เอไอเอสเชื่อไม่มีผู้ประกอบการรายใดหาญกล้าลงทุนไวแม็กซ์ แบบปูพรมเพราะต้องใช้เงินลงทุนสูง เหมาะเป็นเพียงเทคโนโลยีเสริม ไว-ไฟ 3 จี และบรอดแบนด์ในพื้นที่ยังไม่มีบริการใดเข้าถึง ฟาก กทช.พิจารณาวิธีการให้ใบอนุญาต หวั่นหากเปิดประมูลทุนไทยจะสู้ต่างชาติไม่ไหว
นายสรรชัย เตียวประเสริฐกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า จะไม่มีผู้ประกอบการรายใดกล้าลงทุนเครือข่ายไวแมกซ์ในรูปแบบปูพรมทั้งประเทศ เพราะต้นทุนการลงทุนไวแมกซ์สูงเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ การใช้งานยังไม่เสถียร
นอกจากนี้ เอไอเอสยังมองว่าไวแมกซ์ เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสำหรับการนำไปใช้งานชดเชย ไว-ไฟ 3 จี และบรอดแบนด์ ในพื้นที่เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่สามารถให้บริการไปทั่วถึงได้ และไม่เหมาะลงทุนให้บริการในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ เพราะเป็นพื้นที่มีบริการบรอดแบนด์ ไว-ไฟ ครอบคลุมแล้ว แต่เหมาะจะลงทุนให้บริการในพื้นที่นอกชุมสาย เช่น หมู่บ้านเกิดใหม่ หรือต่างจังหวัดห่างไกล ยังเชื่อว่าคนไม่มีความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สายตลอดเวลา
“จะเห็นได้จากการให้บริการ 3 จี จำนวน 30 สถานีฐานของเอไอเอสที่ผ่านมา มีลูกค้าสมัครใช้บริการเพียง 2,000 ราย เพราะในตัวเมืองมีบริการบรอดแบนด์แล้ว และพบว่าลูกค้านอกพื้นที่โครงข่ายกลับมีความต้องการใช้งานเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีชุมสายโทรศัพท์เข้าถึงเพื่อให้บริการ”
ผู้บริหารเอไอเอสกล่าวว่า ยังเป็นห่วงเรื่องของการขอใบอนุญาตด้วยวิธีการประมูล เพราะห่วงว่าอาจไม่มีบริษัทเอกชนในประเทศไทยเข้ามาประมูลได้ เพราะสู้เงินต่างประเทศไม่ได้ จึงต้องการให้ กทช.พิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียด เพราะการมีผู้ประกอบการเพิ่มก็เท่ากับมีการลงทุนเครือข่ายเพิ่ม และจะเกิดการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการล้มหายตายจากด้วย
ด้านนายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ บริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า หากมีการให้บริการไวแมกซ์ในประเทศไทยคาดว่าจะส่งผลให้มีจำนวนผู้ใช้งานบรอดแบนด์ในประเทศสูงขึ้น และผู้ประกอบการจะนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาให้บริการกับโทรศัพท์บ้าน และมือถือมากยิ่งขึ้น
สำหรับต้นทุนการลงทุนไวแมกซ์ ประกอบด้วย การลงทุนอุปกรณ์โครงข่าย เครื่องลูกข่าย ค่าใบอนุญาตหรือ และคาดว่ากทช.มีแนวโน้มที่จะใช้การประมูลเพื่อขอใบอนุญาต ซึ่งวิธีนี้มีต้นต้นทุนสูง และอาจจะเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการพลาดใบอนุญาต
นายกิตติน อุดมเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. กล่าวว่า จากผลการทดสอบไวแมกซ์ พบว่าสามารถใช้งานได้จริง และได้รวบรวมข้อมูลในด้านการทดสอบให้บริการ จัดเป็นร่างอนุญาตไวแมกซ์ ซึ่งคาดว่าประมาณปี 2552 จะสามารถออกใบอนุญาตไวแมกซ์ให้กับผู้ประกอบการ โดยแนวโน้มการขอใบอนุญาตไวแมกซ์นั้นอาจใช้วิธีการประมูล
อย่างไรก็ดี คาดว่าประมาณกลางเดือนธันวาคมนี้คณะกรรมการทำงานไวแมกซ์จะสรุปผลการทดสอบและเสนอให้กับบอร์ดกทช. พิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยข้อสรุปดังกล่าวจะเป็นข้อสรุปด้วยเทคนิคด้านเศรษฐศาสตร์ เพื่อประเมินผลว่าจะสามารถดำเนินการไปในทิศทางใดเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด
นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที กล่าวว่า ไอซีทีจะพยายามเสนอร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมให้ทันก่อนปิดสภาฯในวันที่ 29 พ.ย. 51 อย่างแน่นอน และคาดว่าจะสามารถพิจารณาได้เป็นวาระที่ 2-3 เมื่อเปิดสภาฯในเดือน ม.ค. 2552 แต่หวั่นว่าจะไปล่าช้าในขั้นตอนการสรรหาคณะกรรมการ กสช.กทช.จัดสัมมนาแนวทางการจัดทำกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ หวังชี้จุดร่วมจุดต่าง 4 ร่างจาก 4 หน่วยงาน พร้อมรับฟังความเห็นเสนอรัฐบาล ประกบคู่ร่างฉบับกระทรวงไอซีที เร่งเสนอเข้าสภาก่อนปิดสมัยการประชุม
คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จัดสัมมนา “แนวทางการตรากฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 47 และ มาตรา 305 (1) โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง
พร้อมเปิดเวทีให้แสดงความคิดเห็นเพื่อเสนอต่อ ครม. และรัฐสภา ใช้ประกอบการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ฉบับกระทรวงไอซีที หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ครม. ได้เห็นชอบในหลักการร่างกฎหมายดังกล่าว และส่งให้กฤษฎีกาพิจารณาร่วมกับร่างฉบับแก้ไขของ กทช.
นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการ กทช. กล่าวว่า หากสามารถเสนอร่างทั้ง 2 ฉบับกลับไปยัง ครม. ได้ภายในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะเร่งเสนอเข้าวาระที่ 1 ในสภาได้ทันภายในวันที่ 28 พ.ย. ก่อนปิดสมัยประชุมสภา เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการแก้ไขปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ระหว่างที่สภาปิดประมาณ 1-2 เดือน
จากนั้นเมื่อสภาเปิดอีกครั้งวันที่ 28 ม.ค. ปีหน้า ก็จะสามารถเสนอร่าง พ.ร.บ. เข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป
นายเศรษฐพร กล่าวว่า ในส่วนร่าง ของ กทช. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 และ มาตรา 305(1) ต้องการแก้ไข 2 ประเด็น คือ จัดให้มีองค์กรเดียว และต้องจัดการเรื่องกองทุนพัฒนา กิจการกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และกองทุนพัฒนาโทรคมนาคม จึงไม่จำเป็นต้องยกร่างใหม่ทั้งฉบับ
อย่างไรก็ตาม การสรรหาฯ ต้องเป็นการเปิดให้สมัครเข้ามาโดยความต้องการของผู้สมัครเอง จะไม่มีการแต่งตั้ง หรือเลือกสรรมา ซึ่งหากร่างกฎหมายเข้าสภาได้ทัน และไม่มีวาระแอบแฝงอื่นๆ เชื่อว่าจะสามารถสรุปได้ใน 2-3 เดือน
ขณะที่ การจัดให้มีองค์กรเดียว ต้องเน้นที่กระบวนการสรรหาที่โปร่งใส และมีกำหนดเวลาชัดเจน เช่น ภายใน 30 วัน ต้องได้กรรมการสรรหาครบ 17 คนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่หากไม่ครบก็สามารถดำเนินการต่อไปได้เลย
ด้านว่าที่ร้อยตรี สรายุทธ บุญเลิศกุล อนุกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร และโทรคมนาคม วุฒิสภา กล่าวว่า ร่างของ กมธ. เน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม สามารถเสนอชื่อตัวแทน เป็นกรรมการสรรหาได้มากกว่าร่างอื่นๆ มีการกำหนดคุณสมบัติข้อห้ามชัดเจน เช่น การห้ามถือหุ้นหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนในด้านอื่นๆ เป็น กทช. ได้สมัยเดียว และห้ามทำงานเอกชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลังพ้นตำแหน่ง 2 ปี
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีปัญหากำหนดรายละเอียดและคุณสมบัติไม่ชัดเจน ซึ่งตามร่างกฎหมายใหม่ คณะกรรมการชุดใหม่ต้องโปร่งใส มีหลักเกณฑ์ทำงานชัดเจน จึงจำเป็นต้องแก้ไขทั้งฉบับ การทำเพียงบางส่วนตามที่ กทช. เสนอไม่เพียงพอ
ขณะที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ร่างที่ พรรคประชาธิปัตย์ศึกษาและเสนอไปนั้น ให้ความสำคัญกับตัวบุคคลที่จะมาทำหน้าที่กำกับดูแลมากที่สุด จะใช้วิธีการคัดเลือกแบบเลือกกันเอง
ทั้งนี้ องค์กรที่เกี่ยวข้องลงทะเบียนส่งตัวแทนเข้ามาเพื่อคัดเลือกให้ได้ 2 เท่าของจำนวนที่ต้องการ และเสนอต่อวุฒิสภา คัดเลือกขั้นสุดท้าย เป็นการใช้วิธีตรวจสอบกันเองภายใน“สมเกียรติ” นักวิชาการทีดีอาร์ไอ แนะรัฐบาลยกระดับขีดความสามารถประเทศด้วยการเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้เต็มที่ ชี้เป็นการเขย่าตลาดให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้ จริงส่งผลค่าบริการโทรคมนาคมถูกลง ชี้ค่าบริการบรอดแบนด์ไทยสูงริบ11% ของเงินเดือน ใน ขณะที่สิงคโปร์ถูกเหมือนฟรี 0.1 % ต่อเดือน ระบุหากตามไม่ทันเทคโนโลยีไทยมีหวังตกรอบจัดระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขัน ไอซีที
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึง ยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการ แข่งขันด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ของประเทศว่า รัฐบาลจะต้องหันมาส่งเสริมการแข่งขันในตลาดอย่างเต็มที่ โดยการผลักดันที่สำคัญคือการแก้ไขเพดานการถือหุ้นต่างชาติสูงสุดในกิจการโทรคมนาคม จากปัจจุบันกำหนดอยู่ที่ 49% เพราะเป็นการจำกัดสิทธิการถือครองหุ้นต่างชาติดังกล่าวเป็นอุปสรรคในการพิจารณาการลงทุน และทำให้เกิดการลักลอบเข้ามาดำเนินกิจการแบบหลบซ่อน จนเกิดการตั้งบริษัทนอมินี และหากกลัวว่าการเข้ามาทำกิจการโทรคมนาคมของต่างชาติจะเกิดปัญหาความมั่นคงก็สามารถออกกฎหมายควบคุมได้
“เราต้องกล้าที่จะเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนใหม่ๆในประเทศ เพื่อให้เกิดการแข่งขันในประเทศอย่างแท้จริง เพราะผู้ลงทุนใหม่จะไม่กลัวว่าการลงทุนจะไปส่งผลกระทบต่อธุรกิจอื่นๆเช่นผู้ประกอบการเดิม ซึ่งการแข่งขันจะส่งผลดีต่อประชาชนโดยรวมทำให้ได้รับค่าบริการที่ถูกลงและผลักดันให้เกิดการใช้ไอซีทีในประเทศเพิ่มสูงขึ้น”นายสมเกียรติกล่าว
อย่างไรก็ดีการที่มีผู้ประกอบการรายเดิมอยู่ในตลาดใหม่โดยไม่เกิดผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาลงทุนส่งผลให้การแข่งขันนิ่ง ค่าบริการโทรคมนาคมไทยสูง โดยจะเห็นได้ว่าปัจจุบันคนไทยมีต้นทุนบริการบรอดแบนด์คิดเป็น 11% ของเงินเดือนซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก เมื่อเปรียบกับประเทศสิงคโปร์ที่มีต้นทุนบรอดแบนด์เกือบฟรีหรือคิดเป็น 0.1% ของเงินเดือน
ทั้งนี้เห็นว่าหากมีการเปิดให้ใบอนุญาตเทคโนโลยีใหม่อย่าง ไวแมกซ์ และ 3 G ควรจะเปิดโอกาสให้รายใหม่เข้ามาลงทุนเพราะหากมีแต่ผู้ประกอบการรายเก่าก็จะเกิดการลงทุนในเฉพาะพื้นที่ห่างไกล และแหล่งชุมชนเกิดใหม่ ไม่กระตุ้นให้มีการแข่งขัน แต่หากผู้ประกอบการรายใหม่ได้รับใบอนุญาตก็จะเกิดการลงทุนในทุกพื้นที่ส่งผลให้มีการแข่งขันด้านราคาเกิดขึ้นอย่างแท้จริง
“ยอมรับว่าในสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลก และวิกฤตการเมืองในประเทศ แต่การสร้างบรรยากาศการลงทุนให้น่าสนใจเชื่อว่าเมื่อทุกอย่างดีขึ้นจะมีต่างชาติเข้ามาลงทุนแน่นอน”
นอกจากนี้ เห็นว่าไทยควรให้ความสำคัญต่อ บรอดแบนด์ เป็นตัวแปรสำคัญในการยกระดับไอซีทีในอนาคต ขณะที่ปัจจุบันไทยกำลังจะอยู่ในภาวะล้าหลัง หากไม่สามารถขยายการเติบโตได้ทัน ซึ่งแนวทางหนึ่งคือการสนับสนุนราคาบริการลดลง ซึ่งจากการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านไอซีทีของไทยโดยหน่วยงานต่างชาติที่อยู่ในอันดับ 40 กว่าตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมา เป็นภาวะที่น่าเป็นห่วงเพราะไม่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด เป็นรองทั้งมาเลเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ฉะนั้นจึงน่าเป็นห่วงว่าการไม่สามารถก้าวตามเทคโนโลยีเหมือนที่เป็นอยู่ต่อไปไทยจะตกระดับ ปัจจุบันการนำเสนออัตราความเร็วบรอดแบนด์ของไทยต่ำกว่าในต่างประเทศถึง 100% คือเฉลี่ยอยู่ที่ไม่เกิน 2 เมกะบิตต์ต่อวินาที ขณะที่ตลาดต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์อยู่ที่ 100 เมกะบิตต์ต่อวินาที และญี่ปุ่นสูงถึง 1 กิกะไบต์ เป็นต้น
อย่างไรก็ดีการที่ไทยจะกระตุ้นยอดบรอดแบนด์ของไทยให้เติบโตเพิ่มขึ้น นั้นวิธีที่เหมาะสมและลงทุนต่ำที่สุดคือการจัดหาคอมพิวเตอร์ไว้ในโรงเรียน หรือแหล่ชุมชนที่คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้ แทนการกระตุ้นให้ประชาชนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้เองเพราะการดำเนินการด้วยวิธีนี้ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก
นอกจากนี้ ได้เสนอแนะให้รัฐมีระบบจัดเก็บและเผยแพร่ข้อมูลผ่านจุดศูนย์รวมให้ทันกับเวลา เพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดอันดับความสามารถการแข่งขันด้านไอซีทีจากหน่วยงานต่างชาติที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง เพราะการจัดอันดับถือเป็นจุแรกในการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่และไม่เฉพาะต่อผู้ประกอบการด้านไอซีทีเท่านั้น รวมถึงผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย ตลอดจนส่งเสริมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและการใช้คอมพิวเตอร์ในโรงเรียนและสถานที่สาธารณะให้มากขึ้น"ทีโอที"วิเคราะห์ปีหน้าตลาดอินเทอร์เน็ตไทยแข่งแรง หลังโอปอเรเตอร์มือถือโดดเล่นเต็มตัว ลั่นไม่ยอมถอยเดินหน้าสู้สุดใจขาดดิ้น เร่งเครื่องหารือออกบริการปรับกลยุทธ์รับมือแข่งขันปีหน้า ตั้งเป้าขายบรอดแบนด์ทะลุ 1 ล้านพอร์ต ล่าสุดออกโปรโมชันบรอดแบนด์ 590 บาท/เดือนได้ค่าโทร.ฟรี 300 บาท ปลื้มลูกค้าตอบรับดีขาย 10 วันยอดจองกว่า 6,000 ราย คาด3 เดือนได้ยอดทะลุ 1 แสนพอร์ต
นายสุจินต์ กดทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าการแข่งขันธุรกิจอินเทอร์เน็ตในปีหน้ามีแนวโน้มรุนแรงอย่างมาก นอกจากมีผู้ประกอบการบรอดแบนด์อย่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) และ บริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด(มหาชน)เป็นคู่แข่งที่สำคัญแล้ว ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังหันมาเน้นการให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายมือถือเต็มรูปแบบมากขึ้น อาทิ การขายจำหน่ายเน็ตบุ๊คราคาพิเศษพร้อมซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ สัญญาเป็นลูกค้านานมากกว่า 1 ปี ประกอบกับยังมีภาวะเศรษฐกิจเป็นตัวกดดันอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ทีโอทีได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการหารือร่วมกับผู้บริหาร และคณะกรรมการของบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาบริการใหม่ และปรับกลยุทธ์ให้ทันกับการแข่งขัน แต่ก็ยอมรับว่าขั้นตอนการทำงานของทีโอทียังไม่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วเท่าเอกชน
“ปีหน้าการแข่งขันในอุตสาหกรรมต้องมีความรุนแรงอย่างแน่นอน เพราะมีความกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ และการแข่งขันที่มีผู้เล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่โดดลงมาในธุรกิจอินเทอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการทำการตลาดใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเอดจ์ เราต้องเตรียมตัวเองรับการแข่งขันนี้ให้ได้“ นายสุจินต์ กล่าว
นางอำพร บุญสัมพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาด เปิดเผยว่า แม้นแนวโน้มการแข่งขันในปีหน้าจะเป็นไปอย่างรุนแรงและดุเดือน แต่เชื่อว่าทีโอทียังสามารถแข่งขันในตลาดได้ บริการหลักในปีหน้าก็ยังเป็นธุรกิจบรอดแบนด์ ซึ่งจะต้องผลักดันยอดผู้ใช้บริการให้ทะลุหลัก 1 ล้านพอร์ต ปัจจุบันมียอดผู้ใช้บริการ 6.5 แสนพอร์ต และคาดว่าก่อนสิ้นปีนี้จะมีสามารถจำหน่ายได้อีก 7 หมื่นพอร์ต โดย 9 เดือนที่ผ่านมาทีโอทีมีรายได้บรอดแบนด์แล้ว 2.9 พันล้านบาท รายได้เติบโตเฉลี่ยเดือนละ 4.4 %และคาดว่าปีนี้จะทำรายได้ 4 พันล้านบาท
“ปีนี้ยอมรับว่าทีโอทีไม่สามารถผลักดันยอดขายได้เต็มที่เนื่องจากติดปัญหาอุปกรณ์ขาดสต๊อก เพราะจัดซื้อจัดจ้างไม่ทันตามกำหนด แต่ปัจจุบันได้รับการอนุมัติจากบอร์ดจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์สต๊อกไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้การทำตลาดและจำหน่ายบรอดแบนด์ได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น” นางอำพรกล่าว
สำหรับกรณีที่ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลงมาแข่งขันในตลาดอินเทอร์เน็ตมากขึ้นนั้นทีโอที ก็ยังสามารถแข่งขันได้ เพราะทีโอทีได้เดินหน้ามุ่งเน้นกระจายจุดบริการไว-ไฟตามพื้นที่สำคัญและหัวเมืองใหญ่ ปัจจุบันทีโอทีมีไว-ไฟให้บริการแล้ว 2,000 จุด ส่วนค่าบริการก็มีอัตราค่าบริการนาทีละ 1 บาท ก็มั่นใจว่าสามารถแข่งขันได้ เพราะเป็นค่าบริการที่เหมาะสมกับตลาด
นอกจากนี้ไว-ไฟของทีโอทีจะสามารถกระจายออกไปในวงกว้างเมื่อสามารถให้บริการไว-แม็กซ์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3 จีในอัตราค่าบริการเดียวกัน ซึ่งทีโอทีมีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีที่ครอบคลุม
นางอำพรกล่าวต่อว่า จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจนส่งให้มีการชะลอการใช้จ่าย ทีโอทีจึง ได้เปิดตัวโปรโมชันล่าสุด “เน็ตพร้อมโทร.” กระตุ้นยอดขายบรอดแบนด์ ราคา 590บาท/เดือน พร้อมค่าโทรศัพท์ฟรี 300 บาท และแถมโมเด็มแบบดูโอพอร์ตราคา 1,350 บาท ฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้า 1,000 บาทโดย มีเป้าหมายการเพิ่มลูกค้าใหม่ 100,000 ราย ภายในเวลา 3 เดือน จากการให้บริการเพียง 10 วันทีโอทีได้รับผลตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีเนื่องจากมีผู้สมัครโปรโมชันดังกล่าวแล้วกว่า 6.100 ราย
“ในปี 2550 อัตราการเข้าถึงบริการ (Penetration Rate) ต่อประชากร 100 คนของประเทศไทยยังมีเพียง 2 %หรือ 1.3 ล้านพอร์ทเท่านั้น ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้แก่ เกาหลี ฮ่องกง ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ มี อัตราการเข้าถึงบริการอยู่ที่ 22% ประกอบกับบริษัทวิจัย OVUM คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีอัตราการเข้าถึงบริการต่อจำนวนครัวเรือน ณ ปี 2554 ประมาณ 17% หรือประมาณ 3 ล้านพอร์ต” นางอำพรกล่าว
จากตัวเลขดังกล่าวทำให้มองเห็นโอกาสขยายบริการของ ทีโอที ให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมรองรับทั่วประเทศทั้งด้านทางสายและไร้สายอย่างทั่วถึง โดย ทีโอที มีแผนที่จะขยายบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทั้งทางสายและไร้สาย จำนวน 3.76 ล้านพอร์ตภายในปี 2554 เพื่อให้สามารถรองรับผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 3.3 ล้านราย ภายในปี 2554 โดยจะใช้วงเงินลงทุนจำนวน 3,341 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาการดำเนินการแผน 3 ปีครึ่ง
ทีโอที มีความมั่นใจว่าแพ็คเกจ “เน็ตพร้อมโทร” นี้จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีเป้าหมายการเพิ่มลูกค้าใหม่ 100,000 ราย ภายในเวลา 3 เดือน โดยปัจจุบัน ทีโอที มีฐานลูกค้าบริการ TOT Hi-Speed Internet แล้วกว่า 650,000 รายทรูมูฟยอมเปิดปาก เผยลงนามในสัญญาความร่วมมือกับแอปเปิลแล้วเพื่อนำเข้าโทรศัพท์มือถือไอโฟน 3G (iPhone 3G) มาจำหน่ายในประเทศไทย ประชาสัมพันธ์ทรูระบุว่าอาจยังไม่ใช่ในเร็ววันนี้เพราะยังต้องหารือข้อตกลงอื่นๆเพิ่มเติม ขณะที่เว็บไซต์แอปเปิลเปิดหน้า apple.com/th ขึ้นหน้าจอใหญ่ว่า "Hello Thailand"
"วันนี้ ทรูมูฟ และ Apple ได้ลงนามในสัญญาความร่วมมือเพื่อนำเข้าโทรศัพท์ iPhone 3G ในอีกไม่นานข้างหน้านี้" คือเนื้อความในจดหมายข่าวซึ่งประชาสัมพันธ์ทรูส่งถึงสื่อมวลชนในวันลอยกระทง (12/11/51) โดยประชาสัมพันธ์ของทรูยืนยันว่าไม่สามารถให้รายละเอียดการเซ็นสัญญาระหว่างทรูและแอปเปิลใดๆเพิ่มเติมในขณะนี้ แต่จะมีการแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการในอนาคต
ก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามข้อเท็จจริงจากประชาสัมพันธ์ของทรูหลังจากเว็บไซต์แห่งหนึ่งรายงานข่าวว่า ทรูและแอปเปิลบรรลุข้อตกลงในการนำไอโฟนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย แต่ประชาสัมพันธ์ของทรูยืนยันว่าไม่ได้รับแจ้งว่าทั้งสองบริษัทบรรลุข้อตกลงจริง สำหรับครั้งนี้ ประชาสัมพันธ์ทรูบอกว่าเกิดขึ้นได้เพราะบริษัทเพิ่งได้รับอนุญาตให้เปิดเผยต่อสื่อมวลชน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการแถลงข่าวจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ เนื่องจากทรูและแอปเปิลยังต้องสรุปข้อตกลงอื่นๆเพิ่มเติม
ยังไม่มีรายงานความเห็นจากฝ่ายแอปเปิลประเทศไทยในขณะนี้ โดยประชาสัมพันธ์แอปเปิลระบุว่า การให้รายละเอียดใดๆจะต้องมาจากฝ่ายทรูเท่านั้น
ล่าสุด แอปเปิลขึ้นหน้าจอใหญ่ว่า Hello Thailand บนเว็บไซต์ www.apple.com/th ซึ่งเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมาพร้อมกับประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นแอปเปิลสโตร์ที่ลูกค้าคนไทยจะสามารถสั่งซื้อสินค้าและดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากแอปเปิลได้โดยตรง ราคาบนเว็บไซต์เป็นเงินบาท แต่ยังไม่ให้บริการภาษาไทย และยังไม่จำหน่ายไอโฟน ซึ่งที่ผ่านมา ลูกค้าแอปเปิลในประเทศไทยต้องสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ของไอสตูดิโอ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย
หนึ่งในลางบอกเหตุที่ชี้ว่าทรูกำลังจะได้เป็นตัวแทนจำหน่ายไอโฟนในประเทศไทยคือการประกาศปรับฐานการเงินให้แกร่งด้วยการระดมทุนครั้งใหญ่ 1.95 หมื่นล้านบาท ซึ่งทรูประกาศชัดเจนว่าส่วนหนึ่งทำไปเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนมือถือระบบ 3G ครั้งนั้นนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ปีหน้าเศรษฐกิจและและเศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอ และเชื่อว่า 3G จะเป็นก้าวสำคัญของทรู เพราะเป็นผู้นำในเรื่องของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ และ 3G จะทำให้ทรูก้าวเป็นผู้นำตลาดได้ การระดมทุนครั้งนี้จึงมีความเหมาะสมในหลายๆ เรื่อง
แต่นายศุภชัยบอกเพียงว่าการเพิ่มทุนดังกล่าวจะช่วยเสริมความพร้อมให้กับการเติบโตของทรูในอนาคต จะทำให้ทรูมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันและได้รับโอกาสอย่างเต็มที่จากเทคโนโลยีใหม่อย่าง 3G แน่นอนว่าจะเป็นเรื่องดีมากหากความเคลื่อนไหวครั้งนี้ออกมาในรูปการเป็นตัวแทนจำหน่ายไอโฟน 3G ซึ่งจะนำไปสู่การผูกสัญญาใช้งานต่อเนื่องระยะยาว และการขยายฐานผู้ใช้ให้เกรียงไกรในภายหน้าเจ้าสัวธนินทร์ ลั่นคำสั่ง "ทรู" ห้ามล้ม!!! (คลิกที่รูปเพื่ออ่านต่อ)งานหนักสำหรับ "เจ้าสัวน้อย" ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ยักษ์หมายเลข 3 แห่งวงการสื่อสารของไทย คงยังไม่หมดลงง่ายๆ
นับตั้งแต่เป็น โทรศัพท์บ้านทีเอ ทีเอ ออเร้นจ์ จนกระทั่งมาเป็น ทรูมูฟ ปัญหาใหญ่ของกลุ่มทรู และเครือเจริญโภคภัณฑ์ เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว กับวันนี้ ก็ยังคงเป็นปัญหาเดิมๆ นั่นคือ "หนี้สินกองมหึมา" ที่ยุบลงเพียงเล็กน้อย โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2551 กลุ่มทรูมีหนี้เงินกู้ทั้งสิ้น 80,256 ล้านบาท ขณะที่มีส่วนผู้ถือหุ้นต่ำเพียง 8,097 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหนี้สินต่อทุน 9.9 เท่า "สูงเสียดฟ้า"
คำถามคือว่า กลุ่มทรูมีตัวเลขหนี้สูงขนาดนี้ ส่วนผู้ถือหุ้นต่ำขนาดนี้ และมีตัวเลขขาดทุนสะสมมากถึง 44,850 ล้านบาท ทำไมกิจการนี้ถึงยังอยู่มาได้เป็นระยะเวลานานถึง 15 ปี
และ "อยู่มาได้ยังไง..?"
ตอบแบบตรงประเด็นที่สุด ก็คือ ท่านเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ "ไม่ให้ล้ม" ส่วนเหตุผลอื่นๆ ล้วนเป็นแค่เหตุผลประกอบเหตุผลให้ดูสมเหตุสมผลเท่านั้นเอง
ถ้าทรู คอร์ปอเรชั่น สามารถทำกำไรได้ดี และประสบความสำเร็จอย่างสูงกับกลยุทธ์ใหม่ "คอนเวอร์เจนซ์ ไลฟ์สไตล์" ควักเงินจากกระเป๋าคนไทยได้เหมือนอย่างร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น ต้องแก้ปัญหาเรื่อง "หนี้สิน" ตัวเลข "ขาดทุน" เรื้อรัง และราคาหุ้น TRUE คงไม่ตกต่ำอย่างทุกวันนี้
ฐานะการเงินของกลุ่มทรู จวนเจียนๆ มาตั้งหลายครั้ง ท้ายที่สุดก็หาทางออกเรื่องการเงินได้แบบเฉียดฉิวทุกครั้ง
นั่นก็เพราะคนชื่อ ธนินท์ เจียรวนนท์ บอกว่า "ล้มไม่ได้" เช่นเดียวกับการบินไทย ที่กระทรวงการคลัง ก็บอกว่า "ล้มไม่ได้" เหมือนกัน
แสดงว่า "ทุน" ซึ่งหมายถึง "เครดิต" ของคนชื่อ ธนินท์ เจียรวนนท์ นั้นสูงมากใช่หรือไม่ คำตอบคือ "ใช่" นั่นเพราะ "ทุน" ของเจ้าสัวธนินท์ คือ ความสำเร็จ ความอดทน เป็นต้นแบบที่สังคมเห็นและรับรู้
ในเมื่อเชื่อว่า ทรู คอร์ปอเรชั่น "ไม่เจ๊ง" หุ้น TRUE ก็มีโอกาส "เทิร์นอะราวด์" ใช่หรือไม่
คำตอบก็คือ "ใช่" อีกเช่นเดียวกัน ในวิกฤติครั้งสำคัญๆ ของทรู เจ้าสัวธนินท์ มักจะเลือกวิธีการ "เพิ่มทุน" โดยมีผลประโยชน์ในตลาดหุ้นเป็นเป้าหมายที่ใครต่อใครมักคาดไม่ถึง
ใครเคยสังเกตบ้างว่า ราคาหุ้น TRUE ลดลงมามากๆ "เจ้าของ" ไม่เคยซื้อเลย เมื่อไรที่หุ้นปรับตัวสูงขึ้น ผู้บริหารมีแต่ "ขาย" ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ลดสัดส่วนการถือหุ้น TRUE ลงมาทีละน้อย วันนี้เหลือหุ้นรวมกันเพียง 30.02% เท่านั้น
เกมครั้งใหม่นี้ท่านเจ้าสัวเดินหมากล่วงหน้าหลายชั้น นักลงทุนคิดตื้นเกินไปก็กลัว คิดลึกเกินไปก็ไม่กล้า ท้าประลอง "กึ๋น" กับท่านผู้นำซีพี เพราะรู้ว่าต้อง "แพ้" ทุกประตู
การเพิ่มทุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักแค่ 3 ข้อ คือ 1.ชำระคืนหนี้สินเดิมบางส่วน (ลดหนี้) 2. ซื้อหุ้นสามัญของ บริษัท กรุงเทพอินเตอร์เทเลเทค จํากัด (BITCO) คืนจากซีพี และ 3. สนับสนุนการขยายธุรกิจ นั่นก็คือ 3G
ทั้ง 3 ข้อนี้ล้วนเป็น "ข่าวดี" ในสถานการณ์ร้าย เพิ่มทุนขายผู้ถือหุ้นเดิม 10,000 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 1.95 บาท แม้จำนวนจะมากมายมหาศาล ถ้า "ราคาเพิ่มทุน" ยังสูงกว่า "ราคาตลาด" ผู้ถือหุ้นเดิมที่ "ติดหุ้น" (ราคาแพง) จะเสียเปรียบ ผู้ถือหุ้นใหม่จะได้เปรียบ
นอกจากนี้ ซีพียังเป็นนักเซ็งลี้ที่คมในฝัก เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2550 ทรูไม่มีตังค์ ซีพีเลยเข้ามาเพิ่มทุนให้ BITCO (BITCO เป็นบริษัทแม่ของทรูมูฟ) 6,000 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 0.50 บาท เป็นเงิน 3,000 ล้านบาท ทำให้ถือหุ้น BITCO สัดส่วน 23.92% ส่วนทรู ถือหุ้น "ทรูมูฟ" ลดลงจาก 98.17% เหลือ 75.26%
จากนั้น ซีพี ก็ให้สิทธิ์ทรูซื้อหุ้น "ทรูมูฟ" คืน ภายใน 18 เดือน "บวกกำไร" โดยกำหนดเงื่อนไขว่า ถ้าซื้อคืนภายใน 6 เดือนคิดหุ้นละ 0.53 บาท ภายใน 1 ปี คิดหุ้นละ 0.56 บาท และภายใน 18 เดือน คิดหุ้นละ 0.59 บาท
เพราะฉะนั้นการเพิ่มทุนรอบนี้ 10,000 ล้านหุ้น ทรูจะได้เงินมา 19,500 ล้านบาท จะต้องเอามาคืนซีพีบวกกำไรตามเงื่อนไข ขณะนี้กำลังจะถึงเส้นตาย 1 ปี คือต้องซื้อหุ้นคืนในราคา 0.56 บาท จำนวน 6,000 ล้านหุ้น ก็เป็นเงิน 3,360 ล้านบาท ซีพีได้กำไรเหนาะๆ จากทรู "ลูกตัวเอง" 360 ล้านบาท หรือ 12% (ถ้าไม่รีบซื้อคืนจะต้องซื้อในราคา 0.59 บาท หรือบวกดอกเบี้ย 18%)
ขณะที่ปัจจุบันซีพีถือหุ้นในทรู คอร์ปอเรชั่น สัดส่วน 30.02% เท่ากับได้รับสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ 3,002 ล้านหุ้น เป็นเงิน 5,854 ล้านบาท หักกับหุ้น BITCO 3,360 ล้านบาท เท่ากับซีพีจะใส่เงินก้อนใหม่ไปเพียง 2,494 ล้านบาท ซึ่งถือว่า "จิ๊บจ้อย" มากๆ สำหรับซีพี
คำถามก็คือว่า แล้วจะให้ผู้ถือหุ้นเดิม และเจ้าหนี้ ที่อยู่ข้าง 70% ยอมจ่ายเงินซื้อหุ้น TRUE ในราคา 1.95 บาท ท่านเจ้าสัวจะทำอย่างไร ถอดสมการนี้ง่ายๆ ก็ต้องทำให้หุ้น TRUE ปรับตัวสูงขึ้น นี่คือเหตุผลพื้นฐานว่าทำไมตอนเพิ่มทุน "เอาตังค์" ของ "คนอื่น" มาต่อชีวิตทรู หุ้น TRUE "มักจะขึ้น"
ทั้งหมดเป็นกลยุทธ์ในการต่อทุน และต่ออนาคตของทรูเพื่อไปเล่นในวง 3G สู้กับ เอไอเอส และดีแทค และการเล่นกับอนาคตที่ยังมองไม่เห็นของ 3G ก็คือการเล่นพนันกับเพดานใหม่ของหุ้นกลุ่มสื่อสาร ทำให้เรื่องภาระหนี้สินของทรูที่เป็น "ปัญหาหลัก" กลายเป็น "ประเด็นรอง" ไปอีกพักใหญ่ๆ
สรุปว่าเกมนี้ ซีพีเติมทุนลงไปจริงๆ "แค่นิดเดียว" แต่ได้ผลสุด "คุ้มค่า" นี่แหละเกมเหนือชั้นของ เจ้าสัวธนินท์ ที่บอกว่า มีผลประโยชน์จากตลาดหุ้นเป็นเป้าหมายที่ใครต่อใครอาจคาดไม่ถึงTRUE ประกาศเพิ่มทุน 1.95 หมื่นล้านบาท ขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม 1 หมื่นล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 1.95 บาท รองรับการลงทุนเทคโนโลยี 3 จี
รายงานข่าวจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติเพิ่มทุน 1.95 หมื่นล้านบาท โดยผู้ถือหุ้นเดิมจะทำการซื้อหุ้นเพิ่มจำนวน 1 หมื่นล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 1.95 บาท ทั้งนี้เพื่อปรับแผนความแข็งแกร่งทางการเงิน และรองรับการลงทุน 3G
อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวระบุเพิ่มเติมว่า เป้าหมายส่วนหนึ่งของการเพิ่มทุนครั้งนี้ เพื่อนำไปชำระหนี้มิลคอมซิสเต็มซ์ ประกาศความพร้อม ทดสอบระบบการให้บริการ เทคโนโลยีไร้สาย WiMAX ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี หลังได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการอินเทอร์เน็ตประเภทที่ 3 จาก กทช. คาดจะเปิดให้บริการ WiMAX อย่างเป็นทางการได้ในปีหน้า เพื่อเป็นธุรกิจใหม่ที่มาต่อยอดบริการเดิมบนฐานลูกค้าเก่า
นายพาอนันต์ อุรุนานนท์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท มิลคอมซิสเต็มซ์ กล่าวว่า ขณะนี้มิลคอมได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการอินเทอร์เน็ต ประเภทที่ 3 จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และ พร้อมที่จะทดสอบระบบเทคโนโลยีไร้สาย WiMAX ในพื้นที่ให้บริการจริง โดยเฉพาะ กับลูกค้าที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ซึ่งการทดสอบเป็นการเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีไร้สายอื่นๆ ที่บริษัทได้ติดตั้ง และให้บริการอยู่ในนิคมฯ เพื่อหาข้อเปรียบเทียบจากการใช้งานจริง และคาดว่า จะเปิดให้บริการเทคโนโลยีไร้สาย WiMAX อย่างเป็นทางการได้ในปี 2552
ปัจจุบันมิลคอมติดตั้งเทคโนโลยี Canopy ซึ่งเป็นตัวรับ-ส่งสัญญาณในการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สายย่านความถี่ 5.4 GHz ในนิคมฯ ซึ่งมีรัศมีครอบคลุมได้ในระยะ 10 กม. มีความเร็วประมาณ 1-3 Mbps ส่วน WiMAX สามารถให้บริการที่มีความเร็ว 75 Mbps บนรูปแบบ IP ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับโครงข่าย IP ใดๆ ก็ได้โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของข้อมูล WiMAX ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากแบบประจำที่เป็นแบบเคลื่อนที่ในรูปแบบบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ การให้บริการยังสามารถครอบคลุมทั้งการรับส่งข้อมูล การบริการทางเสียง บริการ Video หรือบริการอื่นๆ ที่มีความต้องการความเร็วในการส่งสูง และเป็นปริมาณมาก
เทคโนโลยี WiMAX ที่มิลคอมจะนำมาทดสอบเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท Redline Communication ประเทศแคนาดา ผู้ผลิตอุปกรณ์ WiMAX ระดับโลก และเป็นอุปกรณ์ทดสอบระบบรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ใช้กับการบริการแบบเคลื่อนที่ ตามมาตรฐาน IEEE 802.16e โดยใช้ย่านความถี่ 2.5 GHz
“เทคโนโลยีการสื่อสารบรอดแบนด์ไร้สายกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่ลงทุนต่ำและเป็นเทคโนโลยี ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการให้บริการได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นส่วน ขยายของบริการ Hotspot หรือการบริการบรอดแบนด์ความเร็วสูงไปยังจุด ซึ่งโครงข่ายใยแก้วนำแสงครอบคลุมไม่ถึงตลอดจนเป็นส่วนขยายไปยังผู้ใช้ปลายทางหรือที่เรียกว่า Last Mile ของเทคโนโลยีแบบมีสายอื่นๆ”
สำหรับ WiMAX หากได้ไลเซนส์ในการให้บริการเชิงพาณิชย์ มิลคอมนำมาต่อยอดบริการเดิมที่มีอยู่ เพื่อสร้างบริการพรีเมียมให้แก่ลูกค้า และพื้นที่ยังขาดแคลนอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ ซึ่งผู้บริการมิลคอมเชื่อว่าจะสามารถอยู่ได้ เพื่อเป็นผู้ให้บริการ Broadband โดยการใช้เทคโนโลยีไร้สายในหลายพื้นที่ที่ขาดแคลนคู่สาย หรือในพื้นที่ที่ลูกค้ามีความต้องการในการใช้งาน เช่น พื้นที่โรงแรม โรงพยาบาล พื้นที่หมู่บ้าน นิคมอุตสาหกรรม
“เราเห็นถึงแนวโน้มเทคโนโลยีบรอดแบนด์ WiMAX เป็นอีกหนึ่งในเทคโนโลยี ที่เป็นประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นแนวทางที่นำไปสู่การพัฒนาของประเทศ และจะนำไปสู่ การใช้ทรัพยากรทางโทรคมนาคมอย่างมีประสิทธิภาพ”
นอกจากนี้ มิลคอมยังได้สิทธิ์ในการให้บริการไอพี โฟน นัมเบอริง ที่ขึ้นด้วย 06 จำนวน 1 หมื่นเลขหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเชื่อมต่อกับโครงข่ายของผู้บริการอินเทอร์เน็ตรายอื่นๆ เพื่อสามารถโทร.เข้าออกผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ส่วนราคาคาดว่าจะถูกกว่ามือถือและโทรศัพท์บ้านกทช. ตั้งเป้าเปิดรับซองประมูลไวแม็กซ์ พ.ค. ปีหน้า คาดใช้วิธีการ"ไฮบริด" ตามรอยไลเซ่นมือถือ 3จี ด้านอินเทล กระตุ้นไทยเร่งออกไลเซ่น ชี้เป็นเทคโนโลยีที่หนุนประชากรให้เข้าถึงข้อมูลได้ในราคาถูก
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า กทช. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ การจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับบริการบรอดแบนด์เคลื่อนที่ (ไวแม็กซ์) ในเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อรวบรวมข้อมูล ก่อนเปิดประมูลประมาณเดือน พ.ค. ปีหน้า โดยจะเปิดให้ผู้สนใจรับเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) ในเดือน มี.ค.
ทั้งนี้ กำหนดเวลาดังกล่าว จะเหลื่อมล้ำกับการประมูลใบอนุญาตบริการมือถือ 3จี ซึ่งจะเริ่มไปก่อนล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน
ด้านแนวทางจัดสรรคลื่น คาดว่าจะใช้รูปแบบเดียวกับบริการ 3จี คือ วิธีการแบบผสมผสาน หรือไฮบริด โดยคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติจากขั้นตอนการประกวด (บิวตี้ คอนเทสต์) โดยเปรียบเทียบข้อเสนอแผนงาน ก่อนเข้าสู่กระบวนการประมูล (อ็อกชั่น) ต่อไป
ในส่วนของคลื่นความถี่นั้น กำลังพิจารณาระหว่าง 2.3-2.5 กิกะเฮิรตซ์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคลื่น 2.5 กิกะเฮิรตซ์บางส่วนถูกจัดสรรสำหรับบริการเคเบิลทีวีผ่านเอ็มเอ็มดีเอส ดังนั้น หากมีผลสรุปใช้คลื่นที่ทับซ้อนกันอยู่ ก็จะประสานงานกับกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อขอให้เลี่ยงไปใช้ความถี่ย่านอื่นแทนสำหรับบริการเคเบิล
ขณะที่ จำนวนผู้ให้บริการที่เหมาะสมนั้น คาดว่าน่าจะมีไม่เกิน 5 ราย เพื่อไม่ให้การแข่งขันรุนแรงเกินไป ซึ่งแนวคิดขณะนี้ก็คือ จะจัดสรรใบอนุญาตแบบแบ่งโซน คือ ภูมิภาค 2-3 ราย และในเมือง 3 ราย
ด้านนายเอกรัศมิ์ อวยสินประเสิรฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อินเทล ได้เข้าไปนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องไวแม็กซ์ต่อ กทช. โดยมองว่า เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลได้ในราคาถูก ลดช่องว่างของการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ที่จำเป็นต่อการสร้างความเท่าเทียมของฐานการเรียนรู้ ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
นายเควิน ลิม กรรมการผู้จัดการ โครงการไวแม็กซ์ ประจำประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บริษัท อินเทล เทคโนโลยี เอเชีย กล่าวว่า ไวแม็กซ์ เป็นเทคโนโลยีที่อยู่บนพื้นฐานของไอพี เบส บรอดแบนด์ และได้รับการออกแบบให้ตอบสนองความต้องการใช้งานด้านสื่อสารข้อมูล เป็นเครือข่ายสื่อสารไร้สาย ที่ติดตั้งได้ง่ายและเร็ว เข้าถึงผู้ใช้บริการได้รวดเร็ว
"ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 13.4 ล้านคน คิดเป็นอัตราเติบโต 483% ในช่วงตั้งแต่ปี 2543-2551 แต่จำนวนนี้กลับบรอดแบนด์เพียง 1.7 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนที่ยังเล็กอยู่เมื่อเทียบกับจำนวนครัวเรือน" นายลิมกล่าว
พร้อมกันนี้ เขาเสนอแนะว่า คลื่นความถี่ซึ่งเหมาะสมสำหรับการจัดสรรให้บริการไวแม็กซ์ น่าจะอยู่ในย่าน 2.3-2.5 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งมีข้อดีในแง่อีโคโนมี ออฟ สเกล เพราะใช้แพร่หลายทั้งยุโรป อเมริกา รวมถึงเอเชียหลายประเทศ ทำให้ได้เปรียบในแง่ต้นทุนบริการ เปิดกว้างต่อการให้บริการราคาที่เหมาะสม กระตุ้นการใช้งานให้ขยายตัวได้เร็วอินเทลชี้ความถี่ไวแมกซ์ควรจัดสรรไม่น้อยกว่า 30 MHz ให้บริการเชิงพาณิชย์ที่ครอบคลุมไร้สัญญาณรบกวน ระบุย่าน 2.5 GHz เหลือจัดสรรมากกว่า 2.3 GHz ใบอนุญาตไม่ควรแบ่งเป็นภาคเพราะมีต้นทุนค่าโรมมิ่งส่งผลให้ค่าบริการสูงขึ้นตาม
นายเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ได้จัดความถี่ย่าน 2.3 GHz และ 2.5 GHz เพื่อทดสอบไวแมกซ์แก่ผู้ประกอบการจำนวน 14 ราย รายละ 10 MHz นั้นเป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับการทดสอบในเชิงเทคนิค และมีจำนวนสถานีฐานไม่กี่สถานีเท่านั้น โดยผลการทดสอบของผู้ประกอบการบางรายจะพบว่ามีการรบกวน
อย่างไรก็ดี การให้บริการไวแมกซ์นั้นควรได้รับการจัดสรรความถี่เพื่อให้บริการอย่างน้อย 30 MHz จึงจะเพียงพอในการให้บริการในเชิงพาณิชย์ และในพื้นที่กว้าง เนื่องจากจะได้มีความถี่เพียงพอในการให้บริการอย่างแท้จริง ประกอบกับการให้บริการจะต้องมีการกันความถี่สำหรับใช้เป็นตัวกั้นสัญญาณรบกวนจากความถี่ใกล้เคียง
“การให้บริการไวแมกซ์ควรได้รับการจัดสรรความถี่อย่างน้อย 30 MHz ถึงจะเพียงพอสำหรับการให้บริการเชิงพาณิชย์ในพื้นที่กว้าง เพราะการจัดสรรความถี่10 MHz การทดสอบที่ผ่านมาเห็นว่าเพียงพอสำหรับการทดสอบเชิงเทคนิค เท่านั้น และจะเห็นได้ว่าเกิดสัญญารบกวนจากความถี่รอบข้าง เนื่องจากไม่มีความถี่เหลือเพื่อทำไว้เป็นการ์ดกันความถี่รบกวน” นายเอกรัศมิ์กล่าว
อย่างไรก็ดี คลื่นความถี่ย่านที่น่าจะเหมาะสมสำหรับการให้บริการไวแมกซ์มากที่สุดน่าจะเป็น 2.5 GHz เพราะมีย่านความถี่ยาวไปถึง 2.69 GHz ซึ่งมีความถี่เหลืออยู่เกือบ 190 MHz ซึ่งทำให้เกิดปัญหารบกวนจากบริการอื่นที่ใช้ความถี่ในย่านเดียวกัน ส่วนความถี่ในย่าน 2.3GHz นั้นมีความถี่เหลืออยู่เพียง 100 MHz เนื่องจากมีการนำไปใช้งาน MMDS บางส่วนแล้ว
นายเอกรัศมิ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยควรมีผู้ประกอบการให้บริการไวแมกซ์ในจำนวนที่พอดี มากกว่า 1 รายและไม่เกิน 3 ราย เนื่องจากหากมีจำนวนน้อยเกิดไปก็จะส่งผลให้ตลาดไม่มีการแข่งขัน และหากมากเกินไปก็จะเกินการแย่งลูกค้าจนส่งผลให้ผู้ประกอบการบางรายขาดทุน การให้ใบอนุญาตควรจะให้ทำทั่วประเทศดีกว่าการให้บริการแบ่งเป็นภูมิภาค เพราะจะมีต้นทุนการโรมมิ่งเครือข่าย ซึ่งจะเป็นตัวผลักดันให้ค่าบริการสูงขึ้นตาม
โดยคาดว่าผู้ยื่นขอใบอนุญาตจะเป็นผู้ประกอบการโทรคมนาคมรายเดิมเพื่อต่อยอดธุรกิจที่มีอยู่ และคาดว่าผู้ประกอบการ ยื่นขอทดสอบไวแมกซ์จะไม่ขอใบอนุญาตลงทุนทั้งหมด และสาเหตุที่มีผู้ยื่นทดสอบจำนวนมากคาดว่าผู้ประกอบการเหล่านั้นต้องการทดสอบเทคโนโลยีเพื่อวัดความคุ้มค่าในการลงทุน
ทั้งนี้ กทช. ควรจะคำนึงถึงหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาต ควรกำหนดกรอบเวลาการลงทุนหลังจากการรับใบอนุญาตให้ชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ประมูลใบอนุญาตเก็บไว้โดยไม่ลงทุนเพื่อกีดกันรายอื่นซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ
“วิธีการต่างๆจะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกทช. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของย่านความที่สำหรับการให้บริการ จำนวนความถี่ที่จะสัดสรรให้แก่ผู้ประกอบการแต่ละราย หรือจำนวนใบอนุญาตที่เหมาะสมให้บริการในประเทศไทย”
นายเควิน ลิม ผู้อำนวยการบริหาร โครงการไวแมกซ์ ประจำประเทศไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ อินเทล คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า การให้ใบอนุญาตนั้นทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นวิธีการ บิวตี้คอนเทส อีออกชัน หรือคัดเลือกตามคุณสมบัติเหมาะสม ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อเสียแตกต่างกัน
อย่างไรก็ดี มองว่าที่สุดเทคโนโลยีไวแมกซ์และ 3G บนมือถือจะต้องรวมกันกลายเป็นเทคโนโลยี LTEโดยจะเห็นได้จากผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่บางรายลงทุนไวแมกซ์ เพื่อให้บริการเสริม โดยสาเหตุที่เกิด LTE เนื่องจากผู้ใช้บริการต้องการใช้งานเสียงและสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง