆ ของ กสท จะต้องมีความโปร่งใส เป็นไปตามหลักกฎหมายและข้อกำหนดของสัญญาสัมปทาน ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงต้องการทราบว่า กสท อนุมัติให้ทรูมูฟให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ย่านใด
ในจดหมาย ดีแทคระบุว่า บริษัทฯ หวังว่า กสท คงจะมิได้อนุมัติให้ทรูมูฟให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งบริษัทฯ มีสิทธิใช้โดยชอบตามสัญญาสัมปทาน เนื่องจาก กสท ไม่มีสิทธิอนุมัติหรือยินยอมให้ทรูมูฟให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ดังกล่าว เนื่องจาก 1. บริษัทฯ และ กสท ยังไม่สามารถตกลงกันได้บนเงื่อนไขบางประการของการปรับปรุงเทคโนโลยี HSPA ของบริษัทฯ รวมถึงการปรับปรุงการใช้งานคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ดังนั้น กสท จึงไม่มีสิทธินำคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งบริษัทมีสิทธิใช้ตามสัญญาสัมปทานโดยชอบไปให้ทรูมูฟดำเนินการให้บริการ 3G
2. กสท เองก็ยืนยันว่าการปรับปรุงเทคโนโลยี HSPA ของบริษัทและทรูมูฟนั้นจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายเสียก่อน (กล่าวคือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535) ซึ่งบริษัทฯ เข้าใจว่า กสทกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น การให้บริการ 3G ของทรูมูฟ ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไร (เช่น Pre-Trial หรือ Trial หรือ Soft Launch) ในระหว่างนี้ จึงเป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535
3. นอกจากนี้ บริษัทยังไม่ได้อนุญาตหรือมีข้อตกลงใด ๆ กับทรูมูฟ ในการให้ทรูมูฟใช้คลื่นความถี่ในย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ซึ่งบริษัทมีสิทธิใช้ตามสัญญาสัมปทาน ทั้งนี้ไม่ว่าเพื่อการใดๆไม่ว่าเป็นการชั่วคราวหรือถาวร
“ดีแทคใคร่ขอให้ กสท หยุดการดำเนินการใด ๆ อันเป็นการขัดต่อกฎหมายและข้อกำหนดของสัญญาสัมปทานดังที่กล่าวแล้วข้างต้น มิเช่นนั้น บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของบริษัทต่อไป” นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทค กล่าว
ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จะมีการส่งจดหมาย ดีแทคได้มีความพยายามที่จะขอคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจาก กสท ในเรื่องการใช้คลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์เพื่อให้บริการ 3G มาโดยตลอด โดยมีการประชุมอย่างเป็นทางการกับ กสทอย่างน้อยสองครั้ง อีกทั้งมีการส่งจดหมายทวงถามของการชี้แจงรายละเอียดในเรื่องการใช้คลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์อีกสองฉบับ แต่จนกระทั่งปัจจุบัน บริษัทฯ ก็ยังไม่ได้รับการชี้แจงอย่างเป็นทางการจาก กสท แต่อย่างใดดีแทคติดเครื่อง 3จี ลงนามหัวเว่ย-โนเกียฯ ติดตั้งเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G
รายงานข่าวจากบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้ลงนามเซ็นสัญญากับ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เพื่อเป็นหนึ่งในผู้ดำเนินการติดตั้งเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จีในประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ความเร็วสูง ด้วยเทคโนโลยีไร้สายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
หัวเว่ยให้บริการแก่ 35 บริษัทจาก 50 ผู้ประกอบการชั้นนำของโลกครอบคลุมกว่า 100 ประเทศ และมีผู้ใช้บริการกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก
ปัจจุบัน หัวเว่ย มียอดติดตั้งโซลูชั่นยูเอ็มทีเอส/เอชเอสพีเอ 121 เครือข่ายทั่วโลก และให้บริการแก่ 35 บริษัทจาก 50 ผู้ประกอบการชั้นนำ ครอบคลุมกว่า 100 ประเทศ ด้วยยอดผู้ใช้บริการกว่า 1 พันล้านคน
นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของดีแทค กล่าวว่า บริษัทเลือกหัวเว่ยเนื่องจากเล็งเห็นว่าเป็นผู้จัดหาโซลูชั่น 3จีที่มีประสิทธิภาพสูง อุปกรณ์และแอพพลิเคชั่น 3จีของหัวเว่ย ได้ผ่านการทดสอบ และได้รับการยอมรับจากผู้ประกอบการชั้นนำทั่วโลก
นอกจากนี้ มีรายงานข่าวจากดีแทค ระบุเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากหัวเว่ยแล้ว บริษัทยังได้เลือกบริษัท โนเกีย ซีเมนส์ เน็ตเวิร์คส์ เป็นผู้ร่วมติดตั้งอุปกรณ์สำหรับแผนขยายเครือข่ายบริการมือถือ 3จีอีกรายหนึ่ง โดยจัดสรรพื้นที่ให้รับผิดชอบเครือข่ายส่วนภูมิภาค ขณะที่หัวเว่ย จะดูแลงานติดตั้งเครือข่ายในพื้นที่กรุงเทพ
ทั้งนี้ บริษัทยังไม่พร้อมเปิดเผยรายละเอียดมูลค่าสัญญา และแผนการติดตั้งบริการ 3จี บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในกลางปีนี้ โดยอาจเริ่มจากพื้นที่ในเขตกรุงเทพ
รวมทั้ง เตรียมปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนจากจากที่เคยระบุไว้ 5 พันล้านบาทก่อนหน้านี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันคนไทยหมดหวังใช้ 3G ปี 2551 ที่ผ่านมา เหตุกสท ดึงล่าช้าทั่วหน้า ไม่ยอมจรดปากกายอมสละสิทธิคลื่น 1900 เมกะเฮิรตซ์ให้ทีโอที ส่งผลให้ต้องรอเข้ากระบวนการโอนคลื่นกทช.อีกร่วม 3 เดือน แถมอัปเกรดความถี่เดิมดีแทค ทรูมูฟสะดุดเพราะคณะกรรมการมาตรา 22ล่าช้าเลื่อนเปิดใช้พร้อมกันเป็นไตรมาส 2 ปี 2552 ปล่อยให้เอไอเอสครองแชมป์ผู้นำตลอดกาลเปิดบริการ กทม.เชียงใหม่และอยู่ระหว่างทยอยอัปเกรด 400 สถานีเป็น 3G
ความหวังคนไทยได้ใช้เทคโนโลยี 3G ส่อเค้าเป็นจริงเมื่อนายมั่น พัธโนทัย เข้ารับตำแหน่งเป็นรมว.ไอซีที ถึงแม้ออกตัวว่าไม่ประสีประสาเทคโนโลยี แต่ทนไม่ได้ที่เห็นประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียงมีระบบโทรศัพท์มือถือ 3G เกือบหมดแล้ว ถึงกับทุบโต๊ะประกาศนโยบายต้องต้องรีบลงทุน 3G ก่อนเวียดนามให้ได้ โดยได้ร่อนคำเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง บริษัท กสท โทรคมนาคม บริษัท ทีโอที พร้อมเอกชนคู่สัญญาสัมปทานมือถืออย่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ หลังเข้ารับตำแหน่งเพียง 1 เดือนเศษ(21มี.ค.51) โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงออกมาประกาศกร้าวว่าอีกไม่เกิน 1 ปีจะมี 3G ใช้เทียมหน้าเทียมตาชาวโลก ด้วยการอัปเกรดโครงข่ายเดิมบนความถี่เดิม 900 เมกะเฮิรตซ์ และ 850 เมกะเฮิรตซ์ ด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า HSPA หรือ high-speed packet access
ต่อมานายมั่นได้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง ทีโอทีกับ กสท เพื่อหาทางออกในการแก้ปัญหากิจการร่วมค้าไทยโมบาย ที่ยืดเยื้อมานาน ให้สามารถสรุปข้อตกลงซื้อขายจบภายเวลา 1 เดือน โดยที่ ทีโอที ยอมจ่ายเงิน 2,400 ล้านบาท ผ่อนจ่าย 5 ปี พร้อมรับภาระหนี้ก้อนโตกว่า 7,000 ล้านบาท
จากนั้นทีโอที ผู้รอคอยวันที่จะได้คลื่น 1900 เมกะเฮิรตซ์มาดำเนินการเพียงรายเดียว ด้วยความฝันเป็นผู้ให้บริการโครงข่าย 3G รายแรกในประเทศไทย ออกมาประกาศว่าไม่เกิน 6 เดือนทีโอทีจะสามารถเปิดให้เอกชนที่สนใจเข้ามาเช่าโครงข่าย 3Gให้บริการในพื้นที่กรุงเทพปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่โดยวางแผนอัปเกรดสถานีฐานเดิมที่มีอยู่ 500 แห่ง ด้วยเงินลงทุน 2,600 ล้านบาท ทันที
แต่ทีโอทีก็ไม่สามารถไปถึงฝั่งฝัน เพราะจนถึงวันนี้ ความฝันเป็นผู้ให้บริการ3Gรายแรกของ ทีโอทียังไม่มีวี่แวว แม้ว่าจะถางทางด้วยการยอมไกล่เกลี่ยหนี้สินระบบบิลลิ่งและคอลเซ็นเตอร์ของบริษัท สามารถไอ-โมบาย จำนวน 1,480 ล้านบาท แต่ก็ยังติดปัญหาการโอนคลื่นความถี่ให้เป็นสิทธิทีโอทีเพียงผู้เดียว ซึ่งขณะนี้เรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ที่มีขั้นตอนการพิจารณามากกว่า 190 วัน
แต่หากพูดถึงสาเหตุที่แท้จริงกลับไม่ได้ติดที่ กทช. แต่กลายเป็นการเตะสกัดจากกสท รัฐวิสาหกิจคู่กัด เนื่องจากกสท ไม่ยินยอมลงนามสละสิทธิในคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ให้แก่ทีโอที ตามที่กทช.ให้คำแนะนำเพราะเล็งเห็นว่าวิธีนี้เป็นทางเลือกเดียวที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองเวลา สามารถขับเคลื่อนโครงการพัฒนา 3G ให้ล้ำหน้าเวียดนาม และก้าวตามนานาประเทศ
กสท ให้เหตุผลว่าไม่สามารถลงนามสละสิทธิคลื่น 1900 เมกะเฮิรตซ์ได้ และยืนยันว่าต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาชองกทช. เพราะเกรงว่าจะถูกทีโอทีหักหลังไม่จ่ายเงินค่าหุ้นและสิทธิในความถี่ที่ถืออยู่ 49 % ทั้งที่ กสท และทีโอที ถือหุ้น 100 %โดยกระทรวงการคลัง เปรียบเหมือนเจ้าของเดียวกันต่างกันที่เป็นกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา แค่นั้น
ที่ผ่านมานายธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานบอร์ดทีโอที และนายวิเชียร นาคสีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที ผู้รับผิดชอบธุรกิจ 3Gได้เพียรพยายามเจรจาต่อรองขอร้องให้ กสท ยอมตกลงสละสิทธิเพื่อให้โครงการเดินหน้าได้รวดเร็ว ถึงขนาดยอมนั่งรอหน้าห้อง นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท เป็นวัน และออกปากยอมจ่ายเงินงวดแรกทันทีที่ กสท ยอมลงชื่อสละสิทธิแต่พิศาลก็ไม่มีวี่แววใจอ่อน ส่งผลให้โครงการ 3G ทีโอทีหยุดชะงักมาข้ามปี
นอกจากนี้ การให้บริการ 3Gบนความถี่ เดิม 850 เมกะเฮิรตซ์ของฟากกสท โดยดีแทคและทรูมูฟ ก็ประสบปัญหาล่าช้าเช่นกัน เนื่องจาก กสท พิจารณาว่าการเปิดให้ผู้รับสัมปทานโดยเฉพาะบริษัท ทรูมูฟ ที่ได้รับสัมปทานบนความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถอัปเกรดใช้งาน 3 G ได้ จำเป็นต้องจัดสรรแบ่งความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์จากดีแทคให้นั้นจำเป็นต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการมาตรา 22 (ตามพ.ร.บ.ร่วมการงานฯ)ก่อน ซึ่งการพิจารณาเป็นไปอย่างล่าช้า ส่งผลให้การให้บริการ 3G ของ ดีแทค และทรูมูฟ ล่าช้าจากกำหนดเดิมที่จะเปิดให้บริการได้ในปลายปี 2551 เลื่อนออกเป็นไตรมาส 2 ปี 2552
โดยนายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีแทค และนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ทรูออกปากยอมรับว่าจะสามารถเปิดให้บริการนำร่อง 3Gได้ในไตรมาส 2 ปี2552 พร้อมเพรียงกัน
เหลือเพียงเบอร์หนึ่งอย่างเอไอเอส ที่สามารถทิ้งห่างคู่แข่งรายอื่นตามเคย เพราะเป็นรายเดียวที่สามารถเดินหน้าให้บริการ 3G บนความถี่เดิม 900 เมกะเฮิรตซ์เป็นรายแรกที่จังหวัดเชียงใหม่จำนวน 30 สถานีฐาน และล่าสุดได้เปิดบริการ 3Gในใจกลางกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมาซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมีคนใช้บริการหลายร้อยราย และอยู่ระหว่างอัปเกรดสถานีฐานเดิม 400 แห่ง แต่เป้าหมาย 3G ที่แท้จริงของไอเอสไม่ได้อยู่ที่การอัปเกรดโครงข่ายเดิมแต่เป้าหมายคือใบอนุญาตใหม่ บนโครงข่ายใหม่ที่เอไอเอสเป็นเจ้าของ100 % จีนได้ฤกษ์ 7 มกราคม ออกใบอนุญาตประกอบกิจการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือความเร็วสูงยุคที่สามหรือ 3G แก่ผู้ประกอบการในประเทศแล้ว เชื่อหลังจากนี้เงินทุนหลายพันล้านเหรียญจะไหลเข้าสู่จีนเพื่อการลงทุนเครือข่าย ให้ผู้บริโภคแดนมังกรสามารถดาวน์โหลดวีดีโอมาชมบนโทรศัพท์มือถือได้อย่างรวดเร็ว
ใบอนุญาตที่กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (Ministry of Industry and Information Technology) ได้มอบให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมในประเทศจีนนั้น ครอบคลุม 3 มาตรฐานหลักทั้งมาตรฐาน TD-SCDMA ซึ่งจีนพัฒนาขึ้นเอง มาตรฐาน WCDMA ซึ่งใช้กันมากในยุโรป และ CDMA 2000 ซึ่งใช้มากในอเมริกาเหนือ
ตามข้อมูลจากรัฐบาลจีน เบอร์หนึ่งในตลาดอย่างไชน่าโมบายล์ (China Mobile) เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเพื่อให้บริการในเครือข่ายมาตรฐาน TD-SCDMA ขณะที่ไชน่ายูนิคอม (China Unicom) ได้รับใบอนุญาตมาตรฐาน WCDMA ขณะที่ไชน่าเทเลคอม (China Telecom) ได้รับใบอนุญาต CDMA 2000 โดยทั้งไชน่ายูนิคอมและไชน่าเทเลคอมจะต้องชำระค่าลิขสิทธิ์มาตรฐานต่างชาติ 2 มาตรฐานตามระเบียบข้อปฏิบัติ แต่เป็นการชำระที่มีรัฐเป็นผู้สนับสนุน
เทคโนโลยีเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่สามหรือ 3G เป็นเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งได้รับการการันตีว่ามีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลสูงกว่าเครือข่ายยุคที่สองหรือ 2G เครือข่ายนี้จะเอื้อต่อการให้บริการอื่นที่นอกเหนือจากการคุยโทรศัพท์ เช่น บริการวีดีโอคอลที่ผู้ใช้จะสามารถติดต่อกันได้ทั้งภาพและเสียงผ่านโทรศัพท์ และบริการอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้จะสามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้อย่างรวดเร็วทันใจ
นักวิเคราะห์เชื่อว่า ความที่จีนเป็นตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือราว 634 ล้านคน (สถิติเดือนพฤศจิกายน 2551) การให้ใบอนุญาต 3G ของจีนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้จำหน่ายอุปกรณ์เครือข่ายอย่างซีเมนส์ (Siemens), อิริกสัน (Ericsson) ซึ่งมีชื่อเสียงมากในมาตรฐาน WCDMA และโนเกีย (Nokia) รวมถึงผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในประเทศอย่างหัวเว่ย (Huawei Technologies) และแซททีอี (ZTE) โดยทันที แม้การใช้งาน 3G จะยังไม่แพร่หลายก็ตาม
โดยเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรี Li Yizhong ได้ประมาณการณ์ว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจีนจะลงทุนเครือข่าย 3G ในประเทศเป็นมูลค่าราว 4.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 2 ปีนับจากนี้ เชื่อว่าเม็ดเงินอย่างน้อย 2.9 พันล้านเหรียญจะถูกละลายไปในปีนี้อย่างแน่นอน
รัฐบาลจีนเชื่อว่าเงินทุนเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในปีวัวไฟ ท่ามกลางกระแสวิจารณ์จากนักวิเคราะห์ ที่มองว่าการคลอดไลเซนส์ครั้งนี้เกิดขึ้นล่าช้ามาก เนื่องจากจีนเริ่มต้นโครงการ 3G มาแล้วเกือบ 10 ปี โดยจีนเริ่มอนุมัติเครือข่าย TD-SCDMA ซึ่งตัวเองพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2001 ในฐานะเครือข่ายมาตรฐาน 3G แรกของโลก แต่จีนต้องการเวลาในการพัฒนามาตรฐานนี้ จนต้องเลื่อนการออกไลเซนส์เรื่อยมาจนถึงบัดนี้ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงของประเทศไทย ที่รุมเร้าต่อเนื่องจากปี 2551 มาถึงปีนี้ แต่หากมองลงลึกมายังรายภาคอุตสาหกรรมแล้ว ก็ยังมีสัญญาณบวกด้านการลงทุน จากกลุ่มธุรกิจให้บริการโทรคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "มือถือ 3จี"
ทั้งจากแรงขับเคลื่อนของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กฎเกณฑ์ใหม่ที่เปลี่ยนจากรูปแบบสัมปทานเป็นการขอใบอนุญาต ตลอดจนการ "ผ่าทางตัน" ของตลาดผู้ใช้มือถือระบบ 2จีที่ใกล้จะอิ่มตัวด้วยจำนวนเกือบ 60 ล้านเลขหมาย
3จี-ไวแม็กซ์ โครงการแสนล้าน
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประมาณการว่า การลงทุนเพื่อเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี และอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง (ไวแม็กซ์) ที่คาดว่าจะกระตุ้นมูลค่าการลงทุนถึงหลักแสนล้านบาทนั้น ถือเป็นปัจจัยหนุนของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมปี 2552 หากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) สรุปหลักเกณฑ์และออกใบอนุญาตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
ขณะที่ สมาคมจีเอสเอ็มโลก (จีเอสเอ็มเอ) ได้เปิดเผยข้อมูลที่รวบรวมจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือของไทย ทั้งภาคเอกชนและ บมจ.ทีโอที ว่าภายใน 3 ปีนี้ จะมีการลงทุนให้บริการบรอดแบนด์ไร้สายผ่านเครือข่าย 3จี (เอชเอสพีเอ) ไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์
ด้านงบประมาณข้างต้น ครอบคลุมทั้ง การลงทุนบนเครือข่ายที่ใช้คลื่นความถี่เดิมสำหรับเปิดบริการ 3จี รวมถึงเตรียมให้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ใหม่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์
เปิดงบลงทุน 3 ยักษ์มือถือ
แม้ขณะนี้ กทช. จะยังไม่สรุปกำหนดเวลาที่ชัดเจนสำหรับการออกใบอนุญาต สำหรับมือถือ 3จี บนคลื่นความถี่ใหม่ และไวแม็กซ์ โดยเพียงระบุคร่าวๆ ว่าอาจเป็นช่วงกลางปี 2552 แต่ในฟากของผู้ให้บริการแล้ว ต่างก็ตั้งแผนเชิงรุกเต็มที่ โดยเฉพาะค่ายมือถือ 3 อันดับแรก ที่ได้รับอนุญาตให้ขยายบริการ 3จีบนคลื่นความถี่เดิมทั้ง 900 และ 850 เมกะเฮิรตซ์
ในฟากของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ผู้ให้บริการที่ครองส่วนแบ่งตลาดมือถือมากที่สุด กำหนดแผนลงทุนคร่าวๆ ไว้ 2 ส่วน ได้แก่ 1. การขยายการลงทุนบนเครือข่ายเดิม ทั้งในส่วนระบบ 2จี และ 3จีบนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยจะพิจารณาตัวเลขตามความเหมาะสม และเท่าที่จำเป็น ด้วยวงเงินระดับเดียวกับงบลงทุนปี 2551 คือ ไม่เกิน 13,000-14,000 ล้านบาท
2. แผนการลงทุนระบบ 3จี ย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งพร้อมเดินหน้าทันทีหากได้รับใบอนุญาตจาก กทช. โดยเบื้องต้นบอร์ดได้อนุมัติในหลักการให้ไฟเขียวงบปีละ 25,000 ล้านบาทติดต่อกัน 3 ปี
ขณะที่ ทางฟาก บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เปิดเผยเมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่า บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนงานในการให้บริการมือถือ 3จี บนคลื่นความที่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะเปิดให้บริการไตรมาส 2 ปี 2552 โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 5 พันล้านบาท เพื่อให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีรายงานข่าวว่า บริษัทกำลังปรับปรุงแผนการลงทุนดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยจะสรุปและเปิดเผยได้พร้อมกับการประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ของปี 2551 หรือภายในเดือน ก.พ. ปีนี้
ด้านบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ล่าสุด นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยตัวเลขการลงทุนปี 2552 ว่า สัดส่วนหลัก 4,000-5,000 ล้านบาท จากประมาณการลงทุนรวมทั้งกลุ่ม 6,000-7,000 ล้านบาท จะเน้นไปที่บริการมือถือ 3จี บนคลื่นความถี่เดิม 850 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งได้มีการติดตั้งอุปกรณ์ทดลองทดสอบแล้ว
ส่วนการลงทุนสำหรับ 3จีบนคลื่นความถี่ใหม่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ จะพิจารณาอีกครั้งหลังเห็นความชัดเจนของกฎเกณฑ์ใบอนุญาตจาก กทช. โดยคาดว่าจะมีการเจรจาถึงแนวทางทยอยชำระค่าใบอนุญาตเป็นรายปีไป พร้อมบวกดอกเบี้ยตามที่ตกลงกัน ซึ่งหากใช้รูปแบบนี้ บริษัทอาจไม่จำเป็นต้องเตรียมงบลงทุนเพิ่ม
ซัพพลายเออร์ชูบทบาทใหม่รับตลาด
นอกเหนือจากความเคลื่อนไหวของบริษัทสื่อสารไทยแล้ว ทางฟากของบริษัทข้ามชาติซึ่งเป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีและอุปกรณ์ (ซัพพลายเออร์) ก็เกาะติดความเคลื่อนไหวของอนาคต "3จี" ในไทยเช่นกัน เพื่อชิงความได้เปรียบในการเข้าถึงลูกค้า ท่ามกลางภาวะตลาดมือถือ 2 และ 2.5 จีที่ใกล้อิ่มตัว
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดสุดเห็นได้จากบริษัท ควอลคอมม์ ซึ่งเตรียมผันประสบการณ์ระดับโลกจากตลาดผู้ใช้มือถือเทคโนโลยีตระกูลซีดีเอ็มเอ มาสู่มือถือตระกูลจีเอสเอ็มในไทย ด้วยการขยายบทบาทจากการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างเครือข่าย โดยจับมือกับหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงองค์กรการกำกับดูแลอย่าง กทช. ลงมาสู่ตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ ที่จะใกล้ชิดกับผู้ใช้งานมากขึ้น
โดยมองว่า การเปิดให้บริการโครงข่าย 3จี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นบริการชัดเจนประมาณกลางปี 2552 จะเป็นโอกาสนำเสนอผลิตภัณฑ์ "ชิพเซต" ของควอลคอมม์ ซึ่งเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญในโทรศัพท์มือถือ ไปยังผู้ให้บริการ และผู้ผลิตมือถือโดยตรง
นอกเหนือจากลูกค้าผู้ผลิตมือถือที่ใช้ชิพเซตของควอลคอมม์อยู่แล้ว เช่น หัวเว่ย โฟนวัน ซัมซุง แอลจี แซดทีอี มือถือในกลุ่มซีดีเอ็มเอ 2000 และดาต้าการ์ดต่างๆ บริษัทยังมองถึงการเข้าไปมีส่วนสร้างแบรนด์ใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการกลุ่มโออีเอ็ม รวมถึงเพิ่มโอกาสที่ผู้ให้บริการมือถือค่ายต่างๆ จะสามารถผลิตมือถือแบรนด์ตัวเอง เพื่อนำเสนอไปยังลูกค้าในราคา และแอพพลิเคชั่นที่น่าพอใจ เป็นการเพิ่มทางเลือกการใช้งาน
กทช. ยัน ปี 52 ไทยได้ใช้แน่ทั้งไวแม็กซ์-3จี
ขณะที่ กทช. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการคลอดบริการ 3จี และไวแม็กซ์ สำหรับผู้ใช้งานในประเทศไทย ก็ออกมายืนยันส่งท้ายปี 2551 ผ่านนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการ กทช. ว่า ได้มีการรวบรวมความคิดเห็นตามแนวนโยบายของโครงการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว โดยจะนำเข้าต่อคณะกรรมการให้พิจารณาถึงหลักเกณฑ์ความถี่ จำนวนแบนด์วิธและวิธีการจัดสรรและจำนวนผู้ให้บริการต่างๆ
จากนั้น กทช.จะออกร่างหลักเกณฑ์ และจะทำประชาพิจารณ์เพื่อปรับแก้ร่างอีกครั้งต้นปี 2552 และคาดว่าจะประกาศใช้ได้ทันไตรมาสแรกของปี
ก่อนหน้านี้ กทช. ระบุว่า หากพิจารณาจากกระบวนการที่ดำเนินอยู่ และกรณีที่ไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ามาแทรกแซง ประเทศไทย จะสามารถเปิดให้ผู้สนใจยื่นประมูลคลื่นความถี่ใหม่สำหรับไลเซ่น 3จี ได้ภายในไตรมาส 2 ปีหน้า โดยมีความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนไปใช้วิธีการแบบผสมผสาน (ไฮบริด) คือ พิจารณาวิธีการประกวด (บิวตี้ คอนเทสต์) จากแผนงานที่ผู้สนใจยื่นเสนอขอเข้ามาตามเงื่อนไขก่อน หลังจากนั้นจึงคัดเลือกผู้ผ่านเงื่อนไข เข้าสู่ขั้นตอนการประมูลต่อไป ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปีนี้ นับเป็นปีที่เงียบเหงาเมื่อเทียบกับ ปี 2550 ที่ผ่านมา เพราะวงจรธุรกิจเข้าสู่ยุคอิ่มตัว ขาดเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง 3G มากระตุ้นตลาด รวมทั้งได้รับผลกระทบภายนอกจากทั้งปัญหาการเมืองไร้เสถียรภาพ ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น
ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างธุรกิจคอนเทนต์ได้รับผลกระทบยิ่งกว่า เพราะผู้บริโภคพิจารณาลด หรือตัดค่าใช้จ่ายเป็นอันดับต้นๆ ในภาวะที่ต้องการรัดเข็มขัด ทั้งในเชิงเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลบนมือถือก็ยังเป็น GPRS และ EDGE รูปแบบคอนเทนต์เองจึงไม่มีอะไรใหม่ ประกอบกับปัจจุบันคนใช้ยังผลิตคอนเทนต์ง่ายๆ ได้เอง เช่น ริงโทน หรือภาพถ่ายต่างๆ ทำให้ยอดการดาวน์โหลดลดลง
ในรอบปีนี้ คอนเทนต์ที่ยังมีการเติบโตมีเพียงบริการเสียงรอสาย และบริการหมอดู เพราะผู้บริโภคไม่สามารถผลิต คอนเทนต์เองได้ อีกส่วนเพราะโอเปอเร เตอร์ก็ต้องการโปรโมตบริการนี้ เพื่อสร้างรายได้ non-voice จนยอมหั่นส่วนแบ่ง รายได้ให้เจ้าของคอนเทนต์ โดยคาดหวังให้เจ้าของคอนเทนต์ลงทุนโปรโมตเพลงใหม่ๆ กระตุ้นให้ผู้บริโภคเปลี่ยนเสียงเพลงรอสายบ่อยกว่าเดิม
และว่ากันว่า เพราะคนเครียดมากขึ้นเลยหันมาหาที่พึ่งทางใจอย่างการดูดวง ?
อย่างไรก็ตาม หากไม่มีเทคโนโลยีใหม่อย่าง 3G ออกมา รูปแบบคอนเทนต์ก็ไม่สามารถพัฒนาอะไรได้มากมายกว่านี้นัก
"พอล มนัสถาวร" ผู้อำนวยการสายงานอาร์เอสดิจิทัล บมจ.อาร์เอสมองว่า แม้ โอเปอเรเตอร์จะทยอยทำโครงข่าย 3G บนคลื่น 900 MHz บ้างแล้ว แต่ในปี 2552 ก็ยังไม่น่ามีการใช้งานเต็มที่นัก เพราะเป็นช่วงให้ความรู้กับตลาดเพื่อให้มีประสบการณ์มากกว่านี้ และเชื่อว่า โอเปอเรเตอร์จะเน้นการโปรโมตการใช้ในลักษณะ wireless broadband เป็นหลักมากกว่าตัวคอนเทนต์
"การใช้งานมือถือ 3G น่าจะเริ่มบูมใน ปี 2553 แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า บรรดาโอเปอเร เตอร์ทั้ง 3 รายนี้ จะมีใครจุดพลุทำตลาดเต็มที่ก่อนหรือไม่ ถ้ามีรายหนึ่งเริ่ม อีก 2 ราย ก็คงต้องสู้ ทำให้การใช้ data เติบโตเร็วขึ้น คอนเทนต์ก็จะขายดีขึ้นด้วย สรุปคือปีหน้าจะมี 3G คอนเทนต์ออกมา แต่คงไม่มากกว่าปัจจุบันเท่าใดนัก"
สำหรับ "อาร์เอส" มองเทรนด์ว่า ด้วยความเร็วของการสื่อสารข้อมูลที่มากขึ้น เอื้อต่อคอนเทนต์ที่เป็น
วิดีโอ และมัลติมีเดียต่างๆ จะเติบโตได้อีกมาก และจะเป็นประโยชน์ต่ออาร์เอสโดย ตรง เพราะมีคอนเทนต์ที่เป็นวิดีโอ คลิป มิวสิกวิดีโอ และคาราโอเกะเยอะมาก
โดยมีโรดแมปสำหรับ 3G ไว้ 4 ขั้น เริ่มจากตัว Hi-Q Song ที่เปิดตัวกับเอไอเอสไปแล้ว บริการดังกล่าวเป็นการเพิ่มคุณภาพเพลง MP3 ที่ดาวน์โหลดบนโครงข่ายมือถือให้เป็น 128 kbps จากเดิมที่มีคุณภาพ 64kbps เท่านั้น
อีกบริการที่วางแผนจะเปิดตัวในช่วงต้นปีหน้า เป็นคอนเทนต์วิดีโอต่างๆ เชื่อว่า ตัวคอนเทนต์น่าจะให้บริการได้บนโครงข่าย 3G ระยะทดลองในปัจจุบันนี้ แต่จะไปเติบโตเอาในปี 2553 มากกว่า ส่วนโรดแมปขั้นที่ 3 และ 4 ยังขออุบไว้ก่อน เพราะโครงข่ายมือถือยังไม่พร้อมให้บริการ
ด้าน "สุภสิทธิ์ รักกสิกร" ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สามารถ มัลติมีเดีย จำกัด ผู้ให้บริการคอนเทนต์รายใหญ่อีกรายมองว่า ในเชิงของโปรดักต์ชัดเจนแน่นอนว่า มีลักษณะของความเป็นมัลติมีเดียมากขึ้น บริการที่เป็น sreamming รายการสดต่างๆ จะใช้งานได้ดี รวมทั้งบริการลักษณะ on demand เช่น ดูรายการทีวีย้อนหลัง คลิปวิดีโอต่างๆ และมิวสิกวิดีโอ
แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ รูปแบบการหารายได้ หรือการคิดเงินค่าบริการจะเปลี่ยนไป เพราะความเร็วที่เพิ่มขึ้นทำให้มือถือเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ผู้บริโภคจะหาคอนเทนต์จากบนเน็ตได้ง่ายขึ้นด้วย
"รายงานผลฟุตบอล จากเดิมใครอยากรู้ผลบอลสดๆ ก็ลงทะเบียนจ่ายค่าบริการรายเดือนแล้วรับ SMS แต่ถ้าเป็นมือถือ 3G ก็แค่เข้าอินเทอร์เน็ตไปเช็กดูได้เอง คอนเทนต์ที่จะขายได้จึงต้องมีความพิเศษที่หาไม่ได้ง่ายในเว็บไซต์ เช่น มีคลิปวิดีโอไฮไลต์การยิงประตู หรือวิเคราะห์ผลฟุตบอลโดยกูรูดัง"
อีกบริการที่เตรียมไว้ คือ บริการตรวจสอบสภาพการจราจร นอกจากจะรายงานเป็นตัวอักษร และภาพแล้วจะมี streaming ให้ดูบนถนนกันสดๆ ด้วย
"สุภสิทธิ์" มองว่า รูปแบบการคิดเงินจะมีพัฒนามากขึ้น เช่น ให้ลูกค้าใช้คอนเทนต์ได้ฟรี แต่เก็บเงินจากโฆษณาบนหน้าเว็บ หรือหารายได้จากการจัด event จากเดิมที่อยู่ในรูปของการเก็บเงินต่อการดาวน์โหลด เก็บเงินเป็นรายเดือนหรือ revenue sharing กับโอเปอเรเตอร์ แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าแนวโน้มรูปแบบการเก็บเงินการทำตลาดคอนเทนต์ 3G จะเป็นเช่นไร
ขณะที่ฝั่งโอเปอเรเตอร์เองก็กำลังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์อยู่ เชื่อว่าจะเริ่มชัดเจนในไตรมาสที่ 3 ปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่มือถือ 3G เริ่มให้บริการ
ขณะที่ "ปรัธนา ลีลพนัง" ผู้อำนวยการสำนักบริการเสริม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เชื่อว่า เมื่อเกิดมือถือ 3G ขึ้นจะทำให้การใช้งาน data เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
"ทุกวันนี้การดาวน์โหลดคอนเทนต์บนมือถือส่วนใหญ่จะโหลดอะไรเล็กๆ น้อยๆ โครงข่ายปัจจุบันโอนย้ายข้อมูลได้นิดๆ หน่อยๆ จะ browse อะไรก็ได้เล็กน้อย เหมือนอินเทอร์เน็ต 56 kbps แต่เมื่อมีบรอดแบนด์ คอนเทนต์ก็พัฒนาเว็บไซต์มีลูกเล่นเยอะขึ้น เมื่อเกิด 3G คอนเทนต์ประเภทวิดีโอไฟล์ เป็น heavy content และเป็นมัลติมีเดียเต็มรูปแบบมากขึ้น พวก TV on mobile น่าจะโตขึ้น ผู้บริโภคจะใช้มือถือ browse มากขึ้น"
คอนเทนต์ที่เตรียมไว้เป็น Mobile TV และบริการประเภทที่ผู้บริโภคช่วยกันทำขึ้น หรือ user generate เช่น social network ing ที่สามารถอัพโหลดวิดีโอต่างๆ ได้
"ปรัธนา" เชื่อว่า จะเป็น killer applica tion ของมือถือในยุคหน้าได้แน่นอน
ส่วนอัตราการเติบโตของตัวเลขต่างๆ จากกรณีศึกษาในต่างประเทศพบว่า ประเทศไหนที่เริ่มให้บริการ 3G แล้วจะมีการใช้งาน data เพิ่มขึ้น 50% แต่สำหรับเอไอเอส ปัจจุบันรายได้จากการใช้ GPRS อยู่ที่ 20% ของรายได้ non-voice นอกนั้นเป็นรายได้จาก SMS MMS แต่เชื่อว่า เมื่อเกิด 3G แล้ว รายได้ non-voice จะโตเป็น 25%
ว่าแต่ 3G จะแจ้งเกิดเป็นจริงเป็นจังได้เมื่อไรกันกทช.ชี้ปี 52 เล็งออกใบอนุญาตเฉพาะถือสิทธิ์บริหารคลื่น 1900 เมกะเฮิรตซ์ให้ทีโอที รอทีโอที-กสทฯ ส่งแผนธุรกิจ เชื่อ 3 จีออกกลางปีหน้ารอบอร์ด
นายทศพร เกตุอดิศร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กทช. ว่า ในปี 2552 คาดว่า 3 เรื่องที่จะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น คือ 1.การออกใบอนุญาตเฉพาะการถือสิทธิ์บริหารคลื่น 1900 เมกะเฮิรตซ์ ให้ บมจ.ทีโอทีเพียงผู้เดียว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปฏิบัติตามประกาศของ กทช. โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 60 วัน
แต่อย่างไรก็ดี ใบอนุญาตเฉพาะจะสามารถออกได้ตามแผนหรือไม่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าทีโอทีจะเสนอแผนธุรกิจเพื่อให้ กทช.ประกอบการพิจารณาได้เร็วเพียงใด ขณะเดียวกัน กสทฯ ก็ต้องส่งหนังสือยินยอมการโอนสิทธิ์มายัง กทช.ด้วย
ส่วนเรื่องที่ 2 การออกใบอนุญาต 3 จีที่น่าจะออกประมาณกลางปีหน้า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนรอรายละเอียดการรับฟังความคิดเห็นทางสาธารณะ อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวจำเป็นที่บอร์ดจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยเฉพาะค่าใบอนุญาต 3 จีในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้ ค่าใบอนุญาตควรมีราคาที่เหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด
"3 จียังติดปัญหาเรื่องมูลค่าคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ควรยืนอยู่ในราคาใด ซึ่งที่ปรึกษาก็ได้ประเมินราคามาให้โดยศึกษาจากประเทศอื่น" นายทศพรกล่าว
และเรื่องที่ 3 นัมเบอร์พอร์ทบิลิตี้ (การคงสิทธิเลขหมาย) ที่การประชุมบอร์ดครั้งหน้าจะมีการเสนอให้บอร์ดพิจารณาร่างหลักเกณฑ์ โดยถ้าบอร์ดเห็นชอบก็สามารถประกาศบริการคงสิทธิเลขหมายได้ทันที นอกจากนี้ส่วนบริการไวแมกซ์ก็คาดว่าจะสามารถออกใบอนุญาตได้ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูว่าคลื่นความถี่ใดจะเหมาะสมในการให้บริการระหว่าง 2.3-2.5 กิกะเฮิรตซ์นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผูจัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กสทฯ จะเร่งเปิด 3 จี เทคโนโลยีเอชเอสพีเอ บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์
เพื่อให้ทดสอบให้บริการภายในเดือน ม.ค. เนื่องจากเป็นโอกาสทางธุรกิจ และคณะกรรมการ (บอร์ด) มีมติเร่งทดสอบ 3 จี ตั้งแต่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา
แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคมกล่าวว่า การที่ กสทฯ พยายามเร่งเปิดบริการ 3 จี เนื่องจากวันที่ 16 ม.ค.2552 บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ต้องนำเข้าไอ-โฟนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งเงื่อนไขที่ไอ-โฟนเสนอตัวแทนจำหน่าย คือ ประเทศนั้นๆ ต้องมีบริการ 3 จี หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขอาจเสี่ยงกับการฟ้องร้อง
นายระเฑียร ศรีมงคล โฆษกคณะกรรมการ (บอร์ด) บมจ.ทีโอที กล่าวว่า บอร์ดได้ส่งโครงการปรับปรุงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 470 เมกะเฮิรตซ์ ที่กิจการร่วมค้าสตาร์คอมเป็นคู่สัญญา ให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาว่าจะสามารถยกเลิกสัญญาได้หรือไม่ และจะทำเช่นไรเพื่อไม่ให้เกิดการฟ้องร้องเหมือนโครงการระบบการขนส่งทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพฯ หรือโฮปเวลล์
การส่งโครงการดังกล่าวให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา เนื่องจากต้องการนำคลื่นความถี่ 470 เมกะเฮิรตซ์ มาพัฒนาให้บริการระบบซีดีเอ็มเอ 2000 1X แต่ที่ผ่านมาการปรับปรุงโครงข่ายต้องล่าช้าเพราะสัญญากับกิจการร่วมค้าสตาร์คอมมีปัญหา ทีโอทีจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมกฤษฎีกาตีความก็พบว่า เข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) เนื่องจากมีมูลค่าเกิน 1 พันล้านบาท เพราะตั้งอยู่บนที่ดินของทีโอที
คลื่นดังกล่าวผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นชาวประมงและทหาร หากไม่นำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ก็ต้องคืนคลื่นให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.).กสท เปิดแผนลงทุนอนาคต เจรจาฮัทช์อัพเกรดอุปกรณ์ซีดีเอ็มเอ ก่อนซื้อคืนให้บริการทั่วประเทศ พร้อมประมูลคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ลงทุน 4จี แอลทีอี ให้บริการดาต้าควบคู่ซีดีเอ็มเอ ทั้งเตรียมเสนอโครงการไฟเบอร์ ทู เดอะ เอ็กซ์ อุดช่องว่างทั้งมีสาย-ไร้สาย
นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า ฝ่ายบริหารได้หารือแนวคิดการให้บริการในอนาคต แบ่งเป็นบริการไร้สาย ซีดีเอ็มเอ 2000 1 x อีวิดีโอ และจะเสนอให้ ฮัทช์ อัพเกรดเป็น 1 x อีวิดีโอ ด้วย เพื่อให้ กสท มีโครงข่าย 1x อีวิดีโอ ครอบคลุมทั่วประเทศ
ทั้งนี้ การดำเนินการตามโครงการดังกล่าวนั้น ให้เอกชนเป็นผู้อัพเกรดจะง่ายกว่า กสท ดำเนินการเอง เพราะไม่ต้องผ่านกระบวนการขออนุมัติ และปัจจุบันสามารถทำได้เร็ว และง่าย จากนั้น กสท จะมุ่งลงทุนแอลทีอี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับ 4จี ซึ่งปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกาเตรียมเปิดให้บริการปี 2552 แต่จะเป็นการให้บริการดาต้าเพียงอย่างเดียว จนกว่าจะถึงปี 2555 จึงจะให้บริการด้านเสียงด้วย
ดังนั้น หาก กสท จะมีโครงข่ายซีดีเอ็มเอ ให้บริการด้านเสียงควบคู่กันไปกับแอลทีอีให้บริการด้านดาต้า โดย กสท ต้องเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งคาดว่าบริษัทเอกชน ก็อาจจะใช้ลักษณะนี้เช่นเดียวกัน
ขณะที่ค่าใช้จ่ายหลักจะประกอบด้วยค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ที่อาจต้องขออนุมัติวงเงินงบประมาณก่อน แล้วจ่ายในภายหลังเพราะต้องทำเรื่องขออนุมัติจ่ายอีกครั้ง ส่วนการลงทุนติดตั้งจะค่อยๆ ทำในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ ที่มีการใช้งาน ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินหลักพันล้านบาท
ส่วนบริการแบบมีสาย จะเน้นไฟเบอร์ ทู เดอะ เอ็กซ์ ที่กำลังจัดเตรียมโครงการการลงทุน เน้นเมืองใหญ่ที่ใช้งานมาก คาดว่าจะเสนอโครงการให้บอร์ดพิจารณาภายใน มี.ค. 2552
ด้านการสะสางงานอื่นๆ ที่ค้างคา เช่น การจัดสรรคลื่นความถี่ให้บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ทดสอบให้บริการเอชเอสพีเอ กำลังเจรจากับบมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ซึ่งปัจจุบันใช้คลื่นส่วนหนึ่งให้บริการระบบอนาล็อค ลูกค้าประมาณ 10,000 ราย ว่าจะย้ายไปใช้คลื่นส่วนอื่นหรือจะเปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิทัล เพื่อให้ทรูสามารถเข้ามาทดสอบได้ ตั้งเป้าแล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกปีหน้า รวมถึงการสรุปคณะกรรมการตามมาตรา 13 และ 22 ด้วย
นอกจากนี้ จะต้องเจรจาค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (ไอซี) ให้แล้วเสร็จภายใน มี.ค. 2552 เพื่อป้องกันปัญหาการโทรไม่ติดที่จะเกิดกับบริการแคทซีดีเอ็มเอ
ส่วนที่ประชุม กสท มีมติอนุมัติหลักการ แต่ให้ปรับปรุงแผนเข้าพิจารณาอีกครั้ง พร้อมส่งแผนให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) พิจารณาแผนปรับปรุง โรงอาหารและอาคารบริหาร ที่ใช้มากว่า 20 ปีใหม่ งบประมาณ 50 ล้านบาทและ 65 ล้านบาทตามลำดับ ขณะที่งบประมาณจัดสร้างอาคารใหม่กว่า 2,500 ล้านบาท ต้องมีการทบทวนใหม่อีกครั้ง
ทั้งนี้ การสร้างอาคารใหม่ เพื่อให้มีการทำงานเป็นสัดส่วนจากเดิมที่ใช้อาคารส่วนหนึ่งร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และเพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้บริษัท
อีกทั้ง บอร์ดได้อนุมัติ เช่าพื้นที่จาจุรี สแควร์ เปิดแคท ช็อป ให้บริการ กสท ครบวงจร ค่าเช่า 110,000 บาทต่อเดือน สัญญา 3 ปี และพิจารณาสัญญาเช่าที่ดินติดตั้งเสาสัญญาณซีดีเอ็มเอ จำนวน 787 สถานี ซึ่งกำลังจะหมดอายุ 3 ปีแรก ให้ต่อสัญญาออกไปอีก 3 ปี รวมถึงพิจารณาบางรายที่เสนอเงื่อนไขใหม่ เช่น ขอปรับค่าเช่าเกิน 10%, ขอไม่ต่อสัญญา
นายพิศาล กล่าวต่อไปว่า บอร์ดยังได้ประเมินผลการทำงานของตัวเอง ซึ่งผลการทำงานออกมาในเกณฑ์ดี เฉลี่ยประมาณ 80 - 90% ก่อนรอทริสต์ มาประเมินผลการทำงานอีกครั้งต้นปีหน้า