GPS ติดรถ


GPS ติดตามรถ


  Software ติดตามรถยนต์
  ทดลองใช้งาน Software

AirCard


ถาม-ตอบ Aircard, 3G Router, GPS Navigator
Speedtest : ความเร็ว Air Card


© AirCard Shop.com

หน้าแรก

สหภาพฯป่วน TOT เคลียร์หนี้ ThaiMobile

ทีโอทีไกล่เกลี่ยประนอมหนี้สามารถ ไอ-โมบายเหลือ 1,480 ล้านบาท หลังรู้ชัดสู้ในศาลแพ่งมีโอกาสแพ้และต้องเสียเงินกว่า 2.6 พันล้านบาท ด้านคู่หู ‘โสภณ-ประหยัด’ อาศัยหมวกสหภาพฯทำหนังสือยับยั้งไม่ให้จ่ายหนี้ อ้างทำองค์กรเสียหาย คนในทีโอทีชี้หากไม่เชื่ออัยการสูงสุดแล้วเชื่อคู่หูสหภาพฯแทน ถ้าไม่ไกล่เกลี่ยแล้วทีโอทีแพ้ต้องจ่าย 2.6 พันล้านบาท ส่วนต่าง 1.1 พันล้าน ‘โสภณ-ประหยัด’พร้อมรับผิดชอบหรือไม่

เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นหนังสือถึงนายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) โดยลงชื่อ นายประหยัด คำแก้ว รองประธานสหภาพฯ และนายโสภณ ยาเอก กรรมการบริหารสหภาพฯโดยเนื้อหาในหนังสือดังกล่าวได้ขอให้ชะลอและหยุดการชำระเงินและตรวจสอบการกระทำทุจริต กรณีบอร์ดทีโอที ที่มีนายธีรวุฒิ บุณยโสภณ เป็นประธานยอมจ่ายค่าเช่าระบบบิลลิ่งและระบบลูกค้าสัมพันธ์ให้แก่ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,500 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าจริงควรอยู่ระหว่าง 800-1,000 ล้านบาท

ทั้งยังระบุด้วยว่าจากกรณีที่บอร์ดมีมติดังกล่าวออกมาได้ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อองค์กร เนื่องจากสถานะทางการเงินของทีโอทีในปัจจุบันก็มีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย และเรื่องนี้บริษัทสามารถได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากทีโอทีเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2550 ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล อยู่แล้วและเมื่อบอร์ดมีมติดังกล่าวก็ยิ่งทำให้ทีโอทีต้องประสบกับปัญหาทางการเงินมากยิ่งขึ้น ทั้งๆที่ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของ ศ.ประสพสุข บุญเดช ซึ่งถูกตั้งเป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริงความเสียหายของกิจการร่วมค้าไทย-โมบายและเอซีที โมบาย ใน สมัยบอร์ดพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ระบุข้อมูลที่ไม่เป็นธรรมต่อทีโอทีไว้ชัดเจน

ในหนังสือระบุด้วยว่าเรื่องนี้ มีผู้บริหารระดับรองกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารหลายคนได้สรุปผลให้จ่ายเงิน ซึ่งนายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอทีก็ได้ให้ความเห็นชอบอนุมัติ เพื่อแลกกับการให้ สามารถไอ-โมบายได้ถอนฟ้องคดีความ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชน

อย่างไรก็ตาม หากรมว.ไอซีทียังไม่ดำเนินการใดๆ ในวันที่ 13 ต.ค.นี้ สหภาพฯทีโอทีจะยื่นหนังสือคัดค้านต่อกรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอทีอีกครั้ง

แหล่งข่าวจากทีโอทีกล่าวว่า หนังสือที่สหภาพฯทีโอทีส่งหนังสือคัดค้านบอร์ดทีโอทีมีมติจ่ายเงิน 1,500 ล้านบาทเพื่อชำระหนี้ค่าบิลลิ่งไทยโมบาย ถึงรมว.ไอซีที นั้นไม่สมบูรณ์ และไม่เป็นผลเนื่องจากหนังสือร้องเรียนจะต้องลงนามโดยประธานสหภาพแรงงานฯหรือมีการมอบอำนาจเท่านั้น

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าหนังสือดังกล่าวจะถูกตีกลับจากรมว.ไอซีที เพราะผู้ลงนามในหนังสือร้องเรียนเป็นการลงนามโดยผู้ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ประกอบกับหนี้ค่าบิลลิ่งที่ทีโอทีว่าจ้างบริษัท สามารถฯนั้นผลที่สุดทีโอทีจะต้องเป็นผู้จ่าย เนื่องจากที่ผ่านมาทีโอทีได้ให้ที่ปรึกษาจากสำนักงานอัยการสูงสุด และในบอร์ดทีโอทียังมีนายเข็มชัย ชุติวงศ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคณะกรรมการอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เห็นชอบเพราะเล็งเห็นแล้วว่าหากปล่อยให้คดีความสิ้นสุด ทีโอทีจะเป็นผู้แพ้และต้องจ่ายเงินสูงถึง 2,600 ล้านบาท และถึงเวลานั้นใครจะเป็นคนรับผิดชอบ

ทั้งนี้ หากทีโอทีไม่เร่งจัดการปัญหาหนี้บิลลิ่งไทยโมบายให้ ให้แก่สามารถไอ-โมบาย ก็จะยิ่งฉุดให้โครงการ 3G ของทีโอทีล่าช้าและเดินหน้าด้วยความยากลำบากตามไปด้วย

สำหรับมูลหนี้ค่าเสียหายที่บริษัทฟ้องเรียกร้องไปมีจำนวนประมาณ 2,600 ล้านบาท แบ่งเป็น1.ค่าเช่าระบบบิลลิ่งค้างจ่าย จำนวน 1,115 ล้านบาท 2.ค่าเสียหายกรณียกเลิกสัญญาก่อนกำหนดพร้อมดอกเบี้ยที่เกิดจากการค้างจ่ายค่าเช่าบิลลิ่งสะสมเป็นระยะเวลา 2 ปีประมาณ 700 ล้านบาท 3 .ค่าเสียโอกาสจำนวน 800 ล้านบาท

แหล่งข่าวกล่าวว่า คาดว่าตัวเลขการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ระหว่างทีโอทีกับสามารถฯอยู่ที่ประมาณ 1,480 ล้านบาทซึ่งเป็นข้อตกลงของคณะทำงานที่มีตัวแทนของอัยการซึ่งมีความชำนาญด้านข้อกม.และสัญญาต่างๆอยู่ร่วมด้วย ซึ่งในแง่ข้อเท็จจริงหรือข้อกม.อัยการย่อมเห็นแล้วว่าไม่สามารถต่อสู้ในชั้นศาลได้ จึงต้องมีการไกล่เกลี่ยระหว่างกัน โดยที่ตัวเลขดังกล่าวเกิดจากมูลหนี้ค้างชำระบวกกับดอกเบี้ยจำนวนหนึ่ง โดยเอกชนยอมลดทุกอย่างให้ทีโอที รวมทั้งยังต้องส่งมอบอุปกรณ์และฝึกอบรมให้คนทีโอทีบริหารระบบต่อไปได้

‘หนี้จริงๆก็ 1,115 ล้านบาทแล้วไม่ใช่แค่ 800-1,000 ล้านบาทตามที่ 2 กรรมการสหภาพฯแตกแถวบอก นอกจากนี้อยากถามว่าทั้งประหยัดและโสภณ มีความรู้ด้านกม.ดีกว่าอัยการหรือไม่ รวมทั้งหากไม่ไกล่เกลี่ย ปล่อยคดีถึงที่สุด หากทีโอทีแพ้ และต้องจ่าย 2.6 พันล้านบาทส่วนต่างที่ประนีประนอมประมาณ 1.1 พันล้านบาท โสภณกับประหยัด จะเป็นคนรับผิดชอบใช่หรือไม่’

นอกจากนี้ 2 กรรมการสหภาพฯดังกล่าวยังมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสในการบริหารศูนย์เลี้ยงเด็กตั้งแต่สมัยเป็นกรรมการสหภาพฯชุดที่แล้วยันถึงชุดนี้ ที่ยังเคลียร์เงินไม่ลง 4 ล้านบาทก็ยังปิดบัญชีไม่ได้ รวมทั้งพฤติกรรมของนายโสภณเองที่พ่อค้าและคนในทีโอทีรู้ดีว่าคอยตามติดประชิดประธานบอร์ดหรือผู้บริหารที่มีอำนาจ โดยกรรมการบอร์ดชุดที่แล้วบางคนถึงกับออกปากว่านายโสภณคอยแต่จะถามแต่เรื่องการจัดซื้ออุปกรณ์โครงการต่างๆเท่านั้น ไม่ถามถึงเรื่องพนักงานบ้าง

‘ถึงกับมีการขู่ว่าจะฟ้องศาลอาญา ผมว่าไปฟ้องศาลพระภูมิจะดีกว่า ไม่มองตัวเองว่าเล่นเกมอะไร คิดแต่ผลประโยชน์ตัวเอง เมื่อวันเสาร์ไปกินข้าวกับใครมา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่คนนั้นทำให้ไทยโมบายเป็นหนี้เป็นสินถึงทุกวันนี้ ไม่มองว่าทีโอทีกำลังจะไปข้างหน้า กำลังจะลงทุน 3G แต่ตัวเองกลับอาศัยคำว่าสหภาพฯสร้างราคาให้ตัวเอง ทำให้องค์กรเสียหาย’

ผู้จัดการออนไลน์ 14 ตุลาคม 2551 | ข่าว ทั่วไป



เสียงจาก"CEO-TOT"ถึงพนักงาน

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา "วรุธ สุวกร" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอทีแถลงวิสัยทัศน์ให้ ผู้บริหาร และพนักงานฟังอีกครั้ง หลังทำหน้าที่ซีอีโอตัวจริงครบ 1 เดือน โดยปลุกระดมให้พนักงานร่วมด้วยช่วยกันเพิ่ม รายได้-ลดรายจ่าย เพราะถ้าหักรายได้จากสัญญาร่วมการงานออกไป สถานะของ "ทีโอที" จะย่ำแย่อย่างหนัก

คือขาดทุนถึง 11,900 ล้านบาท และหากภายใน 3 เดือนที่เหลือของปีนี้ มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 200 ล้านบาท "ทีโอที" จะขาดทุนสุทธิอย่างแน่นอน "วรุธ" ย้ำชัดๆ

"สิ่งที่น่ายินดีคือ แม้ทีโอทีจะมีความ ขัดแย้ง มีปัญหาภายใน มีการเมืองแทรก แซง แต่ก็ประคับประคององค์กรไปได้"

อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะเป็นรายได้หลัก และอนาคตของทีโอทีถึงสิ้นปีนี้จะมีลูกค้ารวม 1 ล้านพอร์ต จาก 6 แสนพอร์ต

สิ่งที่ต้องทำคือการปรับกลยุทธ์การขาย และคุณภาพบริการที่ต้องพัฒนา ตั้งแต่ เน็ตเวิร์กไปจนถึงคอลเซ็นเตอร์

"ขอยกย่องงานขายส่วนภูมิภาคที่มียอด ดีมาก ADSL 4-5 แสนพอร์ต ขณะที่ นคร หลวงมีประมาณ 1 แสนพอร์ต ฉะนั้นทุกคนต้องช่วยกัน ตอนนี้มีโครงการที่รณรงค์ให้พนักงานชˆวยกันขาย ตั้งเป้า 50,000 พอร์ต แต่ขายได้ 21 พอร์ต แสดงว่าอนาคตเกิดปัญหาแน่ ความจริงคงหนีไม่พ้น ถ้าอยากให้ทีโอทีอยู่ ทุกคนต้องช่วยกัน"

สˆวนโครงการสำคัญที่จะช่วยผลักดัน รายได้ในปีนี้ ได้แก่ ไอพีเน็ตเวิร์ก และการพัฒนาโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี

"3 จี เมื่อสภาพัฒน์ และสำนักบริหารหนี้สาธารณะให้เป็นเน็ตเวิร์กโพรไวเดอร์อย่างเดียว ก็ต้องยอมรับ เพราะหลายฝ่ายกลัวว่าถ้าเราทำจะเหมือนไทยโมบาย ก็ขายเหมาไปแล้วกัน แต่ยืนยันว่าเป็นมิตรกับทุกคนที่มาขอใช้ ไม่เลือกรายใดรายหนึ่ง และไม่ใช่ลงทุนร่วมกัน เป็นไปไม่ได้"

สำหรับโครงสร้างการบริหาร ขณะนี้มีประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจว่า จากที่ขออนุมัติ ครม.ไป 3 ครั้ง

ครั้งแรกขออนุมัติโอนสิทธิคลื่น ได้ข้อสรุปว่า เอซีทีโมบายให้บริการโครงข่าย 3 จีได้ แต่อีก 2 ครั้งหลัง เป็นการลงทุนโครงข่าย โดยอนุมัติให้ "ทีโอที" เป็นผู้ให้บริการ ต้องมาดูว่าจะให้ใครเป็นผู้ให้บริการกันแน่ เพราะ "สศช." กับสำนักบริหารหนี้สาธารณะ ต้องการให้ "ทีโอที" กู้เงินเพื่อได้ดอกเบี้ยถูก ส่วนทีโอทีจะมอบให้เอซีทีเป็นผู้ดำเนินโครงการก็แล้วแต่

ถ้าให้ "เอซีที" ทำ โครงสร้างการทำงานจะอยู่ "เอซีที"

"ทีโอที" เป็นเพียงผู้กู้เท่านั้น ถ้าทีโอทีทำเองต้องมีโครงสร้างเพิ่ม ปัจจุบันได้เสนอโครงสร้างใหม่ไปยังบอร์ดทีโอทีแล้ว คาดว่าจะประกาศได้เร็วๆ นี้ โดยในเบื้องต้นตนจะรับผิดชอบในฐานะ "ผู้จัดการโครงการ"

"เรื่องเอาที่ดินไปจำนอง เป็นกฎเกณฑ์ภาษีของกรมสรรพากร เมื่อเราไม่จ่าย สรรพากรก็ทวงเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ บอร์ดอนุมัติให้เอาเงินสด 2,000 ล้านบาทไปจ่าย แต่เบี้ยปรับเงินเพิ่มอีกราว 4 พันล้านยังไม่จ่าย ทีโอทีมองว่าไม่ใช่ความผิดของเรา เลยเอาหลักทรัพย์ไปวางค้ำประกันเพื่อหยุดเบี้ยปรับเงินเพิ่ม ไม่ใช่ทีโอทีไม่มีเงิน"

เรื่อง "โบนัส" ในปีนี้จะมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับพนักงานว่าจะทำได้ไหม ถ้าขายได้ มีบริการให้ลูกค้าได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 200 ล้านบาท ภายใน 3 เดือนนับจากนี้ ฝ่ายขายบอกว่า ยาก แต่ผมเชื่อในศักยภาพของเขา

สัญญาร่วมการงานที่ใกล้หมดอายุ และเข้าบอร์ดพิจารณาแล้ว คือ เคเบิลใยแก้วตามเส้นทางรถไฟกับเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งมีมติออกมาว่าจะเก็บฝั่งตะวันออกและเส้นทางรถไฟไว้ แต่ฝั่งอันดามันยังไม่แน่ใจ

การเตรียมพร้อมคือ กำลังพิจารณาว่าจะทำเอง หรือจ้างเอกชนมาดูแล ถ้าทำได้เองก็ดี แต่ถ้าต้องจ้างพนักงานเพิ่มเป็นเรื่องใหญ่ ค่าใช้จ่ายพนักงานตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 44% ของต้นทุนทั้งหมด ถือว่าหนัก

"ถ้าเป็นเอกชนอื่น คุณเข้าคิวรับซองขาวไปแล้ว นี่คือสิ่งที่พนักงานทีโอทีได้เปรียบ ฉะนั้นต้องช่วยองค์กรให้ได้"

ประชาชาติธุรกิจ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551 | ข่าว ทั่วไป



บอร์ด TOT โละขาย4บริษัท150ล้าน

บอร์ดทีโอทีเทขาย 4 กิจการขาดทุนไร้อนาคต หวังเงินก้อน 150 ล้าน ลุ้นผลประกอบการปีนี้ไม่ขาดทุน

นายระเฑียร ศรีมงคล โฆษกคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค.บอร์ดมีมติอนุมัติขายกิจการที่ทีโอทีถือหุ้น จำนวน 4 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท โมไบล์ คอมมิวนิเคชั่น เซอร์วิสเสส จำกัด ซึ่งทีโอทีถือหุ้น 3 ล้านหุ้น บริษัท เทลการ์ด จำกัด 1.3 ล้านหุ้น บริษัท ทรู มัลติมีเดีย จำกัด 18.52 ล้านหุ้น และบริษัท เทรดสยาม จำกัด 70,000 หุ้น คาดได้เงินจากการขายกิจการไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท

"บริษัทตัดสินใจขายทั้ง 4 บริษัทไป เนื่องจากประสบกับภาวะขาดทุน ไม่มีอนาคตในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควรจากผู้ถือหุ้นและบริษัท" นายระเฑียรกล่าว

อย่างไรก็ตาม บอร์ดเชื่อว่า ปีนี้ทีโอทีจะไม่ประสบภาวะขาดทุนอย่างแน่นอน แม้การดำเนินงานตามแผนฟื้นฟู (Turn Around) ช้ากว่าที่ควรเป็น ซึ่งก็ยอมรับว่าส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทานของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) มีส่วนช่วย แต่ไม่ใช่ทีโอทีอยู่ได้เพราะส่วนแบ่งรายได้เอไอเอสเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังมีรายได้เอดีเอสแอลที่เติบโตสูง แม้ไม่เติบโตเร็วตามที่คาดหมายสิ้นปีนี้ที่ 1 ล้านพอร์ต แต่หากการติดตั้งโครงข่ายสมบูรณ์จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด

สำหรับภาพรวมการดำเนินงานตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา ทีโอทีมีรายได้เติบโตต่อเนื่องจากบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) เอดีเอสแอลเฉลี่ย 30,000 พอร์ตต่อเดือน แต่มีรายได้ลดลงจากบริการโทรศัพท์พื้นฐาน (ฟิกไลน์) ทั้งทีโอทีและสัญญาสัมปทานร่วมกับทรู และทีทีแอนด์ที โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายต่อเดือน (อาปู้) ลดลงต่ำกว่า 400 บาทต่อเดือน.

ไทยโพสต์ 11 ตุลาคม 2551 | ข่าว ทั่วไป



กทช.-TOT หนุนใช้ ICT ช่วยการศึกษา

พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กทช.ร่วมกับ บมจ.ทีโอที มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (มรม.)

และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดทำโครงการต้นแบบศูนย์ทางไกลเพื่อพัฒนาการศึกษาและพัฒนาชนบทขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และให้เป็นต้นแบบในการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคมในการยกระดับการศึกษาของนักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงการพัฒนาชนบทในส่วนภูมิภาค

นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้นำร่องที่โรงเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 20 แห่ง โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 80 ล้านบาท ในการบริหารจัดการโครงการ อาทิ การฝึกอบรม, การพัฒนาศักยภาพแก่เด็กนักเรียน, ครู และประชาชน และการลงทุนติดตั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์ และเครือข่ายสื่อสารอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้แล้วเสร็จก่อน 5 ธ.ค.2550 นี้

นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. กล่าวว่า สำนักงานได้ข้อมูลผลการทดลองจากผู้ประกอบการทั้ง 14 ราย ที่ได้รับใบอนุญาตทดลองให้บริการไวแมกซ์ในเชิงพาณิชย์ครบแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทำแผนคลื่นความถี่ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะใช้คลื่นความถี่ในย่าน 2.5 กิกะเฮิรตซ์ และคาดว่าปลายปี 2551 ร่างหลักเกณฑ์ใบอนุญาตไวแมกซ์น่าจะออกมา.

ไทยโพสต์ 30 กันยายน 2551 | ข่าว ทั่วไป



ลาก่อน..ThaiMobile :TOT อนุมัติปิดThaiMobile เตรียมรับโอนงาน 30 กันยายนนี้

บอร์ดทีโอทีอนุมัติเลิกกิจการ ไทยโมบาย 30 ก.ย. เตรียมรับโอนภาระงานทั้งหมด พร้อมอนุมัติจ่ายหนี้ เอซีที โมบาย 90 ล้านบาทส่งภาษีสรรพากร จากยอด 800 ล้านบาท ป้องกันถูกปรับ 1.2 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งสรุปแนวกรณีขัดแย้ง กสท เสนอรัฐมนตรี

นายระเฑียร ศรีมงคล โฆษกกรรมการ (บอร์ด) บมจ.ทีโอที กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ดเมื่อ 26 ก.ย.มีมติอนุมัติการเลิกกิจการ กิจการร่วมค้าไทยโมบาย วันที่ 30 ก.ย. และจะสรุปภาระงานทั้งหมดของไทยโมบาย เช่น ภาระหนี้สิน, ลูกค้าประมาณ 20,000 ราย, การบริหารจัดการงาน และพนักงานทั้งหมด เพื่อโอนให้ทีโอทีรับผิดชอบต่อไป

ส่วนทิศทางอนาคต กำลังจัดทำข้อมูลเพื่อเสนอบอร์ด คาดว่าจะเหลือทีโอทีทำงานด้านบริหารจัดการ และให้บริการลูกค้า และเอซีที โมบาย ให้บริการด้านระบบและโครงข่าย ซึ่งอาจเปลี่ยนชื่อเป็นทีโอที โมบาย ทั้งหมดนี้ทีโอทีต้องเร่งดำเนินการเพื่อเตรียมรับการโอนคลื่นความถี่ หุ้น และภาระหนี้สินจาก บมจ.กสท โทรคมนาคม

ทั้งคาดว่า ภาระหนี้สินรวมจะไม่เกิน 6 พันล้านบาท แต่กำลังพิจารณาตัวเลขที่ชัดเจน มีเฉพาะหนี้สินค่าเช่าโครงข่าย 800 ล้านบาท ที่ต้องจ่ายให้เอซีที โมบาย ซึ่งจะจ่าย 90 ล้านบาทก่อน เพื่อให้นำไปจ่ายภาษีแก่กรมสรรพากรโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นจะมีค่าปรับ 1.2 ล้านบาทต่อเดือน แต่หนี้สินที่เหลือประมาณ 710 ล้านบาท ยังไม่จำเป็นต้องชำระ เพราะทีโอทีถือหุ้น 100% ในเอซีที โมบายอยู่แล้ว

อีกทั้งบอร์ดได้อนุมัติข้อสรุปเตรียมเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เกี่ยวกับข้อขัดแย้งกับ กสท 2 ประเด็น คือ ค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (ไอซี) และค่าแอ็คเซ็สชาร์จ (เอซี) ซึ่งทีโอที เห็นชอบตรงกับ กสท เรื่องเอซี ให้รอศาลเป็นผู้ตัดสิน ส่วนไอซี จะคิดเฉพาะเลขหมายใหม่ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) อนุมัติ ได้ทำหนังสือแจ้ง กทช. และรอคำสั่งกลับมา

ขณะที่ ประเด็นการลดส่วนแบ่งรายได้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ (ไอดีดี) ทีโอทีต้องการคิดใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2547 แต่มติบอร์ด กสท เห็นชอบจ่ายตั้งแต่ 1 มิ.ย. 2547 ซึ่งมติบอร์ดถือว่ายอมรับได้ โดยมูลค่าจะต่างกันประมาณ 1 พันล้านบาท หาก กสท ไม่จ่าย ทีโอทีจะยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทต่อไป

พร้อมทั้งแต่งตั้งนายสุจินต์ กดทรัพย์ เป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ แทนนายวรุธ สุวกร ที่ลาออกเพื่อทำหน้าที่กรรมการผู้จัดการใหญ่

นอกจากนี้ บอร์ดยังอนุมัติจ่ายเงินค่าบริการตรวจคุณภาพการใช้โครงข่ายไอพีให้บริษัท เพชราวุธ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2551 - ก.พ. 2552 เป็นค่าบริการเดือนละประมาณ 4.2 ล้านบาท และอนุมัติเปลี่ยนแปลงเนื้องานโครงการติดตั้งอุปกรณ์ชุมสายและเครือข่ายบรอดแบนด์ให้บริษัทฟอร์ท เหลือ 788 ล้านบาท จากเดิม 849 ล้านบาท

กรุงเทพธุรกิจ 29 กันยายน 2551 | ข่าว ทั่วไป



TOT บีบกสทจ่ายค่าเชื่อมโทรทางไกล

นายระเฑียร ศรีมงคล โฆษกคณะกรรมการ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมาได้หารือถึงกรณีพิพาทระหว่างทีโอทีและ บมจ.กสท โทรคมนาคม

ที่มีอยู่ในขณะนี้ คือ การคิดค่าเชื่อมโยงโครงข่ายโทรทางไกลระหว่างประเทศหรือค่าคู่สายที่ทีโอทีต้องได้รับส่วนแบ่งรายได้จาก กสทฯ โดย บอร์ดได้มีมติให้เริ่มคิดอัตราค่าเชื่อมโยงโครงข่ายโทรทางไกลระหว่างประเทศตั้งแต่ 1 มิ.ย.2547

อย่างไรก็ตามเดิมทีโอทีต้องการให้เริ่มคิดค่าเชื่อมโยงโครงข่ายตั้งแต่ 1 ม.ค.2547 แต่การหารือดังกล่าวไม่ได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้นจึงต้องยึดตามมติของ บอร์ด กสทฯ โดยให้คิดค่าเชื่อมโยงในวันที่ 1 มิ.ย.2547 โดยจากการที่ได้เริ่มคิดค่าเชื่อมโยงตามมติบอร์ด กสทฯ ได้ส่งผลให้ทีโอทีต้องสูญเสียรายได้กว่าพันล้านบาท ทั้งนี้หาก กสทฯ ยังไม่ยอมจ่ายส่วนแบ่งรายได้ทีโอทีก็จะส่งเรื่องไปยังศาลและอัยการสูงสุด เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนข้อพิพาท

ส่วนกรณีค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (แอ็คเซ็สชาร์จ หรือ เอซี) ที่ทีโอทีเห็นด้วยกับ กสทฯ โดยให้รอคำตัดสินจากศาล แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของค่าเชื่อมต่อเลขหมาย (อินเตอร์คอนเนคชั่นชาร์จหรือไอซี) นั้น บอร์ดทีโอทีเห็นว่าควรเริ่มใช้อัตราไอซีเฉพาะเลขหมายใหม่ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กทช.เป็นผู้อนุมัติ

"จากข้อสรุปเบื้องต้นของข้อพิพาทระหว่างทีโอทีและ กสทฯ จะมีการเสนอต่อนายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ต่อไป" นายระเฑียรกล่าว.

ไทยโพสต์ 29 กันยายน 2551 | ข่าว ทั่วไป



การเมืองไม่ยุ่งมุ่งธุรกิจ... (เซียน) "วัฒน์ชัย" ฟันธงขาขึ้นสื่อสาร-IT

กลุ่มสามารถฯนับได้ว่ามีบทบาทในยุทธจักรธุรกิจโทรคมนาคมไทยมาต่อเนื่องยาวนาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเช่นเดียวกับบริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่นในสังเวียนเดียวกัน ไม่ใช่แต่วิสัยทัศน์ และฝีมือ เรื่อง "คอนเน็กชั่น" เป็นที่รู้กันดีว่า ไม่เป็นรองใคร

กับรัฐนาวาชุดใหม่หมาดๆ ว่ากันว่า ซี้ปึ้กแน่นปั้กเป็นอย่างยิ่ง แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธตลอดมาว่า การเข้าไปซื้อหุ้นของกลุ่ม "วงศ์สวัสดิ์" ทุกครั้ง ไม่ว่าจะใน "ทราฟฟิก คอร์นเนอร์" หรือ "แอสคอน" ล้วนเป็นเหตุผลทางธุรกิจทั้งสิ้น

"ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสพูดคุยกับ "วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์" หัวเรือใหญ่กลุ่มสามารถฯ มีรายละเอียดดังนี้

- ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจบ้างไหม

ยังไปได้ดี โดยเฉพาะยอดขายมือถือ ไอ-โมบาย รุ่นที่มีทีวี ขายได้ 2-3 หมื่นตัวแล้ว เชื่อว่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ของมือถือ ต่อไปคงมีดิจิทัลทีวี มีเคเบิลทีวีบนมือถือ ส่วนเคเบิลทีวีที่เราทำอยู่ก็ยังไปได้ดี แม้การแข่งขันรุนแรง ก็ขายได้ประมาณ 5,000 จานแล้ว ภายในสิ้นปีนี้คงจะได้เห็นกลยุทธ์ใหม่สำหรับสู้ศึกนี้

- รัฐบาลใหม่จะดีขึ้น ?

ธุรกิจคงยังไม่ปลดล็อก คงไม่เร็วใน พริบตา เพราะมีทั้งปัจจัยภายใน และภายนอก อย่างตอนนี้เลห์แมนฯก็ล้มอีก แต่คงไม่เกี่ยวกับเราโดยตรง เรายังไม่มีการระดมทุน ตอนนี้รอทวงตังค์อย่างเดียวจึงยังไม่ได้ปรับเป้ารายได้จากที่ตั้งไว้ตอนต้นปี

เชื่อว่าในปีหน้าธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมน่าจะดี เพราะจะมีการลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าทีโอทีใน 3 G เช่นเดียวกับเอกชน อุปกรณ์โครงข่ายต่างๆ ก็จะมีการลงทุนมากขึ้น เมื่อโครงข่ายเปลี่ยน ตัวมือถือเองก็จะมีการเปลี่ยน อุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เสริมต่างๆ ด้วย ปีหน้าธุรกิจไอทีโทรคมนาคมน่าจะดีกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

แม้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะลดลง แต่ภาครัฐ รวมถึงเอไอเอส ดีแทค ก็จะมีการลงทุนโครงข่ายอีกเป็นหมื่นล้านบาท ทีโอทีอีกเกือบ 3 หมื่นล้านบาท ถ้าทุกคนใส่เข้าไปในตลาด รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท จะมีเงินหมุนเวียนในระบบอีกเยอะ

- โครงการภาครัฐน่าจะมากขึ้น

น่าจะดีขึ้น มีรัฐบาลดีกว่าไม่มี แต่ไม่อยากวิจารณ์มากเดี๋ยวเหมือนดีแทค ในไตรมาสนี้ประมูลไปแล้วหลายโครงการ คาดว่าในไตรมาสสุดท้ายน่าจะมีการประมูลโครงการมูลค่ารวมประมาณ 5,000 ล้านบาท ก็หวังไว้ 70-80% ที่จะประมูลก็มีทั้งของ กสทฯ, กลาโหม, ทีโอที, มหาดไทย และการท่าอากาศยานฯก็มี ทั้งวางเน็ตเวิร์กด้านไอที การบำรุงรักษาระบบ ทีโอทียังมีโครงการไอพีบรอดแบนด์อีก มูลค่า 4,000 ล้านบาท

- จะประมูลแข่งกับบริษัทจากจีน ?

บางอย่างก็ต้องจับมือเป็นพันธมิตรกับจีน อาจขายของหัวเว่ยบ้างก็ได้ พยายามจะเก็บงานในมือไว้ให้ได้สัก 10,000 ล้านบาท รวมงานในมือของเก่าที่มีอยู่ 4-5 พันล้านบาท บวกกับของใหม่ในไตรมาสนี้อีก 4,000 ล้านบาท ดีกว่าปีที่แล้วที่ไม่ค่อยมีงานเลย

ปีนี้ดูดีกว่า เหนื่อยแต่ได้งาน แต่กว่าบริษัทจะรับรู้รายได้คงต้องปีหน้า

ต่อไปยุทธศาสตร์ใหม่ของบริษัท จะพยายามหารายได้ที่ต่อเนื่องมากขึ้น ไม่ใช่รอแต่งานประมูล อย่างโครงการของการท่าอากาศยานฯที่เป็นงานบำรุงรักษา สร้างรายต่อไปเรื่อยๆ หรืองานเอาต์ซอร์ซก็จะพยายามเสนองานด้านนี้ให้มากขึ้น

ล่าสุดเสนองานในโครงการอีเลิร์นนิ่งให้ ก.ศึกษาฯ ซึ่งจะมีงบฯปีแรก 400 ล้านบาท

- ข้อพิพาทกับทีโอทีกรณีไทยโมบายไปถึงไหนแล้ว

เริ่มต้นเจรจาหนี้กันแล้วคงต้องรอดูว่า บอร์ดทีโอทีจะว่าอย่างไร ตอนนี้เจรจากับทีโอทีไปแล้วก็ต้องรอทีโอทีว่าจะว่าอย่างไร คงจะจบนอกศาล หนี้ก็คงลดลง แต่บอกไม่ได้ว่าจะเหลือเท่าไร ทีโอทีต้องเป็นคนสรุปตัวเลข เราอยากให้จบๆ เพราะคาราคาซังมานานแล้ว คิดเป็นดอกเบี้ยก็ไม่รู้เท่าไรแล้ว เป็นรายเล็กคงม้วยมรณังไปแล้ว รอหนี้เดือนละพันสองพันล้านบาท ดอกเบี้ยเดือนละ 7-8 ล้านบาท

ทีโอทีเองกำลังจะลงทุนใหม่ก็ต้องปิดเคสเก่าให้จบไปซะ

- ถ้าลดหนี้ให้ทีโอทีผู้ถือหุ้นจะไม่ว่า ?

เรามีเหตุผลชี้แจง มีที่มาที่ไปของตัวเลข แต่ไม่รู้นะ อยู่ที่ทีโอทีจะเป็นคนตอบ ที่ผ่านมาผู้ถือหุ้นถามตลอดเราก็บอกไปว่า ทีโอทีไม่ได้เบี้ยวกำลังเจรจาอยู่ยังไม่จบ ที่ผ่านมาอาจยังไม่เคลียร์ เพราะไทยโมบายมีเจ้าของ 2 คน แต่ตอนนี้ทีโอทีเป็นเจ้าของคนเดียวแล้ว

หนี้ 2,600 กว่าล้านบาท เป็นค่าผิดนัดประมาณ 800 ล้านบาท เหลือหนี้จริงๆ 1,800-1,900 กว่าล้านบาท ไอ-โมบายก็ลงทุนไม่ไปใช่น้อย ไหนจะค่าระบบค่าจ้างพนักงานทำคอลเซ็นเตอร์ ค่าปรับปรุงร้านค้าอีกตั้งเท่าไร

ต่อไปคงต้องระวังเรื่องสภาพคล่องให้มากขึ้น เพราะการระดมทุนโครงการต่างๆ ถ้าไม่ชัดเจนคงยากขึ้นต้องมองกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจนขึ้น จะมีรายได้อะไรมาจากไหน ระหว่างนี้คงมีอีกหลายโครงการที่จะได้ทำ

- รายได้ของทั้งกลุ่มในปีนี้

น่าจะอยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท คงไม่ถึง 3 หมื่นล้านบาท แต่เน้นกำไรให้มากขึ้น เพิ่งออกพีดีเอโฟนออกสู่ตลาด พยายามที่จะดึงราคามือถือไอ-โมบายที่มีทีวีให้ขึ้นไปอีก เพราะช่วงต้นปีราคาลดลงเยอะ เหลือเฉลี่ยต่อเครื่องแค่ 2,000 บาท ก็เลยพยายามออกมือถือที่มีฟังก์ชันใหม่ๆ เพิ่มขึ้น อย่างรุ่นที่มีทีวี ขาย 5-6 พันบาท ก็ขายได้ดี ได้เดือนละ 3-4 หมื่นเครื่อง ทำให้ราคาเฉลี่ยมือถือในครึ่งปีหลังขยับเพิ่มขึ้น

ต่อไปจะมีฟังก์ชันใหม่ๆ เพิ่มขึ้น อย่าง พีดีเอราคาหมื่นกว่าบาทถึงขายได้เดือนละไม่กี่พันเครื่อง แต่ทำให้ราคาเฉลี่ยต่อเครื่องสูงขึ้น ตอนนี้พยายามจะดึงราคาเฉลี่ยต่อเครื่องให้สูงขึ้นเป็น 3-4 พันบาท กำไรได้อยู่แล้ว 17-20%

ปีหน้าคงมีฟังก์ชันใหม่ๆ รองรับ 3 G มากขึ้น ลูกค้าที่ต้องการความเร็วเพิ่มขึ้นในการดาวน์โหลดก็จะเล่นฟังก์ชันพวกนี้มากขึ้น เชื่อว่าจะมีสินค้ากลุ่มนี้ออกมาเยอะขึ้นเมื่อโครงข่ายพร้อมรองรับก็จะมีอีกแบรนด์หนึ่งของไอ-โมบาย เป็นเฮาส์แบรนด์ใหม่ "SENSE" ที่เน้นตลาดนี้โดยเฉพาะ มีฟังก์ชันใหม่ๆ เป็นทัชสกรีน

SENSE จะดูแลโดยบริษัท สามารถ โมบาย เซอร์วิสเซส จำกัด รวมถึงมือถือ แบรนด์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ "ไอ-โมบาย" โดยวางให้เป็นพรีเมี่ยมแบรนด์ ไม่ใช่ระดับกลางหรือล่าง เชื่อว่าตลาดยังมีช่องว่างอีกมาก

- SENSE ต่างจากแบรนด์อื่นอย่างไร

อยู่ที่แอปพลิเคชั่น คนอื่นไม่มีแอปพลิเคชั่น และคอนเทนต์มากขนาดนี้ รองรับทุกความต้องการของลูกค้าได้ทุกรูปแบบ อย่างรุ่น 80 ที่เพิ่งออกวางตลาด เฉพาะงบฯก็กว่า 25 ล้านบาท เพื่อสร้างแบรนด์ให้มีแคแร็กเตอร์ชัดเจน คาดว่าจะขายได้เดือนละ 2,000 เครื่อง ถึงสิ้นปีกว่า 10,000 เครื่อง จะมีรุ่นใหม่ๆ ออกมาภายใต้แบรนด์ SENSE ต่อเนื่อง ไม่แน่ว่าอาจมีช็อปของตนเองก็ได้

- ตลาดต่างประเทศเป็นอย่างไรบ้าง

ไปได้ดี ที่อินโดนีเซียขายได้เดือนละ 7-8 หมื่นเครื่อง ตอนนี้ไปขายในยุโรป และออสเตรเลียแล้ว กำลังเข้าไปคุยที่ตุรกี

ประชาชาติธุรกิจ 25 กันยายน พ.ศ. 2551 | ข่าว ทั่วไป



"TOT"ส่ง Wi-Max สู่มหาสารคาม

ทีโอที กทช. ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ม.ราชภัฏมหาสารคาม เซ็นเอ็มโอยูให้บริการไวแม็กซ์โครงการต้นแบบศูนย์ทางไกลเพื่อการศึกษาและพัฒนาชนบท เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 80 พรรษา เพื่อให้ร.ร.มัธยมด้อยโอกาสในชนบท 20-21 แห่งในจ.มหาสารคาม สามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยใช้อุปกรณ์ Telsima ของRTSด้านทีโอทีเล็งเปิดบริการเชิงพาณิชย์ไวแม็กซ์เร็วๆนี้

แหล่งข่าวจากบริษัท ทีโอที กล่าวว่าทีโอทีมีแผนจะเปิดบริการเชิงพาณิชย์การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยเครือข่ายไร้สายเทคโนโลยีไวแม็กซ์ในย่านความถี่ 2.3 GHz ซึ่งเป็นความถี่ในย่านมาตรฐานและทีโอทีมีความถี่พร้อมให้บริการแล้ว โดยทีโอทีมั่นใจว่าจะสามารถให้บริการด้วยคุณภาพที่ดี หลังจากมีการทดสอบการให้บริการแล้วอย่างในโครงการศูนย์ทางไกลเพื่อการศึกษาและพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม

ทั้งนี้ ทีโอทีมีแผนลงนามบันทึกข้อตกความร่วมมือ และเปิดโครงการศูนย์ทางไกลเพื่อการศึกษาและพัฒนาชนบท จังหวัดมหาสารคามอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 ก.ย.ที่จะถึงนี้ โดยเป็นความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือและมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ด้วยงบประมาณ 80 ล้านบาท

โครงการนี้มีเป้าหมายหลักที่สำคัญคือจะทำเป็นโครงการต้นแบบศูนย์ทางไกลเพื่อการศึกษาและพัฒนาชนบท เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 80 พรรษา โดยจะใช้จังหวัดมหาสารคามซึ่งเป็นจังหวัดในเขตพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์เป็นจังหวัดต้นแบบ โดยม.ราชภัฏมหาสารคาม ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อมด้านบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและดำเนินการโครงการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับประโยชน์ที่ได้จากโครงการนี้จะนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สู่โรงเรียนมัธยมศึกษาที่ด้อยโอกาสในพื้นที่ชนบทของจังหวัดมหาสารคามจำนวน 20-21 โรงเรียน โดยมีม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือและม.ราชภัฏมหาสารคาม เป็นศูนย์กลางของระบบเครือข่ายการศึกษาทางไกลเพื่อการศึกษาและพัฒนาชนบท

รวมทั้งเพื่อพัฒนาและส่งเสริมครู บุคคลากรของโรงเรียนในการพัฒนาการเรียน การสอนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คณิตศาสตร์ และการฝึกอาชีพให้ประชาชนในชนบทห่างไกลและผู้ด้อยโอกาส โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เป็นเครื่องมือในการพัฒนา

อีกทั้งเพื่อพัฒนาและส่งเสริมโอกาสของการรับรู้ข้อมูลตลอดจนการเรียนรู้สู่ประชาชน โดยใช้โรงเรียนและนักเรียนในพื้นที่ เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการประกอบอาชีพของชุมชนในชนบทและยังเป็นการพัฒนารูปแบบความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัย โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน ในการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาชนบท

ตลอดจนเพื่อพัฒนาม.ราชภัฏมหาสารคาม ให้เป็นศูนย์กลางของข้อมูลและระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ในจ.มหาสารคามและจังหวัดใกล้เคียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเพื่อศึกษา ทดลองเทคโนโลยีระบบเครือข่ายไร้สาย อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ใช้ในโครงการในด้านต่างๆ เช่น ด้านคุณสมบัติของคลื่นวิทยุและการแพร่กระจายของคลื่น ด้านคุณสมบัติในการรับส่งข้อมูล ผลกระทบสัญญาณรบกวน ระบบการรักษาความปลอดภัย อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศให้มีความก้าวหน้าทันสมัย

‘ทีโอทีเลือกใช้อุปกรณ์ไวแม็กซ์ยี่ห้อ Telsima ที่บริษัท RTS เป็นตัวแทนในประเทศไทย โดยหลังจากการทดสอบแล้วพบว่าบริการอยู่ในระดับน่าพอใจ’

สำหรับแนวทางการดำเนินงานจะเริ่มจาก 1.คัดเลือกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดมหาสารคาม เป็นโรงเรียนต้นแบบในโครงการ จำนวน 20-21 โรงเรียน 2.ปรับปรุงหรือติดตั้งระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 1-2 Mbit/sec โดยใช้ข่ายสื่อสาร ADSL, Wi -MAX หรือข่ายสื่อสารดาวเทียม IP Star ตามความเหมาะสม 3.จัดทำศูนย์ทางไกล ที่โรงเรียนในโครงการทั้ง 20-21 แห่ง โดยศูนย์ทางไกลแต่ละศูนย์ประกอบด้วยอุปกรณ์เครือข่าย คอมพิวเตอร์จำนวน 20 เครื่อง และเครื่องพิมพ์ 1 เครื่อง 3.ม.ราชภัฏมหาสารคาม รวบรวมและพัฒนาแหล่งข้อมูลและสื่อการสอนต่างๆ เพื่อการศึกษาและพัฒนา อาทิเช่น สื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลของเครือข่าย โดยมี กทช. ทีโอที และม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือให้การสนับสนุน

4.ติดตั้งระบบให้โรงเรียนในเครือข่ายสามารถใช้ประโยชน์ สื่อการสอน หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และทรัพยากรต่างๆ จากม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และม.ราชภัฏมหาสารคาม 5.อบรมครูและบุคลากรให้สามารถใช้ทรัพยากรและสื่อการศึกษาต่างๆ ในระบบ ตลอดจนสามารถดูแลบำรุงรักษาระบบ 6.อบรมและชี้แจงครู นักเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ ให้ทราบและเข้าใจการใช้ประโยชน์จากระบบเครือข่าย และเครือข่ายชุมชน ที่เกิดขึ้นจากโครงการ โดยจะต้องดำเนินการประเมินความสำเร็จของโครงการ โดยการติดตามตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการเป็นระยะๆ ทุก 3 เดือน

ผู้จัดการออนไลน์ 23 กันยายน 2551 11:12 น. | ข่าว ทั่วไป



แผนซื้อCDMAสะดุด'Hutch'ลังเลขาย

ฮัทช์ลังเลขายโครงข่ายซีดีเอ็มเอคืน กสทฯ ผู้บริหารแตก 2 ฝ่าย กสทฯ ไม่สนเดินหน้าซื้อคืน ยันพร้อมรอคำตอบจากฮัทช์ หวังลดความสับสนให้บริการแบรนด์เดียวทั่วประเทศ

นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการซื้อโครงข่ายซีดีเอ็มเอคืนจากบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท ฮัทชิสัน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างรอคำตอบที่ชัดเจนจากฮัทช์อีกครั้ง ทั้งนี้ เนื่องจากฝ่ายบริหารของฮัทช์ยังมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน โดยบางส่วนก็เห็นด้วยที่จะขายโครงข่ายให้ กสทฯ และอีกฝ่ายยังต้องการเดินหน้าลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง

"รอการตอบรับจากฮัทชิสันฮ่องกงเพื่อเจรจากันอีกครั้ง หลังจากการเจรจาขอซื้อครั้งแรกฝ่ายบริหารระดับล่างของฮัทชิสันเห็นด้วย ส่วนผู้บริหารระดับสูงยังต้องการลงทุนในไทยต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมาฮัทช์ลงทุนไปมากแล้ว และก็มีแนวคิดที่จะอัพเกรดโครงข่ายซีดีเอ็มเอภาคกลาง 25 จังหวัด จาก 2000 1X เป็นอีวีดีโอ (EV-DO) ด้วย" นายพิศาลกล่าว

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าฮัทช์จะลังเลที่จะขายโครงข่ายซีดีเอ็มเอคืนให้กับ กสทฯ แต่คณะกรรมการที่มีนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เป็นประธาน ก็ยังคงมีนโยบายและเป้าหมายขอซื้อกิจการคืนจากฮัทช์ เนื่องจากต้องการให้บริการภายใต้แบรนด์แคทซีดีเอ็มเอทั่วประเทศ เพื่อลดความสับสนในการให้บริการลูกค้า

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันการให้บริการใน 25 จังหวัด กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง เป็นการทำตลาดภายใต้แบรนด์ฮัทช์ซีดีเอ็มเอ โดยบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย เป็นผู้ทำการตลาด ส่วน 51 จังหวัดจะทำตลาดในแบรนด์แคทซีดีเอ็มเอ โดย กสทฯ เป็นผู้ทำตลาด

ล่าสุด กสทฯ ร่วมกับสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย ลงนามความร่วมมือโครงการโทรคมนาคมเพื่อบรรเทาสาธารณภัย โดยให้การสนับสนุนบริการวิทยุคมนาคมระบบเฉพาะกิจเฉพาะกลุ่ม Trunked Mobile ไม่คิดค่าบริการรายเดือน จำนวน 500 เครื่อง หรือคิดเป็นจำนวนงบประมาณ 12.6 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 3 ปีจากนี้ โครงการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกิจการเพื่อสังคมของ กสทฯ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่มีอยู่ถึง 15,000 คน.

ไทยโพสต์ 19 กันยายน 2551 | ข่าว ทั่วไป



กทช.เล็งแบ่งโซน Wi-Max 2.5GHz 18บ.ขอทดสอบ

กทช.ปิดรับทดสอบ Wi-Max หลังมีผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตทดสอบ 18 ราย หวั่นออกหลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นได้ช้า เผยปิดประตูความถี่ย่าน 3.5 GHz เหตุมีปัญหารบกวนระบบสื่อสารดาวเทียมกับสถานีภาคพื้นดิน เล็งออกใบอนุญาตโดยแบ่งพื้นที่การให้บริการโดยใช้ความถี่ 2.5 GHz พร้อมจำกัดจำนวนผู้ให้บริการเพื่อไม่ให้ความถี่รบกวนกัน

นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ หนึ่งในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำแนวทางการออกใบอนุญาต Wi-Max ว่า ขณะนี้ กทช.ได้ปิดรับการขออนุญาตทดสอบให้บริการ Wi-Max ที่ช่วงความถี่ต่างๆ แล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาได้ออกใบอนุญาตให้ทดสอบไปแล้วกว่า 18 ราย โดยผลการทดสอบที่ได้จะนำมาเป็นข้อมูลในการพิจารณาของคณะกรรมการศึกษาวิธีการจัดสรรคลื่น Wi-Max ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้น่าจะสรุปผลการศึกษาได้

ตามกระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อใช้กับเทคโนโลยี Wi-Max จะต่างจากการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G เนื่องจาก 3G มีความชัดเจนว่าต้องใช้ย่านความถี่ไหนในการให้บริการ แต่ Wi-Max ยังมีประเด็นต้องพิจารณาอีกว่า กทช.ควรจัดสรรความถี่ย่านไหนให้ใช้งานในประเทศไทย

"อย่างความถี่ย่าน 3.5 GHz คงนำมาใช้บริการ Wi-Max ไม่ได้เพราะทดสอบแล้วพบว่าไปรบกวนความถี่ที่ใช้ในการส่งสัญญาณ downlink ระหว่างดาวเทียมกับสถานีภาคพื้นดิน ดังนั้นก็เหลือความถี่ย่าน 2.4 GHz และ 2.5 GHz ซึ่งความถี่ย่าน 2.5 GHz มีความเป็นไปได้มากที่สุด"

อย่างไรก็ตามก่อนที่ กทช.จะจัดสรรความถี่เพื่อให้บริการ Wi-Max ได้นั้น จำเป็นต้องจัดทำแผนการใช้งานคลื่นความถี่ก่อนตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ไปก่อนหน้านี้ โดยนายเศรษฐพรกล่าวว่า ในขั้นตอนนี้ไม่น่าจะใช้เวลานาน และเมื่อจัดทำแผนการใช้งานคลื่นความถี่เสร็จก็พร้อมที่จะออกใบอนุญาตและจัดสรรความถี่ได้เลย

"การออกใบอนุญาตจำเป็นต้องมีการกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนเกี่ยวกับการป้องกันการรบกวนกันของความถี่ และอาจต้องกำหนดว่าแต่ละพื้นที่ควรมีผู้ให้บริการกี่ราย เช่น ในพื้นที่ กทม. หากมีการติดตั้งโครงข่าย Wi-Max ความถี่ก็อาจมีการรบกวนกับบริการที่ใช้ความถี่ที่ไม่ต้องขออนุญาต (unlicensed band) อาทิ ไว-ไฟ เป็นต้น แต่ในพื้นที่ต่างจังหวัดหรือพื้นที่ห่างไกลก็สามารถใช้งานได้เต็มที่"

ด้วยเหตุผลดังกล่าวใบอนุญาต Wi-Max จะไม่เหมือนใบอนุญาต 3G เพราะใบอนุญาต 3G จะมีขอบเขตการให้บริการทั่วประเทศ แต่ใบอนุญาต Wi-Max จะมีขอบเขตการให้บริการตามแต่ละพื้นที่แทน

ด้าน พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธาน กทช. กล่าวว่า เหตุที่ กทช.ไม่อนุญาตให้ผู้ประกอบการขอยื่นทดสอบ ไวแมกซ์เพิ่มเติม เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ยื่นขอทดสอบเข้ามาเรื่อยๆ หากอนุญาตก็จะทำให้การจัดทำหลักเกณฑ์การให้บริการ Wi-Max ล่าช้าออกไปอีก ดังนั้นจะให้มายื่นขอใบอนุญาตเพื่อให้บริการได้เลย เมื่อ กทช.ประกาศหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตเสร็จแล้ว

ขณะเดียวกัน กทช.ก็มีมติในส่วนของ 3G ว่าจะไม่มีการออกใบอนุญาตชั่วคราวให้ทดสอบ การให้บริการในย่านความถี่ 2100 MHz ตามที่เอกชน 4 ราย ประกอบด้วย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), บริษัท ทรู มูฟ จำกัด, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด ยื่นขอรับการจัดสรรความถี่เป็นการชั่วคราวเข้ามา

โดยมีเหตุผลว่าเทคโนโลยี 3G เป็นเทคโนโลยีที่มีความถี่ที่ชัดเจนในการให้บริการ ไม่รบกวนคลื่นความถี่ระหว่างกันเหมือน Wi-Max ในทางเทคนิคสามารถให้บริการได้ไม่มีปัญหา รวมทั้งผู้ประกอบการมือถือก็ได้รับอนุญาตให้ทำ HSDPA บนความถี่เดิมแล้ว ขั้นตอนการออกหลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่ก็กำลังอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์แล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องทดสอบการให้บริการอีก

ประชาชาติธุรกิจ 18 กันยายน พ.ศ. 2551 | ข่าว ทั่วไป



ข่าว ทั่วไป หน้าที่   1   2   3   4   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14   15 

ข่าว 3G || ข่าว IT

AIS Aircard| AirCard| แอร์การ์ด| AirCard USB| GPRS| EDGE| 3G| Dtac aircard| 3G AirCard| 3G Router| GPS ติดรถ| GPS| GPS คืออะไร| GPS Navigator| ราคา GPS ติดรถ| ราคา GPS| GPS ติดตามรถ| GPS tracking| GPS tracker| GPS กันขโมย| ระบบติดตามรถยนต์

GPSIAMDOTCOM 323/8 ซอยภาวนา ถนนลาดพร้าว41 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ 10310
โทรศัพท์ : 02-9399-616 - 17, 02-939-8912 / Fax : 02-939-8913