เอกชนชี้เทคโนโลยีไร้สายมาแรง มองอนาคตบรอดแบนด์โต 100%
นายสันติ เมธาวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวด์ แอ็คเซ็ส จำกัด ผู้ให้บริการอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สาย เปิดเผยว่า อีก 3 ปีข้างหน้า คาดว่าจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) จะเติบโตขึ้น 100% จากปัจจุบันที่มีผู้ใช้งานเพียง 1.8 ล้านรายเท่านั้น โดยปัจจัยที่ส่งผลให้อินเทอร์เน็ตเติบโตมากขึ้นเนื่องจากปัจจุบันผู้ให้บริการหลายรายต่างให้ความสำคัญในเรื่องการเชื่อมต่อไร้สายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบจุดให้บริการ (ไว-ไฟ) หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เบอร์โทรศัพท์
ทั้งนี้ สำหรับปัญหาสำคัญที่ทำให้บริการบรอดแบนด์ในปัจจุบันยังมีอัตราเติบโตน้อยอยู่เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร คือ สายโทรศัพท์เข้าไม่ถึงในหลายพื้นที่ ทำให้การใช้งานบรอดแบนด์ถูกกระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองใหญ่ ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้งานบรอดแบนด์ปัจจุบันมีเพียง 2% ของจำนวนประชากรในประเทศเท่านั้น ซึ่งในอนาคตแนวโน้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนสู่การเชื่อมต่อแบบไร้สายมากกว่า 80% จากสัดส่วนการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเดิมเป็นแบบมีสาย 80% และไร้สาย 20%
นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้าเทคโนโลยี 2จี จะไม่มีให้เห็นในประเทศไทยแล้ว เพราะการเชื่อมต่อต่างๆ จะเข้าสู่ ยุค 3จี หรือ 4จี อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะทำให้การติดต่อผ่านเทคโนโลยีไร้สายเร็วกว่าที่เป็นอยู่ 45 เท่า. ควอลคอมม์พัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งชิป โมเด็ม ทีวีออนโมบาย พร้อมรับตลาดที่จะเข้าสู่เทคโนโลยี 3G เชื่อประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แนวโน้มตลาดมีโอกาสโตสูง ส่วนไทยต้องรอให้ไลเซนส์ 3G คลอดก่อน
นายจอห์น สเตฟาแน็ค ประธานบริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก และรองประธานบริหาร บริษัท ควอลคอมม์ อินเตอร์เนชั่นแนล อินคอร์ปอเรท กล่าวว่า ปัจจุบันพัฒนาการของสื่อสารในยุคที่ 3 หรือ 3G ทั่วโลกมีการใช้งานถึง 705 ล้านคน มีโอเปอเรเตอร์ 510 ราย และเครื่องลูกข่ายกว่า 4,300 ล้านเครื่อง และคาดว่าในปี 2012 จะมีผู้ใช้ 3G ถึง 1.6 พันล้านคน และตลาดที่มีแนวโน้มโตสูงคือประเทศที่กำลังพัฒนาเพื่อเข้าสู่เทคโนโลยีดังกล่าวอย่างเช่นประเทศไทย รวมถึงประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ส่วนการเชื่อมต่อในปี 2012 คาดว่าประมาณ 92% ใช้แอ็กเซสผ่าน 3G ผ่านเทคโนโลยี HSPA และ WCDMA ที่เหลือ 8% เป็นเทคโนโลยี TDMA จากประเทศจีน สำหรับเครื่องลูกข่ายก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะผลักดันตลาด 3G ให้มีอัตราการโต เนื่องจากราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไตรมาสแรกของปี 2004 ราคาเครื่องละ 367 เหรียญสหรัฐ แต่เมื่อถึงไตรมาส 2 ปี 2008 ราคาเครื่องละ 35 เหรียญสหรัฐ
ปัจจุบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประชากรประมาณ 378.5 ล้านคน มีการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือประมาณ 72% และในจำนวนนี้ 100 ล้านคน มีการใช้มือถือระบบ 3G และหลายๆ ประเทศกำลังจะเปลี่ยนจากระบบจีเอสเอ็มเป็น 3G เช่น อินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทยยังไม่มีอัตราการโต เนื่องจากหน่วยงานที่กำกับดูแลยังไม่ออกใบอนุญาต หรือไลเซนส์
ผู้บริหารควอลคอมม์มองว่า ขณะนี้มือถือเป็นปัจจัยที่ 5 ของการใช้ชีวิตประจำวันไปแล้ว เพราะมีผู้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกกว่า 2 พันล้านราย ซึ่งในจำนวนนี้มือถือเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีการใช้งานมากที่สุด นอกจากนี้ เทคโนโลยียังมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง อย่างแล็ปท็อปที่พัฒนาจากปี 1969 ที่มีเพียง 10 ล้านคำสั่ง จนขณะนี้สูงถึง 2,375 ล้านคำสั่ง ขณะเดียวกันอุปกรณ์สื่อสารหรือดีไวซ์ยังมีการผสมผสานดีไวซ์ต่างๆ เข้าไปอยู่ในเครื่องเดียวมากขึ้น
จากวิวัฒนาการของเทคโนโลยี และแนวโน้มของตลาด ควอลคอมม์จึงได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นมารองรับ ซึ่งประกอบด้วย โกบี (Gobi) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ฝั่งอยู่ในแล็ปท็อป ทำให้สามารถแอ็กเซสเข้าอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลาเมื่อมี 3G โดยไม่ต้องหาอินเทอร์เน็ตไร้สาย หรือฮอตสปอต ซึ่งผู้บริหารควอลคอมม์เชื่อว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเทคโนโลยีตัวนี้จะเป็นมาตรฐาน นอกจากนี้ ยังมีคายัค (Kayak) ซึ่งเป็นโมเด็มที่ต่อเข้ากับจอมอนิเตอร์ หรือจอทีวี ในราคา 150-200 เหรียญสหรัฐ เพื่อให้ประเทศที่กำลังพัฒนาสามารถซื้อหาได้ ซึ่งจะทำให้ประชากรเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่าย อีกผลิตภัณฑ์คือมีเดียโฟล (MediaFLO) ซึ่งเป็นผลิตภัฑณ์ที่รองรับการให้บริการโมบายทีวี
นายสเตฟาแน็คกล่าวว่า จากวิวัฒนาการเทคโนโลยีเข้าสู่ 3G จะส่งผลถึงตลาดอื่นๆ ด้วย เช่น เทคโนโลยีการหาพิกัดตำแหน่ง รวมถึงค่าบริการของโอเปอเรเตอร์ที่จะมีอัตราการโตเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัว จากปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณ 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ จากประชากรโลกซึ่งมีประมาณ 6 พันล้านคน ในช่วงที่ผ่านมาหากพูดถึง 3G จะพูดแค่เรื่องของมือถือเท่านั้น แต่หากรวมอุปกรณ์ประเภทเครื่องจักร เครื่องยนต์ที่มีอยู่กว่า 5 หมื่นล้านชิ้นที่ใช้สามารถใช้เทคโลยี 3G เช่น ตู้โค้กหยอดเหรียญหากเกิดน้ำโค้กหมดระบบก็จะส่งข้อมูลไปยังคนดูแลสามารถมาเติมได้ หรือกรณีที่เป็นเครื่องยนต์ก็สามารถวัดและตรวจสภาพเครื่องยนต์ได้ เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ 3G ยังสามารถใช้ได้กับกระบวนการด้านการแพทย์ เพราะมีอุปกรณ์เกี่ยวกับสุขภาพที่ติดกับตัวคนไข้ส่งสัญญาณไปหาแพทย์ได้ หากเกิดสิ่งที่ผิดปกติขึ้น เพื่อให้แพทย์สามารถช่วยได้ทันท่วงที กสท ไฟเขียว TrueMove ใช้คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์เปิดตัวมือถือ I-Phone ศุกร์นี้ วงการชี้หากทรูเดินเครื่อง 3G ก่อนจะได้เปรียบรายอื่น
แหล่งข่าว บมจ.กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า มติบอร์ด กสท อนุมัติให้บริษัททรูมูฟ จำกัด ทดสอบคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ภายใต้ชื่อ กสท บนคลื่นความถี่ย่านที่ดีแทคให้บริการอนาล็อกอยู่ ดังนั้นดีแทคต้องย้ายผู้ใช้บริการออก แต่ยังไม่สรุปผลการเจรจา ซึ่งกรณีนี้ทรูมูฟแจ้งว่า ขอทดสอบเป็นเวลา 3 วันในพื้นที่จำกัดเขตที่จัดงานเปิดตัวโทรศัพท์มือถือไอโฟน เพื่อให้ลูกค้าทดลองใช้งาน 3จี ซึ่งหลังจากงานต้องรอเจรจากับดีแทคอีกครั้ง
“ความเป็นจริง ผู้ใช้บริการอนาล็อก ก็หาแทบไม่มี ยิ่งในเมือง ไม่น่าจะมีใช้บริการแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่สิทธิครอบครองยังอยู่ที่ดีแทค ถ้าทรูมูฟชิงเปิดให้บริการแล้วดีแทคยื่นฟ้อง เรื่องคงออกมาไม่ดีแน่” แหล่งข่าว กล่าว
รายงานข่าวกล่าวว่า ทรูมูฟ จะจัดงานเปิดตัวไอโฟน วันที่ 16 ม.ค. นี้ ที่สยามพารากอน ล่าสุดได้ปรับโปรโมชั่นเพิ่มเติม "เบสิก แพคเกจ" แก่ผู้ไม่ต้องการผูกมัดสัญญาใช้บริการ 2 ปี ให้ซื้อเครื่องไอโฟน รุ่น 8GB ราคา 23,275 บาท หรือรุ่น 16GB ราคา 27,075 บาท บวกค่าบริการรายเดือน 599 บาท นาน 1 ปี
นอกจากนี้ ให้สั่งจองซื้อเฉพาะเครื่องรุ่น 8GB ราคา 24,500 บาท หรือรุ่น 16GB ราคา 28,500 บาท ผ่านเว็บไซต์ www.truemove.com หรือ www.weloveshopping.com โดยชำระเงินออนไลน์ผ่านบัตรเครดิตได้ทุกธนาคาร
นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ถ้าทรูมูฟ เปิดตัวเรื่องคลื่นความถี่ที่ใช้ ต้องพิจารณาถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับดีแทคว่ามีหรือไม่ เพราะหากเป็นส่วนที่ กสท ให้ฮัทช์ให้บริการ กสท ก็ให้ทรูมูฟทดสอบได้ แต่ถ้าเป็นส่วนที่ดีแทคให้บริการระบบอนาล็อกเดิม จะต้องหารือกับดีแทคที่ได้สิทธิ์บริหารจัดการก่อน
ทั้งนี้นายทอเร่ จอห์นเซ่น ซีอีโอของดีแทค ก็กำลังติดต่อไปยัง กสท ถึงความชัดเจนกรณี ดีแทคมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ จะได้ดูด้านกฎหมายต่อไป แต่จากรายละเอียดเบื้องต้นไม่คิดว่า ทรูมูฟจะสรุปเรื่องคลื่นความถี่กับ กสท ได้
แหล่งข่าววงการโทรคมนาคม กล่าวว่า หากทรูมูฟตกลงเรื่องการลงทุนบนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ กับ กสท ได้จริง ดีแทคจะอยู่ในสถานะลำบาก เพราะต้องมาลงทุนด้วย ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันไม่มีใครต้องการลงทุนบนคลื่นความถี่เดิม เพราะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสัมปทาน จ่ายส่วนแบ่งรายได้ 25-30% ทุกรายต่างรอใบอนุญาต 3จี จาก กทช. ที่มีต้นทุนต่ำกว่า
"ถ้าทรูมูฟให้บริการบนคลื่นเดิมก็จะได้ภาพลักษณ์ว่าเทียบชั้นผู้ให้บริการชั้นนำอื่นๆ ยิ่งนำไอโฟนมาให้บริการด้วยจะได้ภาพเทียบเท่าผู้ให้บริการมือถือประเทศอื่น เช่น ฮ่องกง"
แหล่งข่าวกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 12 ม.ค. นายจอห์นเซ่น ซีอีโอดีแทค และนายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร ชินคอร์ป ได้เข้าพบ ร ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีไอซีที นายสมประสงค์ขอสนับสนุนให้เกิด 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์โดยเร็ว ส่วนนายจอห์นเซ่น ขอให้แก้ไขปัญหาพ.ร.บ.ร่วมทุนรัฐวิสาหกิจกับเอกชนมาตราที่ยังเป็นปัญหาให้ลุล่วงโดยเร็วเปิดมุมมอง ดร.เกษชญง สกาวรัตนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มธุรกิจพรีเพดดีแทค สะท้อนภาพธุรกิจโทรคมนาคมนาคมปี 2552 หาจุดพลิกเกมแข่งขันของคู่ศึกในอุตสาหกรรมไม่เจอ คาดตลาดยังทรงๆ ซึมๆ เชื่อเมกะโปรเจกต์ของเอกชนอย่างการลงทุน 3G บรอดแบนด์ ไวแมกซ์ ยังเป็นความหวังเดียวที่จะกระตุ้นให้ภาพรวมเศรษฐกิจดูดีรวมทั้งอุตสาหกรรมต่อเนื่อง แต่อาจกลายเป็นฝันร้ายหากรัฐยังมะงุมมะงาหรากับข้อจำกัดเรื่องกฏระเบียบ ชี้ปี 2552 ธุรกิจคอนเทนต์เหนื่อยหนักคาดล้มหายตายจากจำนวนมาก เฉพาะคู่ค้าดีแทคล่องจุ๊นนับร้อยรายแล้ว
ปี 2552 ธุรกิจโทรคมนาคมนาคมเป็นอย่างไร
ประเทศต้องมีเมกะโปรเจกต์แน่นอน และโทรคมนาคมนาคมเป็นเมกะโปรเจกต์เดียวที่มีความเป็นไปได้ที่จะทำเสร็จภายในปีนี้ โดยเอกชนไม่ใช่รัฐ อย่างเอกชนทำ 3G บรอดแบนด์ ไวแมกซ์ ซึ่งมันมีประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวม แต่บางคนอาจทำแล้วไม่กำไรหรือไม่ประสบความสำเร็จ แต่จะทำอย่างไรให้มันเกิดแน่ๆ เพราะโทรคมนาคมยังติดกฏระเบียบเยอะอย่างกทช.ก็ยังไม่แน่ใจหรือชัดเจนนักเรื่องไลเซนส์ใหม่ หรือการลงทุนบนคลื่นความถี่เดิม ก็ยังติดกระบวนการความล่าช้าทั้งของทีโอที และ กสท เพราะมีเรื่องของมาตรา 22 ตามพ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 ซึ่งถ้าไม่ช่วยกันมันจะแย่ทั้งอุตสาหกรรม โทรคมนาคมและเศรษฐกิจโดยรวม รวมทั้งธุรกิจต่อเนื่องอย่างธุรกิจเครื่องลูกข่าย ไอทีทั้งหมด โน้ตบุ๊กที่จะมีช่องเสียบ 3G ใช้เพื่อให้ขายโน้ตบุ๊กได้มากขึ้น มีการเปลี่ยนมือถือใหม่
ภาพรวมเอกชนพร้อมลงทุนแต่อาจลดลงบ้าง หัวใจหลักอยู่ที่ภาครัฐ หากการเมืองนิ่ง ภาครัฐหมายถึงทั้งกทช. ทีโอที และกสท กระทรวงการคลังจะผลักตรงนี้หรือไม่ หัวใจจะอยู่ตรงนี้ อย่างกรรมการตามมาตรา 22 ความจริงเป็นคณะกรรมการติดตาม แต่ กสทยังไม่แน่ใจไม่มีความชัดเจน เพราะมีขั้นตอนต้องได้รับความเห็นชอบ หากต้องส่งให้กฤษฎีกาตีความตลอด ธุรกิจก็เดินไม่ได้ ซึ่งก็คือเรื่อง 3G บนความถี่เดิมของเรา
ดีแทคจะเดินอย่างไรปี 2552
อย่างแรกเศรษฐกิจไม่ดีแน่ๆ เรื่อง 3G ก็ไม่แน่นอน บวกกับตลาดอยู่ในช่วงเกือบเต็มแล้ว ประชากรมือถือเกือบ 90% แล้ว ถ้าเอา 3 ปัจจัยนี้รวมกัน สิ่งที่ต้องทำคือต้องทำให้บริษัทฟิตขึ้น อย่างแรกคือเรื่องต้นทุน หมายถึงถ้ารายได้ไม่โต ต้นทุนเราโตไม่ได้ ต้องลดในสิ่งที่ไม่จำเป็นลง อันที่สอง พอตลาดเริ่มเต็มและ 3G ไม่แน่นอนต้องมุ่งไปที่ลูกค้าปัจจุบันทำอย่างไรให้ลูกค้าออกจากระบบน้อยที่สุด แคมเปญปีนี้จะเน้นเรื่องการรักษาลูกค้ามากกว่าหาลูกค้าใหม่ เพราะลูกค้าใหม่หายาก ต้องหาแพกเกจดึงดูดลูกค้าทั้งใช้และอยู่กับเรามากขึ้น ต้องมีลอยัลตีโปรแกรมใหม่เพิ่มขึ้นมา น่าจะเป็นแนวทางปีนี้
เน้นเรื่อง CRM
เราพูดเรื่อง CRM มาเยอะแล้วทำอย่างไรให้เป็น CRM ที่ได้สเกลคือว่าเราทำ CRM แบบเล็กๆน้อยๆ อย่างพาลูกค้าไปดูหนัง หรือเป็นแคมเปญที่ถึงลูกค้าหมื่น ทำอย่างไรให้ถึงลูกค้า 5 ล้านหรือ 10 ล้านคน เป็นโจทย์ปี 2552 CRM เราไม่ใช่โฆษณาเหมือนคู่แข่ง แต่เราทำอย่างเช่นให้โทร.เบอร์หนึ่งราคาถูกๆหาเพื่อนได้เป็น CRM วิธีหนึ่งเพื่อให้ลูกค้าผูกพันกับเรา ค่าโทร.ก็เป็นส่วนหนึ่ง หรือมีบริการอย่างใจดีฉุกเฉินถ้าเงินหมดแล้วให้ส่ง SMS เพื่อให้โทร.กลับได้ หรือใจดีให้ยืม ผมว่าพวกนี้เป็น CRM ดีแทค คือหาบริการอะไรที่เรามีคนเดียว หรือ ATM SIM เป็นบริการที่มีประโยชน์จริงๆแล้วลูกค้าใช้นานๆ เมื่อลูกค้าผูกบัญชีกับซิมเรา โอกาสที่เขาจะทิ้งเราก็น้อย แต่ถ้าผมพาเขาไปกินไวน์สักครั้งก็ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่ได้ยืนยันว่าเขาจะอยู่กับเรานาน เหมือนพาลูกค้า 30 คนไปมีความสุขแล้วให้ลูกค้าที่เหลือ 18 ล้านคนอ่านข่าว ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
ทำไมช่วงที่ผ่านมาเหมือน CRM เงียบไป
จริงๆมันไม่ได้หาย เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าวเท่านั้น ในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมาอย่างแรกเรามีการเปลี่ยนซีอีโอ ซึ่งเราไม่มีซีอีโอ 1-2 เดือน พอเปลี่ยนใหม่เราก็มีการทบทวนแผนธุรกิจปี 2552 เลยดูอาจจะเงียบๆ ไป ATM SIM ก็ยังมีลูกค้าเพิ่ม แฮปปี้แวมไพร์ ลูกค้าก็ยังโตต่อเนื่อง เพียงแต่ไม่เป็นข่าว เพราะอยู่ในช่วงการทบทวน 3G ก็ยังไม่แน่นอน พอไม่เป็นข่าว สิ่งที่ออกมาก็เป็นสิ่งที่เราทำนิดๆ หน่อยๆ หรือ CSR ก็เลยเด่นขึ้นมา เหมือนเราไม่เป็นข่าวในลักษณะเดียวกับดีแทคที่ผ่านมา แต่ปีนี้จะเริ่มมากขึ้น เพราะเราก็ได้ยินมาเหมือนเราเงียบไปหน่อย
เรื่อง CSR ผ่านไป 11 เดือนเป็นอย่างไร
โจทย์ที่ดีแทคให้ทีมงาน CSR ไปคือหนึ่งต้องไม่ใช้งบประมาณในการโฆษณาประชาสัมพันธ์มากกว่างบที่ไปทำจริงๆ คือผมพยายามบอกว่าในการที่มีงบก้อนหนึ่ง 90% ควรเป็นของจริงอีก 10% อาจเอาไว้โฆษณา ไม่งั้นทุกบริษัททำนิดเดียวแล้วพูดซะเยอะเลย อยากให้เป็นของจริง ถ้าบอกเราทำดีทุกวัน เราต้องทำดีทุกวันจริงๆ ไม่ใช่ไปพูดสักร้อยวัน อย่างที่สอง ดีแทคไม่ใช่เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านสังคมด้วยตัวเอง ดีแทคต้องไปร่วมมือกับองค์กรที่เขาทำอยู่แล้ว แล้วดีแทคใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างลูกค้าหรือมีสื่ออย่างวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน หรือองค์กรการกุศลที่เดิมทำอยู่แล้ว แต่พลังน้อย ไปทำให้เขาสามารถขยายผลให้มากขึ้น เราเลยมีโครงการทำดีทุกวัน เราร่วมกับเขาเยอะมาก ถ้าดูจริงๆแล้วดีแทคทำเองไม่เยอะ แต่ไปร่วมทำให้องค์กรพวกนั้นได้มีผลงานและเข้าถึงคนได้มากที่สุด
ถ้าผมประเมิน ผมว่าเราทำได้ดีมาก มาถูกทางแล้ว ปี 2552 จะทำอย่างไรให้มันกว้างกว่านี้อีก โดยเงินเท่าเดิม เพราะเศรษฐกิจไม่ดีต้องโดนตัดงบอยู่แล้ว และไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่ใช้งบโฆษณาที่ CSR เลย อย่างมากเป็นเรื่องพีอาร์ ในตัวของมันก็เป็นการขยายเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ และเป็นการที่พูดว่าดีแทคทำอะไร ผมอยากให้องค์กรที่เราไปร่วมพูดให้มากกว่า เพราะถ้าเรามีประโยชน์แล้วเขาพูดให้ ผมถือว่าประสบความสำเร็จ ดีกว่าดีแทคไปพูดเองว่าเราดีอย่างโน้นดีอย่างนี้
ปี 2552 ในโทรคมนาคมจะมีใครล้มหายตายจากหรือไม่
ผมว่าไม่มี โดยตัวธุรกิจเป็นเงินสดแล้วมันเก็บเงินได้ ไม่มีใครเบี้ยวหนี้แล้วจะเจ๊งได้ ถึงแม้จะมีหนี้เยอะก็เจรจากับเจ้าหนี้ได้อยู่ดี ปี 2552 สงครามราคาคงไม่รุนแรงเพราะไม่รู้จะแข่งกับใคร ลดราคาแล้วก็ไม่มีใครมาเท่าไหร่ ตลาดก็ใกล้จะเต็มอยู่แล้ว แต่ละรายต้องหามุกในการเก็บลูกค้าของตัวเอง บางคนอาจใช้วิธีทำพีอาร์เยอะๆ อาจพาไปดูหนัง เราอาจมีวิธีของเรา บางคนอาจใช้คอนเวอร์เจนต์ พวกนี้เป็นเรื่อง CRM พวก Game Changing มันยังไม่มี อย่างนัมเบอร์พอร์ต (เบอร์ติดตัว) มันก็ยังไม่เกิด ถ้าตกลงกันได้ก็ต้องใช้เวลาเป็นปี 3G ก็ยังไม่เกิด ปี 2552 การเปลี่ยนเกมเลยคงยาก มันอาจซึมๆไปอีกปีหนึ่ง
นัมเบอร์พอร์ตจำเป็นต้องทำ
ถามผมตอนนี้ ผมว่าไม่ค่อยมีประโยชน์ในการทำ แต่ละเจ้าใช้เงินลงทุนสูงมาก หลายร้อยล้านบาท และถ้าดูจากต่างประเทศ คนเปลี่ยนแค่หลักพันหลักหมื่นเท่านั้น คือทำไปเจ๊งแน่ๆ โดยสภาพเศรษฐกิจอย่างนี้ โอเปอเรเตอร์ไม่อยากจะทำ แต่กทช.คิดว่าควรจะทำ ปัญหาคือถ้าควรจะทำ น่าจะมีวิธีทำไม่ให้ขาดทุนหรือเปล่า เพราะทุกวันนี้เอาตัวแทบไม่รอดอยู่แล้ว เหมือนลงทุนแล้วขาดทุนแน่ๆ ยิ่งไปกันใหญ่ เดี๋ยวจะไปกระทบเรื่องคุณภาพบริการ ซึ่งขึ้นอยู่กับ กทช.เพราะ กทช.สั่งได้เนื่องจากแต่ก่อนสภาพเศรษฐกิจดีก็น่าพูดเรื่องนี้
แต่ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดีแล้วเราควรเปลี่ยนวิธีมั้ย อย่างเลื่อนออกไปก่อนได้มั้ย หรือเลื่อนไม่ได้มีทางยกเว้นค่าอะไรบางอย่างเพื่อให้โอเปอเรเตอร์เอาเงินนั้นมาลงทุนเรื่องนัมเบอร์พอร์ตได้หรือไม่ หรือช่วยกันบางส่วนโอเปอเรเตอร์ออกครึ่งหนึ่งกทช.ออกครึ่งหนึ่ง เพราะการทำนั้นไม่มีรายได้หรือรายได้ต่ำมาก เพราะให้คิดแค่ฟิกซ์คอร์ส ในการทรานส์เฟอร์ เพราะคนอย่างมากยอมจ่ายร้อยสองร้อย แต่ลงทุน 500 ล้านแล้วเมื่อไหร่จะได้คืน
แต่ถ้าถามว่ามีแล้วดีหรือไม่ มันก็ดีแต่ทำอย่างไร ไม่ต้องถึงกับลงทุนสูงมากๆ หรือหาคนกลางมาทำแล้วมีใครยอมลงทุนในสภาพเศรษฐกิจอย่างนี้ นอกจากนั้นนัมเบอร์พอร์ตเริ่มจะเอาต์แล้ว เพราะแนวโน้มตลาดเครื่องโทรศัพท์มือถือที่ขายตอนนี้ เกินครึ่งมี 2 ซิมเอาไว้รับสายกับโทร.ออก เขาไม่มีความจำเป็นต้องมีเบอร์เดียว เพราะตอนนี้เทคโนโลยีเครื่องมือถือมันไล่ทันแล้ว
ธุรกิจต่อเนื่องโทรคมนาคมอะไรน่าเป็นห่วง
ผมว่าคนทำ Dial up อินเทอร์เน็ตจะเหนื่อย คอนเทนต์ก็เหนื่อยเพราะถ้า 3G ไม่เกิด คนใช้บรอดแบนด์ก็ยังน้อย คอนเทนต์ก็จะอยู่ไม่ได้ เพราถ้า 3G เกิดมันจะทำให้เกิดการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลายมากขึ้น มันก็ยังมีความหวัง อย่างพวกคอนเทนต์โพรวายเดอร์ที่ทำธุรกิจกับดีแทค แต่ก่อนมีประมาณ 200 กว่าราย ตอนนี้เหลือแค่ 100 รายเท่านั้น และดีไม่ดีปี 2552 อาจเหลือแค่ 50 รายเท่านั้นสบท.เปิดเวทีระดมสารพัดปัญหา ทั้ง 3จี ละเมิดสิทธิ การเข้าถึงของผู้พิการ พฤติกรรมเยาวชนกับการใช้โทรคมนาคม ผลกระทบจากคลื่นโทรศัพท์ สว.-ผอ.สบท. ชี้ ปี 2552 หาหนทางป้องกันเร่งสานไตรภาคีคุ้มครองให้ตรงใจผู้บริโภค
นางรสนา โตสิตระกูล ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเวทีผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ปี 2551 จัดโดยสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมว่า ปัจจุบันมีการส่งเสริมการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่กันอย่างแพร่หลายมาก อายุของผู้ใช้ลดน้อยลงเรื่อยๆ ขณะที่วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมแบบส่งต่อความรู้ด้วยการบอกเล่า ไม่ชอบการเขียน โทรศัพท์เคลื่อนที่จึงเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมพื้นฐานนี้ของไทย กิจการโทรคมนาคมไม่ได้มีเพื่อการส่งเสริมการทำธุรกิจเหมือนอดีต แต่เป็นการสนับสนุนให้เกิดการบริโภค คนไทยเสพติดการใช้โทรศัพท์มากขึ้น เยาวชนในวัยเรียน ติดโทรศํพท์ ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแชต สิ่งเหล่านี้เป็นการทำลายมันสมองของชาติ ในต่างประเทศ โทษของการใช้โทรศัพท์ในรถเท่ากับการดื่มสุราขณะขับรถ เพราะการใช้โทรศํพท์ทำให้ ผู้ใช้ขาดสติเหมือนการดื่มสุรา เช่นในต่างประเทศ มีกรณีผู้ใช้โทรศํพท์ขณะกำลังข้ามทางรถไฟและถูกรถไฟชนเสียชีวิต การใช้บริการโทรคมนาคมจะมองแต่ความทันสมัยอย่างเดียวไม่ได้ เพราะการให้บริการโทรคมนาคมกำลังจะกลายเป็นสิ่งเสพติดอย่างใหม่ในสังคม ยังไม่รวมถึง การถ่ายคลิปโป๊ การพนัน การก่ออาชญากรรม และปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม
ในประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม นางรสนากล่าวว่า จากสถิติเรื่องร้องเรียนของ สบท. สะท้อนว่าผู้บริโภคไทยยังกังวลในเรื่องของการคิดค่าบริการผิดพลาด หรือคุณภาพของการเชื่อมต่อสัญญาณดีพอหรือไม่ แต่ยังไม่ได้คำนึกถึงปัญหาที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรม การถูกละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว โดยถูกนำเบอร์ไปให้ธุรกิจอื่นมารบกวนเรา ซึ่งถ้าเรานำโทรศัพท์ของเราติดตัวไปต่างประเทศและมีเอสเอ็มเอสจากประเทศไทยเข้าเครื่องเราก็ต้องเสียเงินด้วย รวมทั้งประเด็นเรื่องความปลอดภัย และประเด็นเรื่องการตลาดไร้ขอบเขตที่ส่งผลชี้นำวัฒนธรรมทางลบของสังคมในภาพใหญ่สำหรับประเทศไทยที่น่าเป็นห่วงก็คือ ความซับซ้อนและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะไปเร็วกว่ากฎเกณฑ์ที่จะมาคุ้มครองผู้บริโภค
สำหรับในช่วงของการเสวนา “เหลียวหน้า แลหลังสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม” นางสาวบุญยืน ศิริธรรม กรรมการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า ปัญหาใหญ่ในการให้บริการโทรคมนาคม คือ ผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่รู้ข้อมูล ไม่รู้ปัญหา หน้าที่ของผู้บริโภคไทย มีหน้าที่ชัดเจนอย่างเดียวคือ จ่ายเงิน ทั้งที่การให้บริการยังมีปัญหาอีกมาก เช่น เบอร์โทรศัพท์ได้มาแล้ว เป็นของใคร ของเรา หรือของบริษัท หรือทำไมบริษัทฯถึงต้องกำหนดวันใช้ หรือ บริการเสริมทำไมสมัครง่าย เลิกยาก
ปัญหาโทรคมนาคม เหมือน มวย ที่ผู้บริโภคต้องชกกับผู้ประกอบการทั้งที่เป็นมวยคนละรุ่น สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการก็คือ ขอให้ผู้บริโภคได้มีสิทธิใช้บริการในส่วนที่ผู้บริโภคได้จ่ายเงินไปแล้ว” นางสาวบุญยืนกล่าว
นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) กล่าวว่า เป้าหมายของกิจการโทรคมนาคมนั้นเพื่อเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร จนทำให้เป้าหมายที่เพื่อเป็นสาธารณูปโภคนั้นถูกเบี่ยงเบน เช่น เทคโนโลยี ๓G เป็นเทคโนโลยีที่มาเพื่อช่วยทดแทนช่วยเหลือในพื้นที่ห่างไกล เพราะเป็นระบบที่ไม่ต้องตั้งเสา ไม่ต้องใช้สาย แต่เป็นระบบคลื่น เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการโทรคมนาคม แต่เมื่อประเทศไทยกำลังมีระบบ 3G มาใช้กลุ่มเป้าหมายที่สำคัญของผู้ให้บริการกลับเป็นชุมชนเมือง อีกทั้งด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทำให้ผู้บริโภคตามไม่ทัน และนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดในการใช้บริการ หรือทำให้ต้องจ่ายแพงกว่าที่จำเป็น
ผอ.สบท.กล่าวว่า ในต่างประเทศมีสิ่งดีดีที่เกิดขึ้นจากการใช้บริการโทรคมนาคม เช่น การ เปลี่ยนเครือข่ายใช้เบอร์เดิม (การคงสิทธิเลขหมาย) การแก้ปัญหาการเข้าถึงให้กับผู้บริการ เช่น สำหรับคนหูหนวกมีระบบ Relay service ให้คนหูหนวกสามารถโทรศัพท์แบบพิมพ์ดีดส่งข้อมูลให้คนกลาง เพื่อส่งข้อมูลเสียงให้กับผู้รับอีกทอดหนึ่ง เป็นต้น หรือ ระบบ การลงทะเบียนปฏิเสธการรับโทรศัพท์ขายของไม่ให้ส่งข้อความสั้นมารบกวนละเมิดสิทธิ นอกจากนี้ที่ประเทศออสเตรเลีย ยังมีระบบในการจัดการเรื่องร้องเรียน โดยให้ผู้ประกอบการเป็นผู้รับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายในการ้องเรียนให้กับผู้บริโภค ตัวเลขการร้องเรียนของประเทศออสเตรเลียอยู่ที่อัตราสูงสุดคือ สัปดาห์ละ ๙,000 สาย สำหรับประเทศไทยสิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือ การสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือกันเป็นระบบไตรภาคีร่วมกัน 3 ฝ่าย ได้พูดคุยกันถึงแนวทางในการแก้ปัญหาโทรคมนาคมในปีหน้า เช่น เอสเอ็มเอสรบกวน การเสนอขายสินค้าผ่านโทรศัทพ์มือถือ
“ควรจะมีการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาในปีหน้า เป็นเรื่องๆไป มาคิดร่วมกันทั้งผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และสบท. เพื่อเราจะได้แก้ปัญหาได้ตรงใจกับผู้บริโภค” นายแพทย์ประวิทย์กล่าว
นายวิสุทธิ บุญญะโสภิต ผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวถึงประเด็นผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคกรณีคลื่นโทรศัพท์และเสาส่งสัญญาณไว้ว่า เรื่องของสุขภาพของประชาชนนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการสร้างมาตรการป้องกันอย่างเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องรอผลสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่แน่นอนก่อนแล้วถึงจะค่อยหาทางแก้ เพราะตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาตินั้น ประชาชนมีสิทธิที่จะเรียกร้องสิทธิของตนเองได้ ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ และต้องหาวิธีป้องกันให้กับประชาชนด้วย
ส่วนเวทีในช่วงบ่าย เป็นการเสวนากลุ่มย่อยใน ๕ เรื่องสำคัญเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมที่มีความสัมพันธ์กับผู้บริโภค ประกอบไปด้วย เรื่องระบบมือถือ ๓G และอินเตอร์เน็ตระบบ ADSL เรื่องการถูกละเมิดสิทธิ เรื่องผู้พิการกับการเข้าถึงโทรคมนาคม เรื่องพฤติกรรมเยาวชนกับการใช้เทคโนโลยีโทรคมนาคม และเรื่องผลกระทบกรณีคลื่นโทรศัพท์และเสาส่งสัญญาณ
นายชาญ รูปสม ได้สรุปผลการประชุมกลุ่มย่อยกลุ่มที่ 1 ว่า ยุค 3G ที่กำลังเริ่มต้นขึ้น คือยุคของการผนวกรวมบริการทั้งเสียง ข้อมูลข่าวสาร และภาพไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ ภายใต้ความเร็วที่สูงขึ้น การก้าวสู่ยุคใหม่นี้จะมีผลกระทบต่อสังคมเราเปรียบดังเช่น การขับรถเร็วที่มีข้อดีคือทำให้ถึงที่หมายเร็วขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงคือ กลุ่มเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องของความทั่วถึง มาตรฐาน และราคาที่สูง รวมทั้งข้อท้าทายสำคัญคือการควบคุมกฎเกณฑ์ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่าง ผู้ให้บริการ ผู้ใช้บริการ และผู้ควบคุมกฎเกณฑ์ จะเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและยากขึ้นตามไปด้วย
นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เสนอว่า ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมบทเฉพาะกาลของประกาศกทช. เรื่องมาตรฐานของสัญญาการให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ กรณีถ้าสัญญาเฉบับเดิมระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ มีข้อความที่ขัดหรือแย้งกับประกาศ กทช.ฉบับข้างต้น ให้ถือว่าสัญญานั้น ไม่มีผลบังคับใช้ แต่ต้องเป็นไปตามประกาศกทช. เท่านั้น
“สิทธิของผู้บริโภคจะเกิดขึ้นได้จากการมีกฎหมายที่เข้มแข็ง ขณะที่กฎหมายยังไม่เข้มแข็ง ก็ขอเรียกร้องจากผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาธิบาล โดยเอาประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นที่ตั้ง ในส่วนของ สบท. ก็ควรจะเคลื่อนความรู้ไปสู่ประชาชนมากกว่านี้ เมื่อเข้าใจเรื่องสิทธิก็จะเกิดการพิทักษ์สิทธิในหมู่ประชาชนและขยายวงกว้างต่อไป ส่วนผู้บริโภคก็ต้องคุ้มครองตัวเอง ” นายอิฐบูรณ์กล่าว
ด้านนายชัยรัตน์ แสงอรุณ กรรมการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ร้องเรียนปัญหาโทรคมนาคมมาน้อยมาก ผู้ได้รับความเดือดร้อนจึงควรร้องเรียนปัญหาเข้ามาเพื่อทราบถึงจำนวนผู้ที่มีปัญหาที่แท้จริง รวมทั้งประเภทของปัญหา และนำไปวางแผนในการแก้ไขปัญหาได้ สำหรับกรณี 107 บาท และบัตรเติมเงินหมดอายุนั้นมีการเจรจามานานมากแล้ว แต่ยังไม่คืบหน้า ผู้บริโภคอาจจะใช้ช่องทางตาม พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค 2551 แทน
นางสาวสุมณฑา ปลื้มสูงเนิน เครือข่ายเยาวชนเพื่อการพัฒนา กล่าวถึงผลสรุปการเสวนากลุ่มย่อย ในประเด็นเรื่อง พฤติกรรมเยาวชนกับการใช้เทคโนโลยีโทรคมนาคม ว่า ปัจจุบันจำนวนของผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากกลุ่มเยาวชนเป็นกลุ่มเป้าหมายของผู้ประกอบการโทรคมนาคม และ เนื่องจาก เด็กไทยในปัจจุบันอ่อนแอมาก ยังมีฐานะเป็นเพียงผู้ซื้อ ไม่ได้ถูกพัฒนาจากภายใน เด็กต้องการการยอมรับแต่สังคมไทยไม่มีให้ สังคมไทยยอมรับแต่เด็กที่เรียนเก่งที่มีเพียงหยิบมือเท่านั้น เด็กจึงต้องแสวงหาโลกเสมือนจริง เพราะเข้าไปแล้วได้รับการยอมรับ และเด็กไทยยังมีลักษณะของการอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องคุโทรศัพท์ เปิดทีวีทิ้งไว้ทั้งที่ไม่ได้ดู หรือ ออนเอ็ม สิ่งเหล่านี้เด็กไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหา แต่สำหรับผู้ใหญ่แล้วเป็นปัญหาที่น่ากลัวมาก เพราะหมายถึงการเข้าไปเป็นเหยื่อของโทรคมนาคม เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว ทำตัวตนของเด็กในการปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก เด็กรอคอยไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ จึงเห็นได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องโทรคมนาคมเท่านั้น
นางสาวสุมณฑากล่าวว่า ที่ประชุมจึงเห็นว่า ทางออกที่ดีคือ การสนับสนุนให้เกิดการสร้างพื้นที่และสร้างกิจกรรมให้กับเด็กมากขึ้น เพื่อดึงเด็กออกมาจากโลกเสมือนจริง หรือใส่ประโยชน์ลงไปในสิ่งที่เด็กเล่น จัดให้มีการแข่งขันแบบไม่แพ้คัดออก และเรียกร้องให้ภาครัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หันมาสร้างแทนห้ามในทุกๆเรื่องที่เกี่ยวกับเด็ก
นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (กบท.) พูดถึงเรื่อง ผู้พิการกับการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมว่า การให้บริการเพื่อการเข้าถึงของผู้พิการต้องไม่ใช่เรื่องของสังคมสงเคราะห์ แต่เป็นเรื่องของสิทธิในการเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารของทุกๆคนในประเทศนี้ สำหรับผู้พิการเสนอให้มีบริการที่เป็นสาธารณะ เพื่อให้ผู้พิการเข้าถึง เช่น มีระบบบอกเบอร์ดทรเข้าให้กับคนตาบอด ที่จะตัดสินใจได้ว่า จะรับสายหรือไม่รับสาย การให้บริการเพื่อการเข้าถึงของผู้พิการ คือผลผลิตโดยตรงของการผลักดันในระดับนโยบาย เพื่อการปรับปรุงบริการให้คนพิการได้เข้าถึงบริการโทรคมนาคมอย่างเท่าเทียม"กสทฯ" เร่งเก็บฐานลูกค้ามือถือ "ซีดีเอ็มเอ" ต่างจังหวัด เชื่อมีเวลาอีก 3 ปี ก่อนยักษ์มือถือปูพรม 3G โฟกัสกลุ่มนักศึกษาโปรโมตการใช้ "ดาต้า" พร้อมอัดแพ็กเกจค่าโทร.ราคาถูกดึงลูกค้า พร้อมอนุมัติ "ทรูมูฟ" ทดสอบ HSDPA แล้ว แต่ยังไม่รู้จะเริ่มทำได้จริงเมื่อไร เหตุ "ดีแทค" ยังไม่แบ่งคลื่นให้ วงในเผย "ซีอีโอ" 2 ค่ายนัดเจรจาหาทางร่วมกัน 15 ธ.ค.นี้ ข้าง"ทรูมูฟ" ลุ้นเต็มสูบเปิดตัว "ไอโฟน" ฉลองคริสต์มาส
นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่สายงานการเงิน บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงภาพรวมของธุรกิจโทรศัพท์มือถือระบบซีดีเอ็มเอว่า ในปีนี้สามารถขยายฐานลูกค้าได้ตามเป้าหมายโดยมีฐานลูกค้าขยับจากต้นปีที่ 20,000 ราย เพิ่มเป็น 180,000 รายแล้ว แต่ยังห่างไกลจุดคุ้มทุนมากที่ประเมินไว้ว่า ต้องมีลูกค้า 1 ล้านราย คาดว่าต้องใช้เวลาหลายปี
สำหรับแผนการดำเนินการในปี 2552 จะเร่งขยายพื้นที่บริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น รวมถึงปรับปรุงคุณภาพบริการ data เพราะตั้งใจเจาะตลาดกลุ่มที่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ต เช่น นักศึกษาในมหาวิทยาลัย และผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในพื้นที่นอกข่ายสายโทรศัพท์ อีกทั้งยังเน้นการนำเสนอแพ็คเก็จราคาที่ดีกว่าคู่แข่งในระบบจีเอสเอ็ม
"ราคาถูกเป็นจุดทดแทนข้อด้อยอื่นๆ ของซีดีเอ็มเอที่มีความหลากหลายของเครื่องลูกข่ายน้อยกว่าจีเอสเอ็ม บริการเสียงของเราก็ต้องถูกกว่ารายอื่นทำให้เจอปัญหาการโทร.ไปยังโครงข่ายอื่นไม่ติด เพราะไม่ได้ทำสัญญาเชื่อมโยงโครงข่ายกับรายอื่น อีกด้านจะเน้นเรื่องการใช้ data ซึ่งเป็นจุดแข็งของซีดีเอ็มเอ ที่สำคัญไม่ต้องจ่ายค่า IC ให้ใครด้วย จึงเก็บเงินได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย"
สำหรับการทำตลาดเน้นเจาะเฉพาะกลุ่มเพราะไม่มีความจำเป็นต้องหว่านโฆษณาไปทั่วเหมือนค่ายอื่น ประกอบกับงบประมาณด้านการตลาดของซีดีเอ็มเอมีประมาณ 100 ล้านบาทเท่านั้น
"การเข้าตลาดเป็นรายที่ 4-5 ก็ลำบากมากแล้ว แถมเทคโนโลยีไม่เหมือนคนอื่น เครื่องเอาซิมจีเอสเอ็มไปใช้แทนก็ไม่ได้ ความหลากหลายของเครื่องก็มีน้อย ไม่มีตลาดมือสองรองรับ ทางออกของเราก็คือหาลูกค้าเฉพาะกลุ่มไปเลย โดยเน้นจุดแข็งเรื่องดาต้าเป็นหลัก เพราะจะไปแข่งเสียงก็คงลำบาก"
ในเชิงกลยุทธ์แล้ว กสทฯต้องเร่งหาลูกค้าให้มากที่สุดก่อนที่ผู้ประกอบการระบบจีเอสเอ็มจะทำการอัพเกรดโครงข่ายไปใช้เทคโนโลยี HSPA ซึ่งปัจจุบันเริ่มทำบนคลื่นความถี่เดิมบ้าง และกำลังจะมีการประมูลคลื่น 2100 MHz ในปีหน้า ซึ่งตนเชื่อว่า กสทฯมีเวลาทำตลาดโดยใช้จุดแข็งเรื่องความเร็วการรับส่งข้อมูลไปอีก 2-3 ปี ก่อนที่โครงข่าย 3G จะครอบคลุมทั่วประเทศ
"ส่วนบริการ3Gที่ใช้อัพเกรดโครงข่ายเดิมไม่น่าห่วง เพราะคู่แข่งคงเลือกอัพเกรดบางจุด ขณะที่สถานีฐาน CDMA เป็น 3G ทุกแห่งทำให้มีพื้นที่ให้บริการมากกว่า และผู้ประกอบการคงไม่ลงทุนบนคลื่นเดิมมากเพราะเป็นสัมปทาน ในช่วงนี้เราจึงต้องพยายามทำบริการของเราให้ดี และเก็บฐานลูกค้าให้ได้มากที่สุด"
และหากในอนาคตผู้ให้บริการในระบบ จีเอสเอ็มสร้างโครงข่าย 3G ครอบคลุมแล้ว กสทฯอาจต้องชิงความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยการลงทุนเทคโนโลยี LTE ต่อไปอีก แต่ในขณะนี้ยังไม่ถึงจุดที่ต้องพิจารณาว่าจะเปลี่ยนเทคโนโลยี
ด้านนายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการบริษัทว่า ที่ประชุมได้อนุมัติงบประมาณ 220 ล้านบาท ปรับปรุงสถานีฐานซีดีเอ็มเอ เพื่อเพิ่มวงจรแก้ปัญหาคอขวดในช่องสัญญาณโดยจัดจ้างวิธีพิเศษ เนื่องจากเป็นการขยายโครงข่ายจากอุปกรณ์เดิมโดยให้หัวเว่ยดำเนินการ โดยงบฯส่วนนี้อยู่นอกเหนืองบฯลงทุนปี 2552 ที่มีทั้งหมด 28,000 ล้านบาท ที่จะเน้นการขยายโครงข่ายซีดีเอ็มเอ เฟส 3, โครงข่าย NGN และโครงข่าย IP
นอกจากนี้ยังอนุมัติให้บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ทดสอบการให้บริการโทรศัพท์มือถือด้วยเทคโนโลยี HSDPA ตามที่เสนอมาด้วย หากดีแทคต้องการทดสอบก็สามารถส่งเรื่องมาให้พิจารณาได้ด้วยเช่นกัน
แหล่งข่าวจาก บมจ.กสท โทรคมนาคม กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงความคืบหน้าการจัดสรรคลื่น 850 MHz ระหว่าง บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด เพื่ออัพเกรดโครงข่ายเป็น HSDPA ว่า แม้ กสทฯจะอนุมัติให้ ทรูมูฟทดสอบ HSDPA แล้ว แต่ยังมีปัญหาเรื่องคลื่นที่จะใช้ทดสอบ เพราะแม้ว่า กทช.จะอนุมัติให้ปรับเปลี่ยนรายละเอียดการใช้คลื่นความถี่ เพื่อให้ดีแทคขยับคลื่นบางส่วนแบ่งให้ทรูมูฟแล้ว แต่ดีแทคอ้างว่าไม่จำเป็นต้องทดสอบเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีใช้กันทั่วโลกอยู่แล้ว
ทั้งนี้จึงยังไม่มีความชัดเจนจากฝั่งดีแทคว่า จะยอมแบ่งคลื่นบางส่วนให้ทรูมูฟใช้งานหรือไม่ รวมทั้งต้องขออนุมัติคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานและดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 โดยในวันที่ 15 ธ.ค.2551 จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างซีอีโอของทั้ง 3 บริษัท ได้แก่ นายพิศาล จอโภชาอุดม, นายทอเร่ จอห์นเซ่น และนายศุภชัย เจียรวนนท์ เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า หลังทรูมูฟได้ทำข้อตกลงกับแอปเปิลเกี่ยวกับการนำ "ไอโฟน 3G" เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยอย่างเป็นทางการเป็นรายแรกไปแล้วนั้น ตามแผนที่วางไว้ทรูมูฟจะนำเครื่องลอตแรกเข้ามาเปิดตัวภายในวันที่ 25 ธ.ค.2551 ให้ทันเทศกาลคริสต์มาส ก่อนปีใหม่ที่จะถึงนี้คณะทำงานเสนอจัดสรรความถี่ 2.3 GHz แจกไลเซนส์ "ไวแมกซ์" ระบุเหมาะสมใช้งานโทรคมนาคมโดยตรง และมีแบนด์วิดท์เหลือกว่า 100 MHz แบ่งขั้นต่ำ 15MHz พร้อมทำได้หมดทั้งแบ่งรายพื้นที่ และครอบคลุมทั่วประเทศ ชง "กทช." ตัดสินใจ เชื่อภายในไตรมาสแรกปีหน้า เปิดเวทีประชาพิจารณ์ร่างหลักเกณฑ์ออกใบอนุญาต "ไวแมกซ์" พร้อมมือถือ "3G" ฟากยักษ์มือถือ "เอไอเอส-ดีแทค" หนุนทำคลอดไลเซนส์ใหม่ปลุกการลงทุนในประเทศ ชูตั้งกฎใช้ทรัพยากรร่วมกันลดต้นทุน
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการประเมินผลการทดลองหรือทดสอบ Wi-Max เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้คณะกรรมการได้สรุปผลการทดสอบ Wi-Max ของผู้ให้บริการรายต่างๆ และจัดทำข้อเสนอแนะให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) นำไปพิจารณาใช้ในการออกใบอนุญาตแล้ว จากการทดสอบพบว่า Wi-Max รับส่งข้อมูลได้เร็วเฉลี่ย 6-10 Mbps ในรัศมี 2-6 ก.ม.จากสถานีฐาน และใช้แอปพลิเคชั่นต่างๆ ได้ดี ยกเว้นการใช้งานแบบเคลื่อนที่ที่ยังไม่มี ผู้ประกอบการรายใดทดสอบการใช้งานในการเคลื่อนที่เกินกว่า 60 ก.ม./ชั่วโมง ซึ่งเป็นการใช้งานแบบ full mobility เลย
โดยสรุปคือคณะกรรมการเห็นว่า เทคโนโลยี Wi-Max มีความพร้อมที่จะนำมาใช้ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของเทคโนโลยี จำนวนผู้ประกอบการที่พร้อมลงทุน และผู้ผลิตอุปกรณ์โครงข่ายที่มีหลายราย ไม่ผูกขาดแค่รายใดรายหนึ่ง และได้เสนอประเด็นสำหรับพิจารณาทั้งหมด 3 ประเด็น
ประกอบด้วย 1.เสนอให้ กทช.เลือกช่วงความถี่วิทยุ 2.3 GHz มาจัดสรรสำหรับใช้งานเป็นอันดับแรก เทียบกับความถี่ย่าน 2.5 GHz เนื่องจาก 2.3 GHz เป็นคลื่นที่กำหนดให้ใช้งานสำหรับกิจการโทรคมนาคมเป็นหลัก ขณะที่ 2.5 GHz ใช้ร่วมกันระหว่างโทรคมนาคมและกิจการวิทยุโทรทัศน์ อีกทั้งในทางเทคนิค ย่านความถี่ 2.3 GHz มีความกว้างแถบคลื่นที่นำมาจัดสรรได้ 100 MHz ส่วน 2.5 GHz มีเหลือจัดสรรได้โดยไม่ทับซ้อนกับกิจการโทรทัศน์กระจายเสียงเพียง 40 MHz เท่านั้น
ประเด็นที่ 2.แบนด์วิดท์ที่เหมาะสมในการให้บริการ ไม่ควรต่ำกว่า 5 MHz/sector ซึ่งจะรองรับความเร็วการรับส่งข้อมูลได้ 10 Mbps เนื่องจากสถานีฐานโดยทั่วไปจะออกแบบไว้ที่ 3 sector/สถานี ดังนั้นแถบความกว้างความถี่ที่เหมาะสมในการให้บริการจึงไม่ควรต่ำกว่า 15 MHz
ประเด็นสุดท้าย ขอบเขตพื้นที่ให้บริการโดยเทคโนโลยีและการออกแบบโครงข่ายทำได้ทั้งในลักษณะทั่วประเทศ และรายพื้นที่ จึงขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมและนโยบายของ กทช.ว่า จะเลือกรูปแบบของใบอนุญาตแบบใด หากเลือกออกใบอนุญาตเป็นรายพื้นที่จะทำให้มีความซ้ำซ้อนในการวางแผนใช้งานความถี่ของผู้ประกอบการแต่ละรายมากขึ้น
"นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวัง คือ การใช้งาน Wi-Max ในพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวาง หรือมีตึกบังระหว่างเครื่องส่งสัญญาณกับเครื่องรับสัญญาณจะเกิดการลดทอนสัญญาณทำให้คุณภาพบริการลดลง หากนำไปให้บริการในเขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่น และมีสิ่งกีดขวางมาก อาจทำให้คุณภาพบริการลดลง"
นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการสำนักงาน กทช. กล่าวว่า กทช.ได้รับทราบผลสรุปการทดลอง Wi-Max แล้ว แต่จะใช้เวลาอ่านผลการศึกษาก่อนตัดสินใจเชิงนโยบายในสัปดาห์ต่อไป ในประเด็นเกี่ยวกับย่านความถี่ที่จะใช้งาน ปริมาณแบนด์วิดท์ จำนวนใบอนุญาต และรูปแบบใบอนุญาต ว่าจะเป็นรายพื้นที่หรือทั่วประเทศ เมื่อมีข้อสรุปแล้ว สำนักงาน กทช.จะได้ดำเนินการจัดทำร่างหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาต และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อไป คาดว่าจะดำเนินการได้ในไตรมาสแรกปีหน้า
เช่นเดียวกับการจัดทำหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตการให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G ขณะนี้สำนักงาน กทช.ได้เสนอรายงานและผลการวิเคราะห์ด้านต่างๆ ให้ กทช.ใช้ในการตัดสินใจแล้ว คาดว่าจะเสนอให้ กทช.พิจารณาสัปดาห์ถัดไป หลังพิจารณาเรื่อง Wi-Max เสร็จแล้ว โดยน่าจะนำร่างหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาต 3G ออกรับฟังความคิดเห็นสาธารณะได้ในไตรมาส 1 ปีหน้าเช่นกัน
ด้านนายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเกชั่น (ดีแทค) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าในเชิงเทคโนโลยีไวแมกซ์เป็นของใหม่มาก การพัฒนาอาจไม่นิ่งเท่าที่ควร ถ้าจะให้แน่นอนจริงๆ อาจต้องรออีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะการใช้งานแบบเคลื่อนที่ แต่หาก กทช.สามารถออกไลเซนส์ได้ในปีหน้าน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะกระบวนการ ต่างๆ ระหว่างทางจนถึงเปิดให้บริการได้ต้องใช้เวลาอีกร่วมปีเช่นกัน
สำหรับกรณีการออกไลเซนส์ 3G บนคลื่น 2.1 GHz ตนมองว่า ภายในปีหน้า กทช.มีโอกาสที่จะผลักดันให้เกิดการประมูลคลื่นได้มากพอๆ กับที่มีโอกาสสะดุดหยุดลง เพราะเหตุขัดข้องอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่น แต่ถ้าถามว่าถ้ามีได้ภายในปีหน้าจะดีกับประเทศไหม ดีแน่นอน ไม่ต้องเป็นกังวลหรือเป็นห่วงเลยว่าเอกชนจะมีเงินลงทุนไหม และลงทุนแล้วจะเจ๊งหรือไม่
"ทั้งไวแมกซ์ และ 3G ถ้าผลักดันให้ออกไลเซนส์ได้ในปีหน้าดีกับประเทศแน่ เพราะกระตุ้นการลงทุน แต่ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ และจากประสบการณ์ของเทเลนอร์ในอินเดีย พบว่าถ้ามีกฎหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการติดตั้งเสาสัญญาณ เช่น ให้ใช้สถานีฐานร่วมกัน ก็จะช่วยเรื่องลดต้นทุนได้มาก ทั้งในแง่ทัศนียภาพก็ดีกว่าด้วย ไม่จำเป็นต้องมีเสาเพิ่ม 5 ต้น สำหรับผู้ประกอบการ 5 ราย เป็นต้น"
ขณะที่นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตนเชื่อว่าภายในปีหน้าไลเซนส์ 3G น่าจะออกมาได้ ถ้าทำได้จริงก็จะกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศได้มาก เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ทั้งเป็น ไลเซนส์ที่ผู้ให้บริการทุกรายให้ความสนใจในแง่เทคโนโลยีพัฒนามานานจนไม่มีอะไรต้องกังวลอีก
ส่วนไวแมกซ์หากเกิดขึ้นจะทำให้ ผู้บริโภคมีโอกาสเข้าถึงการใช้อินเทอร์เน็ตได้ง่ายและเร็วขึ้นมาก เนื่องจากไม่ต้องเดินสาย แต่ในแง่ผู้ให้บริการยังมีคำถามว่า คุ้มค่าในเชิงธุรกิจแค่ไหน โดยส่วนตัวมองว่าเหมาะที่จะเป็นบริการเสริมคู่ไปกับบริการหลักอย่าง 3G เป็นต้น
"ผมมองว่าไวแมกซ์ก็เหมือนไว-ไฟ คือทำไว-ไฟอย่างเดียวในทางธุรกิจไม่รอด ทุกวันนี้ไฮสปีดเน็ตแบบมีสายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันราคาถูกมากๆ ถ้าเก็บแพงใครจะใช้ ไวแมกซ์ก็คงไม่ต่างกัน"สาเหตุที่ทำให้พระภิกษุและสามเณรในวัดฝั่งหมิ่นวิทยาเป็นคณะสงฆ์ไทยกลุ่มแรกที่ได้ใช้งานระบบเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง"ไวแมกซ์"อย่างจริงจัง คือการที่โรงเรียนวัดฝั่งหมิ่นวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญในจังหวัดเชียงราย ถูกเลือกให้เป็นสถานที่ติดตั้งไวแมกซ์ในโครงการต้นแบบศูนย์ศึกษาทางไกลเพื่อการศึกษาและพัฒนาชนบทฯ ผลคือพระอาจารย์และสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรมฯแห่งนี้จะได้ใช้ประโยชน์จากไวแมกซ์ก่อนใครในประเทศไทย
คำบอกเล่าของพระมหาวิสณุรักษ์ พระอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนวัดฝั่งหมิ่นวิทยาต่อไปนี้ จะทำให้คุณต้องเปลี่ยนความคิดที่ว่า การศึกษาในโรงเรียนปริยัติธรรมคงจะครอบคลุมเฉพาะเรื่องธรรมะอย่างเดียว โดยพระอาจารย์ยืนยันความตั้งใจว่า สามเณรที่จบจากโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญนี้ "ต้องเขียนเว็บเป็น"
"โรงเรียนนี้มีสามเณรมาศึกษากว่า 200 รูป พระอาจารย์ 8 รูป และครูฆราวาส 7 คน พระภิกษุก็ต้องเรียน ต้องพัฒนาความรู้และอารมณ์ เราได้ครูจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมาสอนภาษาจีนด้วย มีทุนเรียนดี มีการทัศนศึกษา มีการทำกิจกรรมร่วมกับโรงเรียนฆราวาสในชุมชน จบมาได้วุฒิไปศึกษาต่อมหาวิทยาลัยได้ กระทรวงศึกษาให้การรับรองเหมือนโรงเรียนทั่วไป
หลายคนมองว่าโรงเรียนในวัดน่าจะมีแค่นักธรรมบาลี แต่โรงเรียนนี้เป็นแผนกสามัญศึกษา อยู่ในความคุ้มครองของกระทรวงศึกษาธิการ มีการประเมินคุณภาพ แต่สิ่งที่แตกต่างคือเราไม่มีวิชาพละ ไม่มีลูกเสือเนตรนารีแต่เน้นเรื่องภาษาบาลีแทน จากเตะฟุตบอลก็เปลี่ยนมาเป็นบิณฑบาต จากพละก็เป็นโยคะและเดินจงกรม
จุดมุ่งหมายของการใช้ไวแมกซ์ที่โรงเรียนวัดฝั่งหมิ่นวิทยา เกิดเพราะความต้องการพัฒนาครูและชุมชน ครูทั้งที่เป็นพระภิกษุและฆราวาสกว่า 15 คนของโรงเรียน ขณะนี้ทำสื่อการสอนอย่าง eBook เป็นแล้ว ทางม.แม่ฟ้าหลวงเข้ามาอบรมเรื่องการทำเว็บไซต์ให้ด้วย ร่วมกับการทำ 3D Animation และการจัดรายการวิทยุ ซึ่งตอนนี้ สามเณรของโรงเรียนก็เริ่มจัดรายการวิทยุเพื่อกระจายข่าวสารความรู้แก่ชาวบ้านแล้ว
หลังได้รับไวแมกซ์มาใช้ ยอมรับว่าชุมชนยังขาดความรู้เรื่องโปรแกรมเบื้องต้น แต่ส่วนใหญ่ตื่นเต้น ซึ่งเป็นเรื่องดีที่กลุ่มชาวบ้านอายุ 40-50 ปีมีความตื่นตัว
ไวแมกซ์ทำให้เด็กๆได้ค้นหาข้อมูล ก่อนนี้เน็ตช้าและจำกัดให้ใช้แค่ครู นร.จะใช้งานก็ต้องไปซื้อชั่วโมง 20 บาท มีอินเทอร์เน็ตหูตาก็เปิดกว้าง แค่พิมพ์ก็ค้นหาข้อมูลเจอแล้ว แต่ถ้าเป็น"เว็บต้องห้าม" เราก็ป้องกัน ซึ่งโดยรวมแล้ว เด็กได้เรียนรู้มากขึ้น
อาตมามีความคิดว่า เด็กที่จบจากโรงเรียนนี้ไปจะต้องเขียนเว็บเป็น เด็กหรือสามเณรไม่ได้เป็นพระภิกษุตลอดไป ถ้าจะไม่เป็นพระภิกษุก็ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ถ้าจะเป็นพระภิกษุก็ต้องเป็นพระภิกษุที่ดี
โรงเรียนจะดูแลไม่ให้สามเณรเข้าเว็บไซต์อนาจาร จะมีพระอาจารย์เดินตรวจตราใกล้ชิด พบเมื่อไรจะทำโทษ ยอมรับว่าเด็กมีความอยากรู้อยากเห็นสารพัด แต่เชื่อว่าถ้าใช้เทคโนโลยีให้ถูกทางก็จะเป็นประโยชน์
ร้านอินเทอร์เน็ตบางร้าน มีการเปิดประตูหลังให้สามเณรแอบเข้าไปเล่นเกมทางหลังร้านด้วย อาตมาเคยเอาตำรวจไปขู่มาแล้ว
ณ ตอนนี้ ชุมชนที่ใช้ประโยชน์ได้จากเครือข่ายไวแมกซ์คือชุมชนฝั่งหมิ่น สามารถเดินมาขอใช้อินเทอร์เน็ตได้ในวันอาทิตย์ ชุมชนในพื้นที่ไกลๆอาจมีคอมพิวเตอร์อยู่แล้วที่บ้าน
เริ่มต้นใช้งานช่วงแรกมีปัญหาบ้าง แต่บริษัทก็เข้ามาแก้ไข แจ้งไปก็มาแก้ หลายวันมานี้เน็ตไม่หลุดเลย ถือว่าแก้ไขไปก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และต้องถือว่าพวกเราเรียนรู้ได้ไว มีการศึกษาเรียนรู้เองเพิ่มเติมและแลกเปลี่ยนกันระหว่างศูนย์ศึกษาในโรงเรียนอื่น
ห้องคอมพิวเตอร์ที่ได้จากโครงการนี้เป็นห้องที่สองของโรงเรียน ก่อนหน้านี้ กทช. และทีทีแอนด์ทีได้มาทอดกฐิณสร้างไว้ให้ 21 เครื่องเมื่อปีที่แล้ว แต่ตอนนี้บางเครื่องมีปัญหา
อาตมามองว่าการใช้เทคโนโลยีในการเผยแผ่พระศาสนาเป็นสิ่งจำเป็น สมัยก่อน การเผยแผ่ศาสนาเป็นไปอย่างลำบาก กว่าจะได้ฟังธรรมต้องเดินทางไกล แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นพระมหาสมปองหรือท่าน ว. วชิรเมธี ก็ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางหมดแล้ว อย่างอาตมาคิดอะไรไม่ออก ก็ไปคลิกๆแล้วนำมาเทศน์ต่อได้
คุณโยมลองไปเสิร์ชดู จะเห็นว่าไม่ว่าธรรมะบทไหนก็มี เพราะฉะนั้นการเผยแผ่ธรรมะผ่านอินเทอร์เน็ตล้วนมีข้อดี สาธุชนอยากฟังอะไรก็ได้ฟัง ไม่ต้องเสียค่ารถหรือซื้อหนังสือ เป็นประโยชน์มหาศาล คนไทยอยู่ประเทศไหนก็สามารถฟังธรรมได้ ทำบุญได้ ไม่ใช่ว่าจะทำบุญแล้วต้องมาที่เมืองไทยอย่างเดียว
เทศบาลเป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณโรงเรียน เริ่มก่อสร้างด้วยเงิน 1 ล้านบาท แต่ยังมีปัญหาในการของบประมาณและแรงสนับสนุนจาก อบต. เพราะโรงเรียนตั้งอยู่ก้ำกึ่งในเขตเทศบาลและตำบลริมกก เมื่อของบประมาณไปทาง อบต.ริมกกกลับผิดระเบียบและทำไม่ได้
งบประมาณส่วนใหญ่ใช้ไปกับเงินเดือนครูและค่าอาหาร เฉพาะบิณฑบาตรอย่างเดียวไม่พอ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนราว 250,000 บาท ต้องใช้รถรับส่งสามเณรจากต่างวัดเข้ามาเรียนในโรงเรียน นร.สามารถเรียนได้ฟรี เข้า ม.1 เสียเฉพาะค่าประกันหนังสือ 200 บาท และค่าทำบัตรนักเรียนอีก 50 บาท ถ้ายืมหนังสือแล้วส่งคืนครบก็ได้จะได้คืนตอน ม.3 เท่ากับเรียน 3 ปีจ่าย 250 บาท สมุดแจกฟรี บวชฟรี และเรียนฟรี
ตอนนี้โรงเรียนวัดฝั่งหมิ่นวิทยากำลังพัฒนาเว็บไซต์ใหม่ ที่ผ่านมามีการสอนตัดต่อวิดีโอ และมีการส่งหนังสั้นด้านศาสนาเข้าประกวดกับทางกันตนาด้วย ทั้งหมดนี้อาตมาเชื่อว่าเป็นเรื่องดีหากสามารถดึงเด็กมาเข้าวัด มาบวชเพื่อศึกษาได้ อย่างน้อยก็เป็นทางเลือกที่ทำให้เด็กเข้ามาใกล้ชิดวัดมากขึ้นกว่าเดิม"
ชื่อเต็มของโครงการไวแมกซ์เพื่อการศึกษาในจังหวัดเชียงรายคือ โครงการต้นแบบศูนย์ศึกษาทางไกลเพื่อการศึกษาและพัฒนาชนบทเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 เป็นโครงการที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้รับงบประมาณและการสนับสนุนจาก กทช. มูลค่า 70 ล้านบาท ให้ศึกษาข้อดีข้อเสียของการจัดตั้งศูนย์ศึกษาทางไกลในโรงเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 3 ระบบ ได้แก่ระบบไวแมกซ์ความเร็วเฉลี่ย 4 เมกะบิตต่อวินาที (ติดตั้งใน 8 โรงเรียน) ระบบ ADSL ความเร็ว 2 เมกะบิตต่อวินาที (12 โรงเรียน) และอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมไอพีสตาร์ ความเร็ว 1 เมกะบิต (1 โรงเรียน)
ระบบไวแมกซ์ใน 8 โรงเรียนเมืองเชียงราย (รวมโรงเรียนวัดฝั่งหมิ่นฯแล้ว) ถูกการันตีว่าเป็นการติดตั้งเพื่อใช้งานจริงด้านการศึกษาครั้งแรกในประเทศไทย ดำเนินการติดตั้งโดยกิจการค้าร่วม 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ทีทีแอนด์ที เซอร์วิสเซส จำกัด บริษัท จัสมิน เทเลคอมซิสเต็มส์ จำกัด และ บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ ใช้อุปกรณ์ของ ซิสโก้ ซิสเต็มส์ เครือข่ายมีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นศูนย์กลาง และมีกทช.เป็นผู้จัดสรรคลื่นความถี่ให้ตลอดระยะโครงการที่ยังเหลืออีก 2 ปี
การประเมินโครงการจะครอบคลุมถึงความสามารถครู นักเรียน และชุมชน โดยจะวัดผลจากคะแนนสอบของครูและนักเรียนว่ามีความสามารถเพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร หลังการใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในการเรียนการสอน รวมถึงจะมีการวัดดัชนีการรับรู้ข่าวสารของชุมชนว่ามีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงหรือไม่อย่างไร โดยหลังพ้นช่วงโครงการมีแผนจะผลักดันให้กระทรวงศึกษาและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนำไปเป็นต้นแบบในพื้นที่ชนบทของไทยต่อไป
ประวัติ
พระมหาวิสณุรักษ์ วิโรทรํสี
ตำแหน่ง ครูใหญ่
การศึกษา ปริญญาตรี
ภูมิลำเนา จังหวัดสุรินทร์บรอดแบนด์ไร้สายโดยทั่วไปแล้วหมายถึงการส่งข้อมูลถึงผู้ใช้งานด้วยอัตราความเร็วในการส่งอย่างน้อย 500 กิโลบิตต่อวินาที ในขณะที่ผู้ใช้งานสามารถเดินทางได้ตามปกติ เทคโนโลยี HSPA (High Speed Packet Access) ทำให้การบริการบรอดแบนด์ไร้สายเชิงพาณิชย์ส่งข้อมูลได้เร็วกว่า และได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ให้บริการเครือข่ายที่ต้องการให้บริการบรอดแบนด์ไร้สายแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการธุรกิจทั้งในเมืองและชนบท
HSPA เป็นเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ที่ควบรวมเทคโนโลยี 3GSM/W-CDMA เข้าด้วยกันให้แก่ผู้ให้บริการเครือข่ายทั่วโลก HSDPA (High Speed Downlink Packet Access) เพิ่มความเร็วในการส่งข้อมูลสู่ผู้ใช้ในเครือข่าย 3GSM/W-CDMA ตามมาตรฐานมากขึ้นถึง 5-10 เท่า ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์แบบพกพาได้ด้วยความเร็วเท่ากับที่ใช้ผ่านสาย DSL แต่ HSPA ไม่เพียงแต่ทำให้สามารถเปิดไฟล์ขนาดใหญ่ที่แนบมากับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้ในขณะเดินทาง หรืออัปเดตฐานข้อมูลของบริษัทได้ทันทีเท่านั้น แต่ยังสามารถรับชมภาพยนตร์ที่มีความคมชัดสูงมาก เพลิดเพลินไปกับบริการความบันเทิงแบบมัลติมีเดีย และฟังเพลงออนไลน์ได้อย่างสะดวกสบายขึ้นอีกด้วย
ด้วยเครือข่ายที่ให้บริการเชิงพาณิชย์จำนวน 199 เครือข่ายทั่วโลก เทคโนโลยี HSPAกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการพัฒนาภาคธุรกิจบรอดแบนด์ไร้สาย การพัฒนาเครือข่ายด้วย HSUPA (High Speed Uplink Packet Access) จะเพิ่มความเร็วของการอัปลิงก์ข้อมูลให้แก่ผู้ใช้บริการเครือข่าย 3GSM/W-CDMA ในปัจจุบันขึ้นอีกมาก เทคโนโลยีนี้น่าจะเพิ่มปริมาณข้อมูลที่ส่งไปยังเครือข่ายไร้สายโดยเฉพาะข้อมูลที่ผู้ใช้บริการสร้างขึ้นเอง ซึ่งพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ชัดเจนจะสร้างความมั่นใจว่าเทคโนโลยีตระกูล HSPA จะมีอิทธิพลต่อทางเลือกของบรอดแบนด์ไร้สายต่อไป
สถานะของ HSPA ในปัจจุบัน พบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของเครือข่าย 3GSM/W-CDMA ที่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ ได้เปิดให้บริการ HSPA ข้อตกลงของผู้ให้บริการเครือข่ายจำนวน 275 รายจะใช้ระบบ HSPA ใน 114 ประเทศ และจำนวนอีก 199 รายเปิดบริการเครือข่าย HSPA เพื่อการเชิงพาณิชย์ไปแล้วใน 93 ประเทศ เครือข่าย HSUPA จำนวน 43 เครือข่ายสามารถใช้งานร่วมกับเครือข่ายอื่นอีก 27 เครือข่ายที่กำลังอัปเกรด ผู้ให้บริการเครือข่าย 112 รายสามารถรองรับการใช้งานที่อัตราความเร็ว 3.6Mbps หรือสูงกว่าอุปกรณ์จำนวน 915 ชนิดจากผู้แทนจำหน่าย 117 ราย รวมถึงเครื่องลูกข่ายจำนวน 314 ชนิด ดาต้าการ์ดจำนวน 70 ชนิด โน้ตบุ๊กแบบฝังชิป 222 ชนิด เราท์เตอร์ไร้สาย 40 ชนิด และยูเอสบีโมเด็ม 78 ชนิด
สำหรับการพัฒนาในอนาคต จะทำให้อัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลด้วยระบบ HSDPA มีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันมีเครือข่าย HSDPA มากกว่า 45 เครือข่ายที่รองรับความเร็ว 7.2 Mbps และคาดการณ์ว่าจะมีมากขึ้นภายในสิ้นปี 2551การใช้งาน HSPA ทั่วโลกนั้นมีการนำบรอดแบนด์ไปใช้ในพื้นที่ห่างไกล ผู้ใช้บริการ ‘Next G’ ในพื้นที่ดังกล่าวสามารถประชุมผ่านทางไกลวิดีโอกับเพื่อนที่อยู่ในอีกซีกประเทศ Telstra ได้นำบรอดแบนด์ HSPA มาใช้ในพื้นที่ห่างไกลของออสเตรเลียเครือข่าย HSPA ที่มีมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือเรียกว่า Next G เป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่ 1.9 ล้านตารางกิโลเมตร ในเวลาเพียง 10 เดือน ด้วยความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีกับพันธมิตรอย่างอีริคสัน บริษัท Telstra สามารถให้บริการเครือข่ายในอัตราความเร็ว 3.6Mbps ทั่วประเทศ บริการนี้เข้าถึงประชากรมากถึง 98% ของทั้งประเทศ
เนื่องจากการใช้งานดังกล่าว Telstra มีบริการ “super-charged” ซึ่งเพิ่มอัตราความเร็วจาก 3.6Mbps เป็น 14.4Mbps และเพิ่มพื้นที่ได้ไกลถึง 200 กิโลเมตรครอบคลุมแถบชายฝั่งทะเลและชนบท ซึ่งเครือข่าย Next G ของ Telstra สามารถใช้งานด้วยความเร็วสูงสุด และครอบคลุมพื้นที่ได้มากที่สุดของระบบเครือข่ายไร้สายที่มีอยู่ในโลก
บรอดแบนด์ไร้สายในบริเวณที่มีตึกสูง
การให้บริการบรอดแบนด์ไร้สายของ SmarTone-Vodafone ช่วยให้ผู้ใช้ในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ซึ่งเป็นที่เดียวที่ใช้เครือข่าย HSPA ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ บริษัทที่ให้บริการเครือข่าย HSPA ได้เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนมิถุนายน 2549 ได้ครอบคลุมพื้นที่ 99% ของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง รวมถึงพื้นที่รอบเกาะ และยังใช้งานได้ดีบนตึกที่สูงที่สุด และบริเวณรถไฟฟ้าใต้ดิน
เมื่อบริการดังกล่าวได้เปิดตัวเป็นครั้งแรก SmarTone-Vodafone ได้ให้บริการดาวน์ลิงก์ข้อมูลด้วยอัตราความเร็ว 1.8Mbps และ SmarTone-Vodafone ยังคงพัฒนาคุณภาพของระบบอย่างต่อเนื่อง เมื่อเดือนกันยายน 2550 บริษัทได้ยกระดับคุณภาพของ HAPA จาก 3.6Mbps เพื่อรองรับอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่ระดับ 7.2Mbps ครอบคลุมทุกพื้นที่ และเป็นผู้ให้บริการรายแรกในเขตปกครองพิเศษฮ่องกงที่ให้บริการเครือข่าย High Speed Uplink Packet Acdcess (HSUPA) ซึ่งบริการให้ใช้ความเร็วในการอัปลิงก์ข้อมูลด้วยอัตราความเร็วถึง 2Mbps และช่วยให้ผู้ใช้สามารถอัปโหลดเนื้อหามัลติมีเดียสู่อินเทอร์เน็ตด้วยเวลาเพียงเล็กน้อย
บรอดแบนด์สำหรับคนรวย-คนจน
ผู้ให้บริการเครือข่ายชั้นนำของประเทศศรีลังกากำลังทำการปฏิวัติด้านบรอดแบนด์ ด้วยการยกระดับเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สาย HSPA ทำให้ผู้ใช้งานทุกระดับสามารถเข้าถึงบริการดังกล่าวได้ ตั้งแต่ธุรกิจที่มั่งคั่งมากที่สุดจนกระทั่งถึงชุมชนที่ยากจนที่สุด
บริษัท Dialog ได้ใช้ประสบการณ์จากการที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (ARPU) ต่ำ ตัดสินใจที่จะพัฒนาระบบ 3G ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อนำการสื่อสารด้านบรอดแบนด์ไปสู่ท้องถิ่นทุรกันดารในศรีลังกา ดร.ฮานส์ วิจายะสุริยะ ประธานบริหารบริษัท Dialog Telekom กล่าวว่า “เรามองเห็นโอกาสที่จะสร้างรายได้ใหม่ในขณะเดียวกันกับการเข้าไปมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม” ด้วยการยกระดับเครือข่าย 3G ไปสู่บรอดแบนด์ไร้สาย HSPA จะช่วยให้บรอดแบนด์ที่ใช้อยู่ตามที่พักอาศัย สถานประกอบการทางธุรกิจ และร้านบริการอินเทอร์เน็ตมีราคาถูกลง คำถามที่พบ คือ มีความต้องการเพียงพอหรือไม่ในการตัดสินแผนทางธุรกิจใหม่
HSDPAเขย่าวงการบรอดแบนด์
บรอดแบนด์ในประเทศมาเลเซียกำลังได้รับการพัฒนา ผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายชั้นแนวหน้าอย่าง Maxis Communication Berhad ได้เปิดให้บริการ HSDPA และนำการแข่งขันอย่างแท้จริงเข้าสู่ตลาดบรอดแบนด์ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ทุกวันจะมีผู้ใช้ในระดับครอบครัวกว่าร้อยรายสมัครใช้บริการบรอดแบนด์ที่ใช้ในที่พักอาศัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริการบรอดแบนด์นี้ได้มอบความสะดวกสบาย และช่วยลดค่าโทรศัพท์
เมื่อ Maxis Communication Berhad ผู้ให้บริการไร้สายชั้นนำของมาเลเซียได้เปิดให้บริการบรอดแบนด์ HSDPA เมื่อเดือนกันยายน 2549 ซึ่งไม่เคยมีผู้ให้บริการรายใดเคยทำมาก่อน แทนที่การวางเป้าหมายกับกลุ่มผู้ใช้บริการระบบไร้สายที่มีอยู่ ด้วยการให้บริการข้อมูลไร้สายที่เร็วที่สุด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายที่ดูจะเป็นไปได้ยากมากสำหรับบรอดแบนด์ในที่พักอาศัยดร. นิโคลัย ด๊อบเบอร์สเตียน หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และธุรกิจของ Maxis Communication Berhad กล่าวว่า “ผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายทั่วโลกหลายรายเสนอดาต้าการ์ด แต่ทว่าเราเชื่อมั่นว่าไม่มีผู้ให้บริการรายอื่นที่พยายามใช้ HSDPA เพื่อให้บริการบรอดแบนด์ในที่พักอาศัย สิ่งที่เรากำลังมอบให้เป็นทางเลือกที่น่าดึงดูดใจต่อโซลูชั่นส์ยูเอสบีโมเด็มที่ใช้บริการ DSL ไร้สาย”
ตั้งแต่เปิดให้บริการบรอดแบนด์ Maxis ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็วด้วยการนำเสนอทางเลือกที่น่าสนใจไปสู่ผู้ใช้อย่างรวดเร็ววีคเอนด์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดงานส่งมอบระบบอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ไร้สายให้กับ 21 โรงเรียนในจังหวัดเชียงรายให้ใช้งานได้ก่อนใคร
ใช้เทคโนโลยีใหม่เอี่ยมถอดด้าม ชื่อ"ไวแม็กซ์" (WIMAX) ย่านความถี่ 2.5 GHz
ว่ากันว่า คือ อนาคตของการสื่อสารไร้สายยุคใหม่
ถือเป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่มีการเปิดใช้เป็นทางการก็น่าจะได้ เพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงการอนุญาตให้ทดลองเทคโนโลยีไปพลางๆ ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดคงมีใบอนุญาตออกมาได้ช่วงกลางปีหน้า
กับโปรเจ็กต์ "แม่ฟ้าหลวง" ของ กทช.เป็นกรณีพิเศษเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนในชนบท
มีชื่อเป็นทางการว่า "โครงการต้นแบบศูนย์ทางไกลเพื่อการศึกษา และพัฒนาชนบทเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"
แรกเริ่มเดิมที "กทช." จะร่วมมือกับ "ทีโอที" ควักกระเป๋าคนละครึ่ง แต่เอาเข้าจริงเหลือ "กทช." เป็นโต้โผใหญ่รายเดียว เป็นเงิน 70 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้เลือกกิจการค้าร่วม "จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็ม- ทีทีแอนด์ที ซับสไครเบอร์ และทริปเปิ้ลที บรอดแบนด์" เป็นผู้วางระบบ โดยใช้เทคโนโลยีของ "ซิสโก้"
"ธีรศักดิ์ จีรวัศวพงศ์" รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีทีแอนด์ที กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการนำเทคโนโลยีไวแม็กซ์มาประยุกต์ใช้ในงานด้านการศึกษาช่วยลดช่องว่างในการเรียนรู้ได้ เพราะเป็นเทคโนโลยีที่มีรัศมีการรับส่งสัญญาณกว้างไกลครอบคลุมพื้นที่ได้มาก มีความเร็วสูงกว่าเทคโนโลยีปัจจุบันหลายเท่าตัว รองรับการใช้บริการระบบต่างๆ ได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการใช้อินเทอร์เน็ต ภาพเคลื่อนไหว (Video) และเสียงผ่านวีโอไอพี
"โครงข่ายจะรองรับการใช้งานใน 21 โรงเรียน ในรัศมีรอบ ม.แม่ฟ้าหลวง รองรับการเรียนรู้ของทั้งนักเรียน และคุณครู มีสถานีแม่ข่าย และลูกข่าย มีคอมพิวเตอร์อีก 400 กว่าเครื่อง ในแง่มูลค่าโครงการต้องบอกว่า ทำแล้วเข้าเนื้อ แต่ยินดีที่ได้ทำ ถือเป็นแห่งแรก และแห่งเดียวในไทย ที่ใช้งานได้จริง"
ในมุมของทั้งผู้ติดตั้งระบบ รวมถึงผู้ผลิตอุปกรณ์ แม้โปรเจ็กต์นี้จะไม่ใหญ่โต แถมต่างออกปากว่า ไม่มีกำไร ? ก็ยังคุ้ม
สำหรับ "ซิสโก้" เป็นอีกก้าวในการเข้ามาปักธงรบในขาของธุรกิจสื่อสาร เข้ากับยุคสมัยที่พรมแดนเทคโนโลยี "ไอที-สื่อสาร และอินเทอร์เน็ต" หลอมรวมเข้าหากัน
อย่างไรก็ตาม "ไวแม็กซ์" เป็นตัวชูโรงก็จริง แต่ใน 21 โรงเรียน มีใช้ "ไวแม็กซ์" จริงๆ แค่ 8 แห่ง ที่เหลือเกือบทั้งหมดใช้เทคโนโลยี "ADSL" ยกเว้นโรงเรียนเชียงรุ้งที่ใช้ไอพีสตาร์
ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) กล่าวว่า ที่มีทั้ง 3 เทคโนโลยี เพราะต้องการเปรียบเทียบความแตกต่างของแต่ละเทคโนโลยี โดยโครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปยังโรงเรียนมัธยมใน จ.เชียงราย นำร่อง 21 โรงเรียน มี มฟล.เป็นศูนย์กลางของระบบเครือข่าย เพื่อส่งเสริม และพัฒนาครูรวมทั้งระบบการจัดการเรียนการสอนด้านต่างๆ ให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมโอกาสในการรับรู้ข้อมูลการเรียนรู้ของชุมชนที่มีโรงเรียนในพื้นที่เป็นศูนย์กลางเผยแพร่ข้อมูล
ทั้งโครงการใช้งบประมาณกว่า 70 ล้านบาท เป็นการติดตั้งระบบจัดซื้ออุปกรณ์ รวมถึงการฝึกอบรม การพัฒนาครู และชุมชุน มีระยะเวลา 3 ปี สิ้นสุดต้นปี 2554 จากนั้นจะส่งมอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการต่อ โดยใน 3 ปีนี้มีการประเมินผลทุกปี ดูคุณภาพครูตั้งแต่แรกกับหลังใช้ว่า พัฒนาขึ้นไหม นักเรียนก็ดูผลสอบเอ็นทีได้ ส่วนชาวบ้านในชุมชนก็ต้องดูว่าได้ว่า รับรู้ข่าวสารแค่ไหน
"ปัญหาสำคัญของบ้านเมืองเรา คือ นักเรียนไม่มีคุณภาพ เพราะครู และโรงเรียนไม่ได้พัฒนาเต็มที่ หากโครงการต้นแบบประสบความสำเร็จจะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงการศึกษาของไทยได้เลย สำหรับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปณิธานสำคัญของเราคือ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งโอกาส จะไม่มีนักศึกษาคนใดต้องออก จากมหา"ลัยแห่งนี้ เพราะความยากจน"