GPS ติดรถ


GPS ติดตามรถ


  Software ติดตามรถยนต์
  ทดลองใช้งาน Software

AirCard


ถาม-ตอบ Aircard, 3G Router, GPS Navigator
Speedtest : ความเร็ว Air Card


© AirCard Shop.com

หน้าแรก

เนร่า เปิดผลศึกษาไลเซ่น 3G กทช.

"เนร่า" บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก และที่ปรึกษาโครงการประมูลไลเซ่น 3จี เปิดผลการศึกษา เคลียร์ทุกประเด็นร้อน

นายคริสเตียน ดิปปอน รองประธาน บริษัท เนร่า อิโคโนมิค คอนซัลติ้ง ในฐานะหัวหน้าโครงการที่ปรึกษาเพื่อการประมูลคลื่นความถี่ และโครงการที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจสำหรับใบอนุญาต 3จีของ กทช. กล่าวว่า การให้บริการ 3จี จะทำให้ผู้บริโภคได้ใช้บริการในราคาต่ำกว่า คุณภาพบริการสูงขึ้น และครอบคลุมการบริการที่กว้างขวางขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อสังคมไทย โดยโครงการนี้ กทช. ใช้เวลาเตรียมการมานานกว่า 5 ปีแล้ว เพื่อให้ได้แนวทางเปิดประมูลที่เหมาะสม สำหรับวิธีการที่ดีที่สุดในการจัดสรร "คลื่นความถี่" ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ขาดแคลน

นอกจากนี้ การที่มีผู้เสนอให้ลดจำนวนใบอนุญาตจาก 4 ใบ เป็น 3 ใบ และกำหนดขนาดของคลื่นความถี่เท่ากันคือ ใบละ 15 เมกะเฮิรตซ์นั้น เท่ากับเป็นการลดการแข่งขันในตลาดโทรศัพท์มือถือของไทย เพราะจะไม่สร้างบริบทในการเข้ามาแข่งขันของผู้ให้บริการรายใหม่ นอกเหนือไปจากผู้ให้บริการปัจจุบันทั้ง 3 รายที่อยู่ในตลาด

ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการโอนย้ายลูกค้าจาก 2จีไป 3จีนั้น เนร่า ได้จัดทำคาดการณ์โดยอยู่บนพื้นฐานของการศึกษาระหว่างประเทศ พบว่ามีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนต่ำกว่า 15% ที่จะโอนย้ายไปใช้บริการ 3จี ก่อนที่สัญญาสัมปทานสุดท้ายจะสิ้นสุดลงในปี 2560 จากข้อมูลทางด้านการเงินในรายงานประจำปีของ ทีโอที และ กสท คาดว่าผลสูญเสียรวมต่อ 2 หน่วยงานจากการเริ่มใช้บริการ 3จี และบริการคงสิทธิเลขหมายนั้นน้อยกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ หากประเมินภายใต้ข้อสมมติฐานแบบ conservative หากกำหนดให้ 20% ของรายได้สัมปทานถูกนำส่งแก่กระทรวงการคลัง ผลกระทบสุทธิต่อสังคมไทยจะเป็นประมาณ 2.1 พันล้านบาท ในทางตรงกันข้ามรายได้จากการประมูล 3จี ที่คาดว่าจะนำส่งให้กระทรวงการคลัง จะมีจำนวนประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท หากใบอนุญาตทั้ง 4 ใบถูกขายออกไปได้ในการประมูล

"นอกจากนี้ แม้จะมีผู้โต้แย้งว่าอัตราความต้องการ 3จี ในประเทศไทย จะสูงเกินกว่าที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศเป็นจำนวน 3 เท่าตัว (ซึ่งจะทำให้เกิน 40% ในปี 2560) ผลกระทบต่อสังคมไทยจะเท่ากับ 6.3 พันล้านบาท ซึ่งยังต่ำกว่ารายได้จากการประมูลที่คาดว่าจะได้รับเป็นอย่างมาก" นายดิปปอนกล่าว

เขากล่าวอีกว่า กรณีที่มีผู้เสนอให้รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิตมือถือ 3จี เพื่อเป็นการชดเชยรายได้ที่ลดลงของรัฐบาลนั้น จะเป็นผลเสียต่อผู้บริโภคเนื่องจากจะส่งผลให้ราคาขายปลีกสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน จากข้อมูลการเปิดประมูล 3จีของ 17 ประเทศ จำนวน 69 ใบอนุญาต ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บ่งชี้ว่ายิ่งเวลาล่าช้าออกไปก็ยิ่งสูญเสียโอกาสของรายได้ที่รัฐจะรับจากการประมูล โดยพบว่า "ราคา" คลื่นต่อช่วงความถี่ต่อเมกะเฮิรตซ์ต่อประชากร (MHz-pop) ที่ได้รับจากค่าประมูลมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจาก 7 ดอลลาร์เมื่อปี 2543 มาอยู่ที่ 0.17-0.22 ดอลลาร์ สำหรับการประเมินราคาใบอนุญาต 3จีของ กทช.

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 28 พฤศจิกายน 2552 | ข่าว ทั่วไป



กสทเล็งระดมทุนหมื่นล้านรับ3G

บอร์ดกสทอนุมัติแผนพลิกฟื้นกิจการรับมือ 3จีและรายได้จากส่วนแบ่งสัมปทานหดหาย จี้ฝ่ายบริหารศึกษาแนวทางระดมทุน1-2หมื่นล้านบาทเสริมสภาพคล่อง

นายกฤษดา กวีญาณ กรรมการ บมจ. กสท โทรคมนาคม กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) วานนี้ ( 25 พ.ย.) ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติแผนพลิกฟื้นกิจการของบริษัท เพื่อเตรียมรับมือการเปิดให้บริการ 3 จี จากการประมูลคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่อาจส่งผลให้ กสท สูญเสียรายได้จากส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทาน

ขณะเดียวกัน บอร์ดได้สั่งให้ฝ่ายบริหาร ทำการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโอกาส ความเป็นไปได้และระเบียบทางกฎหมาย ในการระดมทุนขั้นต้น 1-2 หมื่นล้านบาท ในรูปแบบของพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ หรือตราสารหนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม เพื่อเตรียมเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ที่อาจเกิดขึ้นจากการลดลงของรายได้จากสัญญาสัมปทาน และหากรายได้ใหม่เข้ามาทดแทนไม่ทัน ก็ยิ่งต้องเร่งระดมทุน คาดว่าวงเงินดังกล่าว ต้องเตรียมพร้อมไว้ในปี 2553

ทั้งนี้ บอร์ดสั่งการให้เริ่มศึกษารายละเอียดไว้ เพื่อเตรียมเสนอกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นว่าจะอนุมัติหรือไม่ รวมถึงกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าด้วยหรือไม่ พร้อมย้ำว่า กสท ไม่เคยก่อหนี้มาก่อน แต่ตอนนี้เมื่อมีความเสี่ยงในการทำธุรกิจและสภาพคล่องของบริษัท ก็ต้องเตรียมการรับมือ พร้อมกับเร่งโครงการต่างๆ

ด้านวงเงินประมาณการณ์ 1-2 หมื่นล้านบาท เป็นการพิจารณาจากภาระที่ กสท ต้องดำเนินการและแผนการลงทุนธุรกิจใหม่ๆ เช่น การจ่ายค่าติดตั้งโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซีดีเอ็มเออีก 3 งวดที่เหลือ งวดละ 1,872 ล้านบาท, โครงการลากโครงข่ายใยแก้วนำแสงรองรับบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับลูกค้าถึงหน้าบ้าน หรืออาคารสำนักงาน โรงแรม (ไฟเบอร์ ทู เดอะ เอ็กซ์) ประมาณ 6 พันล้านบาท และเงินที่เตรียมไว้สำหรับซื้อกิจการซีดีเอ็มเอส่วนกลาง 25 จังหวัด จากบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด (ฮัทช์) ที่จะเสนอมูลค่าการซื้อในการประชุมบอร์ดวันที่ 14 ธ.ค. นี้

เขากล่าวว่า แม้ปัจจุบัน กสท จะมีเงินสดในธนาคารประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่ก็ต้องเตรียมเงินสำรองไว้ พร้อมทั้งไม่ยืนยันตัวเลขเงินลงทุนที่ก่อนหน้านี้เขาเคยระบุว่า น่าจะอยู่ในวงเงินประมาณ 5 พันล้านบาท

“ ไฟเบอร์ ทูเดอะเอ็กซ์ จะเริ่มปีหน้า และเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2554 ส่วนการซื้อซีดีเอ็มเอส่วนกลาง เมื่อร่วมกับภูมิภาค จะรับรู้รายได้ทันทีประมาณ 4 พันล้านบาทต่อปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอชดเชยรายได้จากสัญญาสัมปทานปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท” นายกฤษดากล่าว

สั่งหาที่ปรึกษา แปรสัมปทาน

นอกจากนี้ บอร์ดได้สั่งการให้ที่ฝ่ายบริหารศึกษาแนวทางการแปรสัญญาสัมปทานอย่างจริงจังมากขึ้น และต้องหาที่ปรึกษามาช่วยวิเคราะห์แนวทางให้ได้ในปีนี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปทั้ง กสท และเอกชน ก่อนที่จะเสนอให้ ครม.อนุมัติ รวมถึงหาทางออกปัญหาการแก้ไขสัญญาที่ไม่ถูกต้องในอดีตด้วย ซึ่งอาจจะมีทั้งค่าเช่าโครงข่าย หุ้น และเป็นการลดความเสี่ยงการทำธุรกิจของ กสท ในอนาคต ต้องให้ที่ปรึกษาช่วยวิเคราะห์

"ก่อนหน้านี้อาจมีหลายฝ่ายไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแปรสัญญาสัมปทาน แต่เชื่อว่าตอนนี้เริ่มจะเห็นกันแล้ว กระทรวงการคลังก็ออกมาบอกแล้วว่าให้หาแนวทางได้เลย เพราะมีปัจจัยมากที่ต้องวิเคราะห์ เช่น หาก กสท เข้าไปถือหุ้นในดีแทคและทรูมูฟ ซึ่งเป็นคู่แข่งในตลาดเดียวกัน จะมีปัญหาขัดกับกฎระเบียบ หรือขัดเรื่องนโยบายหรือไม่" นายกฤษดากล่าว

เขากล่าวว่า ปัจจุบัน ทรูมูฟ เป็นบริษัทที่แสดงความสนใจที่จะแปรสัญญาสัมปทานมากที่สุด อาจเพราะเป็นผู้ให้บริการรายที่ 3 มีต้นทุนสูง มีผลประกอบการขาดทุน จึงอยากดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะมีแนวทางความร่วมมืออื่นๆ รออยู่ด้วย เช่น การใช้คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ เป็นต้น

ทีดีอาร์ไอจี้เลิกสัมปทานมือถือ

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในการสัมมนาวิชาการ”การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมในสังคม” จัดโดยทีดีอาร์ไอ วานนี้ว่า กรณีศึกษาที่พบว่าเข้าข่ายของการแสวงหาผลตอบแทนส่วนเกินจากสัมปทาน คือ การแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ ของเอไอเอส เมื่อปี 2539 ขยายสัญญาจาก 20 เป็น 25 ปี เพื่อแลกกับสิทธิผูกขาด ต่อมาในปี 2544 ก็ลดค่าสัมปทานระบบพรีเพดจาก 25%เหลือ 20% อีกทั้งในปี 2545 ให้หักค่าใช้จ่ายโรมมิ่งก่อนจ่ายค่าสัมปทานได้

ส่วนกรณีของดีแทคก็เช่นกัน ในปี 2536 ได้ขยายสัญญาจาก15 ปี เป็น 22 ปี ต่อมาในปี 2539 ได้มีการขายแบ่งคลื่นความถี่ที่ถือครองไว้มากให้กับทางทรูมูฟกว่า 4 พันล้านบาท และปีเดียวกันยังได้รับการขยายสัญญาเพิ่มอีกจาก 22 ปีเป็น 27 ปี และในปี 2544 ได้ลดค่าเชื่อมต่อโครงข่าย หรือแม้แตในกรณีของ ทรูมูฟ ในปี 2543 ก็ได้ลดค่าสัมปทาน ต่อมาปี 2551 ได้ต่อสัญญาสัมปทานไปอีก 5 ปี

อย่างไรก็ตาม กรณีศึกษาเหล่านี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้มีความเห็นว่าไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย และปีนี้ รัฐบาลก็เตรียมที่จะออกใบอนุญาติระบบ 3จี โดย กทช. ซึ่งสาระสำคัญอยู่ที่เรื่องของการโอนถ่ายระบจาก 2จี ไปยังระบใหม่คือ 3จี มีการลดค่าสัมปทานบางส่วน ซึ่งจะเข้าข่ายของการหลบเลี่ยงการจ่ายสัมปทาน อย่างไรก็ตามกรณียังไม่ได้ข้อยุติ คงต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง

"ควรเลิกระบบสัมปทานให้เหลือเฉพาะเท่าที่จำเป็น โดยปรับไปสู่การแข่งขันเสรีในระบบใบอนุญาต ยกเว้นกรณีที่รัฐจำเป็นต้องเป็นเจ้าของโครงข่ายต่อไป ก็ควรให้สัมปทานโดยการประมูลเป็นหลัก เพื่อให้ผลตอบแทนส่วนเกินของเอกชนกลายเป็นผลระโยชน์ของรัฐหรือผู้บริโภค และควรมีข้อกำหนดให้สามารถเจรจาต่อรองผลตอบแทนได้ เพื่อป้องกันการประมูลที่สูงเกินไป โดยหวังที่จะเจรจาแก้สัญญาภายหลัง" นายสมเกียรติกล่าว

เร่งจัดการข้อพิพาทหัวเว่ย

นายกฤษดา กล่าวต่อไปว่า การระงับข้อพิพาทระหว่าง กสท กับ หัวเว่ย กรณีการส่งมอบโครงข่ายซีดีเอ็มเอส่วนภูมิภาค ได้กำหนดเป็นหัวข้อ 10 ประเด็นหลักๆ ที่หัวเว่ยได้เสนอแนวทางมาให้ กสท พิจารณาแล้ว ทางบอร์ดเห็นชอบ 5 ประเด็น และไม่เห็นชอบ ทั้งเสนอให้ หัวเว่ยทำข้อเสนอมาใหม่โดยเร็ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ เพราะอาจจะกระทบกับรูปคดีในชั้นศาลได้

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นหนึ่งที่ กสท ไม่เห็นด้วย คือ หัวเว่ยเรียกเก็บดอกเบี้ย 7.5% มูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท จากการจ่ายค่างวด 3 งวดช้ากว่ากำหนดมากว่า 2 ปีแล้ว แต่ กสท ได้ปฏิเสธการจ่าย เพราะเป็นเรื่องสืบเนื่องจากการส่งมอบโครงข่ายช้า ทำให้มีการคิดค่าปรับกว่า 3 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน ซึ่งหัวเว่ย อ้างตาม มติ ครม. สมัยนั้นให้สามารถขยายเวลาการติดตั้งได้จากปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ยังต้องเจรจาในประเด็นนี้กันก่อน

อีกทั้ง กสท ได้เสนอให้หัวเว่ย ทำหนังสือค้ำประกันจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย รับรองว่า หากศาลมีคำตัดสินออกมาในทางที่ กสท จะได้รับประโยชน์ หัวเว่ยต้องดำเนินการปรับปรุงอุปกรณ์ อีวี- ดีวี (EV-DV) ในโครงข่ายให้ใหม่ แม้ว่าทางควอลคอมม์จะไม่ผลิตอุปกรณ์นี้แล้ว ก็ต้องรอการตัดสินชี้ขาดจากศาลว่า จะมีทางออกอย่างไร

จับมือ อสมท ให้บริการไวแมกซ์

นายกฤษดา กล่าวอีกว่า ขณะนี้บอร์ด กสท และบอร์ด อสมท ได้อนุมัติหลักการความร่วมมือระหว่างกัน และเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (เอ็มโอยู) ในเร็วๆ นี้ เพื่อให้บริการไวแมกซ์ ผ่านคลื่นความถี่ 2.5 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่ง อสมท จะเป็นผู้ให้บริการมัลติมีเดีย ส่วน กสท จะให้บริการด้านโครงข่าย และบริการบางส่วน เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบริการแอพพลิเคชั่นอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม อสมท จะให้บริการได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ อสมท ต้องไปเจรจากับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เอง แต่ กสท จะเตรียมพร้อมไว้ รวมถึงเตรียมปรับโฉมศูนย์บริการทั่วประเทศ หลังจากที่มีการรีแบรนด์มาแล้ว ให้มีความหลากหลายพร้อมให้บริการกับลูกค้ามากขึ้น ทั้งจากบริการซีดีเอ็มเอทั่วประเทศ และบริการไวแมกซ์ร่วมกับ อสมท

ที่ประชุมบอร์ดวานนี้ ยังได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลพิเศษให้กระทรวงการคลัง ประจำไตรมาสที่ 3 เพื่อชดเชยรายได้จากภาษีสรรพสามิต มูลค่า 1,245 ล้านบาท

กทช. เลื่อน3จีรอกรรมการใหม่

นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด กทช. วานนี้ ( 25 พ.ย.) มีมติสั่งการให้เตรียมข้อมูลและเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ และการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3 จี เพื่อให้ กทช. ชุดใหม่ศึกษาหลังมีการโปรดเกล้าฯ เข้ารับตำแหน่ง

จากนี้ สำนักงานฯ จะทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง และรอการตีความจากกฤษฎีกาว่า กทช. มีอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่หรือไม่ เพื่อเสนอให้ กทช. ชุดใหม่เป็นคนตัดสินใจ ขณะที่ กทช. ชุดปัจจุบันจะไม่มีการพิจารณาตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายหรือ 3 จี อีกแล้ว

ส่วนขั้นตอนการแต่งตั้ง กทช. ทางวุฒิสภา จะเสนอรายชื่อให้กับนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอโปรดเกล้าฯ ตาม มาตรา 15 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2543 ซึ่งเมื่อผ่านขั้นตอนนี้ รายชื่อจึงจะถูกส่งมาที่สำนักงาน เพื่อเตรียมจัดให้ กทช. ใหม่ประชุมเลือกประธาน และส่งให้นายกรัฐมนตรีเสนอโปรดเกล้าฯ อีกครั้ง

นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นคุณสมบัติของผู้ที่จะรับตำแหน่ง กทช. ใหม่ ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะผ่านการตรวจสอบมาแล้วหลายขั้นตอนทั้ง คณะกรรมการสรรหา และวุฒิสภา

แหล่งข่าวจากวงการโทรคมนาคม กล่าวว่า กรณีวานนี้ (25 พ.ย.) กองปราบส่งหมายเรียกนายบัณฑูร สุภัควณิช อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ผู้ได้รับเลือกเป็น 1 ในกรรมการ กทช. คนใหม่ เพื่อไปให้ถ้อยคำในฐานะพยาน เนื่องจากพบว่าสำนักงบประมาณมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่างๆ นั้น คาดว่ามีความเกี่ยวข้องจากการไปให้ปากคำ และให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับโครงการซื้อจักรยานยนต์ของตำรวจเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ร่วมกระทำผิดแต่อย่างใด

"อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน ยังไม่มีข้อสรุปออกมา"

สว.ชี้เป็นขั้นตอนของสนง.กทช.

นายอนันต์ วรธิติพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ขั้นตอนของวุฒิสภาได้ผ่านไปแล้ว จากนี้สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ต้องประชุม และเป็นผู้ทำเรื่องเสนอโปรดเกล้าฯ ถ้าโปรดเกล้าฯ ก็จบ แต่ถ้าไม่โปรดเกล้าฯ จะต้องดำเนินการสรรหาใหม่

ส่วนการดำเนินการลงมติเลือก กทช. ใหม่นั้น สว.ไม่มีข้อมูลส่วนที่เป็นคดีความ ขั้นตอนสรรหาก็ไม่มีเสนอ รวมทั้งที่ได้ตรวจสอบไปยังหน่วยงานอื่นๆ ก็ไม่ปรากฎข้อมูล การสรรหาจึงดำเนินการไปตามปกติ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก

ขณะที่มีผู้กล่าวหาว่า ประธานที่ประชุมชี้นำนั้น เขาเห็นว่า เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่เป็นความเห็นร่วมกันของสว.หลายๆ คนมากกว่า

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 26 พฤศจิกายน 2552 | ข่าว ทั่วไป



บีซีจีเปิดผลศึกษา พลังอินเทอร์เน็ตขับเคลื่อนศก.สังคม

ข้อมูลจากหลายสถาบันระบุตรงกันว่า "อินเทอร์เน็ต" มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

ข้อมูลจากหลายสถาบันที่ระบุตรงกันว่า "อินเทอร์เน็ต" เป็นเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่จะได้รับประโยชน์อย่างมาจาก "ความรวดเร็ว" และ "ความทั่วถึง" ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มขีดแข่งขันเชิงธุรกิจ

ล่าสุด เทเลนอร์ จากนอร์เวย์ ผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่อันดับ 6 ของโลก ได้สนับสนุนบริษัท บอสตัน คอนเซาท์ติ้ง กรุ๊ป (บีซีจี) ในการจัดทำเสนอรายงานผลทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเกิดขึ้นจากระบบอินเทอร์เน็ตในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยนำปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มาประกอบการประเมินเป็นตัวเลขพยากรณ์สำหรับช่วง 10 ปีข้างหน้า

ด้านเป้าหมายการจัดทำรายงานดังกล่าว ในแง่ของเทเลนอร์ ต้องการสร้างความเข้าใจเชิงลึกเพิ่มขึ้น ถึงอิทธิพลของระบบอินเทอร์เน็ต ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต การทำงานของผู้คน ตลอดจนการพัฒนาประเทศตั้งแต่ระดับพื้นฐาน พร้อมทั้งหวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้รัฐบาลในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ใช้ประกอบการวางกรอบและกำหนดนโยบาย ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาประเทศ และเศรษฐกิจไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ไทย" 1 ใน 3 กลุ่มตัวอย่าง

ทั้งนี้ การศึกษาดังกล่าวเลือกประเทศบังกลาเทศ ไทย และเซอร์เบีย เป็นกลุ่มตัวอย่าง เพราะมีความโดดเด่นในแง่ระดับการพัฒนาการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ระยะกลางซึ่งพร้อมรองรับการขยายตัวต่อไป และช่วงของการเติบโตอย่างรวดเร็ว ตามลำดับ

ปัจจุบัน บังกลาเทศ มีจำนวนครัวเรือนที่สมัครใช้บริการระบบอินเทอร์เน็ตต่ำกว่า 2% 2 ขณะที่ ประเทศไทย มีอยู่ 21% และเซอร์เบีย มีระดับความแพร่หลายถึง 31% เมื่อเทียบกับสัดส่วนโดยเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ในระดับ 24%

"ในบังกลาเทศ คาดการณ์ว่าอัตราการนำเอาระบบอินเทอร์เน็ตมาใช้จะเร่งขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นครั้งแรกหลังจากปี 2018 จนแตะระดับที่ 10% ในปี 2020 ขณะที่ ประเทศไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2014 และจะชะลอตัวลงเล็กน้อยในช่วงท้ายของระยะเวลาที่ดำเนินการศึกษา และจะแตะระดับ 26% ในปี 2020 ส่วนเซอร์เบีย การนำเอาระบบอินเทอร์เน็ตมาใช้จะเติบโตสูง แต่จะมีอัตราที่ปรับตัวลดลง และอยู่ในอัตรา 42% ปี 2020"

ยิ่งใช้(เน็ต)มาก-จีดีพียิ่งโต

ขณะเดียวกัน ความแพร่หลายของอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น จะมีผลต่อการสร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอย่างมากในส่วนของภาพรวมผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยพบว่า ระบบอินเทอร์เน็ตจะมีสัดส่วน 2.6% ในจีดีพีรวมของบังกลาเทศ ส่วนประเทศไทยอยุ่ที่ 3.8% และเซอร์เบียอยู่ที่ 5.2% โดยเป็นผลจากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นซึ่งผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในภาคธุรกิจบริการ การผลิต และการเกษตรได้รับ

นอกจากนี้ อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตต่อจำนวนประชากร ยังกระตุ้นจำนวนผู้ประกอบการให้เพิ่มขึ้น สร้างให้เกิดกิจกรรมทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ผลักดันตัวเลขการจ้างงานสูงขึ้น

ในส่วนของประเทศไทย คาดว่าตลอดช่วง 10 ปีจนถึงปี 2020 คาดว่า อินเทอร์เน็ต จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างธุรกิจใหม่ได้ถึง 52,000 ธุรกิจ เท่ากับการสร้างงานใหม่ 114,000 อัตรา ซึ่งจำนวนนี้มีเพียง 11,000 อัตรา ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในภายในสายธุรกิจอินเทอร์เน็ต และงานที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติด้วยผลของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้น โดยปราศจากการกระตุ้นหรือเงินสนับสนุนในการพัฒนาใดๆ จากรัฐบาล

ขณะที่ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมากขึ้น จะทำให้ภาครัฐมีรายได้จากจากภาษีเพิ่มขึ้น โดยมีประมาณการณ์ว่าอีก 10 ปีข้างหน้านี้ ระบบอินเทอร์เน็ตอาจคิดเป็นสัดส่วน 4.2% ของรายได้รัฐบาลไทย, 4.6% ในบังกลาเทศ และ 1.8% ในเซอร์เบีย

รายได้จากภาษีเหล่านี้กว่า 50% (ในบังกลาเทศ และประเทศไทย เกือบ 90%) มาจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่ผู้ให้บริการ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าบริการอินเทอร์เน็ต ถือเป็นสินค้าทุนที่สามารถช่วยให้การผลิตเพิ่มขึ้นได้ในระบบเศรษฐกิจ

ทางลัดขยายโครงสร้างพื้นฐาน

ในการศึกษาครั้งนี้ ยังได้มองถึงความสำคัญของ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ และการพัฒนาชนบท ซึ่งเป็นปัญหาร่วมสำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และสามารถ "เอาชนะ" ได้โดยใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต

เนื่องจากประเทศที่มีปัญหาด้านการเข้าถึงการศึกษาระดับพื้นฐาน ก็สามารถนำการริเริ่มการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านอินเทอร์เน็ต มาใช้เสริมประสิทธิภาพของการศึกษาในระบบโรงเรียนได้ ขณะที่ ปัญหาขาดแคลนบุคคลากรทางการแพทย์นั้น การใช้เทคโนโลยีเว็บแคม และการสื่อสารแบบเรียลไทม์ กับแพทย์ที่ปฏิบัติงานภาคสนามผ่านคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค จะช่วยให้แพทย์หนึ่งคนสามารถให้บริการผู้ป่วยได้มากขึ้น เป็นต้น

ขณะที่ ประชากรส่วนใหญ่ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท มีรายได้โดยเฉลี่ยต่ำกว่าในเมือง และพึ่งพาภาคเกษตรเป็นหลัก เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตก็สามารถเข้ามาช่วยเพิ่ม รวมทั้งกระจายแหล่งที่มาของรายได้ให้กับคนในชนบท สร้างโอกาสรายได้เสริมจากการประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของระบบอินเทอร์เน็ต รวมทั้งแก้ปัญหาช่องว่างด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน

3จีตัวเร่งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

รายงานของบีซีจี ระบุอีกว่า หากมีปัจจัยแวดล้อมและกรอบกฎหมายควบคุมที่เหมาะสม ไทยสามารถมีผู้สมัครใช้บริการอินเทอร์เน็ตถึง 17.9 ล้านคนในปี 2020 หรือคิดเป็นผู้สมัครใช้บริการ 26 คนต่อประชากร 100 คน โดยปีเดียวกันนี้คาดว่า 70% ของครัวเรือนจะมีสมาชิกใช้บริการอินเทอร์เน็ตอย่างน้อย 1 บัญชีสมาชิก ส่วนการใช้งานของภาคธุรกิจจะอยู่ที่ประมาณ 91%

ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าประมาณ 2 ใน 3 ของผู้สมัครใช้บริการอินเทอร์เน็ตในไทยจะเป็นแบบไร้สาย เนื่องจากการครอบคลุมของสัญญาณโทรศัพท์พื้นฐานจะกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง ดังนั้น การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในเขตชนบท 85% น่าจะเป็นแบบไร้สาย ขณะที่ ในเขตเมืองก็จะมีผู้ใช้ระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สายสูงถึง 55%

ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนให้เกิดความแพร่หลายของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ก็คือ เทคโนโลยี 3จี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเร็วในการเชื่อมต่อเน็ตในรูปแบบของบรอดแบนด์ไร้สาย ได้ทั้งผ่านโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์พกพาที่ต่อเชื่อมกับ 3จี

อย่างไรก็ตาม ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง และเป็นที่กังวลว่าระบอบกฎหมายในปัจจุบันยับยั้งการลงทุน โดยขาดกฎระเบียบที่ชัดเจน และแนวทางการปฏิบัติในเรื่องที่สำคัญ เช่น กฎหมายการแข่งขัน รวมถึงความขัดแย้งระหว่างระบบสัมปทาน และการให้ใบอนุญาต

นายซิคเว่ เบรคเก้ รองประธานบริหาร เทเลนอร์ กรุ๊ป และเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุด เทเลนอร์ เอเชีย กล่าวว่า เขารู้สึกเสียใจที่กระบวนการออกใบอนุญาต 3จีของไทยล่าช้ามาก พร้อมย้ำว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เพิ่มขึ้นนั้น มีความสำคัญทั้งกับผู้ใช้บริการและต่อสังคม เพราะจะสร้างผลต่อเนื่องที่ใหญ่กว่าการใช้มือถือ

กรุงเทพธุรกิจ 24 พฤศจิกายน 2552 | ข่าว ทั่วไป



จุดยืน "เทเลนอร์-ดีแทค" นอมินี แปรสัมปทาน และการลงทุน 3G

พลันที่อรหันต์ "กทช." ประกาศชัดเจนถึงการเปิดประมูล ไลเซนส์ 3G ธุรกิจโทรคมนา คม ไทยก็กลับมาคึกคัก มีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

ค่ายมือถือเดิมต่างต้องการเป็นเจ้าของไลเซนส์ใหม่ โดยมุ่งหวังว่าจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ทั้งในเชิงรายได้ และการเตรียมตัวก้าวผ่านจากระบบสัมปทานเดิมที่กำลังจะหมดอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ไปสู่กฎ กติกาใหม่ที่ว่ากันว่าเสรี และเป็นธรรมยิ่งขึ้น

ไม่มีใครคาดคิดว่า ความมั่นคงของชาติ ปัญหานอมินี และการแปรสัญญาสัมปทาน ทำให้การประมูลคลื่น 3G ช้าออกไป (อีก) กับบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นต่างชาติ อาจถึงขั้นหมดสิทธิชิงดำคลื่นใหม่

"ดีแทค-เทเลนอร์" เป็น 1 ในนั้น

"จอน เฟรดริค บัคซอส" ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารเทเลนอร์ กรุ๊ป "ซิคเว่ เบรคเก้" ซีอีโอเทเลนอร์ เอเชีย และ ทอเร่ จอห์นเซ่น ซีอีโอ "ดีแทค" มีมุมมองต่อเรื่องดังกล่าวอย่างไร มีอยู่ใน "ประชาชาติธุรกิจ" ฉบับนี้

- กรณีนอมินีอาจสร้างปัญหาให้ดีแทค

บัคซอส : กับทุกประเทศที่เทเลนอร์เข้าไปลงทุน เราให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ ของภาครัฐ โดยทุกวันนี้เรามั่นใจว่าทำทุกอย่างถูกต้องตาม กม.ไทย

ซิคเว่ : กระทรวงพาณิชย์เคยขอข้อมูล ดีแทคเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างน้อย 2 ครั้ง คือก่อนดีแทคเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย และหลังจดทะเบียนแล้ว ซึ่งถ้าหน่วยงานรัฐต้องการข้อมูลเพิ่มก็พร้อมให้ความร่วมมือ

- อาจมีเงื่อนไขใหม่กับบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ

บัคซอส : ผมไม่อยากคาดเดาไปก่อน แต่ภายใต้สถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งที่ตลาดใดตลาดหนึ่งที่เราเข้าไปลงทุนจำเป็นต้องมีการออกกฎระเบียบใหม่ ๆ เพื่อรอง รับสถานการณ์ในขณะนั้น เราก็จะตัดสินใจไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้ามีการออก ไลเซนส์บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันและโปร่งใส เทเลนอร์และดีแทคพร้อมให้ความร่วมมือและเข้าไปมีส่วนร่วมในการลงทุน

- แปรสัญญาควรเกิดก่อนหรือหลังประมูล

ซิคเว่ : การแปรสัญญาเป็นกระบวนการ ที่ต้องใช้เวลามาก และในอนาคตต้องเกิดขึ้นเพราะสัญญามีวันหมดอายุ แต่อยากให้มอง 2 เรื่องนี้แยกกัน เพราะการแปรสัญญาเป็นเรื่องระหว่างภาครัฐกับเอกชน ไม่มีผลกับลูกค้า ขณะที่ไลเซนส์ 3G เป็นประโยชน์ของลูกค้าโดยตรง 2 เรื่องนี้ทำคู่ขนานกันไปได้โดยไม่จำเป็นต้องนำมารวมกัน และจะน่าเสียใจมาก หาก 3G จะดีเลย์ไปเพราะต้องแปรสัญญาก่อน

- ถ้าดีเลย์ล่ะ

บัคซอส : เราอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาตลาดในทุกที่ที่เข้าไปลงทุน ถ้าช้าออกไปก็ต้องยอมรับ แต่ผลกระทบที่จะเกิดตามมาคืออุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยจะไม่สามารถพัฒนาได้ในระดับเดียวกับที่มี 3G ฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล เราคงพูดได้แต่เพียงว่าตลาดเมืองไทยพร้อมสำหรับ 3G และดีแทคก็พร้อมที่จะลงทุน

ซิคเว่ : ในฐานะโอเปอเรเตอร์รอไดยัง ให้บริการด้านเสียงและดาต้าผ่านเน็ตเวิร์ก 2G เดิม คนที่เสียประโยชน์คือ คนไทยที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น เราหวังว่า 3G จะไม่ดีเลย์ออกไปอีก และหวังว่าการพูดถึงเรื่องนี้จะมุ่งไปที่ประโยชน์ของผู้บริโภค มากกว่าประโยชน์ของ กสทฯ ทีโอที หรือคน อื่น ๆ ถึงเวลาแล้วที่การพูดกันถึง 3G จะต้องปรับโฟกัสไปยังเรื่องอื่นมากกว่าการเมือง

- ถ้าดีเลย์จะทำอย่างไร

บัคซอส : เรายังคงทำธุรกิจบน 2G ต่อไป แต่คนไทยจะไม่ได้ใช้บริการบน 3G เหมือนลูกค้าในประเทศอื่น 3G ยิ่งมาเร็วเท่าไร ยิ่งดีกับเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น ในฐานะผู้ให้บริการ เราอยากนำ 3G มาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมโดยรวม ไทยเป็นประเทศท่องเที่ยว มีต่างชาติเดินทางมาเป็นจำนวนมาก เขาคุ้นเคยกับการใช้ 3G อยู่แล้ว เราก็อยากให้บริการกับลูกค้ากลุ่มนี้เหมือนในประเทศอื่น

- ตลาดเมืองไทยพร้อมสำหรับ 3G

บัคซอส : พร้อมแล้ว เพราะ 2G พัฒนามามากแล้ว ดูได้จากจำนวนผู้ใช้เทียบประชากร 3G เป็นสเต็ปต่อไปในการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในไทย เป็นการพัฒนาตามธรรมชาติของเทคโนโลยี GSM และนำไปสู่การเพิ่มโอกาสเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของผู้บริโภค ซึ่งประเทศไทยไม่ควรพลาดโอกาส เทเลนอร์และดีแทคพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาครั้งนี้ เรามีประสบการณ์ในการให้บริการในหลายประเทศทั่วโลกซึ่งนำมาปรับใช้ได้

- ต้องลงทุนมากแค่ไหน

เงินลงทุนขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งานของตลาดและการแข่งขัน โดยเฉลี่ยโอเปอเรเตอร์จะลงทุน 10-15% ของรายได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ในช่วงเศรษฐกิจ ขาลง การใช้งานจะไม่มากทำให้ใช้เน็ตเวิร์กที่มีอยู่ได้ โดยลงทุนไม่มาก เมื่อการใช้เพิ่มก็ต้องลงทุนเพิ่ม ในแง่การแข่งขัน เม็ดเงินลงทุนจะเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการออกบริการใหม่ เช่น เทเลนอร์ในนอร์เวย์ มีคนใช้มือถือเทียบกับประชากรเกิน 100% มาหลายปี แต่ปีนี้มี 2 ปัจจัย คือการเข้ามาของ ไอโฟนและการใช้อินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดการ ลงทุนเพิ่ม

- การกำกับดูแลในไทยเทียบกับประเทศอื่น

การออกไลเซนส์ 3G เป็นการมอบโอกาสให้ไทยอยู่ในระดับเดียวกับประเทศอื่นได้ในแง่การกำกับดูแล และสร้างการลงทุนใหม่ ๆ ที่กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศได้ จึงคิดว่ารัฐบาล และ กทช.ควรตั้งเป้าหมายในการออกไลเซนส์โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภค

- โอเปอเรเตอร์จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 3G

เมื่อมี 3G สัดส่วนรายได้จะเปลี่ยนไป จะมีรายได้จากดาต้าเพิ่มขึ้น ใน GSMA ฟอรั่ม ครั้งล่าสุดที่ฮ่องกง ก็มีการคุยกันถึงบิสซิเนสโมเดลในการลงทุนด้านดาต้า โดยต่างเห็นตรงกันว่าบิสซิเนสโมเดลจะซับซ้อนกว่าการลงทุนแบบเดิม

- ลูกค้ามีเงินเท่าเดิมมี 3G โอเปอเรเตอร์ก็ไม่น่ามีรายได้เพิ่ม

เมื่อคนตระหนักถึงประโยชน์ก็พร้อมที่จะใช้บริการเพิ่ม อาจไม่ใช่ทุกคน แต่ในอนาคตเมื่อเวลาผ่านไปน่าจะเพิ่มขึ้น เหมือนสมัยก่อนที่มือถือเพิ่งเข้ามาใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้พิสูจน์มาแล้วในหลายประเทศ ที่มีการเปิดให้บริการ 3G คนจะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สายได้

การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ใช้บริการ ทำให้มีความสามารถในการจ่ายมากขึ้น เป็นวงจรที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ นอกจากคนทั่วไปและนักธุรกิจแล้ว กลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบโซเชียลเน็ตเวิร์กกิ้ง เมื่อมี 3G จะหันมาใช้มากขึ้น

ซิคเว่ : ดิจิในมาเลเซียเพิ่งให้บริการ 3G เมื่อปีที่แล้ว เห็นผลว่าแย่งลูกค้าอินเทอร์เน็ตจากฟิกซ์ไลน์ และพบด้วยว่า 50% ของคนที่เล่น facebook มีการเข้า facebook ผ่านมือถือมากขึ้น เทเลนอร์จึงมั่นใจว่า 3G เป็นโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดยไม่กระทบรายได้ทางเสียงเดิม

- จุดแข็งของดีแทคเทียบกับคู่แข่ง

เราไม่ได้โพซิชั่นตนเองเป็นมีเดียเฮาส์ที่ผลิตคอนเทนต์เอง แต่เชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้ลูกค้าเข้าถึงคอนเทนต์ทุกอย่างทั้งด้านบันเทิง การศึกษา การเงิน การดูแลสุขภาพ เราวางตัวเป็นช่องทางให้ลูกค้าเข้าถึงบริการเหล่านี้ บิสซิเนสโมเดลในลักษณะนี้เวิร์กในหลายประเทศ เพราะต้องยอมรับว่าคอนเทนต์โพรไวเดอร์เมื่อผลิตคอนเทนต์แล้วก็อยากขายให้กับทุกโอเปอเรเตอร์

ซิคเว่ : เป้าหมาย 3G ของดีแทค คือนำบริการที่ดีและมีคุณภาพมาสู่ลูกค้า เราเชื่อว่าเราให้บริการที่ดีได้ผ่านความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์

- การลงทุนในภาพรวมของเทเลนอร์ในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

ผมเป็นซีอีโอเทเลนอร์มา 8 ปี ผ่านหลายช่วงเหตุการณ์ที่สำคัญ และสามารถผ่านมาได้ ซึ่งเป็นความสำเร็จของพนักงานทุกคน 8 ปีที่แล้วตลาดมือถือทั่วโลกไม่โตขนาดนี้ ตอนนั้นมีคนใช้ 4 พันล้านคน ซึ่งเทเลนอร์ก็สามารถแข่งขันได้กับโกลบอลโอเปอเรเตอร์ อื่น ๆ และในปีนี้เราจัดเป็นกลุ่มบริษัท ที่มีฐานลูกค้ามากเป็นอันดับ 6 ของโลก (172 ล‰าน)

อย่างไรก็ตามในสภาพตลาดอิ่มตัว จำนวนลูกค้าอาจไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่สำคัญกว่าคือมาร์เก็ตแชร์ในแง่รายได้ ดังนั้นทุกโอเปอเรเตอร์ต่างปรับโฟกัสมาที่รายได้ และให้ความสำคัญกับการเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร และการบริหารจัดการต้นทุน

การปรับโฟกัสเกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลกที่ตลาดมาถึงจุดอิ่มตัว เรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการเติบโตอีกครั้งเมื่อมี 3G เพราะกระตุ้นการเติบโตของหลายธุรกิจ ไม่เฉพาะโทรคมนาคม มีการสร้างธุรกิจ ใหม่ ๆ เพิ่มจำนวนคอนเทนต์โพรไวเดอร์ และเติบโตขึ้นทั้งในส่วนของพาร์ตเนอร์ ทั้งเวนเดอร์ และดิสทริบิวเตอร์

- ให้ความสำคัญกับการลงทุนในเอเชียหรือยุโรปมากกว่ากัน

เราให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียมานานแล้ว มีการลงทุนต่อเนื่อง ล่าสุดในอินเดีย เชื่อว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมของอินเดีย และเพิ่มฐานลูกค้าของเทเลนอร์ได้ 2 เท่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า อินเดียจึงสำคัญกับเทเลนอร์มาก

- ประเทศใดผลงานดีสุด แย่สุด

เฉพาะไตรมาส 3 ปีนี้ ปากีสถานเติบโตสูงสุด ขณะที่ยูเครนเติบโตน้อยที่สุด จาก 2 ปัจจัย เพราะ Q3 ปีที่แล้ว ยูเครนโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปีนี้จากเศรษฐกิจขาลงจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสูงเท่าเดิม ทั้งยังประสบปัญหาค่าเงินด้วย

ทอเร่ : Q3 ดีแทคมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของรายได้เทียบกับคู่แข่งแล้วดีกว่า แม้ตลาดจะอิ่มตัวและได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ

ประชาชาติธุรกิจ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 | ข่าว ทั่วไป



บิ๊กมือถือพร้อมทำตลาด 3G

ผ่ากลยุทธ์ผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิ์ทำตลาดมือถือ 3G ให้กับ บมจ.ทีโอที ล่าสุด "ไออีซี" ดึง "วิสิทธิ์ คุณนิรันดร" เข้ามาคุมสายงานการตลาด พร้อมใช้แบนด์ "IEC 3G" ต่อยอดธุรกิจคอนเทนต์ "ทริปเปิ้ลเพย์" ขณะที่กลุ่มสามารถ ปักธง "ไอ-โมบาย" เป็นตัวชูโรง เผยพร้อมตั้งแต่วันแรกเปิดให้บริการ

ด้าน "ล็อกซ์เล่ย์" พร้อมลุยเช่นเดียวกัน ส่วน "ทีโอที" เตรียมลงทุนอีก 3,000 ล้าน ขยายเครือข่ายในอาคารอีก 200 จุด

นายวิสิทธิ์ คุณนิรันดร รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิล เอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ ไออีซี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงเหตุผลที่บริษัท ไออีซี เทคโนโลยี จำกัด (บริษัทลูกไออีซี) ยื่นข้อเสนอไปยัง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อทำหน้าที่ด้านการตลาดและบริการในลักษณะ MVNO (Mobile Virtual Network Operator) ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ว่า เนื่องจาก ไออีซี มีความพร้อมทั้งช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งค้าส่งและค้าปลีกโดยผ่านช่องทางของ โมบายอีซี่ และ บริษัท บลิส-เทล จำกัด (มหาชน) ที่มีตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ และ คอลล์เซ็นเตอร์ 1369 เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ขณะนี้บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์รองรับระบบมือถือ 3G และบุคลาการก็มีความพร้อมเนื่องจากมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมาอย่างยาวนาน

นายวิสิทธิ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จะใช้แบรนด์ "IEC 3G" ทำตลาดโดยกลยุทธ์ทางธุรกิจจะใช้คอนเทนต์(เนื้อหา)ของบริษัทลูกคือ บริษัท ทริปเปิ้ลเพย์ จำกัด ผู้ผลิตดิจิตอลคอนเทนต์และจำหน่ายเกม และแอพพลิเคชันต่างๆ บนมือถือ รวมไปถึงคอนเทนต์เพลงจากศิลปินเพลงแนวอินดี้ อีกด้วย ส่วนเรื่องจำนวนเลขหมายโทรศัพท์ และ โครงสร้างทางด้านราคานั้น ต้องรอความชัดเจนของบมจ.ทีโอที ภายในสัปดาห์หน้า

ด้านนายธนานันท์ วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ ไอ -โมบาย จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า บมจ.สามารถ จะใช้แบรนด์ "I-mobile" ในการทำตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G เนื่องจากแบรนด์ "I-mobile" เป็นที่รู้จักสำหรับผู้บริโภคเนื่องจาก ไอ-โมบาย มีจำนวนเครื่องลูกข่ายอยู่ในท้องตลาดมากกว่า 10 ล้านเครื่อง และ มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ในประเทศไทยรองจากโนเกีย

ส่วนเหตุผลที่ยื่นขอทำการตลาดและบริการในลักษณะ MVNO เนื่องจากบริษัทมีประสบการณ์ผ่านการเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ ปัจจุบันยังจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้ชื่อ "ไอ-โมบาย"

"เรามีความพร้อมตั้งแต่แรกที่เปิดให้บริการเพราะเราเคยผ่านประสบการณ์และมีช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านร้านไอ -โมบาย จำนวน 80 แห่งทั่วประเทศ"

ขณะที่นายสุรช ล่ำซำ กรรมการบริหาร บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ขณะนี้บริษัทได้ยื่นขอใบอนุญาต MVNO จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เนื่องจากว่า บมจ.ทีโอที ได้มีข้อกำหนดหากต้องการทำหน้าที่ด้านการตลาดและขายจะต้องขอ MVNO อย่างไรก็ตามในขณะนี้บริษัทมีความพร้อมในการจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ของ บมจ.ทีโอที ที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ธันวาคมนี้

ส่วนนายวิเชียร นาคศรีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดูแลรับผิดชอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ของ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า ในวันที่ 3 ธันวาคมนี้ ผู้ให้บริการ MVNO จำนวน 5 รายจะเปิดตัวพร้อมกับแบรนด์ TOT 3G และในเบื้องต้นจะจัดสรรเลขหมายให้กับผู้ให้บริการ MVNO รายละ 20,000 เลขหมาย หากจัดสรรได้หมดสามารถขอเลขหมายเพิ่มเติมได้

อย่างไรก็ตามในเบื้องต้น บมจ.ทีโอที ได้กำหนดโครงสร้างราคาขายส่งเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ให้กับผู้ประกอบการจำนวน 5 รายในราคา 300 บาท และเมื่อบวกกับจำนวนเลขหมายทั้งหมด 500,000 เลขหมาย บมจ.ทีโอที มีได้รายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 150 ล้านบาท โดยตั้งเป้าจำหน่ายเลขหมายให้ได้ทั้งหมดภายใน 6 เดือน

"เราทำหน้าที่ขายส่งแต่เขาจะไปกำหนดค่าบริการรายเดือน ค่าโทร และการกำหนดแบรนด์ขึ้นมาเราไม่มีเงื่อนไขตรงนี้"

นอกจากนี้แล้ว บมจ.ทีโอที มีแผนจะขยายเครือข่ายภายในอาคารจำนวน 200 จุดใช้งบประมาณการลงทุนจำนวน 3,000 ล้านบาทจากเดิมที่ติดตั้งไปแล้วจำนวน 500 แห่ง และวงเงินที่จะมาลงทุนเป็นกระแสเงินสดของบริษัทแต่จะต้องขออนุมัติจากคณะกรรมการ ขณะที่จุดเด่นของ TOT 3G คือ บริการ Video Call ซึ่งเป็นการสื่อสารทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียงผ่านเครื่องลูกข่ายของ TOT 3G บริการ Mobile Broadband หรือการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง ซึ่ง Peak rate อยู่ที่ 7.2 Mbps. (download) และ 1.4 Mbps (upload)

กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ ไอทีดอทคอม - ไอทีดอตคอม วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน 2009 | ข่าว ทั่วไป



TOT ส่งมือถือ 4 พันประเดิมตลาด 3G

ทีโอทีพร้อมประเดิมตลาด3จีรายแรกอาศัยจังหวะ กทช. ยังไม่จัดประมูลไลเซ่นให้คู่แข่ง ส่งมือถือราคา4พันบ.สั่งผลิตแบรนด์ทีโอทีพร้อมโปรโมชั่นโดนใจ

นายวิเชียร นาคศรีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า ทีโอทีคาดว่ารายได้จากบริการ 3จี เมื่อเปิดตลาดในวันที่ 3 ธ.ค. นี้ อย่างเป็นทางการแล้ว ภายในระยะเวลา 6 เดือน จะทำสามารถขายเลขหมายได้หมด 5 แสนเลขหมายผ่าน การทำตลาดขายส่ง ซึ่งทีโอที ได้ให้เอกชน 5 รายดำเนินการ ได้แก่ บมจ. สามารถ ไอ-โมบาย บริษัท 365 จำกัด บมจ. ล็อกซเล่ย์ บมจ.ไออีซี และ บริษัท เอ็ม คอนเซาล์ท เอเชีย จำกัด

ทีโอที จะแจกโทรศัพท์มือถือที่รองรับ 3จี ให้กับลูกค้าไทยโมบายเดิมจำนวน 10,000 ราย หรือคูปองพิเศษสำหรับเป็นส่วนลดซื้อเครื่องใหม่ โดยตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือนั้น ทีโอทีสั่งผลิตจากประเทศจีนมีราคาเครื่องละไม่เกิน 4,000 บาท ได้มาตรฐานระดับเดียวกับผู้ที่มีเครื่องจำหน่ายในตลาดปัจจุบัน ซึ่งในวันที่ 19-23 พ.ย.นี้ ทีโอทีจะเปิดขายซิมการ์ด 3จีโปรโมชั่นพิเศษให้พนักงาน และจัดทำแผนทำโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าโทรศัพท์บ้านของทีโอทีที่มีอยู่ 2 ล้านรายในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ส่วนรายละเอียดนั้นจะเปิดเผยในวันเปิดตัว เพราะคู่แข่งรายเดิมในตลาด 2จี อาจออกโปรโมชั่นมาแข่ง

นายวิเชียร กล่าวว่า การดำเนินงาน 3จี ใน 6 เดือนแรกนี้คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 150 ล้านบาท หรือรายได้เฉลี่ยขั้นต่ำต่อเลขหมาย 300 บาทต่อเดือน ซึ่งหากเอ็มวีเอ็นโอทุกรายขายได้ตามกำหนดก็คุ้มทุน โดยผู้ประกอบการทั้ง 5 รายจะเปิดให้บริการ 3จี พร้อมกันวันที่ 3 ธ.ค.นี้

สำหรับการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกของ 3จีในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ทีโอทีจะจัดสรรเลขหมายให้ผู้ประกอบการไปจำหน่ายรายละ 20,000 เลขหมาย หลังจากนั้นเมื่อทำตลาดครบ 5 แสนเลขหมายก็จะทยอยจัดสรรเป็นรายๆ ไป ขึ้นกับเอ็มวีเอ็นโอรายใดมีประสิทธิภาพทำตลาดได้เร็ว ก็จะได้จัดสรรไปก่อน ซึ่งโครงข่ายทีโอทีขณะนี้รองรับเลขหมาย 3จี ได้ถึง 5 ล้านเลขหมาย

ทั้งนี้เอ็มวีเอ็นโอจะต้องสร้างจุดดึงดูดลูกค้าเอง ซึ่งจุดหลักอยู่ที่คอนเทนท์ที่จะเน้นแตกต่างกันไป ขณะที่ทีโอทีจะทำตลาด 3จีเองจำนวน 1 แสนเลขหมายโดยเน้นกลุ่มลูกค้าองค์กรเป็นหลัก

"ระหว่างที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ยังไม่จัดประมูลไลเซ่น 3 จี นั้น เป็นโอกาสที่ดีต่อการเร่งทำตลาด 3จีของทีโอที ซึ่งคาดว่าด้วยข้อติดขัดทางกฎหมายจะทำให้การประมูลล่าช้าออกไประหว่าง 6 เดือนถึงสองปี ดังนั้นจะต้องเร่งขยายฐานลูกค้าและเน้นที่คุณภาพบริการเพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าไปก่อนที่ผู้ให้บริการมือถือรายอื่นจะดำเนินการ 3จี "

ขณะเดียวกัน ทีโอที ได้ลงทุนเพิ่ม 600 ล้านบาท ขยายสถานีฐาน 3จี ในอาคารเพิ่มอีก 200 แห่ง จากเดิมที่มีสถานีฐานครอบคลุมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ประมาณ 548 สถานีฐาน

สำหรับการลงทุนโครงข่าย3 จี ในระยะที่ 2 นั้นทีโอที จำเป็นต้องได้งบประมาณเพื่อขยายเลขหมายให้สามารถรองรับได้ 5 ล้านเลขหมาย การเงินกู้ราว 23,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 20% ทีโอทีจะเป็นผู้ลงทุนเอง สำหรับการทำโครงข่ายด้วยงบประมาณดังกล่าวสามารถรองรับเลขหมายให้บริการได้ 5 ล้านเลขหมายทั่วประเทศ

ทีโอทีเปิดบริการ6ประเภทรับ 3จี

แหล่งข่าวระดับสูง บมจ. ทีโอที กล่าวว่า การให้บริการเอ็มวีเอ็นโอของทีโอทีเอง อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ให้บริการคอนเทนท์หลายราย เกี่ยวกับเงื่อนไขและรายละเอียด เช่น บริษัท ทีวีบูรพา แต่ในวันที่ 3 ธ.ค. นี้ ทีโอทีจะเปิดเฉพาะ 6 บริการหลักของทีโอทีเองก่อน คือ บริการวอยซ์, วีดิโอ คอลล์, เอสเอ็มเอส, เอ็มเอ็มเอส, ริงแบ็คโทน และไฮสปีด อินเทอร์เน็ต จากนั้นในปีหน้าจะเปิดคอนเทนท์อื่นๆ ตามมา เช่น เวอร์ช่วล แมสเซจ เซอร์วิส (วีเอ็มเอส) เป็นการส่งข้อความเสมือนจริง, บริการ มิสคอล นอทิฟิเคชั่น หรือ บริการบันทึกข้อมูลสายที่ไม่ได้รับ, รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต และบริการระบบพอร์ทัล อื่นๆ

"ในทีโอที จะให้ เอซีทีโมบาย เป็นผู้ให้บริการเอ็มวีเอ็นโอ สำหรับ 1 แสนเลขหมาย ซึ่งจะเปิดขายให้กับพนักงานทีโอทีก่อนในวันที่ 19 นี้ ตอนนั้นก็จะมี 6 บริการดังกล่าวให้บริการได้ทันที" แหล่งข่าวกล่าว

ส่วนด้านเงินลงทุน โครงข่าย 3จี เฟส 2 ที่มีการอนุมัติไป ต้องเดินหน้าต่อไปในปี 2553 ตามหลักการต้องรอกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้น อนุมัติเงินกู้ให้กับทีโอทีอย่างเป็นทางการ หากเมื่อกระทรวงการคลังไม่อนุมัติเงินกู้ ก็คงต้องรอผลสรุปจากบอร์ด ทีโอที ว่าจะดำเนินการอย่างไร เช่น ให้ทีโอทีอนุมัติเงินกู้ของตัวเอง กระนั้น ทีโอทีก็มีความพร้อมทั้งกระแสเงินสดและสินทรัพย์ค้ำประกัน

"เชิดศักดิ์"คาดขาย 5 ล้านหมดใน2ปี

นายเชิดศักดิ์ กู้เกียรตินันท์ บริษัท เอ็ม คอนเซาล์ท เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นเอ็มวีเอ็นโอ รายหนึ่งจากทีโอที กล่าวว่า เอ็ม คอนเซาล์ท มั่นใจว่าจะสามารถทำตลาดได้ตามเป้าหมายที่ทีโอทีและบริษัทเองกำหนดไว้ ซึ่งเอ็ม คอนเซาล์ท คาดว่าจะจำหน่ายซิม 3 จี ได้หมด 1 แสนเลขหมายใน 6 เดือน เนื่องจากศักยภาพในทุกช่องทาง ได้แก่คอนเทนท์ โครงข่าย และช่องทางกระจายสินค้า ผ่านเจมาร์ท ส่วนการทำตลาด 3จี ได้ 5 ล้านเลขหมายจะเร็วหรือช้าขึ้นกับกลยุทธ์การทำตลาดที่จะสร้างตลาดใหม่และดึงลูกค้าจากฐาน 2จี เดิมมาได้เร็วและมากเพียงใด เนื่องจากตลาด 2 จีในขณะนี้มี 60 ล้านเลขหมายจากผู้ใช้ประมาณ 50 ล้านราย ส่วนตลาดที่ใช้ดาต้าจำนวนมากในปัจจุบันมีระหว่าง 6-7.5 ล้านเลขหมาย หรือ 15-20% ของทั้งตลาด

กระนั้นคาดว่าการทำตลาดรวมของทุกเจ้าสำหรับ 5 ล้านเลขหมายจะใช้เวลาประมาณ 2ปี เนื่องจากในระยะแรกตลาดจะเติบโตอย่างรวดเร็ว มาจากทั้งลูกค้า 2 จีจากผู้ให้บริการรายเดิม และลูกค้าใหม่อย่างแท้จริง จากนั้นอัตราการเติบโตจะเป็นไปอย่างช้าๆ ซึ่งในตลาด 2จี ก็มีลักษณะเดียวกันนี้ อย่างไรก็ตาม หากทีโอที เร่งขยายโครงข่าย 3จี ทั่วประเทศ ก็จะเป็นผลดีต่อการทำตลาดในภาพรวมให้กับเอ็มวีเอ็นโอ ด้วย

"การทำตลาดแข่งโมบาย โอเปอเรเตอร์ รายเดิมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบริการ 3จี ไม่ใช่การแข่งขันที่ราคาต่ำ ขณะที่ผู้ให้บริการเดิมในตลาดได้ปรับปรุงคุณภาพโครงข่ายรองรับบริการใหม่ๆ ดังนั้นผู้ให้บริการ 3จี จะต้องกระจายจุดรับซื้อให้ทั่วถึง ราคามีให้เลือกตั้งแต่ระดับพัน ถึงระดับหมื่นบาท รวมถึงคอนเทนท์ที่รองรับการใช้งานไอโมบาย บรอดแบนด์ และในส่วนผู้ให้บริการโครงข่ายก็ต้องมีพื้นที่ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้งานหลักๆ" นายเชิดศักดิ์ กล่าว

ล็อกซเล่ย์เผย2แบรนด์สู้ตลาด

นายสุรช ล่ำซำ กรรมการบริหาร บมจ.ล็อกซเล่ย์ หนึ่งในผู้ให้บริการ เอ็มวีเอ็นโอ อีกรายจากทีโอที กล่าวว่า การทำตลาด 3จี ของล็อกซเล่ย์นั้น ในขณะนี้แบ่งตลาดใหญ่ๆ เป็น 2 กลุ่มได้แก่ กลุ่มบรอดแบนด์ ในชื่อ "I-Kool" และแบรนด์ "Season" ที่เน้นกลุ่มลูกค้าโทรศัพท์มือถือ โดยจะเน้นในตลาดกลุ่มแรกมากกว่า ซึ่งคาดว่าจะแตกต่างจากเอ็มวีเอ็นโอ รายอื่นๆ ที่เน้นการทำตลาดผ่านมือถือ

"ในขณะนี้ยังไม่เป็นเอ็มวีเอ็นโอ เต็มตัว โดยเป็นผู้จำหน่ายซิมค้าส่งก่อน ส่วนการเป็นเอ็มวีเอ็นโอ ควรจะต้องมีบิลลิ่ง คอลล์เซ็นเตอร์เป็นของตัวเองด้วยจะดีกว่า ส่วนในการเปิดตัว 3 ธ.ค. นี้ ล็อกซเล่ย์ พร้อมที่จะให้บริการลูกค้าได้ทันที และมั่นใจว่าจะจัดจำหน่าย 1 แสนซิมแรกได้หมดใน 6 เดือน ส่วนระยะต่อจากนี้ในแง่โครงข่ายทีโอที สามารถโรมมิ่งกับโมบาย โอเปอเรเตอร์รายเดิมได้" นายสุรช กล่าว

กทช.ยังหวังเปิดประมูล 3 จี ได้

นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า กทช. จะเปิดกว้างให้ผู้รับใบอนุญาตรายอื่นๆ เข้าแข่งขันกับ กสท และ ทีโอที ได้ในการเป็นผู้ให้บริการโครงข่าย (เน็ตเวิร์ค โพรไวเดอร์) ผ่านการประมูล 3จี อีก 4 รายตามจำนวนใบอนุญาตได้เข้ามาแข่งขัน เนื่องจากได้ศึกษาแล้วว่า เป็นจำนวนที่เหมาะสมกับตลาดไทย แต่ก็ต้องมีการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันในหลายๆ พื้นที่ ซึ่งการที่ ทีโอที ได้ลงทุนบางส่วน และมีแผนจะลงทุนเพิ่มเติมก่อนรายอื่นๆ ก็เป็นข้อได้เปรียบ และจะมีการเปิดให้บริการเอ็มวีเอ็นโออยู่แล้ว

"รัฐคงกลัวว่าการลงทุนโครงข่ายจะไม่คุ้มค่า มีคนมาใช้น้อย ซึ่งเริ่มต้นก็มีผู้ให้บริการเอ็มวีเอ็นโอ สนใจมา 5-6 รายแล้ว ในอนาคตอาจจะมีมากขึ้นอีก แต่จะให้มีแค่ 1-2 รายไม่เพียงพอแน่นอน ถึงจะเปิดใบอนุญาตใหม่ 4 ราย แต่ละรายก็จะลงทุนประมาณ 60-70% เท่านั้น ที่เหลือจะใช้ร่วมกัน จะต้องไม่มีการลงทุนซ้ำซ้อนเหมือน 2จี" นายเศรษฐพร กล่าว

ส่วนมูลค่าเริ่มต้นการประมูลคลื่นความถี่ ถือเป็นข้อคิดเห็นที่แตกต่างกันไป บ้างสูงไปบ้างต่ำไป ก็มีข้อดีข้อเสียอยู่แล้ว ถ้าสูงไปคนที่สนใจก็น้อยลง ถ้าต่ำไปเงินที่ได้จากการประมูลก็ต่ำ แต่เชื่อว่า 5.2 พันล้านบาทและ 4.6 พันล้านบาทเป็นมูลค่าที่เหมาะสมแล้ว และจากสถิติ การประมูลมักจะสูงกว่าราคาเริ่มต้นประมาณ 20-25%

จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นไม่น่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ กทช. ยังต้องรอ กฤษฎีกาตีความกลับมาเกี่ยวกับ อำนาจ กทช. ในการประมูลคลื่นความถี่ 3จี ระหว่างนี้ กทช. จะสร้างความชัดเจนให้มากขึ้นว่า 3จี มีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไรบ้าง

รมว.คลังยันไม่ค้ำเงินกู้ทีโอที

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวยืนยันถึงจุดของกระทรวงการคลังในการค้ำประกันเงินกู้แก่รัฐวิสาหกิจว่า กระทรวงการคลังพร้อมที่จะสนับสนุนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ รวมถึง การค้ำประกันเงินกู้ให้ กรณีที่การลงทุนนั้นได้ก่อให้เกิดสาธารณประโยชน์ และไม่มีผลในเชิงพาณิชย์ ซึ่งกรณีการเสนอขอค้ำประกันเงินกู้โครงการลงทุน 3จีของบริษัททีโอทีต่อกระทรวงการคลังนั้น ก็จะเข้าข่ายเป็นการลงทุนเชิงพาณิชย์ หากคาดว่า การลงทุนจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้จริง ทางทีโอทีก็ต้องสามารถกู้ยืมได้ด้วยตัวเอง

“มองย้อนไปเมื่อผมเข้ารับตำแหน่ง ได้มีสอบถามถึงการค้ำประกันเงินกู้แก่การบินไทย ก็ให้คำตอบลักษณะนี้ว่า การบินไทยเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ ต้องสามารถยืนบนลำแข้งตัวเองได้ และการบินไทยก็ปฏิรูปภายใน เพื่อลดค่าใช้จ่าย เพื่อกู้ยืมโดยไม่ต้องอาศัยค้ำประกันจากกระทรวงการคลัง สุดท้ายเขาก็กู้ยืมได้โดยไม่เป็นภาระต่อประชาชน เช่นเดียวกันกับ โทรคมนาคม ปัจจุบันมีเอกชนมากมายแสดงเจตจำนงอยากลงทุนไม่ว่าระบบปัจจุบันหรือ3จี ฉะนั้น ถ้ารัฐวิสาหกิจใดที่อยากทำธุรกิจนี้ ก็ต้องมองในลักษณะธุรกิจ ถ้าเป็นธุรกิจที่เชื่อว่า สร้างผลตอบแทนได้จริง ก็ต้องสามารถกู้ยืมได้โดยไม่พึ่งพาภาษีของประชาชน ฉะนั้น ผมก็หนุนรัฐวิสาหกิจจะให้บริการสาธารณะโดยรวมตามความเหมาะสมของรัฐบาลหรือคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ” เขากล่าว

กรุงเทพธุรกิจ 17 พฤศจิกายน 2552 | ข่าว ทั่วไป



TOT 3Gขายพนักงาน19พ.ย.

"ทีโอที" ฟุ้ง 3G เฟสแรก 5 แสน เลขหมาย ขายหมดพร้อมอัพเกรดสถานีฐานให้รองรับได้ถึง 10 ล้าน เตรียมเปิดขายซิมให้พนักงาน 19 พ.ย.นี้ เปิดตัวคอลเซ็นเตอร์ 1117-เว็บไซต์ทีโอที 3G มอนิเตอร์คุณภาพ

นายระเฑียร ศรีมงคล กรรมการและโฆษกคณะกรรมการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ฝ่ายบริหารได้รายงานให้ที่ประชุมบอร์ด (12 พ.ย.) ว่า การติดตั้งโครงข่าย 3 จี เฟสแรกเสร็จแล้ว 95% มั่นใจว่า 3 ธ.ค.นี้ใช้งานได้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑลโดย 19-23 พ.ย.จะขายซิมให้พนักงาน ซึ่งเฟสแรกรองรับ 5 แสนเลขหมาย แต่ถ้ามีผู้ใช้จำนวนมากจะขยายประสิทธิภาพโครงข่ายเพิ่มเนื่องจาก มีช่วงคลื่น 15 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อนำเทคโนโลยี 3 จีมาใช้จะจัดการแบนด์วิดท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะรองรับการใช้งานได้ถึง 10 ล้านเลขหมาย

และขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้อัยการสูงสุดพิจารณาร่างข้อกำหนดเทคนิคและสัญญาประมูลเฟส 2 คาดว่าจะได้ผู้ชนะประมูลในเม.ย.ปีหน้า และเจรจากับผู้เช่าใช้โครงข่าย (เอ็มวีเอ็นโอ) คือ ไอ-โมบาย, 365 คอมมูนิเคชั่น, ไออีซี, ล็อกซเล่ย์ และเอ็มคอนเซาท์แตน เพื่อสรุปเรื่องการลดราคาขายส่งรูปแบบแผนธุรกิจและการตลาด

"บอรŒดมอบหมายให้มีการปรับปรุงแก้ไขประสิทธิภาพ เทคโนโลยีใหม่จะมีข้อผิดพลาด แต่จะแก้ไขอย่างไรให้รวดเร็วจึงมีคอลเซ็นเตอร์ 1777 และเว็บไซต์ทีโอที 3 จี มีคนมอนิเตอร์และส่งทีมงานไปแก้ไข"

ล่าสุดบอร์ดอนุมัติให้ทีโอทีซื้อหุ้นบริษัทเอซีที โมบายคืนจากบริษัทวิทยุการบิน และผู้ถือหุ้นรายย่อยรวม 24,000 หุ้น หุ้นละ 10 บาท และจะให้เอซีทีฯทำธุรกิจอะไรต่อแต่ตั้งเป้าไว้ว่าจะให้เป็นผู้ขายปลีก 3 จีให้ทีโอที ในฐานะเอ็มวีเอ็นโอ

ประชาชาติธุรกิจ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 | ข่าว ทั่วไป



TOT เร่งสปีด 3G MVNOลูกค้าเก่าไทยโมบายหมื่นคนส้มหล่น

ทีโอทีคาดขายส่ง 3G หรือ MVNO เอกชน 5 ราย ทำรายได้เดือนละ 150 ล้านบาท ให้เบอร์ขายรายละ 2 หมื่นเลขหมายเปิดบริการพร้อมกัน 3 ธ.ค.นี้ ลูกค้าเก่าไทยโมบายหมื่นคนส้มหล่น รอรับมือถือ 3G ฟรี

นายวิเชียร นาคสีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอทีกล่าวว่า ทีโอทีคาดการณ์รายได้จากการขายส่งการให้เช่าโครงข่าย (MVNO หรือ Mobile Virtual Network Operator) โทรศัพท์มือถือ 3G ของบริษัทเอกชนที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อให้บริการ 5 ราย คือบริษัท สามารถ ไอ-โมบาย บริษัท 365 คอมมูนิเคชั่น บริษัท ล็อกซเล่ย์ บริษัท ไออีซี และบริษัท เอ็ม คอนซัลต์ เอเซีย ในช่วงเริ่มต้นเดือนละประมาณ 150 ล้านบาท หรือเฉลี่ยขั้นต่ำรายได้ 300 บาท/เดือน/เลขหมาย ซึ่งหากทีโอทีมีรายได้ตามที่คาดไว้ถือว่าคุ้มทุนจากการดำเนินการแล้ว โดยผู้ประกอบการ MVNO ทั้ง 5 รายจะเปิดให้บริการ 3G พร้อมกันวันที่ 3 ธ.ค.นี้ จากเดิมทีโอทีคาดว่าจะมีเพียงสามารถไอ-โมบาย และ บริษัท 365 เท่านั้นที่จะมีความพร้อมในการดำเนินการ

สำหรับการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกของ 3G ทีโอทีในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ทีโอทีจะจัดสรรเลขหมายให้ผู้ประกอบการ MVNO ไปจำหน่ายรายละ 20,000 เลขหมาย หลังจากนั้นจะพิจารณาจัดสรรเลขหมายเพิ่มเติมให้กับผู้ประกอบการทีละราย ส่วนการทำตลาด การเลือกกลุ่มเป้าหมาย และโปรโมชั่น ผู้ประกอบการทั้ง 5 รายต้องดำเนินการเองโดยจุดดึงดูดลูกค้าอยู่ที่คอนเทนต์ที่แตกต่างกันของแต่ละรายสำหรับในส่วนที่ทีโอทีจะทำตลาด 3G เองจำนวน 1 แสนเลขหมายจะเน้นกลุ่มลูกค้าองค์กรเป็นหลัก

‘การที่ทีโอทีเปิดให้บริการ 3G เฟสแรกก่อนที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จะเปิดประมูลใบอนุญาต 3G ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของทีโอที ดังนั้นทีโอทีต้องดึงให้ลูกค้ามาใช้งาน 3Gของทีโอทีให้ได้มากที่สุด เบื้องต้นจะขยายสถานีฐานซึ่งรองรับการใช้งาน 3G ในอาคารเพิ่มอีก 200 แห่ง ด้วยงบ 600 ล้านบาท จากเดิมที่มีสถานีฐานครอบคลุมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 548 สถานีฐาน’

ทีโอทียังมีแผนจะแจกโทรศัพท์มือถือที่รองรับระบบ 3G ให้กับลูกค้าไทยโมบายเดิมจำนวน 10,000 รายหรือแจกคูปองพิเศษสำหรับเป็นส่วนลดซื้อเครื่องใหม่ โดยโทรศัพท์มือถือที่ทีโอทีสั่งผลิตจากประเทศจีนมีราคาอยู่ที่ 4,000 บาท/เครื่องและในวันที่19-23 พ.ย.นี้ ทีโอทีจะเปิดขายซิมการ์ด 3G ซึ่งเป็นโปรโมชั่นพิเศษให้พนักงานและมีแผนทำโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าโทรศัพท์บ้านของทีโอทีที่มีอยู่ 2 ล้านรายในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลด้วย

นายวิเชียรกล่าวต่อว่าเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมาสภาฯได้ผ่านความเห็นชอบโครงการ 3G เฟส 2 ทั่วประเทศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงบโครงการไทยเข้มแข็ง ด้วยคะแนนเสียง300 เสียงต่อ 20 เสียง โดยกระทรวงการคลังได้นำเสนอโครงการ 3G มูลค่า 29,000 ล้านบาทตามมติครม.เมื่อวันที่ 9 ก.ย.51 ซึ่งทีโอทีจะกู้เงินจำนวน 80% หรือราว 23,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 20% ทีโอทีจะเป็นผู้ลงทุนเอง สำหรับการทำโครงข่ายด้วยงบประมาณดังกล่าวสามารถรองรับเลขหมายให้บริการได้ 5 ล้านเลขหมายทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะต้องเสนอเรื่องนี้ให้กระทรวงการคลังพิจารณาว่าจะเป็นผู้รับรองค้ำประกันเงินกู้ให้ทีโอทีหรือไม่ ซึ่งตามมติครม.เดิมระบุชัดเจนว่าคลังต้องเป็นผู้ค้ำประกัน ทั้งนี้ในเงื่อนไขการประมูลระบุไว้ชัดเจนว่าผู้เสนอราคาต้องยื่นแหล่งเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยและชนะการประมูลทีโอทีก็จะเสนอแหล่งเงินกู้ที่ผู้ชนะเสนอต่อคลังหากคลังเห็นชอบก็เดินหน้าตามขั้นตอนต่อไปได้ แต่หากคลังไม่เห็นชอบคลังจะต้องเป็นผู้หาแหล่งเงินกู้ที่ดีกว่าให้

นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวว่า ทีโอที ได้รับอนุมัติแผนงานโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง และบริการเพื่อสังคม หรือUniversal Service Obligation (USO) จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เมื่อวันที่ 5 ต.ค.2549 ระยะเวลาโครงการ 3 ปี ซึ่งทีโอทีดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2550ปัจจุบันทีโอทีดำเนินงานโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงในระยะแรกเสร็จแล้ว ซึ่งการดำเนินการเน้นการเข้าถึงบริการโทรศัพท์สาธารณะในพื้นที่ห่างไกล ทั้งหมู่บ้าน โรงเรียน และสถานีอนามัย รวมทั้งติดตั้งและให้บริการโทรศัพท์สาธารณะเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว การมองเห็นและการได้ยินโดยการดำเนินงานโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงในระยะที่สองจะเน้นการให้บริการด้านอินเทอร์เน็ต

พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธาน กทช. กล่าวว่าการดำเนินการจัดทำประกาศโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงในระยะที่สอง กทช.ได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU)ในการให้คำปรึกษา ซึ่งขณะนี้ประกาศดังกล่าวได้ใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค.52โดยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง ส่วนหนึ่งมาจากรายได้ 4% ก่อนหักค่าใช้จ่ายของผู้ที่ได้รับใบอนุญาตประเภทที่ 2 และ 3 จำนวน 24 ราย โดยคาดว่าจะมีวงเงินใช้จ่ายในโครงการดังกล่าวไม่เกินปีละ 4,000 ล้านบาท

นายประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ กรรมการกทช. กล่าวว่า หลังจากนี้อีก 2-3 ปี อุปกรณ์ที่ติดตั้งเพื่อให้บริการโทรศัพท์สาธารณะในโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงก็ต้องมีค่าบำรุงรักษา ซึ่งทีโอทีสามารถนำค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษามาหักลดหย่อนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตโทรคมนาคมที่ต้องจ่ายให้กับ กทช.ได้โดยการให้บริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐานจะอิงตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลก ซึ่งในอนาคตอาจนำเทคโนโลยี 3G มาให้บริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐานก็ได้

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 พฤศจิกายน 2552 | ข่าว ทั่วไป



แตะเบรก "กทช." ประมูล 3G ส้มหล่นปลดล็อกอัพเกรดคลื่นเดิม ?

อึ้งไปตาม ๆ กัน หลังจากที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ เมื่อ วันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา มีมติให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนา คมแห่งชาติ (กทช.) ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความใน 2 ประเด็น

ประเด็นแรกเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และองค์ประกอบของ "กทช." ปัจจุบันสามารถออกใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (Third Generation) ได้หรือไม่

ประเด็นถัดมาเป็นเรื่องการประมูลคลื่น 2100 MHz เพื่อให้บริการ 3G เข้าข่ายต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานและดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือไม่

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้กระทรวงการคลังและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ดำเนินการแก้ไขและปรับปรุงสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของทั้ง บมจ.ทีโอที และ บมจ. กสท โทรคมนาคมให้ถูกต้องตามกระบวนการของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน เนื่องจากสมัย ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม เป็น รมว.ไอซีที เคยหยิบการแก้ไขสัญญาในอดีตส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความได้ความว่าเป็นสัมปทานที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว

ผ่านไปกว่า 2 ปี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ

แต่จากนี้ไป รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขีดเส้นไว้ว่าจะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 2 สัปดาห์

ยังไม่หมดแค่นั้น

ครม.ยังท้วงติงด้วยว่า การทำประชาพิจารณ์เงื่อนไขใบอนุญาต 3G ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 12 พ.ย.นี้ควรบรรจุประเด็นเพิ่มเติม 3 เรื่อง คือ 1.ควรกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการถ่ายโอนลูกค้าจากระบบ 2G ไประบบ 3G ในเงื่อนไขการประมูลคลื่นด้วยหรือไม่ 2.การให้เช่าโครงข่ายหรือสถานีฐานระหว่างระบบ 2G กับ 3G จะทำได้หรือไม่

และ 3.พิจารณาด้วยว่า ควรให้ผู้ได้รับสิทธิในสัมปทานบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เดิมเข้าร่วมประมูลคลื่นใหม่ได้หรือไม่ด้วย

"ประเด็นเหล่านี้ กทช.จะเปิดให้ประชาพิจารณ์ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ ทั้งจะส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความใน 2 ประเด็น ตามที่ ครม.เศรษฐกิจเสนอแนะมา" ประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ กทช. กล่าว

โดย "กทช." มองว่า แม้จะมีการส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความ แต่กระบวนการเตรียมการประมูลคลื่น 2100 MHz เพื่อให้บริการ 3G ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปตามขั้นตอนเดิม หากถึงกำหนดต้องประมูลคลื่น ถ้าความเห็นของกฤษฎีกายังไม่ออกมา จะต้องตัดสินใจอีกครั้งว่าจะทำอย่างไรต่อไป

ไม่เฉพาะกับ "3G" ของ "กทช" ที่อยู่ในความสนใจของรัฐบาล

การดำเนินการขยายโครงข่ายเฟส 2 เพื่อให้บริการทั่วประเทศของ "ทีโอที" ก็โดนหางเลขไปเต็ม ๆ

โดยสั่งให้ชะลอไปก่อน จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องการออกใบอนุญาตในการให้บริการ 3G ของ "กทช."

เข้าอีหรอบนี้ "ทีโอที" เลยออกอาการเมาหมัด เพราะหมายมั่นปั้นมือว่าจะเดินหน้าโครงข่ายเฟส 2 ของตนเองเต็มพิกัด

จัดแจงร่างเงื่อนไขที่จะเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาประมูลติดตั้งวางโครงข่ายทั่วประเทศ มูลค่า 2 หมื่นกว่าล้านบาท เสร็จเรียบร้อยหมาด ๆ

แถมเมียงมองหาลู่ทางในการหา แหล่งเงินกู้ที่จะนำมาใช้ในการลงทุนไว้บ้างแล้ว ประมาณว่าเผื่อเหลือเผื่อขาด กรณี "รัฐบาล" ไม่ค้ำประกันเงินกู้ 2 หมื่นกว่าล้านบาทให้ ก็พร้อมที่จะหาเงินมาทำเอง 9

มาโดนเบรกให้รอ 3G ของ "กทช." แบบนี้เลยอึ้งกิมกี่ไปตาม ๆ กัน

มองในแง่ดี "มติของ ครม.เศรษฐกิจ" เมื่อ 4 พ.ย.ที่ผ่านมายังไม่ถึงกับสุดโต่งตามข้อเสนอของกระทรวงคลังที่เสนอว่ากิจการโทรคมนาคมเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง จึงควรกำหนดให้ผู้ให้บริการโครงข่ายต้องเป็นรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งหมายถึงใครไปไม่ได้ นอกจากทีโอทีและ กสทฯ

ด้วยเหตุผลว่าทำให้ทั้งคู่มีแหล่งรายได้จากการเช่าใช้โครงข่ายแทนรายได้ที่จะหายไปจากสัมปทานเดิม

กับเอกชนหรือผู้ที่สนใจจะเข้ามาให้บริการจะมีสิทธิได้ใบอนุญาตเฉพาะการเป็นผู้รับช่วงในการให้บริการ (service provider) ผู้ขายอุปกรณ์มือถือและผู้ให้บริการเนื้อหาสาระ (content) เท่านั้น

มากกว่านั้น การขีดเส้นให้สะสางสัมปทานมือถือให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ ซึ่งคาราคาซังมานานเป็นปีให้เสร็จใน 2 อาทิตย์นั้นจะเป็นผลดีกับทั้งดีแทคและทรูมูฟ เพราะทำให้ดำเนินการให้บริการ 3G บนคลื่นเดิม (850 MHz) ได้สักที หลังอัพเกรดโครงข่ายด้วยเทคโนโลยี HSPA มานานเป็นปี แต่เก็บตังค์ไม่ได้ เนื่องจากต‰องรอข้อสรุปของคณะกรรมการตามมาตรา 13 และ 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมการงานฯ

ระหว่างที่ 3G คลื่นใหม่ยังไม่มา "ทรูมูฟและดีแทค" ก็ทำบนคลื่นเดิมไปพลาง ก่อนได้

สำหรับ "ทรูมูฟ" ถือเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง เพราะเทียบกับคู่แข่งรายอื่นแล้ว แม้จะมุ่งมาดคาดหมายเข้าชิงดำคลื่นใหม่ และต้องได้เช่นกัน แต่เทียบสรรพกำลัง โดยเฉพาะสถานะการเงินแล้วยังห่างกันไกล

ถ้ายืดเกมเดิมพัน "คลื่นใหม่" ออกไปได้ ย่อมดีกว่า

ขณะที่ "ดีแทค" มองว่า การลงทุนทำ 3G ที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต้องใช้ทั้งความถี่ 2100 และ 800 MHz จึงอยากเห็น การเปิดประมูลคลื่นความถี่ใหม่โดยเร็วที่สุดมากกวˆา

เช่นเดียวกับพี่ใหญ่ "เอไอเอส" เพราะการนำคลื่นเดิมไปอัพเกรดเป็น 3G เพื่อให้บริการ ทำได้อยู่แล้ว ไม่ได้ติดปัญหาเก็บตังค์ไม่ได้เหมือนคู่แข่ง 2 ราย

แต่คลื่น 900MHz ที่มีในมือมีน้อย นำไป อัพเกรดก็เท่ากับไปเบียดบัง 2G เดิม

ไหนๆ ต้องลงทุนทำ 3G อยู่แล้ว ทำบนคลื่นใหม่ไปซะทีเดียวดีกว่า ไม่ต้องมาลงทุนซ้ำซ้อน 2 ต่อให้เสียเวลา

นาทีนี้ที่ยิ้มออกได้จึงมีแต่ "ทรูมูฟ" ไหน ๆ ก็ปั้นไอโฟน 3G และเจรจากับซัพพลายเออร์รอท่าไว้ได้ตั้งนานสองนานแล้ว

ประชาชาติธุรกิจ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 | ข่าว ทั่วไป



'ระนองรักษ์'สั่ง TOT ลุย 3G

'ระนองรักษ์' ประกาศเดินหน้า 3G ทีโอทีต่อ ยันไม่เกี่ยวกับความชัดเจนการประมูลและจัดสรรความถี่ใหม่ 3G ของกทช. วอนจะทำประโยชน์เพื่อชาติอย่างขวาง ด้านกทช.เตรียมแจงนายกฯ 3G ทีโอทีไม่เกี่ยวกทช. ส่วนกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล มธ. เตรียมเสนอ 3 ประเด็นบนเวทีประชาพิจารณ์ 3G กทช.12 พ.ย.นี้

ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที ) กล่าวว่า ในฐานะเจ้ากระทรวงขอยืนยันที่จะเดินหน้าโครงการ 3G มูลค่า 20,000 ล้านบาท และ 3G เฟสแรกของบริษัท ทีโอที ที่จะเปิดให้บริการในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล 548 สถานีฐานในวันที่ 3 ธ.ค.นี้ ตามกรอบระยะเวลาเดิมทุกประการ โดยจะไม่มีการยกเลิกโครงการตามที่ครม.เศรษฐกิจ ให้ความคิดเห็นยกเว้นเป็นคำสั่งจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และขอยืนยันว่าผู้บริโภคจะต้องได้ใช้บริการ 3G เฟสแรกปลายปีนี้อย่างแน่นอน

'มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในครม.เศรษฐกิจ กล่าวในที่ประชุมว่าโครงการนี้น่าจะยกเลิกไปเลยดีกว่า ฟังแล้วก็งง เพราะถ้าพิจารณาตามคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โครงการ 3Gถือเป็นหนึ่งในนโยบายด้านเศรษฐกิจ เรื่องการพัฒนาโครงข่ายสื่อสาร ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแล เห็นว่าโครงการนี้มาถูกทางแล้ว จึงต้องยืนเคียงข้าง แต่ครม.บางท่าน ไม่เข้าใจ 3Gว่าคืออะไร จะเกิดประโยชน์ ช่วยเศรษฐกิจอย่างไร เห็นว่าเอาเงินไปให้รากหญ้าดีกว่า แต่ท่านกรณ์ (รมว.คลัง) ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่ได้นำงบฯจากโครงการไทยเข้มแข็งมาดำเนินการ จึงเข้าใจ ดังนั้น ทีโอทีจึงต้องเดินหน้า3Gต่อไป ไม่ยกเลิกเด็ดขาดครม. เศรษฐกิจ มีส่วนที่จะให้ความเห็นได้ แต่เรายืนยันจะทำตามมติครม.'

รมว.ไอซีทีกล่าวอีกว่า ความสับสนเกิดขึ้นหลังจากมติคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 4พ.ย. 52ที่ให้ชะลอการประมูล 3G ออกไปจนกว่าคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)จะมีความชัดเจนในเรื่องอำนาจหน้าที่ของกทช.และการกำหนดเงื่อนไขการประมูลที่ชัดเจน ทำให้เกิดความสับสนว่าทีโอทีต้องชะลอโครงการออกไปด้วยหรือไม่ ซึ่งไอซีทียืนยันว่าไม่จำเป็นต้องชะลอเพราะทีโอทีกับ กทช.ไม่เกี่ยวกัน

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ไอซีทียืนยันให้ ทีโอทีสามารถดำเนินการได้เนื่องจากทีโอทีกับ กทช.ไม่เกี่ยวข้องกัน กทช.มีอำนาจหน้าที่ออกไลเซ่นส์หรือใบอนุญาตและจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ ส่วนทีโอทีมีหน้าทีดำเนินการลงทุนและเปิดให้บริการคลื่นความถี่ 1900 MHz ที่มีอยู่แล้วให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด และไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้การลงทุน 3Gในประเทศไทยล่าช้ากว่านานาประเทศออกไปอีก

'เรายืนยันว่าจะไม่หยุดโครงการนี้และจะเดินหน้ายึดตามมติครม.ชุดใหญ่ที่ให้ไว้เมื่อปี 2551 ซึ่งไอซีทีได้สั่งการให้ทีโอทีไปลดวงเงินลงเหลือ 20,000ล้านบาทจากเดิม 29,000 ล้านบาทเพื่อช่วยให้ประเทศชาติประหยัดงบประมาณ และยืนยันว่าโครงการ 3Gมีความจำเป็นต่อประชาชนและประโยชน์ของเศรษฐกิจ วันนี้เราจะทำประโยชน์เพื่อประเทศขอร้องอย่ามาขวาง จึงขอประกาศตรงนี้ว่าให้ทีโอทีเดินหน้าตามแผน ถ้าแผนธุรกิจเสร็จก็พร้อมเสนอให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ให้ทันที'รมว.ไอซีทีกล่าวย้ำ

นายธีรวุฒิ บุญยโสภณ ประธานบอร์ด ทีโอที กล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินการเพื่อให้บริการ 3G ทั่วประเทศนั้น ขณะนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และอยู่ระหว่างปรับปรุงให้ตรงกับระเบียบพัสดุของทีโอที ส่วนการจัดทำเงื่อนไขการประมูลฉบับภาษาอังกฤษก็ได้ดำเนินการเสร็จแล้วเช่นกันหลังจากนี้จะต้องนำขึ้นเว็บไซต์ของทีโอทีเพื่อทำประชาพิจารณ์

อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวยังเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่วางไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งตามกรอบระยะเวลาเดิมทีโอทีจะสามารถคัดเลือกผู้ชนะการประมูลโครงการ 3Gทั่วประเทศในเดือนเม.ย. 53 ส่วนการเสนอให้กระทรวงการคลังค้ำประกันและเสนอแหล่งเงินกู้นั้นเป็นหน้าที่ของรมว.ไอซทีในการเสนอต่อครม.ต่อไป

กทช.ยันคนละเรื่องกับทีโอที

นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ กทช. กล่าวว่ากทช.จะทำหนังสือตอบไปยังนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีถึงเรื่องต่างๆที่ครม.เศรษฐกิจสงสัย และยังจะตอบกรณีโครงการ 3G ของทีโอที ที่อยู่ระหว่างดำเนินการกับการประมูลไลเซ่นส์ใหม่ที่กทช.จะประมูลเป็นคนละส่วนกันไม่กี่ยวข้องกันฉะนั้นทีโอทีสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนไม่จำเป็นต้องรอความชัดเจนจากทางกทช.

นักวิชาการเสนอ 3 ประเด็น

ช่วงบ่ายวานนี้ (9พ.ย.) ที่คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล (Policy Watch) จัดแถลงข่าวเรื่องการประมูลคลื่นความถี่ยุคที่ 3 โดยนายประชา คุณธรรมดี อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เปิดเผยว่าทางกลุ่มขอเสนอแนะการประมูลคลื่นความถี่ 3G ใน 3 ประเด็น คือประเด็นแรก วัตถุประสงค์ของการประมูลควรเป็นไปเพื่อประชาชนอย่างเดียว ด้วยการเปิดให้ประมูลใบอนุญาตเพียง 2 ใบไม่ใช่ 4 ใบ พร้อมกับกำหนดราคา ควบคุมค่าบริการ และพิจารณาราคาเริ่มต้นการประมูลที่รัฐได้ประโยชน์อย่างแท้จริงโดยราคาน่าจะสูงกว่าราคาที่กทช.กำหนดไว้คือไลเซ่นส์ 10 Mhzราคา4,600 ล้านบาท และไลเซ่นส์ 15 MHz ราคา 5,200 ล้านบาท โดยราคาน่าจะมากกว่า 15,000 ล้านบาทซึ่งเป็นมูลค่าของความถี่ 2G เดิม

ส่วนประเด็นที่ 2 คือเสนอให้กระทรวงการคลังเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับการโอนย้ายลูกค้าในระบบ 2Gเดิมไปยังเครือข่ายใหม่ 3G ในอัตราเดียวกับที่จ่ายส่วนแบ่งให้รัฐตามสัญญาสัมปทานซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 18-25 % เพื่อให้รัฐยังได้ประโยชน์ที่ควรจะได้จากสัมปทานเดิม และประเด็นที่ 3เสนอให้ชะลอการประมูลออกไปอีกอย่างน้อย 1-2 เดือน เพื่อให้วุฒิสภาคัดเลือกกรรมการกทช.ชุดใหม่จำนวน 4คนที่จะมาแทนกรรมการที่หมดวาระและลาออกให้แล้วเสร็จ เพื่อลดข้อครหาเรื่องอำนาจหน้าที่และมารยาทของกทช.ชุดปัจจุบันที่มีตัวจริงเพียง 3 คน โดยกลุ่มจะนำเสนอประเด็นนี้ต่อกทช.ในเวทีประชาพิจารณ์วันที่ 12พ.ย.52 นี้

'หากมองด้านความคุ้มค่าการลงทุนเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว เห็นว่าการลงทุนด้านโครงข่ายใหม่จะไม่เกิดขึ้น แต่ผู้ประกอบการรายเดิมจะใช้โครงข่ายเดิมที่มีอยู่ติดตั้งอุปกรณ์ที่รองรับ 3Gเท่านั้น ขณะที่การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น คอนเทนต์ การเติบโตจะไม่เป็นไปอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากอัตราการใช้งานของผู้บริโภคจะมีเพียงบางส่วนเท่านั้นเช่น ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชาชนใช้ 3Gคิดเป็นสัดส่วน 18.2% ต่อจำนวนประชากรเท่านั้น'

ผู้จัดการ Online 10 พฤศจิกายน 2552 | ข่าว ทั่วไป



ข่าว ทั่วไป หน้าที่   1   2   3   4   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14   15 

ข่าว 3G || ข่าว IT

GPS ติดตามรถ| GPS tracking| GPS tracker| GPS กันขโมย| ราคา GPS ติดตามรถ| ระบบติดตามรถยนต์

หจก. จีพีเอสไอแอม 323/8 ซอยภาวนา แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ 10310
โทรศัพท์ : 02-9399-616 - 17, 02-939-8912 / Fax : 02-939-8913