ทรู เกตเวย์ เตรียมลงทุน 1,000 ล้านวางเครือข่ายใยแก้วใต้น้ำจากกรุงเทพไปสหรัฐอเมริกา เร่งเจรจาพันธมิตรต่างประเทศร่วมลงทุน หาลงตัวพร้อมบริการในปี 53 ทั้งรุดเจรจา กสท ยอมเปิดเสรีเชื่อมโครงข่ายตรงไปอเมริกา พร้อมเดินหน้าลงทุนขยายแบนด์วิธเพิ่มอีก 100 ล้านบาทปี 52 หนุนธุรกิจอินเทอร์เน็ตโต
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายอโณทัย รัตนกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัททรู อินเทอร์เน็ต เกตเวย์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทกำลังวางแผนสร้างเคเบิลใยแก้วใต้น้ำเพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตโดยตรงจากกรุงเทพฯ ไปยังสหรัฐ คาดว่าจะต้องใช้งบในการลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างเจรจาหาพันธมิตรร่วมทุนทั้งใน และต่างประเทศ
โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาพันธมิตรในสหรัฐอเมริกา อินเดีย รวมทั้งบริษัทในแถบเบอร์มิวดา แม้ว่าปัจจุบันไทยจะมีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำจากกรุงเทพฯ ไปยังสหรัฐโดยตรง ซึ่ง กสท โทรคมนาคมเป็นเจ้าของโครงข่าย แต่ถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการเปิดให้ใช้งานอย่างเสรี ทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศโดยรวมไม่มีประสิทธิภาพมากพอ เพราะต้องผ่านเกตเวย์ในหลายประเทศก่อนจะถึงอเมริกา
"เราได้พยายามคุยกับทาง กสท ซึ่งมีโครงข่ายนี้อยู่แล้ว หาก กสท เปิดให้บริการเชื่อมต่ออย่างเสรี เราก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนวางโครงข่ายเอง แต่ กสท ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในเรื่องนี้" นายอโณทัย กล่าว
สำหรับแผนการเจรจากับพันธมิตรในการวางเครือข่ายดังกล่าวจะทำ ควบคู่กับการรอการเปิดเชื่อมต่อจาก กสท หากเป็นไปตามแผนงาน ระยะเวลาการเจรจากับพันธมิตรที่จะร่วมลงทุนจะอยู่ราวๆ 4-6 เดือน หลังจากนั้นจะใช้เวลาอีกกว่า 2 ปี ในการสร้าง โดยประเมินว่า จะสร้างแล้วเสร็จ พร้อมเปิดให้บริการได้ภายในปี 2553
"หาก กสท เปิดโครงข่ายให้เชื่อมต่อตรงไปยังสหรัฐ จะส่งผลทำให้ความเร็วของอินเทอร์เน็ตในประเทศเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว และทำให้ค่าบริการอินเทอร์เน็ตในประเทศลดลงทันที 30% แต่หาก กสท ไม่ยอมเปิดโครงข่าย ทรู ก็คงต้องเดินหน้าลงทุนตามแผนที่วางไว้เอง" นายอโณทัยกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะหารือกับพันธมิตรในประเทศ ที่มีแนวโน้มต้องใช้แบนด์วิธเพิ่มในอนาคตมาร่วมลงทุนด้วย โดยหากไม่นับ กสท แล้ว ก็จะหารือร่วมกับ เอไอเอส ดีแทค ทีโอที รวมถึงกลุ่มจัสมิน เป็นต้น
สำหรับแผนการลงทุนปีหน้า เตรียมลงทุนขยายแบนด์วิธเพิ่มจาก 7 กิกะบิต เป็น 8.3 กิกะบิต ด้วยเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท
ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมีแบนด์วิธรวมทั้งตลาดราว 27 กิกะบิต หรือมูลค่าตลาดรวม 3,000 ล้านบาท และคาดว่าปี 52 จำนวนแบนด์วิธทั้งตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 50 กิกะบิต มูลค่าตลาดจะอยู่ระหว่าง 4 , 800-5 , 000 ล้านบาท
"โดยปกติแล้ว แบนด์วิธในแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2 เท่า มาจากจำนวนผู้ใช้เน็ตเอดีเอส แอลที่เพิ่มขึ้น รวมถึงคอนเทนท์ปัจจุบันที่เน้นภาพ และเสียงทำให้การใช้แบนด์วิธเพิ่ม ส่วนกลุ่มทรูสิ้นปีนี้ ตลาดรวมของเราอยู่ที่ 850 ล้านบาท ปีหน้าวางรายได้ในส่วนนี้ไว้ 1,000 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งการตลาดราว 20% ของแบนด์วิธรวมทั้งตลาด" นายอโณทัยกล่าว
ขณะเดียวกัน บริษัทยังอยู่ระหว่างการเดินโครงข่ายไฟเบอร์บนดินไปยังกรุงอัมสเตอดัม ซึ่งถือเป็นโหนดอินเทอร์เน็ตหลักของยุโรป รวมทั้งในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นศูนย์รวมคอนเทนท์ และในเมืองลอสแองเจลิส ในสหรัฐฯด้วย
ทั้งนี้ บริษัทยังได้มีการติดตั้ง POPS หรือ Point of Presence ทั้งในไทย และต่างประเทศ ซึ่งได้แก่ประเทศสิงคโปร์ และสหรัฐ เพื่อให้ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตมาไทยได้เร็วขึ้นลุ้นกันอีกหน่อย เพราะล่าสุดทีโอที ทดสอบไวแม็กซ์ ชลบุรี เล็งเปิดบริการปีหน้า หวังทดแทนบริการเก่า หากหวั่นขาดเงินลงทุน เหตุ 3 โครงการใหญ่จ่อคิวรอ
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายวิเชียร นาคสีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริการโทรคมนาคมโดยทั่วถึง บมจ.ทีโอที กล่าวว่า ทีโอทีได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้ทดสอบให้บริการไวแม็กซ์ บนคลื่นความถี่ 2.5 กิกะเฮิรตซ์ ความกว้าง 6 เมกะเฮิรตซ์ จึงทดสอบที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์สูง มีลูกค้าใช้งานหลากหลาย โดยร่วมมือกับบริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด ใช้อุปกรณ์โมโตโรล่า และกำลังเจรจาจะทดสอบกับรายอื่นด้วย
ทีโอที มีแผนให้บริการเชิงพาณิชย์ปี 2552 หลังจาก กทช. ให้ใบอนุญาต ทั้งคลื่นความถี่ 2.3 กิกะเฮิรตซ์ ที่ทีโอทีมีอยู่แล้ว และคลื่นความถี่ 2.5 กิกะเฮิรตซ์ ที่ต้องรอการจัดสรร ระยะแรกจะเน้นกลุ่มลูกค้าเดิมที่ใช้งานเทคโนโลยีเก่า แต่กำลังจะหมดอายุ อาทิเช่น เครือข่ายโทรศัพท์ระบบทีดีเอ็มเอ โทรศัพท์เอ็นเอ็มที 470 เมกะเฮิรตซ์ ที่ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน และโทรศัพท์สาธารณะ ซึ่งมีลูกค้าประมาณ 2 แสนราย รวมถึงขยายการให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ไปยังพื้นที่นอกข่ายสาย ทั้ง กทม. และต่างจังหวัด
หากทีโอทียังไม่มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน เพราะต้องรอผลการทดสอบ และการประกาศหลักเกณฑ์จาก กทช. ก่อน จึงจะวางแผนว่าต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร และให้บริการพื้นที่ใดบ้าง
"ทีโอทีได้เปรียบที่มีลูกค้าและคลื่นความถี่ แต่ก็น่าเป็นห่วงเรื่องเงินลงทุน เพราะทีโอทีมีแผนการลงทุนขนาดใหญ่มาก ทั้งโครงการ 3 จี 2.9 หมื่นล้านบาท และยังมีโครงการบรอดแบนด์อีก 2 โครงการกว่า 7 พันล้านบาท เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ"
การทดสอบครั้งนี้มีรูปแบบบริการ อาทิเช่น บริการวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ บริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต ทีโอทีเน็ตคอลล์ และวีโอไอพี บริการวีดิโอสตรีมมิ่ง เป็นต้น ครอบคลุม 8 ตารางกิโลเมตร รองรับลูกค้า 50-100 รายต่อสถานีฐาน กำหนดสิ้นสุด 19 ก.ย.นี้ ก่อนทำรายงานสรุปผลเสนอต่อ กทช.ทีโอทีลั่นพร้อมลงทุนไวแมกซ์มากกว่าผู้ประกอบรายใด เผยมีลูกค้าในมือรอรับบริการแล้วกว่า 2 แสนราย คาดให้บริการเชิงพาณิชย์ในปี 52 เล็งนำมาทดแทนบริการ TDMA โทรศัพท์ 470 MHz ที่อุปกรณ์จวนหมดอายุ และเสริมลูกค้าที่ต้องการบรอดแบนด์นอกข่ายสาย ชี้ผลทดสอบที่ชลบุรีได้ผลน่าพอใจ
นายวิเชียร นาคศรีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริการโทรคมนาคมโดยทั่วถึง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหสชน) เปิดเผยว่า ทีโอทีมีความต้องการให้บริการไวแมกซ์ ทันทีที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ให้ใบอนุญาต และยังมีความพร้อมในการลงทุนมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่นที่ยื่นขอทดสอบไวแมกซ์จำนวน 14 ราย ซึ่งคาดว่าจะสามารถให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2552
ปัจจุบันทีโอทีมีคลื่นความถี่ 2.3 GHz ที่พร้อมใช้ให้บริการไวแมกซ์ ในย่านความถี่ 2.5 GHz ได้ทันที อีกทั้งทีโอทีมีฐานลูกค้าในมือที่พร้อมใช้บริการแล้วกว่า 2 แสนราย โดยลูกค้าเหล่านี้เป็นลูกค้าเดิมที่ใช้งานเทคโนโลยี Time division multiple access (TDMA) และลูกค้าที่ใช้บริการโทรศัพท์ระบบ 470 MHz ซึ่งอุปกรณ์ของทั้งสองบริการใกล้จะหมดอายุแล้ว
“ทีโอทีมีความพร้อมให้บริการไวแมกซ์มากกว่าผู้ประกอบการทุกรายที่ได้สิทธิ์ในการทดสอบจาก กทช. เพราะเรามีฐานลูกค้าพร้อมใช้อยู่ในมือ อีกทั้งยังมีคลื่นความถี่ 2.5 GHz ที่สามารถให้บริการไวแมกซ์ได้ เพราะเป็นย่านความถี่ใกล้เคียงกัน ส่วนเรื่องการลงทุนขณะนี้ยังไม่ได้มีการวิเคราะห์ไว้ว่าจะเป็นเท่าไหร่ แต่โดยเฉลี่ย 1 สถานีฐานใช้เงินลงทุนประมาณ 2-3 ล้านบาท ประกอบกับขณะนี้ทีโอทีต้องลงทุนมากมายหลายรายการ เช่น บรอดแบนด์ไอพี บรอดแบนด์ 1 แสนพอร์ต และโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี”
ผู้บริหารทีโอทีกล่าวว่า ไวแมกซ์เป็นเทคโนโลยีที่สร้างประโยชน์ให้กับทีโอทีเป็นอย่างมาก โดยทีโอทีมีเป้าหมายที่นำไวแมกซ์เข้าไปใช้ทดแทนบริการที่อุปกรณ์ใกล้หมดอายุ อย่าง TDMA ซึ่งทีโอทียังมีลูกค้าใช้บริการอยู่มากกว่า 1 แสนราย และโทรศัพท์ 470 MHz ซึ่งทีโอทีให้บริการโทรศัพท์สาธารณะ และโทรศัพท์พื้นฐาน ซึ่งมีลูกค้าใช้บริการ 30,000 เลขหมาย
นอกจากนี้ บริการดังกล่าวยังสามารถช่วยให้ทีโอทีให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แก่ลูกค้าที่มีความต้องการใช้งานบริเวณนอกข่ายสายโทรศัพท์ประจำที่ ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ทีโอทีจะไม่ลงทุนในทั้งหมดทั่วประเทศ แต่จะเลือกเฉพาะพื้นที่ที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากอย่างแท้จริงเนื่องจากเสี่ยงต่อปัญหาอุปกรณ์ตกรุ่น และไม่มีความต้องการใช้งาน
“ทีโอทีมีเป้าหมายนำบริการนี้ไปใช้งานชดเชยบริการเดิมที่อุปกรณ์ใกล้หมดอายุ และจะนำไปเสริมให้บริการแก่ลูกค้าที่ต้องการใช้งานบรอดแบนด์ความเร็วสูง แต่อยู่นอกพื้นที่ข่ายสายโทรศัพท์พื้นฐานเข้าถึงได้”
พร้อมกันนี้ ทีโอทีได้ทดสอบไวแมกซ์ ในจังหวัดชลบุรี จำนวน 3 สถานีฐาน เป็นระยะเวลา 6 เดือนร่วมกับบริษัท แพลนเน็ต คอมมูนิเคชั่น เอเชีย ซึ่งเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์โมโตโรล่า ซึ่งผลการทดสอบออกมาเป็นไปตามมาตรฐาน สามารถให้บริการในอาคารระยะหวังผล 2-3 กิโลเมตร นอกอาคารประมาณ 9.1 กิโลเมตร ซึ่งปกติระยะทางการทดสอบในพื้นที่โล่งไม่มีตึกหรือภูเขาบดบังสื่อสัญญาณได้ไกลถึง 15 กิโลเมตร ส่วนพื้นที่หวังผลจะต้องอยู่ในมุม 90 องศาของอุปกรณ์สื่อสัญญาณ
สำหรับสถานที่ติดตั้ง 3 จุดอยู่ที่ศูนย์โทรคมนาคมชลบุรี ชุมสายเขาบางทราย และอาคารพักอาศัยบริเวณอำเภอเมือง พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ลูกข่าย จำนวน 22 ชุด ประกอบด้วยอุปกรณ์ลูกข่ายทั้ง 4 ประเภท คือ แบบที่ใช้ภายในอาคาร หรือ Indoor CPE จำนวน 10 ชุด และแบบภายนอกอาคาร หรือ Outdoor CPE จำนวน 5 ชุด เพื่อติดตั้งให้ทดสอบใช้งานที่โรงพยาบาล สถานีตำรวจ สถานศึกษา ร้านค้า บ้านพักอาศัย แบบพีซีไอ การ์ด หรือ PCI Card จำนวน 5 ชุด เพื่อติดตั้งให้ใช้งานกับโน้ตบุ๊กที่สถานศึกษา สำนักงานที่ดิน บริษัทเอกชน และแบบชนิดติดรถยนต์ หรือ Mobile CPE จำนวน 2 ชุด เพื่อให้ใช้กับรถตำรวจ
อย่างไรก็ดี กลุ่มลูกค้า ทีโอที ที่เข้าร่วมการทดสอบจะได้ใช้งานระบบจริงโดยไม่ต้อง เสียค่าใช้จ่าย โดยมีช่วงระยะเวลาการทดสอบประมาณ 30–90 วัน ในวันที่ 19 ก.ย. 51 ทีโอทีจะต้องเก็บอุปกรณ์คืน และส่งออกนอกประเทศทั้งหมดตามเงื่อนไขกทช.
เหตุผลที่เลือกพื้นที่ทดสอบที่จังหวัดชลบุรีเพราะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ อีกทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตค่อนข้างสูง และมีกลุ่มลูกค้าผู้ใช้งานที่หลากหลาย สามารถทดสอบระบบได้หลายรูปแบบและมีความพร้อมด้านโครงข่ายพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในเรื่อง ของการเชื่อมโยงระบบสื่อสัญญาณ ประเทศญี่ปุ่น คือประเทศที่มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือบรอดแบนด์คุณภาพดีที่สุดในโลก
การสำรวจพบ ประเทศญี่ปุ่นคือประเทศที่มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือบรอดแบนด์ประสิทธิภาพเยี่ยมยอดที่สุดในโลก ชนะสวีเดน และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งทำสถิติเหนือกว่าประเทศใดๆในยุโรป ทั้งที่สองประเทศนี้เพิ่งจะลงทุนสร้างโครงข่ายไฟเบอร์ออปติคความเร็วสูงและอัปเกรดเครือข่ายเคเบิลทีวีไป
การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดภายใต้การสนับสนุนของผู้ผลิตเครือข่ายอย่างซิสโกซิสเต็มส์ (CiscoSystems) ทำการสำรวจโดยเก็บวัดค่าจากเว็บไซต์ Speedtest.net เป็นหลัก ซึ่งผู้ใช้ทั่วไปสามารถทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตของตัวเองได้จากเว็บไซต์ดังกล่าว
ผู้สำรวจนำผลการทดสอบกว่า 8 ล้านครั้งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ไปประมวลเพื่อคำนวณเป็นคะแนนคุณภาพอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทั้งค่าความเร็วในการอัปโหลด ดาวน์โหลด และระยะเวลาที่แพคเก็จข้อมูลใช้ในการเคลื่อนที่จากต้นทางไปปลายทาง โดยการพิจารณาคะแนนเหล่านี้พบว่า หลายประเทศอย่างอังกฤษ สเปน ออสเตรเลีย และอิตาลี นั้นยังมีค่าเฉลี่ยคะแนนในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะกับการใช้แอปพลิเคชันคุณภาพสูงอย่างการชมวีดีโอออนดีมานด์ การสนทนาด้วยวีดีโอ และการแชร์ไฟล์
Fernando Gil de Bernabe ผู้จัดการทั่วไปของซิสโกแสดงความประหลาดใจเมื่อประเทศเล็กๆอย่างลัทเวีย (Latvia) สามารถครองแชมป์ประเทศที่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงประสิทธิภาพเยี่ยมอันดับ 4 ของโลก ซึ่งลัทเวียก็ยังมีจำนวนผู้ใช้งานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตไม่กี่ครัวเรือนเท่านั้น เช่นเดียวกับประเทศสโลวาเนียและลิธัวเนียซึ่งติดอันดับ 1 ใน 10 ด้วย
สำหรับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกานั้นอยู่ในอันดับที่ 16 รัสเซียอยู่อันดับที่ 17 นำหน้าบัลแกเรียแต่ต่ำกว่าฟินแลนด์
การจัดลำดับในครั้งนี้ไม่ได้คำนึงถึงความแพร่หลายในการใช้บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต และระดับราคาในการให้บริการ โดยซิสโก ในฐานะผู้สนับสนุนการสำรวจจะได้ประโยชน์จากสำรวจครั้งนี้เต็มที่ เพราะซิสโกนั้นจำหน่ายอุปกรณ์เครือข่ายอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว การสำรวจครั้งนี้จะทำให้ซิสโกรู้ว่าตลาดใดจะต้องมีการอัปเกรดระบบเพื่อให้รองรับความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชนในชาติต่อไป
ต่อไปนี้คือ 10 อันดับประเทศที่มีบรอดแบนด์ประสิทธิภาพเยี่ยมยอดที่สุดในโลก
1.ญี่ปุ่น
2.สวีเดน
3.เนเธอร์แลนด์
4.ลัทเวีย
5.เกาหลี
6.สวิตเซอร์แลนด์
7.ลิธัวเนีย
8.เดนมาร์ก
9.เยอรมนี
10.สโลวาเนียตั้งธงก่อนถึงคิวหมดวาระอรหันต์ "กทช." ลุยปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และประกาศต่างๆ หลังพบปัญหายุ่บยั่บ ประเดิมแก้ประกาศว่าด้วยการ "โอนใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่" เป็นคิวแรก เหตุที่ปรึกษากฎหมายระบุกทช. ออกประกาศเกินอำนาจที่มี แนะเร่งแก้ไข ชี้คู่กรณีอาจสบช่องฟ้องศาลปกครอง เสี่ยงทั้งทางแพ่งและอาญา
พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กทช.มีนโยบายที่จะปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ได้ประกาศใช้ไปแล้วให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการได้จริงในทางปฏิบัติ โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่คณะกรรมการ กทช.จะหมดวาระในเร็ววันนี้ด้วย
"เราคาดว่าทั้งคนที่จับสลากออก และคนที่ยังอยู่ในตำแหน่ง (กทช.) ก็คงต้องไปทั้งหมดเมื่อกฎหมาย กสช.ออกมา ถ้าออกมาเร็วก็ไปเร็ว ดังนั้นจึงควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ทั้งหลายให้ดีขึ้นก่อนหมดวาระเพื่อให้หลักเกณฑ์ต่างๆ ใช้งานได้จริง"
โดย กทช.จะนำประกาศว่าด้วยการโอนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และการให้ ผู้อื่นร่วมใช้คลื่นในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2550 มาพิจารณาเป็นอันดับแรกว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนใดหรือไม่ ซึ่งจะไม่ได้แก้ไขในประเด็นที่เป็นสาระสำคัญแต่อย่างใด
ด้านแหล่งข่าวจากคณะกรรมการ กทช. เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สาเหตุที่ กทช.เตรียมหยิบยกหลักเกณฑ์การโอนคลื่นมาพิจารณา เนื่องจากนายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ หนึ่งในคณะกรรมการ กทช.มีข้อสงสัยว่า การที่หลักเกณฑ์ฉบับดังกล่าวมีบทบัญญัติเกี่ยวกับ "การเข้าใช้ความถี่แทนที่" นั้นสอดคล้องหรือขัดแย้งต่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543
โดยได้หารือกับ พล.อ.ชูชาติ สุขสงวน และ รศ.กมลชัย รัตนสกาววงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายประจำ กทช.ใน 4 ประเด็น คือ 1.ประกาศฉบับดังกล่าวขัดต่อกฎหมายหรือไม่ 2.หากเห็นว่าขัดต่อกฎหมายจำเป็นต้องพิจารณาแก้ไขโดยทันทีหรือไม่ 3.การแก้ไขหลักเกณฑ์ต้องรับฟังความคิดเห็นสาธารณะหรือไม่ และ 4.หากไม่แก้ไขและดำเนินการตามกระบวนการต่อไป จะทำให้เกิดผลเสียหายอย่างไร
รศ.กมลชัย รัตนสกาววงศ์ ให้ความเห็นว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯกำหนดให้คลื่นความถี่เป็นสิทธิของ ผู้ประกอบการ โดยถือเอาคุณสมบัติเฉพาะตัวเป็นสำคัญ โดยหลักการแล้วจึงมิให้โอนแก่คนอื่น ยกเว้นกรณีที่ กทช.พิจารณาเฉพาะราย ผู้ประกอบการจึงต้องดำเนินการใช้ความถี่ด้วยตนเองจะให้ผู้อื่นร่วมใช้ความถี่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กทช.กำหนด ดังนั้นการที่ กทช. ออกประกาศที่มีเนื้อหากว้างไปถึงการอนุญาตให้ผู้อื่นเข้าใช้ความถี่แทนที่ด้วย ถือเป็นการออกประกาศ กทช.ที่เกินอำนาจตาม พ.ร.บ.แม่บทให้อำนาจไว้
และเพื่อให้ประกาศ กทช.ชอบด้วยกฎหมาย กทช.มีอำนาจที่จะพิจารณาแก้ไขประกาศดังกล่าว ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มี ผู้ประกอบการรายใดได้รับสิทธิการใช้ความถี่แทนที่ก็ควรแก้ไขทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ แต่หากต้องการได้รับการสนับสนุนทางกฎหมายก็ควรหารือคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะหากไม่แก้ไขผู้ประกอบการที่ไม่เห็นด้วยกับประกาศนี้อาจฟ้องศาลปกครองให้ตรวจสอบและยกเลิกประกาศฉบับนี้ได้
ส่วน พล.อ.ชูชาติ สุขสงวน ให้ความเห็นว่า การพิจารณาว่าประกาศดังกล่าวขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงที่มาของอำนาจในการออกหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งม.53 มีการกำหนดเรื่อง "การโอนคลื่น" และ "การร่วมใช้ความถี่" ชัดเจน แต่ไม่มีคำว่า "การใช้ความถี่แทนที่" จึงต้องพิจารณาว่าความหมายของ "การใช้คลื่นความถี่แทนที่" ครอบคลุมอยู่ในเรื่องของการโอนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่หรือการร่วมใช้ความถี่หรือไม่ หากไม่ครอบคลุมก็ไม่อยู่ในนัยของ ม.53
ส่วนจะอาศัยอำนาจตาม ม.54 กรณีที่ผู้รับอนุญาตไม่ได้ใช้คลื่นความถี่ประกอบกิจการในเวลาที่กำหนด หรือใช้ความถี่ผิดวัตถุประสงค์ กทช.มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องหรือมีคำสั่งให้คืนคลื่นความถี่ได้ โดย ม.54 การ "ใช้คลื่นความถี่แทนที่" โดย กทช. เพื่อการแก้ไขให้ถูกต้อง หรือเป็นการถอนคืนคลื่นความถี่ ต้องพิจารณาว่าเป็นไปตามนัยข้างต้นหรือไม่
และหากการกำหนดเรื่องใช้คลื่นความถี่แทนที่ไม่เป็นไปตามเหตุผลข้างต้น ประกาศ กทช.ว่าด้วยการโอนคลื่นความถี่ย่อมขัดต่อกฎหมาย และกทช.เสี่ยงต่อการเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ม.157 ของประมวลกฎหมายอาญา
ดังนั้น หากพบว่าประกาศฉบับนี้ขัดต่อกฎหมายแต่ไม่แก้ไขให้ถูกต้อง และมีผู้นำหลักเกณฑ์ฉบับนี้ไปปฏิบัติ เมื่อมีประเด็นโต้แย้งจากคู่กรณีในอนาคตอาจนำไปสู่การพิจารณาของศาลปกครอง ความรับผิดชอบในความบกพร่องหรือค่าเสียหายอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดย่อมตกเป็นของ กทช.ทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งการแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าวต้องดำเนินการโดยเร็ว และควรรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพราะเป็นการแก้ไขในสาระสำคัญของประกาศ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะนี้มีผู้ให้บริการมือถือ 3 ราย ได้แก่ ทรูมูฟ เอไอเอส และดีแทคแจ้งความประสงค์ขอเข้าใช้คลื่นความที่แทนที่ในกิจการเพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์แทนที่ บมจ.กสท โทรคมนาคม และผู้ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่รายอื่นในกิจการประจำที่ และกิจการเคลื่อนที่
แต บมจ.กสท โทรคมนาคมได้ทำหนังสือคัดค้านคำร้องขอเข้าใช้คลื่นแทนที่ผู้รับใบอนุญาตและขออนุญาตขยายระยะเวลาจัดทำคำโต้แย้งหรือคำคัดค้านข้อเท็จจริง พร้อมจัดทำรายงานประเมินสถานะการใช้คลื่นเพิ่มเติม กรณีเอไอเอสขอใช้คลื่นความถี่แทน กสทฯระบุว่า เอไอเอสไม่มีสิทธิขอใช้คลื่นแทนเพราะเป็นผู้ประกอบการซึ่งได้สัมปทาน มิใช่ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม อีกทั้งการอนุญาตให้ใช้คลื่นแทนยังมีผลกระทบต่อสัญญาสัมปทานที่ทำไว้กับดีแทค เนื่องจากในสัญญาได้กำหนดย่านความถี่ไว้เป็นสาระสำคัญของสัญญา
อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินการ เพื่อให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เพียงองค์กรเดียว หาก กทช.ดำเนินการตามประกาศว่าด้วยการโอนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ อาจมีผลเป็นการ "จัดสรรคลื่นความถี่" ตามกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์กรเดียวที่รวม กทช. และ กสช.เข้าด้วยกัน จึงควรชะลอการดำเนินการดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อให้เป็น ไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ"AIS"จับมือพาร์ตเนอร์ด้านคอนเทนต์ข่าว เปิดมิติใหม่ด้วยการยกคลิปวิดีโอข่าวด่วนขึ้นบนมือถือ เหมาจ่าย 69 บาทต่อเดือน ดูข่าวสดได้วันต่อวัน เชื่อพฤติกรรมผู้บริโภคจะค่อยเปลี่ยนจากการอ่านข้อความแล้วหันมาดูวิดีโอมากขึ้น และเป็นการรองรับกระแสโมบายทีวีโต และเทคโนโลยี 3G ที่กำลังจะมา
นายปรัธนา ลีลพนัง ผู้อำนวยการสำนักบริการเสริม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวถึงแผนการรุกตลาดคอนเทนต์ว่า ตั้งแต่ต้นปี 2551 ภาพรวมของตลาดคอนเทนต์ถือว่าคึกคักและเติบโตขึ้นมากเนื่องจากมีคอนเทนต์รูปแบบแปลกใหม่เข้ามาสร้างสีสันให้ตลาดมือถือจำนวนมากทำให้ธุรกิจคอนเทนต์มีสัดส่วนสูงถึง 15% ของธุรกิจนอนวอยซ์ทั้งหมด และคาดว่าปีนี้จะเติบโตอย่างต่อเนื่องกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมใช้บริการมากเป็นอันดับหนึ่งคือ “ข่าว” ทั้งในแง่การสร้างรายได้และยอดผู้ใช้บริการสูงถึง 1.5 ล้านราย รองมาคือคอนเทนต์เพลงและภาพ
จากอัตราการเติบโตของคอนเทนต์ดังกล่าว เอไอเอสจึงเปิดไอเดียใหม่ให้แก่วงการคอนเทนต์ข่าว ต่อจาก SMS และ MMS โดยร่วมกับพันธมิตรข่าวอย่างสำนักข่าวทีนิวส์ นำเทคโนโลยีโมบายทีวี เข้ามาผสมผสานสร้างมิติใหม่ของการรับข่าวบนมือถือกับบริการข่าวด่วนมัลติทีนิวส์ส่งคลิปวิดีโอข่าวด่วน รายงานภาพเหตุการณ์สดๆ บนมือถือ เป็นครั้งแรกทำให้ได้อรรถรสและรายละเอียดในการดูข่าวมากขึ้นพร้อมทั้งออกแบบแพกเกจราคารูปแบบใหม่ ที่เหมารวมค่าคอนเทนต์และค่า GPRS ไว้ด้วยกันในราคาเพียง 69 บาทต่อเดือน แต่มีอายุการดูข่าวแบบวันต่อวัน หากต้องการดูย้อนหลังวันอื่นๆ ต้องเข้าไปที่บล็อกโดยต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
สำหรับบริการใหม่นี้ลูกค้าจะได้รับคลิปข่าวทุกวัน วันละ 4-6 ข่าว เป็นข้อความ SMS และมี URL Wap Link ต่อท้าย หากต้องการดูรายงานข่าวพร้อมภาพเหตุการณ์จริง ก็กดลิงก์เข้าไป ระบบจะเชื่อมต่อ GPRS ด้วยความเร็ว 60-80 กิโลบิตต่อวินาทีไปสู่หน้าคลิปวิดีโอข่าวบนโปรแกรม Real Player ความยาว 1 นาที สมัครใช้บริการง่ายๆ กด *470012011 แล้วโทรออก. รอรับข้อความตอบกลับทาง SMS
เหตุผลที่เอไอเอสก้าวมาทำโมเดลข่าวรูปแบบใหม่เพิ่มเติม เพราะเห็นถึงโอกาสการเติบโตของโมบายทีวี ที่เริ่มมีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นกว่า 100 % ตั้งแต่ต้นปี 2551 จนปัจจุบันมีลูกค้าใช้โมบายทีวีประมาณ 3.5 แสนคน จากปีที่แล้วที่มีคนใช้อยู่ประมาณ 2 หมื่นคน กลุ่มเป้าหมายของบริการนี้ นอกจากลูกค้าคอข่าวที่ใช้บริการรับข่าวทางมือถืออยู่แล้ว ผู้บริหารเอไอเอสยังเชื่อว่าจะดึงดูดลูกค้าใหม่ให้ทดลองใช้บริการรับข่าวทางโมบายทีวีอีกด้วย เช่น นักศึกษา คนเพิ่งเริ่มทำงาน
“พฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคจะค่อยๆ เติบโต ไม่ใช่บริการแค่เอสเอ็มเอส แต่เป็นโมบายทีวี อนาคตจะเป็น 3G เมื่อเทคโนโลยีเอื้อผู้บริโภคจะค่อยๆเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคจากการอ่านข้อความที่ขณะนี้มีประมาณ 50% เป็นวิดีโอมากขึ้น”
นายปรัธนากล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้บริการรับข่าวบนโทรศัพท์มือถือเติบโตมากเนื่องด้วยสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้คนต้องการรับทราบข่าวสารอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ซึ่งมือถือตอบโจทย์ความต้องการของคนในส่วนนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะส่งข้อมูลได้แบบ Real Time ทันทีที่เกิดเหตุ ลูกค้าก็ทราบข่าวได้ทันท่วงที มือถือกลายเป็นสถานีข่าวส่วนตัวไปแล้ว
นอกจากนี้ ธรรมชาติของคอนเทนต์ข่าวแตกต่างจากคอนเทนต์ประเภทอื่น คืออายุคอนเทนต์ค่อนข้างสั้น เน้นที่ความสด ใหม่เป็นสำคัญ รับข่าวใหม่มา ข่าวเก่าก่อนหน้านี้ก็หมด Value ไปแล้ว ทำให้ลูกค้าไม่นิยม Forward ต่อ ต่างจากคอนเทนต์เพลง และภาพที่อายุการใช้งานยาวกว่า เพลงฟังได้ตลอด จึงมีการพยายาม Forward ต่อ นี้จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจคอนเทนต์ข่าวมีอัตราผู้ใช้บริการใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ด้านนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม กรรมการผู้อำนวยการ สำนักข่าวทีนิวส์ กล่าวว่า ในฐานะคนทำข่าวโทรศัพท์มือถือจะช่วยเป็นสื่อเสริมให้แก่สื่อหลักในการแพร่กระจายข่าวไปสู่มือประชาชนได้แบบถึงตัว ไร้ข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา การร่วมือกับเอไอเอสนำเทคโนโลยีมัลติมีเดียมาใช้ในการรายงานข่าว กับบริการ ข่าวด่วนมัลติทีนิวส์ เป็นการเพิ่ม Value ให้กับคอนเทนต์ข่าวบนมือถือมากขึ้น ทำให้ประชาชนรับชมภาพเคลื่อนไหวจากเหตุการณ์จริง และเสียงรายงานข่าวทางมือถือได้ทันที เหมือนกำลังชมรายการข่าวทางโทรทัศน์
ที่ผ่านมามีลูกค้าเอไอเอสสมัครรับข่าว SMS กับทีนิวส์ มากกว่า 3.8 แสนรายจึงมั่นใจว่าบริการนี้จะเติมเต็มอรรถรสให้แก่คอข่าวได้เป็นอย่างดี
“สำนักข่าวทีนิวส์ เราเน้นที่ความรวดเร็ว และข่าวที่อยู่ในความสนใจของคน ทั้งการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และภูมิภาค ด้วยทีมข่าวกว่า 100 ชีวิต ประจำอยู่ทุกจังหวัด พร้อมที่จะรายงานเหตุการณ์จากทั่วทุกมุมในประเทศไทย ตลอด 24 ชั่วโมง”
พร้อมกันนี้ บริษัทได้ทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท เพื่อขยายสื่อมัลติมีเดียให้ครบวงจร ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม สื่อสิ่งพิมพ์ และระบบข่าวผ่านโทรศัพท์มือถือ
สำหรับตลาดรวมคอนเทนต์รอบปีนี้ที่ประเมินกันว่าจะมีมูลค่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาทนั้น 30% จะเป็นเพลงกับเสียงรอสาย หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6 พันล้านบาท ส่วนคอนเทนต์ข่าวมีมูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท ผู้บริหารเอไอเอสจึงมั่นใจว่าโอกาสทางธุรกิจช่องทางนี้ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากซัพพลายเออร์ต่างชาติตบเท้าโชว์เทคโนโลยี 3G-NGN ในงานไอทียู 2008 "เอ็นอีซี" ขนทั้งเทคโนโลยีโครงข่ายและโซลูชั่นเตรียมเจาะตลาดไทย รอจังหวะภาครัฐและเอกชนไทยลงทุน รวมทั้ง "เอียร์เดโต" เจ้าของเทคโนโลยีคอนเทนต์ซีเคียวริตี้บน "ไอพีทีวี-ทีวีบอกรับสมาชิก" หวังเกาะกระแสเทคโนโลยี 3G เพื่อจุดพลุโมบายทีวีในไทย
บรรยากาศในงานไอทียู เทเลคอม เอเชีย 2008 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทต่างประเทศเจ้าของเทคโนโลยีหลายรายพร้อมใจกันนำเทคโนโลยี 3G และอุปกรณ์โครงข่าย แห่งอนาคต (NGN : next generation network) และบริการต่อยอดของทั้ง 2 เทคโนโลยีมาแสดง โดยเฉพาะบริษัทจากค่ายญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นเอ็นอีซี, เอ็นทีที โดโคโม, เคดีดีไอ, ฟูจิตสึ และชาร์ป เป็นต้น สอดรับกับนโยบายการลงทุนของ รัฐบาลไทยที่เพิ่งอนุมัติให้ บมจ.ทีโอทีลงทุนพัฒนาโครงการ 3G และ NGN
นายฟูมิอากิ ยามาดะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แม้จะได้นำเทคโนโลยีและโซลูชั่นล่าสุดบน โครงข่าย NGN อาทิ โมบายไวแม็กซ์ รวมถึงระบบโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ตหรือไอพีทีวีมาแสดง แต่บริษัทเชื่อว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดอาจไม่คุ้มค่าที่สุดในการลงทุน ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะสนับสนุนไปในทางใด ในฐานะผู้ผลิตเทคโนโลยีพร้อมให้คำแนะนำและเสนอในสิ่งที่ผู้ลงทุนต้องการซึ่งเป็นจุดแข็งของเอ็นอีซีมาตลอด รวมถึงการทุ่มงบฯวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นใหม่ๆ ที่รองรับได้ทุกความต้องการของลูกค้า
ฟูมิอากิ ยามาดะ
ในฐานะที่เป็นบริษัทจากญี่ปุ่นซึ่งใช้ 3G มานานแล้ว ขณะเดียวกันก็คุ้นเคยกับตลาดในเมืองไทยมายาวนาน มองว่าการที่ไทยจะลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี 3G ให้ คุ้มค่ากับการลงทุน สิ่งสำคัญคือการวางแผนธุรกิจของผู้ให้บริการแต่ละราย ว่าจะลงทุนในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร มีบริการใดรองรับบ้าง กำหนดเวลาคืนทุนเมื่อไหร่
"ในทรรศนะส่วนตัวมองว่ายิ่งไทยลงทุนพัฒนาเร็วยิ่งเป็นผลดีกับประเทศ เพราะจะทำให้เกิดธุรกิจต่อเนื่องอย่างมาก ช่วยกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจและตลาดโทรคมนาคม หลังจากหยุดนิ่งมาพักใหญ่แล้ว การลงทุน 3G และโครงการ NGN ของภาครัฐจะมีส่วนอย่างมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ"
ปีนี้เอ็นอีซีประเทศไทยคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบจากปีก่อน รายได้ของบริษัทส่วนใหญ่จะมาจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม ประกอบกับที่ผ่านมาบริษัทได้โปรเจ็กต์ติดตั้งระบบอีพาสปอร์ตให้กับกระทรวงการต่างประเทศ และล่าสุดได้มีการเสนอโซลูชั่นคอลเซ็นเตอร์ให้กับลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน
ขณะที่รายได้รวมของเอ็นอีซีกรุ๊ปมีประมาณ 5,000 ล้านเยน 30% เป็นรายได้มาจากต่างประเทศ แม้สัดส่วนของรายได้จากประเทศไทยจะไม่มากนัก แต่บริษัทแม่ให้ความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นฐานการผลิตที่สำคัญและเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง
ด้าน นายเจอรี่ ปาร์ค ผู้อำนวยการ ฝ่ายขยายประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เอียร์เดโต จำกัด (Irdeto) จากประเทศเนเธอร์แลนด์ เจ้าของ เทคโนโลยีด้านคอนเทนต์ซีเคียวริตี้บน โครงข่ายไอพีทีวี โมบายทีวี กล่าวว่า บริษัทได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยกว่า 13 ปี รายได้หลักกว่า 90% มาจากการพัฒนาโครงข่ายและโซลูชั่นด้านคอนเทนต์ ซีเคียวริตี้ของดิจิทัลทีวี ทีวีผ่านดาวเทียม ไอพีทีวี ให้กับพันธมิตรหลายๆ ราย อาทิ บริษัททรูวิชั่นส์, บมจ.ชินแซทเทลไลท์, บมจ.ทีทีแอนด์ที, บมจ.สามารถ คอร์ปอเรชั่น ถือว่าเป็นผู้นำด้านโซลูชั่นและ โครงข่ายของธุรกิจทีวีแบบบอกรับสมาชิกในไทยกว่า 95%
นอกจากนี้เอียร์เดโตยังมีเทคโนโลยีที่รองรับการบรอดคาสต์บนมือถือ 2.5 G แต่เนื่องจากภาครัฐยังไม่อนุมัติคลื่นความถี่ให้บรอดคาสต์ผ่านมือถือได้
"ถ้ารัฐบาลไทยอนุมัติคลื่นบรอดคาสต์ พร้อมๆ กับการอนุมัติคลื่น 3G รับรองว่าตลาดของโมบายทีวี หรือการดูทีวีผ่านมือถือจะโตอย่างก้าวกระโดด แซงหน้าไอพีทีวีหรือแซตเทลไลต์ทีวีแน่นอน เพราะในไทยมีผู้ใช้มือถือกว่า 40 ล้านคน และเชื่อว่าในจำนวนนี้ต้องมีผู้หันมาใช้โมบายทีวีอย่างน้อย 5-10% ก็จะเป็นตลาดที่เยอะมากแล้ว เชื่อว่าอีกไม่เกิน 10 ปี โมบายทีวีจะได้รับความนิยมอย่างสูงในไทย"
และแม้ว่าในปีนี้ไทยจะยังไม่มี 3G หรือคลื่นสำหรับบรอดคาสต์ผ่านมือถือก็เชื่อว่าบริษัทจะเติบโตได้กว่า 32% เพราะตลาดทีวีแบบบอกรับสมาชิกในไทยโตขึ้นมาก จากที่ทรูวิชั่นส์ออกแคมเปญใหม่ๆ ดึงดูดสมาชิกจนมีจำนวนเพิ่มเป็นเท่าตัว และทางเอียร์เดโตได้ช่วยผลิตนวัตกรรมโซลูชั่นใหม่ๆ มารองรับความต้องการของลูกค้า อาทิ กล่องรับสัญญาณแบบ PVR (personal video recorder) ที่มีฟังก์ชันใหม่ๆ ในการรับชมทรูวิชั่นส์
"บริษัทแม่เอียร์เดโตให้ความสำคัญกับประเทศไทยมาก เนื่องจากเป็นตลาดที่เติบโตเร็ว โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีนี้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ช่วยผลักดันให้รายได้ของเอียร์เดโตในประเทศไทยสูงมาก จนมีสัดส่วนเป็น 9% ของรายได้จากทั่วโลก" นายเจอรี่ ปาร์ค กล่าวดีแทคควัก 500 ล้านบาท ลงทุนระบบหลังบ้านคอลล์เซ็นเตอร์ใหม่ รองรับ 3 G นัมเบอร์พอร์ตฯ การันตีแก้ปัญหาให้ลูกค้าไม่เกิน 3 นาที ไต่ฝันแบรนด์โทรคมฯในดวงใจลูกค้า ตั้งทีมไฮเทค ตอบคำถามอุปกรณ์ไอทีใหม่ให้ลูกค้า
นางสาวทิพยรัตน์ แก้วศรีงาม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายลูกค้า บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า ดีแทคได้ลงทุนซอฟต์แวร์ในระบบคอลล์เซ็นเตอร์ใหม่ที่ศูนย์ รังสิตคลอง 5 ศรีนครินทร์ และเชียงใหม่รวมทั้งสิ้น 500 ล้านบาท ซึ่งระบบใหม่จะแล้วเสร็จในปีหน้า ระบบใหม่ที่ลงทุนจะสามารถรอรับการให้บริการ 3 G และ เลขหมายเดียวทุกระบบ (Number Portability) ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า
“ระบบใหม่ที่เราทำการลงทุนนั้นจะสามารถรองรับการใช้งาน 3 G และนัมเบอร์พอร์ตฯ ได้ทันที อีกทั้งยังช่วยให้พนักงานสามารถค้นหาข้อมูลเพื่อตอบปัญหาลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น จากที่ระบบเดิมพนักงานจะต้องใช้วิธีการจดจำข้อมูล และใช้เวลาในการค้นหาของมูลเป็นเวลานาน ส่งผลให้ลูกค้าต้องถือสายรอรับคำตอบนานด้วยเช่นกัน การพัฒนาคอลล์เซ็นเตอร์นั้นเป็นการตอบสนองความต้องการนโยบายผลักดันให้ดีแทคเป็นเสมือน สตาร์บัคส์ หรือสิงคโปร์แอร์ไลน์ ในกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม”นางสาวทิพยรัตน์กล่าว
อย่างไรก็ดีการลงทุนระบบใหม่จะช่วยลดเวลาถือสายลูกค้าลดลงจากปัจจุบันที่อยู่เฉลี่ยรายละ 3 นาทีให้เหลือเพียง 2-2.5 นาที และคาดว่าจะช่วยให้ดีแทคสามารถรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่ราว 17 ล้านรายไว้ หากมีบริการ 3 G และนัมเบอร์พอร์ตเกิดขึ้น
นอกจากนี้ดีแทคยังเตรียมพร้อมรับบริการ 3 Gด้วยการตั้งทีมไฮเทค เพื่อให้บริการลูกค้าที่ต้องการปรึกษาการใช้งานอุปกรณ์ไอทีที่ทันสมัย เช่น ไอโฟน โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ แบล็กเบอร์รี่ และโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ต่างๆ ปัจจุบันดีแทคมีพนักงานกลุ่มนี้ 30 ราย และคาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 100 ราย และมีบริการ 3 G คาดว่าจะต้องเพิ่มพนักงานกลุ่มนี้เป็น 200 กว่าราย
นางสาวทิพยรัตน์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาดีแทคใส่ใจให้บริการคอลล์เซ็นเตอร์แก่ลูกค้าเป็นอย่างมาก โดยบริการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าที่หลากหลาย เช่น บริการแชตให้คำตอบแก่ลูกค้า ซึ่งขณะนี้มีพนักงาน 15 ราย และจะเพิ่มเป็น 30 รายในปลายปีนี้ นอกจากนี้ยังมีคอลล์เซ็นเตอร์ภาษาต่างๆให้บริการแก่ลูกค้า ประกอบด้วย ภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น พม่า และภาษายาวี เพื่อให้บริการลูกค้าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และยังมีโครงการทดลองพนักงานสามารถทำงานคอลล์เซ็นเตอร์ให้บริการลูกค้าอยู่ที่บ้าน ซึ่งขณะนี้ทดลองให้พนักงานให้บริการอยู่ 10 ราย
ทั้งนี้ที่ผ่านมาบริการคอลล์เซ็นเตอร์สามารถลดยอดยกเลิกบริการได้ร้อยละ 30-40% คาดว่าจะสามารถลดยอดลูกค้าออกจากระบบได้มากยิ่งขึ้น โดยลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาปัจจุบันมียอดร้องเรียนอยู่เพียง 1-2% เท่านั้นโดยส่วนใหญ่ที่ติดต่อเข้ามาจะขอความช่วยเหลือเรื่องโปรโมชั่นใหม่ และ โหลดเพลงรอสาย เสียงเรียกเข้า ปัจจุบันมีลูกค้าโทรติดต่อคอลล์เซ็นเตอร์ประมาณ 3ล้านคอลล์ต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 1 แสนคอลล์
เนื่องจากดีแทคเล็งเห็นว่า คอลล์เซ็นเตอร์เป็นช่องทางการให้บริการที่สำคัญที่สุดช่องทางหนึ่ง ดีแทคจึงได้พัฒนาระบบคอลล์เซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดได้เปิดอาคารคอลล์เซ็นเตอร์แห่งที่ 3 ที่รังสิตคลอง 5 ด้วยงบลงทุนกว่า 350 ล้านบาท รองรับพนักงานคอลล์เซ็นเตอร์เพิ่มอีก 1,000 คน ก่อนหน้านี้ดีแทคมีอาคารคอลล์เซ็นเตอร์อยู่แล้ว 2 แห่ง ได้แก่ คอลล์เซ็นเตอร์ศรีนครินทร์และเชียงใหม่ โดยปัจจุบันมีพนักงานคอลล์เซ็นเตอร์ทั้งหมดทั่วประเทศ 2,200 คน
นายวิรัช จารุโชคทวีชัย ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบริการลูกค้าดีแทค กล่าวเสริมว่า การยกระดับการให้บริการนั้น กลยุทธ์ที่สำคัญคือการทำ segmentation อย่างจริงจัง เพื่อจะได้สามารถจัดเตรียมทีมพนักงานเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ผ่านมามีการแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็นลูกค้าโพสต์เพด พรีเพด และลูกค้าองค์กร อีกทั้งยังมีการแบ่งกลุ่มย่อยลงไปอีก เช่น ลูกค้าซึ่งสนใจบริการเสริม ลูกค้าซึ่งใช้บริการระหว่างประเทศหรือโรมมิ่ง ลูกค้าชาวต่างชาติ ลูกค้าวัยรุ่น และลูกค้ากลุ่มผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ
โดยตัวอย่างบริการเฉพาะกลุ่มที่กำลังได้รับความสนใจ ได้แก่ บริการ Chat Service หรือ On-line Call Center เจาะกลุ่มวัยรุ่นที่นิยมการแชตออนไลน์ ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ปัจจุบันเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง มีผู้ใช้บริการโดยเฉลี่ยวันละ 300 กว่าราย และดีแทคมีพนักงานในส่วนนี้ประมาณ 15 คน และจะเพิ่มเป็น 30 คนภายในสิ้นปี เมื่อใช้บริการนี้ลูกค้าสามารถติดต่อพนักงานคอลล์เซ็นเตอร์ได้ทันทีที่ต้องการ ผ่านเว็บไซต์ดีแทค (www.dtac.co.th) หรือ Happy (www.happy.co.th) จุดเด่นของบริการนี้คือลูกค้าสามารถได้คำตอบแบบ real-time สำหรับผู้ที่มี webcam ก็จะสามารถเห็นหน้าของเจ้าหน้าที่ไปในเวลาเดียวกัน รวมทั้งสามารถแนะนำเพลงหรือเปิดมิวสิกวิดีโอให้ลูกค้าพิจารณาก่อนตัดสินใจดาวน์โหลดได้อีกด้วยแปลงสัมปทานเป็นภาษีพ่นพิษไม่เลิก "ทีโอที-กสทฯ" อ่วม โดน "สรรพากร" ไล่เช็กบิลไม่เลิก เหตุหักภาษีสรรพสามิตจากส่วนแบ่งรายได้ก่อนคำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ฟาก "ทีโอที" โดนเบี้ยปรับกว่า 5,000 ล้านบาท เตรียมจำนองที่ดินยื่นค้ำประกันระหว่างรอ "ศาลภาษี" ตัดสิน แถมโดนประเมินภาษีนิติบุคคล ฟาก "กสทฯ" เผยส.ค.ที่ผ่านมาโดนเรียกชี้แจงข้อมูลเพิ่ม แต่ยังไม่มีข้อสรุป
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 11 ก.พ.2546 ในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และมี น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้มีมติให้เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ อัตรา 10% และบริการโทรศัพท์พื้นฐาน 2% โดยให้เอกชนนำอัตราภาษีดังกล่าวไปหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายให้ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม คู่สัญญาสัมปทานของตนเองได้
ต่อมาในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2550 ที่ผ่านมา ครม.ได้มีมติให้ลดอัตราภาษี สรรพสามิตโทรคมนาคมเหลือ 0% ไปแล้วนั้น ล่าสุดเมื่อ 1 ก.ย.2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยังรับฟ้องคดีที่อัยการสูงสุดฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในกรณีดังกล่าวด้วย
แหล่งข่าวระดับสูงจาก บมจ.ทีโอที เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟ้องคดีที่อัยการสูงสุดฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร กรณี ครม. (11 ก.พ.2546) มีมติให้เอกชนคู่สัญญาหักภาษีสรรพสามิตจากส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และโทรศัพท์พื้นฐานได้นั้น ถือเป็นผลดีกับทีโอที เนื่องจากเมื่อต้นปีได้ฟ้องต่อศาลแพ่งเรียกคืนภาษีสรรพสามิตที่จ่ายแทน บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ไปกว่า 30,000 ล้านบาท หลัง ครม.มีมติ (23 ม.ค.2550) ให้ลดอัตราภาษีเหลือ 0%
"บอร์ดทีโอทีขณะนั้น มีพลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นประธาน เห็นว่า เมื่อ ครม.ลดภาษีเป็น 0% ทีโอทีไม่เพียงไม่ควรต้องรับภาระยังควรได้เงินกลับมาเป็นรายได้ จึงฟ้องเอไอเอสเพื่อเรียกคืนภาษีทั้งหมด โดยเฉพาะภาษีในเดือน ก.พ.2550 ที่ เอไอเอสหักไว้ ซึ่งเป็นภายหลัง ครม.มีมติยกเลิกแล้ว คดีที่ฟ้องโอกาสชนะไม่มาก แต่ไม่เสียหายที่จะฟ้อง ถ้าชนะได้เงินคืนกว่า 30,000 ล้านบาท ฟื้นฟูกิจการได้มหาศาล ถ้าแพ้ก็เสียชื่อนิดหน่อย แต่อย่างน้อยน่าจะได้คืนในส่วนของเดือน ก.พ.2550"
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า การแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม ส่งผลกระทบต่อทีโอทีอย่างมาก ทั้งต่อสถานะการเงินในขณะนั้น และในภายหลังที่มีปัญหากับกรมสรรพากรเกี่ยวกับการประเมินภาษี ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากมากจนถึงปัจจุบัน ล่าสุดทีโอทีต้อง เตรียมหาที่ดินเพื่อนำไปจำนองค้ำประกันกับกรมสรรพากร เพราะช่วงที่มีการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิต เช่น เอไอเอส หักออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องนำส่งให้ทีโอทีนั้น ทีโอทีมีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากส่วนแบ่งรายได้ที่เอไอเอสส่งมาหลังหักภาษีสรรพสามิตไว้แล้ว
กล่าวคือ คิดจากเงินที่ทีโอทีได้รับจริง ไม่ได้คิดจากที่ควรได้จากส่วนแบ่งรายได้ทั้งหมดตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทาน ซึ่งที่ผ่านมากรมสรรพากรไม่เคยทักท้วง กระทั่งเมื่อต้นปี 2551 แจ้งมาว่า ทีโอทีคิดภาษีมูลค่าเพิ่มผิด และระบุว่าต้องคำนวณ VAT จากส่วนแบ่งรายได้ทั้งหมดตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา รวมแล้วมีเบี้ยปรับกว่า 5,000 ล้านบาท
"สรรพากรแจ้งว่าทีโอทีต้องจ่ายเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มอีก 1 เท่าของภาษีมูลค่าเพิ่มที่คิดผิด ซึ่งเราไม่เห็นด้วย และกำลังนำเรื่องให้ศาลภาษีพิจารณา แต่เนื่องจากต้องการหยุดเบี้ยปรับเงินเพิ่มไว้ เพราะแต่ละเดือนจะเพิ่มขึ้นเป็นเงินกว่า 20 ล้านบาท จึงจะนำที่ดินไปจำนองเพื่อค้ำประกันหนี้ภาษีไว้ก่อนระหว่างรอศาลพิจารณา ในท้ายที่สุดถ้า ทีโอทีไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มก็นำที่ดินกลับมาได้ แต่ถ้าแพ้ก็ใช้ที่ดินจ่ายแทนเงินสด"
ขณะเดียวกัน กรณีภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมยังทำให้กรมสรรพากรประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของทีโอทีใหม่ โดยมีการคำนวณภาษีนิติบุคคลจากฐานของภาษีมูลค่าเพิ่มอีกที เพราะถือเป็นเงินได้พึงประเมินจึงมีแนวโน้มว่าทีโอทีอาจต้องจ่ายภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้นอีก
"เรื่องนี้อธิบดีกรมสรรพากรยังไม่ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป อาจต้องนำปัญหานี้ให้ ครม.พิจารณา ตอนนี้เราทำได้เพียงทำเรื่องขอลดหย่อนไปก่อน เพราะไม่ได้ตั้งใจเบี้ยว เพียงแต่คิดจากเงินที่เข้ามาในมือจริงๆ ต้องยอมรับว่าปัญหานี้กระทบกับฐานะการเงินและการดำเนินงานของทีโอทีอย่างมาก"
ด้านแหล่งข่าวระดับสูงจาก บมจ.กสท โทรคมนาคม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ด้วยเช่นกันว่า ตั้งแต่กลางปีที่แล้วกรมสรรพากรได้เรียกให้ กสทฯเข้าไปหารือเรื่องการคิดภาษีมูลค่าเพิ่มจากส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือในช่วงที่ ครม.มีมติให้เก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม (ม.ค.2546-ม.ค.2550) พร้อมเรียกให้เข้าไปชี้แจง และส่งเอกสารข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับเงินได้ และการคำนวณภาษีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นระยะๆ ล่าสุดได้ส่งเอกสารเพิ่มเติมให้กรมสรรพากรไปเมื่อเดือน ส.ค.2551 ที่ผ่านมา แต่ถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการแจ้งจากกรมสรรพากรว่าจะต้องจ่ายภาษีหรือเบี้ยปรับเพิ่มเติมแต่อย่างใด
"กรณีของเราสรรพากรยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ทั้งสิ้น เท่าที่ทราบไม่ใช่เฉพาะ กสทฯ และทีโอที ฟากเอกชนผู้รับสัมปทานก็โดนเรียกไปให้ข้อมูลด้วย ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจว่าเรื่องภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมเป็นเรื่องตั้งแต่ปี 2546 แล้ว แต่ทำไมเพิ่งเรียกให้ไปหารือเมื่อปีที่แล้ว"
อย่างไรก็ตาม หลักการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของ บมจ.กสท โทรคมนาคม จากส่วนแบ่งรายได้ตามสัมปทานจะคิดจากเงินที่ได้รับจริง หลังเอกชนหักภาษีสรรพสามิตแล้ว ไม่ใช่ตามอัตราส่วนแบ่งรายได้ทั้งหมดตามสัญญา แต่อาจมีความแตกต่างเล็กน้อยตามรายละเอียดของสัญญาสัมปทานของแต่ละบริษัท ซึ่งวิธีการคำนวณภาษีดังกล่าวอาจแตกต่างจากวิธีคิดของกรมสรรพากรที่ต้องการให้คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจากส่วนแบ่งเต็มจำนวนก่อนหักภาษีสรรพสามิตดีแทค-เอไอเอส มุ่งพัฒนาบริการหลังบ้าน ปรับคอลล์เซ็นเตอร์ เปิดให้ลูกค้าแชท รองรับพฤติกรรมใช้เน็ต และ 3G เจาะลูกค้าวัยรุ่น วัยทำงาน ผู้นิยมโลกออนไลน์
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นางสาวทิพยรัตน์ แก้วศรีงาม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายลูกค้า บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น กล่าวว่า ดีแทค ได้ปรับปรุงระบบคอลล์เซ็นเตอร์ให้ทันสมัยรับเทคโนโลยี 3G ที่จะเห็นทั้งภาพ เสียง ได้รวดเร็วกว่าเดิม
บริษัทจัดทีมบริการลูกค้าแชทสอบถามข้อมูลมายังคอลล์เซ็นเตอร์โดยเฉพาะ ซึ่งระยะแรกมีพนักงานคอลล์เซ็นเตอร์ ออนไลน์ 15-20 คน ซึ่งมีผู้นิยมใช้แชทสอบถามบริการต่างๆ ผ่านคอลล์เซ็นเตอร์ ออนไลน์เฉลี่ย 7 พันรายต่อเดือน จาก 2 ปีที่แล้วที่ทดลองให้บริการมีประมาณ 4-5 พันรายต่อเดือน
การใช้บริการนี้ ลูกค้าดีแทคต้องเข้าไปที่หน้าแรกของ www.dtac.co.th แล้วคลิกบริการคอลล์ เซ็นเตอร์ ออนไลน์ จะสามารถเลือกพนักงานตามรายชื่อได้ ซึ่งเมื่อเป็นบริการสอบถามข้อมูลที่เห็นหน้าตา จึงได้คัดเลือกพนักงานที่มีบุคลิก หน้าตาที่หมดจด อายุเฉลี่ย 22-25 ปี ทั้งต้องผ่านการทดสอบทัศนคติงานบริการด้วย
เธอ อธิบายคุณสมบัติของพนักงานที่แชทกับลูกค้าว่า จะมีบุคลิกเป็นตัวของตัวเอง ทั้งรูปแบบการแต่งกาย หรือลูกเล่นต่างๆ ได้อย่างอิสระ เช่น ร้องเพลงให้ลูกค้าฟังกรณีที่ลูกค้าจะดาวน์โหลดเพลง แล้วจำชื่อเพลงไม่ได้ หรือเปิดมิวสิค วิดีโอ ให้ลูกค้าเลือกดาวน์โหลดคอนเท้นต์
"จุดแข็งของบริการนี้ ระบบไอที โดดเด่นกว่าคู่แข่ง ด้วยใช้อินเทอร์เน็ตระดับ 4 เมกะบิต รองรับคอนเท้นต์ได้ทั้งวิดีโอ และภาพที่ส่งไป ไม่ดีเลย์ ส่วนหน้าจอการทำงานของพนักงานจะมี 2 จอให้ข้อมูลดาต้าเบสลูกค้าครบถ้วน ทำให้สามารถนำเสนอบริการที่ถูกใจลูกค้าได้ โดยคาดว่าอนาคตหากมี 3G บริการนี้จะได้รับความนิยมไม่น้อยกว่า 2 เท่าตัว" นางสาวทิพยรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ดีแทค เริ่มเปิดให้บริการสอบถามข้อมูลผ่านออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว เมื่อ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา จากช่วงที่ผ่านมาห้บริการระหว่างเวลา 7.00น.-24.00 น. เท่านั้น และกรณีลูกค้าไม่สุภาพ จะมีปุ่มให้พนักงานกดตัดลูกค้าที่แชทรายนั้นๆ ทันที และหากเป็นลูกค้ารายเดิม เจ้าหน้าที่จะบล็อกไอพีของลูกค้า บริการออนไลน์ คอลล์เซ็นเตอร์ มีภาษาต่างประเทศ เช่น อังกฤษ จีน ต่อไปจะพิจารณาเพิ่มภาษาต่างประเทศรองรับลูกค้ากลุ่มอื่นๆ
ด้านนายสุรวัตร ชินวัตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ คอนแท็คเซ็นเตอร์ จำกัด ให้บริการลูกค้าเอไอเอส กล่าวว่า บริษัทได้มีบริการแชท ที่เรียกว่า ไอ คอลล์ มา 2 ปีแล้ว มีพนักงานประมาณ 25 คน เพื่อรองรับพฤติกรรมลูกค้าที่นิยมใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น ไม่เฉพาะรองรับ 3G
"หากในอนาคตเมื่อมีบริการบน 3G ก็จะส่งผลในแง่เพิ่มความนิยมการใช้บริการได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันจะทำให้บริการคอลล์ เซ็นเตอร์ พัฒนาได้เต็มรูปแบบสอดรับกับเทคโนโลยี และแน่นอนว่าแนวโน้มจะมีผู้รับบริการคอลล์เซ็นเตอร์ออนไลน์ยิ่งขึ้น"