ซอฟต์แวร์พาร์คปลุกตลาดโปรแกรมแผนที่ ดันเอกชนไทยผงาดสู้กูเกิลเอิร์ธ จัดแพกเกจจับแผนที่ไทยชนิดละเอียด พร้อมอัปเดตใหม่ส่งถึงมือนักพัฒนาซอฟต์แวร์ฟรี จับมือนักวิจัยจากจุฬาฯ เขียนซอร์สโค้ดประกบ เชื่อแนวโน้มมาแรงหลัง 3G ในไทยเกิด
ดร.ชัยวัฒน์ อุตตมากร รองผู้อำนวยการ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือซอฟต์แวร์พาร์ค กล่าวว่า ซอฟต์แวร์พาร์คได้วางยุทธศาสตร์การสนับสนุนให้เกิดการขยายตัวของซอฟต์แวร์ภูมิสารสนเทศไปยัง 3 อุตสาหกรรมหลักคือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว, อุตสาหกรรมการเกษตร และภาคธุรกิจการขนส่ง เนื่องจากสร้างมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ
ในส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซอฟต์แวร์พาร์คมุ่งจับกลุ่มเป้าหมายสองกลุ่ม คือภาครัฐและธุรกิจ โดยภาครัฐจะเน้นการสร้างแอปพลิเคชันเพื่อใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์พื้นที่และผังเมืองของสถานที่ท่องเที่ยว ภาคธุรกิจจะเน้นการสร้างแอปพลิเคชันในการทำการตลาดออนไลน์และฐานข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว
อุตสาหกรรมการเกษตร ก็จะแบ่งออกเป็นสองส่วนเช่นกัน คือทั้งภาครัฐและธุรกิจ โดยภาครัฐจะผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์และวิเคราะห์พื้นที่เขตเพื่อการเกษตร ส่วนในภาคธุรกิจนั้นจะมุ่งเน้นให้เอกชนสามารถเชื่อมต่อข้อมูลภาครัฐเพื่อการสร้างแอปพลิเคชันชนิดใหม่ที่เชื่อมต่อผสมผสานกับข้อมูลภาคธุรกิจเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการลงทุน การสร้างธุรกิจใหม่ เช่น เกษตรอินทรีย์ เกษตรกรรมจ้างเหมา (contract farming) พืชเศรษฐกิจพลังงาน ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ
ขณะที่ธุรกิจขนส่งและบริการ ซอฟต์แวร์พาร์คจะเน้นในเรื่องของการวางแผนการพัฒนา การจัดองค์กร และการควบคุม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ซึ่ง GIS กับการขนส่งสามารถใช้ฐานข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในการวิเคราะห์ทิศทางการเคลื่อนย้าย และปริมาณการขนส่ง การพยากรณ์ความต้องการด้านการขนส่งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเพื่อใช้ในการวางแผนจัดการเส้นทางคมนาคมให้สอดคล้องกับปริมาณการขนส่งทั้งในปัจจุบันและอนาคต
“จีไอเอสเชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยธุรกิจหลักๆ ของไทยให้เป็นสมาร์ทธุรกิจได้”
จากการพัฒนาระบบ address geocoding service โดยฝีมือคนไทย จะทำให้การค้นหาทำได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ผู้ใช้ใส่ที่อยู่ในช่องค้นหาหรือ search ระบบภูมิสารสนเทศแบบใหม่ของไทยจะสามารถแสดงภาพถ่ายทางอากาศหรือแผนที่โดยไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลลองติจูด (เส้นรุ้ง) ละติจูด (เส้นแวง) เหมือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ การพัฒนายังทำให้เกิดชุดคำสั่งในการให้เกิดการจดจำที่อยู่เป็นคำตามที่บันทึก เช่น ระบุชื่อของตนเองลงไปก็ค้นหาตำแหน่งที่บันทึกเอาไว้ได้ทันที ทำให้ง่ายต่อการค้นหาอย่างมาก ซึ่งตอนนี้มีบางเว็บในไทยได้ทดลองใช้งานระบบนี้แล้ว และคาดว่าหลังจากที่มีการเปิดเผยออกไปจะได้รับความนิยมมากขึ้น
สำหรับเครื่องมือหลักของการต่อยอดการพัฒนาระบบภูมิสารสนเทศนั้น ซอฟต์แวร์พาร์คได้นำแผนที่จากกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิศาสตร์สารสนเทศ หรือ GISTDA ซึ่งมีความละเอียดสูงระดับ 1:2000 และ 1:4000 โดยมีข้อมูลแผนที่ทั่วประเทศ ที่สำคัญได้มีการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระดับ web base เรียบร้อยแล้ว ทำให้นักพัฒนาสามารถดาวน์โหลดแผนที่และนำไปพัฒนาแอปพลิเคชันต่อได้ทันที โดยที่ซอฟต์แวร์พาร์คได้ประสานงานเพื่อทำให้โปรแกรมระบบเปิดที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้เชื่อมต่อกับระบบแผนที่ของไทยด้วย
หลังจากที่มีการเปิดเผยเพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศได้นำข้อมูลแผนที่ และซอร์สโค้ดไปพัฒนาโดยไม่คิดมูลค่าแล้ว ผู้บริหารซอฟต์แวร์พาร์คเชื่อว่าจะทำให้เกิดแอปพลิเคชันเพื่อการพาณิชย์มากขึ้น โดยเฉพาะการนำไปใช้กับโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลที่ต้องการให้มีระบบ 3G ภายในต้นปีหน้า
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไพศาล สันติธรรมนนท์ อาจารย์ประจำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้นักวิจัยกลุ่มหนึ่งโดยการนำของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกับส่วนราชการและเอกชน ในการพัฒนา Thai Geocoder ซึ่งจะทำให้เกิดบริการการหาพิกัดจากการกำหนดที่อยู่ สถานที่สำคัญและน่าสนใจ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ทั่วไป โดยรวมแล้วในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีพิกัดดังกล่าวประมาณ 2 ล้านตำแหน่ง ในงานวิจัยเบื้องต้นพบว่าฐานข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ที่มีอยู่ หากผนวกรวมกันเป็นระบบ Thai Geocoder แล้วจะทำให้ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นใหม่ เรียกใช้บริการผ่านเว็บเซอร์วิส และได้พิกัดแผนที่ ที่สามารถเชื่อมโยงไปยังระบบให้บริการแผนที่ออนไลน์ข้างต้นได้ เช่น การพิมพ์ บ้านเลขที่ ถนน บนช่องค้นหาในหน้าให้บริการแผนที่ แล้วตำแหน่งที่ต้องการค้นหาจะปรากฏบนแผนที่ให้เห็น
จากการที่นักวิชาการทางด้านไอทีของไทยพยายามผลักดันให้เกิดการพัฒนาภูมิสารสนเทศผ่านเครือข่ายบนพื้นฐานมาตรฐาน International Standard Organization (ISO) และ Open Geospatial Consortium (OpenGIS) หรือที่รู้จักในชื่อง่ายๆว่า “OpenGIS” ทำให้ระบบที่มีสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันไปจนถึงระบบที่พัฒนามาจากกลุ่มนักพัฒนาที่แตกต่างกัน สามารถแลกเชื่อมต่อระบบ แลกเปลี่ยนข้อมูลและให้ระบบทำงานร่วมกันได้ที่เรียกว่า Interoperable
นอกจากนี้ ยังมีการให้บริการแผนที่ฟรี มีข้อมูลแผนที่ภาพดาวเทียม ข้อมูลถนนตรอกซอกซอยอย่างละเอียด จุดสถานที่สำคัญนับแสนจุด ระบบดังกล่าวให้บริการโดยผู้ประกอบไอทีเซอร์วิสระดับโลกและของผู้ประกอบการไทยเองด้วย เช่น GoogleMap/ GoogleEarth Microsoft/MultiMap และ Longdo/Numap เป็นต้น
ที่น่าสนใจคือบริการแผนที่เหล่านี้สามารถผนวกรวมเข้ากับ application ของผู้ใช้ได้ในสไตล์ web 2.0 ที่เรียกว่า Mash-up Mapping การใช้งานร่วมกันได้ของระบบทำให้เกิดการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีมูลค่าสูงร่วมกันได้ตลอดเวลา เกิดความสะดวกและมีเอกภาพ การทำงานร่วมกันของระบบสารสนเทศจะทำให้ผู้ใช้และผู้พัฒนาระบบสามารถเรียกใช้และออกแบบระบบสารสนเทศได้ยืดหยุ่นขึ้นผู้บริหารไอบีเอ็มกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมยอมรับ สิ่งที่ยากที่สุดในยุค Web2.0 ที่การใช้งานอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือแพร่หลายอย่างมาก คือการสร้างแอปพลิเคชันสำหรับบริษัทโทรคมนาคมที่ราคาไม่แพง คุ้มค่า มีขนาดและความสามารถมากพอที่จะรองรับความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์พกพาของลูกค้าทุกคนได้อย่างทั่วถึง ระบุว่าจุดยืนของโซลูชันด้านโทรคมนาคมของไอบีเอ็มคือการสร้างแพลตฟอร์มเปิดที่สามารถรองรับได้ทุกเครือข่ายและทุกเทคโนโลยี
ไมเคิล ฮิล ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมทั่วโลกของไอบีเอ็ม กล่าวให้สัมภาษณ์ในงาน ITU Asia 2008 ว่าปี 2007-2008 เป็นปีที่มีการใช้ระบบไอทีในกลุ่มบริษัทโทรคมนาคม (Telco) สูงมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับตัวของบริษัท Telco ที่ต้องทำเพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์มือถือในโลกยุค Web2.0
"Web2.0 เน้นเรื่องให้ผู้ใช้สร้างคอนเทนต์ สิ่งที่ยากที่สุดในยุคนี้คือการสร้างแอปพลิเคชันที่ราคาไม่แพงและมีความสามารถพอที่จะรองรับความต้องการผู้ใช้ในวงกว้าง ทุกอย่างเป็นโอกาสให้ Telco ต้องปรับตัวเพื่อสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจ เช่น หากมีเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลที่ดี Telco ก็สามารถนำข้อมูลที่ได้ไปสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ บริษัทก็จะมีช่องทางทำรายได้มากขึ้น"
ฮิลล์ให้ข้อมูลว่า บริการที่ไอบีเอ็มนำเสนอกับบริษัท Telco ประกอบด้วยสี่ส่วนหลัก หนึ่งคือระบบหน้าบ้าน-หลังบ้านและบิลลิง (BSS/OSS and billing) สองคือบริการด้านการจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า CRM และ contact center สามคือการให้บริการรูปแบบใหม่หรือ Service innovation และสี่คือบริการปรับเปลี่ยนเครือข่ายซึ่งครอบคลุมถึงการผสานเครือข่ายให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการให้บริการ
"ยากที่จะบอกว่าส่วนประกอบใดเป็นส่วนหลักที่ทำรายได้ให้ไอบีเอ็ม เพราะสัญญาให้บริการส่วนใหญ่ที่เราทำมักครอบคลุมงานตั้งแต่ต้นจนจบ (end to end)" ฮิลบอกด้วยว่า ปัจจัยในตลาดโลกทำให้ทุกส่วนบริการของไอบีเอ็มล้วนมีทิศทางเติบโตที่ดี "ที่เราเห็นตอนนี้คือการใช้งานข้อมูลที่มากขึ้น การปรับเปลี่ยนเครือข่ายจากสัญญาณโทรศัพท์มือถือเข้าสู่เครือข่าย IP ก็มีมากขึ้น เหล่านี้คือสิ่งสำคัญของเรา เรากำลังจะไปในทิศทางนี้"
ต่อคำถามว่าใครคือคู่แข่งในแต่ละส่วนบริการทั้ง 4 ฮิลตอบว่าเพราะไอบีเอ็มมีเทคโนโลยีมากมาย ทุกบริษัทที่มีเทคโนโลยีเดียวกับไอบีเอ็มจึงถือเป็นคู่แข่งทั้งหมด แต่สิ่งที่ไอบีเอ็มยึดเป็นจุดต่างคือความรู้ความเชี่ยวชาญและความเข้าใจในระบบงานไอทีของธุรกิจ Telco
"ปัญหาที่หลายคนพบคือ มีเทคโนโลยีแล้วแต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่า และระบบไอทีที่ล้มเหลวส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเพราะเทคโนโลยี แต่เพราะความไม่เข้าใจ"
ไอบีเอ็มมองว่าอินเดียและจีนคือตลาดที่การใช้ไอทีในบริษัท Telco เติบโตสูงที่สุดในเอเชีย สำหรับตลาดอาเซียนโดยเฉพาะอินโดจีนรวมถึงไทยคาดว่าจะมีการเติบโตต่อเนื่องเพราะการเริ่มต้นใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง 3G และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
จุดนี้ ฮิลล์บอกว่าไอบีเอ็มไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะเทคโนโลยีโทรคมนาคมที่คาดว่าจะได้รับความนิยมในวงกว้าง จุดยืนของไอบีเอ็มในตลาด Telco จึงเน้นสร้างรูปแบบหรือแพลตฟอร์มที่องค์กรจะสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกเทคโนโลยี
"จะเป็น 3G ก็ได้ 4G ก็ได้ WiMax ก็ได้เราไม่แคร์ ไอบีเอ็มจะไม่มองที่ killer แอปพลิเคชันอย่างเดียว แต่เราเน้นสร้างแพลตฟอร์มเปิดที่สามารถนำไปปรับใช้งานระยะยาวได้อย่างคุ้มค่า"
ไอบีเอ็มเคยเผยผลสำรวจการใช้งานบริการอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ในรายงานเรื่อง “Go mobile, grow” เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ระบุว่าตลาดบริการประเภทนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2011 เพิ่มขึ้นราว 191 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2006 คิดเป็นอัตราเติบโต 24 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แน่นอนว่าตัวเลขนี้หมายถึงโอกาสทองของไอบีเอ็มในการให้บริการระบบไอทีแก่กลุ่มบริษัท Telco ในอนาคตแหล่งข่าวจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ไอซีทีเดินหน้าในโครงข่ายสื่อสารระบบ 3Gมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบอุปกรณ์และการยื่นขออนุญาตประกอบการมือถือระบบ 3G คาดว่าต้นปีหน้าจะสามารถคัดเลือกผู้ประกอบการได้นั้น มีรายงานข่าวจาก www.australianit.news.com แจ้งว่า เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เครือข่ายมือถือระบบ 3Gที่มีบริษัท ออพตัส (Optus) เป็นผู้บริหารโครงข่ายในแถบชายฝั่งตะวันออกของประเทศออสเตรเลียไม่สามารถใช้งานได้นานกว่า 8-10 ชั่วโมงโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้การติดต่อสื่อสาร ทั้งระบบการโทร.เข้า-โทร.ออกและการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ตล้มเหลว
ระบบเครือข่าย 3Gในเมืองซิดนีย์ ก็เจอปัญหาคล้ายๆ กัน รวมถึงเครื่องลูกข่าย 3G ของ Optus ในเมืองบริสเบน, ชายฝั่งซันไซน์, ไมท์แลนด์, ลิสมอร์ และเมลเบิร์น ก็เจอปัญหานี้ด้วย"
รายงานข่าวแจ้งว่า Optus ใช้งบฯในการลงทุนเครื่องลูกข่าย 3Gกว่า 1.4 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียหรือกว่า 40,000 ล้านบาท ตัวแทนของ Optus ออกมายืนยันว่า ระบบเครือข่าย 3Gกำลังประสบปัญหา โดยยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงได้ แต่ลูกค้ายังสามารถทำงานได้ แม้ว่าระบบ 3G จะประสบปัญหาสัญญาณล้มเหลว ด้วยการใช้ระบบเครือข่ายจีเอสเอ็มแทน แหล่งข่าวกล่าวว่า ต่อมาภายหลังผู้บริหาร Optus ได้ชี้แจงว่าสาเหตุเกิดจากซอฟต์แวร์เครือข่ายของโนเกีย ซีเมนส์ (Nokia Siemens Networks) ดำเนินการระบบเครือข่ายมือถือ 3Gของ Optus ส่งผลให้ผู้ใช้บริการประสบปัญหาในการใช้บริการรับส่งข้อมูลและเสียงเป็นระยะๆ เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับ Optus ทำการอัพเกรดแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ 3Gใหม่ ปัญหาเหล่านี้ทางกระทรวงไอซีทีเอง และหน่วยงานที่รับผิดชอบของประเทศไทย จะต้องนำข้อมูลที่สำคัญเหล่านี้มาพิจารณาก่อนดำเนินการติดตั้งเครือข่ายระบบ 3Gของไทยในต้นปีหน้านี้รัฐบาลมาเลเซียจะเรียกคลื่นความถี่ทั้งหมดในย่าน 2.5GHz และ 3.5GHz สำหรับให้บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สายคืน จากบริษัทเอกชนต่างๆ ที่ได้รับอนุญาตไปก่อนหน้านี้ เช่น Telekom Malaysia Bhd, Maxis Communications Bhd และ Time dotCom Bhd เพื่อป้องกันการผูกขาดทางการค้าในตลาดบรอดแบนด์ โดยรัฐบาลมาเลเซียอนุญาตมีผู้ให้บริการเครือข่าย 6 บริษัทที่ใช้แถบความถี่ในช่วง 2.5 GHz และผู้ให้บริการบรอดแบนด์ไร้สายพื้นฐานอีก 7 รายบนแถบความถี่ 3.5 GHz
รายงานข่าวระบุว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจยับยั้งแผนของทีเอ็ม (TM) แม็กซิส (Maxis) และบริษัทร่วมทุนใหม่อย่างดิจิคอม (DiGi.Com Bhd) กับไทม์ดอทคอม (Time dotCom) ที่จะให้บริการไวแม็กซ์ (WiMAX) บนแถบความถี่ 2.5GHz และยังจะทำให้บริษัทที่ให้บริการบรอดแบนด์ความเร็วสูงอื่นๆ บนแถบความถี่ 3.5GHz อย่างเนสันคอมโฮลดิ้ง (NasionCom Holdings Bhd.) เสียโอกาสในการลงทุนอีกด้วย
ดร.ลิม เก็ง ยาอิค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทรัพยากรน้ำ และการสื่อสาร มาเลเซีย กล่าวว่า บริษัทที่กำลังจะให้บริการบรอดแบนด์ไร้สาย บนแถบคลื่นความถี่ในย่าน2.5GHz นั้นต่างก็มีแพลตฟอร์มในการให้บริการในรูปแบบอื่น อย่างเช่น 3G และไฟเบอร์ ออปติก และในขณะเดียวกันยังคงมีประเด็นในเรื่องของคลื่นแทรกบนแถบความถี่ 3.5 GHz กับสัญญาณดาวเทียม MEASAT-3 ด้วย
ดร.ลิม กล่าวว่าคณะกรรมการการสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย (MCMC) ได้เรียกคืนข้อตกลงการใช้แถบคลื่นความถี่ในย่าน 3.5 GHz สำหรับบริการบรอดแบนด์ไร้สาย และยกเลิกการใช้แถบคลื่นความถี่ช่วง 2.5 Ghz สำหรับการทดลองใช้งานบรอดแบนด์ไร้สายด้วย ซึ่งในขณะนี้คลื่นความถี่ช่วง 2.3GHz ได้ถูกใช้สำหรับ WiMAX สำหรับเรื่องนี้ ทางรัฐจะออกประกาศว่า จะเรียกคืนสิทธิการใช้คลื่นความถี่ 3.5GHz และ 2.5GHz ที่ได้อนุญาตใช้งานไปก่อนหน้านี้
ผู้ให้บริการโครงข่ายอย่าง TM, Maxis และ DiGi นั้นต่างก็ได้ใบอนุญาต 3G ซึ่งก็สามารถที่จะให้บริการบรอดแบนด์ความเร็วสูงไร้สายอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น Time dotCom Bhd ก็ยังมีโครงข่ายไฟเบอร์ ออปติก ครอบคลุมพื้นที่มากมาย อีกทั้ง TM ก็กำลังจะเปิดโครงข่ายไฟเบอร์ ออปติก ให้ครอบคลุมทั่วประเทศในเร็วๆ นี้
ดร. ลิม กล่าวว่า ในขณะนี้มีถึง 6 บริษัทที่ใช้แถบความถี่ช่วง 2.5GHz ในขณะที่มี ผู้ให้บริการโครงข่ายบรอดแบนด์ไร้สาย 7 รายที่ใช้แถบคลื่นความถี่ในย่าน3.5GHz
“โดยหลักการทั่วๆ ไปนั้น เราต้องแจ้งให้ผู้ได้รับอนุญาตใช้คลื่นความถี่นั้นทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 5ปีว่าคลื่นความถี่ของเขานั้นจะถูกเรียกคืน ซึ่งถ้าหากเราไม่เรียกคืน เราจะมีผู้ให้บริการโครงข่าย WiMAX มากถึง 10 ราย ซึ่งจะมากเกินไป และคงจะมุ่งแต่แข่งขันกันทางการตลาด โดยไม่สร้างและขยายโครงข่ายบรอดแบนด์ความเร็วสูงที่มีประสิทธิภาพ”
เขากล่าวว่ารัฐบาลกำลังจะตัดสินใจว่าควรจะนำนโยบายการแจ้งล่วงหน้านี้มาใช้กับบริษัทอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เปิดให้บริการบนแถบความถี่ 2.5GHz และ 3.5 GHz เลยหรือไม่
“บริษัทที่ได้ดำเนินงานมาแล้ว 2 ถึง 3ปีและมีลูกค้าไม่ถึง10ราย ก็ควรได้รับการแจ้งการเรียกคืนแถบความถี่ด้วยเช่นกันโดยอาจไม่ต้องรอถึง5ปี ส่วนบริษัทที่ได้เปิดให้บริการโดยมีลูกค้าอยู่บ้างนั้น เราจะให้เวลา5ปีเพื่อจะได้มีเวลาหยุดและยกเลิกบริการของตน”
ทั้งบริษัท TM และ Maxis ที่ไม่ได้รับสัมปทานสำหรับการเปิดให้บริการ WiMAX บนแถบความถี่ 2.3GHz ต่างแสดงความสนใจในการนำเทคโนโลยีอื่นที่ดีกว่ามาให้บริการบนแถบความถี่ 2.5GHz สำหรับผู้ใช้งานบนแถบความถี่ 3.5GHz สามารถเรียนรู้ได้ว่าผู้ประกอบการทั้ง 7 รายได้ลงทุนมากกว่า 400 ล้านริงกิตมาเลเซียเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาในการให้บริการความเร็วสูง อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีประเด็นในเรื่องคลื่นแทรกบนแถบความถี่กับสัญญาณดาวเทียม Measat-3 อยู่กับอีก 6 บริษัทนอกเหนือจาก NasionCom คือ Airzed Broadband Sdn Bhd, Atlas One Sdn Bhd, eB Technologies (M) Sdn Bhd, Maxis, TM and Time dotcomกสทฯ ทบทวบปรับหัวเว่ย ไม่อยากให้อ้างเหตุสุดวิสัยส่งผลมอบโครงการซีดีเอ็มเอล่าช้า 1 ปี ขาดอีก 1 รายการ
พล.อ.ทนงศักดิ์ ตุวินันนท์ รองประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บมจ.กสท โทรคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา บอร์ดได้มีมติให้ฝ่ายจัดการและผู้ที่เกี่ยวข้องไปทบทวนกรณีการคิดคำนวณค่าปรับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ส์ ที่ได้ส่งมอบสถานีฐานซีดีเอ็มเอ 51 จังหวัดล่าช้า เนื่องจากไม่ต้องการให้หัวเว่ยอ้างว่าจากการที่ส่งมอบสถานีฐานล่าช้านั้นมาจากเหตุสุดวิสัย อาทิ น้ำท่วม และปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะไม่ต้องการให้ กสทฯ ปรับเงิน
"การปรับเงินหัวเว่ยต้องมีความชัดเจนเรื่องจะต้องปรับเมื่อไหร่ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่หัวเว่ยไม่ต้องการให้ปรับก็อาจมีการเหมารวมโดยนำเหตุการณ์สุดวิสัย ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องมีความชัดเจน" พล.อ.ทนงศักดิ์กล่าว
จากการตรวจสอบการส่งมอบสถานีฐานของหัวเว่ยพบว่าล่าช้าประมาณ 1 ปี ถึงแม้จะมีการส่งมอบงานในวันที่ 24 ม.ค.2550 หรือก่อนหมดสัญญา 2 วันก็ตาม แต่การส่งมอบไม่ครบขาด 11 รายการ และต่อมาในวันที่ 26 ม.ค.51 ล่าช้ากว่ากำหนดเดิม 1 ปี หัวเว่ยก็ได้ส่งมอบอีก 10 รายการ แต่ยังขาดเทคโนโลยี อีวี-ดีวี อีก 1 รายการ ซึ่งเรื่องนี้ กสทฯ จะนำมาพิจารณด้วยว่ารายการที่ขาดไปมีมูลค่าเท่าใด
อย่างไรก็ตาม บอร์ด กสทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการพิจารณาปรับหัวเว่ย เพราะต้องการรักษาสิทธิ์ตามสัญญา แต่ทั้งนี้ค่าปรับที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้ปรับตามมูลค่าที่ได้คำนวณไว้เบื้องต้น คือ 35,000 ล้านบาท แต่จะอยู่บนมูลค่าที่ทั้ง กสทฯ และหัวเว่ยสามารถยอมรับได้เน็ตทอล์ก บาย ทรู พลิกโฉมโทร.ผ่านเน็ตแนวใหม่ เปิดตัวบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศผ่านเน็ตทอล์ก ไม่ต้องมีเน็ต ก็โทรข้ามประเทศแบบสุดประหยัดได้
กลุ่มทรูเปิดบริการโทรระหว่างประเทศผ่านเน็ตทอล์ก ด้วยระบบ VoIP โฟกัส3กลุ่มหลักที่เป็นจุดแข็งของทรู ไม่ทำแบบเหวี่ยงแห ส่วนราคาถูกกว่า กสท แต่ใกล้เคียงกับเอกชนด้วยกัน ตั้งเป้า 2 ปี มีส่วนแบ่งตลาด 25% ส่วนรายได้รวมของเน็ตทอล์ก บาย ทรูปีนี้ตั้งไว้ที่ 300 ล้านบาท ปีหน้า 500 ล้านบาท
ดร.เจน จูฑา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ หัวหน้าฝ่าย VoIP Business บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เน็ตทอล์ก บาย ทรู ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (VoIP) ในกลุ่มธุรกิจออนไลน์ของทรู ได้เปิดตัวบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศผ่านเน็ตทอล์กไม่ต้องมีเน็ต ก็โทรข้ามประเทศได้
บริการดังกล่าวสามารถโทรข้ามประเทศแบบประหยัดได้โดยไม่ต้องมีอินเทอร์เน็ต โทรไปทั่วโลกได้กว่า 200 ประเทศจากโทรศัพท์ทุกประเภท ทั้งมือถือ โทรศัพท์พื้นฐาน และโทรศัพท์สาธารณะ โดยมีจุดเด่นตรงคุณภาพเสียงคมชัด จำง่ายเพียงโทรผ่านหมายเลข 02-700-7000 พร้อมฟังก์ชันพิเศษใช้ได้ทั้งแบบรหัส PIN และแบบจำหมายเลขโทรศัพท์ ไม่ต้องกดรหัสบนบัตรทุกครั้งที่โทรเติมเงิน สะดวกด้วยบัตรเงินสดทรูมันนี่ หาซื้อง่าย พกพาไปได้ทุกที่แม้เดินทางต่างประเทศก็ใช้โทรกลับไทยได้ พิเศษ
จากการเปิดตัวบริการใหม่นี้ ทรูให้ทดลองโทร.ฟรี 100 บาท ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษได้ที่ โทร. 02-700-7000 พร้อมโปรโมชันพิเศษโทรกลับไทยจากอังกฤษเพียงนาทีละ 75 สตางค์ หรือจากสหรัฐอเมริกาเพียงนาทีละ 25 สตางค์ ตั้งแต่วันนี้-31 ธันวาคมนี้ ส่วนการโทรจากไทยไปต่างประเทศจะคิดอัตราเมืองไทย เช่น โทรไปอังกฤษนาทีละ 2 บาท หรือโทรไปอเมริกานาทีละบาท เป็นต้น ซึ่งอัตรานี้ถูกกว่าบริการของ กสท โทรคมนาคม ที่เก็บจากบริการ 001 นาทีละ 9 บาท และ 009 นาทีละ 5 บาท ส่วนการให้บริการของเอกชนรายอื่นอย่างกลุ่มทีทีแอนด์ทีราคาใกล้เคียงกัน
เน็ตทอล์กใช้งานได้ง่ายๆ 2 รูปแบบ คือ แบบรหัส PIN เพียงโทร.เข้าที่หมายเลข 02 700 7000 แล้วกดเลือกภาษา จากนั้นใส่รหัส PIN บนบัตรเงินสดทรูมันนี่ แล้วกดรหัสประเทศ รหัสพื้นที่ และหมายเลขปลายทาง อีกอย่างคือแบบจำหมายเลขโทรศัพท์ เพิ่มความสะดวกให้ใช้บริการได้ไม่ต้องใส่รหัส PIN บนบัตรทุกครั้งที่โทร เพียงลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์มือถือ (ใช้ได้ทุกเครือข่าย) ที่หมายเลข 02-700-7000 แล้วกดเลือกภาษา กด # แล้ว กด 1 เพื่อลงทะเบียน จากนั้น กดรหัส PIN บนบัตรเงินสดทรูมันนี่ แล้วกำหนดรหัสส่วนตัว 5 หลัก ก็โทรไปต่างประเทศจากมือถือที่ลงทะเบียนไว้ได้ทันที
ส่วนการโทรกลับประเทศไทย ลูกค้าสามารถใช้บริการได้ง่ายๆ เพียงนำบัตรเงินสดทรูมันนี่ไปใช้ในต่างประเทศ แค่โทรเข้า access number ของประเทศนั้นๆ ทั้งนี้ บัตรเงินสดทรูมันนี่ มีให้เลือกหลายราคาเริ่มต้นที่ 50 บาท วางจำหน่ายที่ร้านทรูชอป ทรูมูฟชอป ทรูพาร์ตเนอร์ และร้าน 7- Eleven ทั่วประเทศ โดยลูกค้าสามารถตรวจสอบอัตราค่าโทรและรายชื่อประเทศที่ใช้บริการได้ที่ www.truenettalk.com
สำหรับกลุ่มเป้าหมายของบริการเน็ตทอล์กจะโฟกัสที่กลุ่มคนที่อยู่ต่างประเทศที่ต้องโทรกลับไทย หรือต่างชาติที่มาอยู่ในไทย และกลุ่มลูกค้าองค์กรซึ่งเป็นจุดแข็งของกลุ่มทรูอยู่แล้ว
“บริการประเภทนี้เราจะไม่แข่งขันด้านราคา แต่จะแข่งขันเรื่องคุณภาพบริการ ช่องทางการจัดจำหน่าย เพราะเป็นบริการที่มีกลุ่มใช้งานที่ชัดเจน ไม่ใช่ทำแบบเหวี่ยงแห”
ดร.เจนกล่าวว่า บริการโทรระหว่างประเทศ หากคิดเป็นมูลค่าโดยรวมที่เป็นแบบการ์ด ปีนี้มีประมาณ 500 ล้านบาท และคาดว่าปีหน้าจะโตอีกประมาณ 30% ทั้งนี้ จากการเปิดให้บริการโทรผ่านเน็ตทอล์กคาดว่าภายใน 2 ปีจะมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25% และคาดว่าจะมีรายได้รวมในธุรกิจเน็ตทอล์ก บาย ทรูรอบปีนี้ประมาณ 300 ล้านบาทส่วนปีหน้าคาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 500 ล้านบาท"ทีโอที"ทุ่ม 37 ล้าน สร้างบูทโชว์ศักยภาพในงาน ITU เตรียมโชว์ เทคโนโลยี 3G มั่นใจมีคนสนใจ ด้านคลังตกลงจ้าง ‘วรุธ’ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่เรียบร้อยแล้ว
นายวิเชียร นาคศรีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที กล่าวว่า ทีโอทีจะเข้าร่วมงาน ITU Telecom Asia 2008 ในวันที่ 2-5 ก.ย. โดยภายในบูททีโอทีมีพื้นที่กว่า 800 ตารางเมตรใช้งบประมาณในการจัดแสดงครั้งนี้ 37 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณสำหรับการเช่าพื้นที่ 20 ล้านบาท และ 17 ล้านบาท เป็นค่าจัดแต่งบูท และอุปกรณ์ต่างๆ โดยแบ่งเป็น 5 โซน อาทิ โครงการขยายบริการโทรศัพท์มือถือระบบ 3G ซึ่งเชื่อว่าภายในงานจะมีผู้สนใจเข้ามาถามรายละเอียดเกี่ยวกับการเช่าใช้โครงข่าย 3G อย่างแน่นอน พร้อมโชว์แผนงานพัฒนาโครงข่าย บรอดแบนด์ไอพี ที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ รวมทั้งศูนย์ฝึกอบรมที่ได้มาตรฐานที่จะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านโทรคมนาคม ซึ่งทีโอทีจำเป็นที่จะต้องใช้เวทีนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพเช่นกัน
ทั้งนี้ ทีโอที ได้ให้การสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ถึง 2 ด้าน คือการเป็นทั้งผู้ให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคมหลักภายในงานและการร่วมแสดงนิทรรศการเพื่อร่วมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย โดยในด้านการให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคมภายในงาน ทีโอทีได้จัดเตรียมโครงข่ายและระบบการป้องกันเหตุเสียเพื่อรองรับการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมทุกรูปแบบครบวงจรครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของอาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์การประชุมอิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งประกอบด้วยบริการโทรศัพท์พื้นฐาน, IP Phone บริการโทรศัพท์สาธารณะแบบใช้บัตร บริการคู่สายเช่า - วงจรเช่าบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งแบบมีสาย และแบบไร้สาย บริการ Leased Line Internet เพื่อรองรับความต้องการของผู้เข้าร่วมแสดงนิทรรศการทุกบริษัท
นายวรุธ สุวกร รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 ส.ค.51ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการโอนสิทธิคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ ในกิจการร่วมค้าไทยโมบาย ให้เป็นสิทธิของทีโอทีแต่เพียงผู้เดียวเรียบร้อยแล้วรวมทั้งเรื่องการซื้อขายหุ้น นอกจากนี้เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 51ทีโอทีได้เข้าชี้แจงรายละเอียดข้อมูลแผนการดำเนินการ 3G กับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเรียบร้อยแล้วโดยขั้นตอนต่อไปจะเป็นการพิจารณาโครงการของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันที่ 1 ก.ย. แต่ถ้าไม่สามารถพิจารณาในวันดังกล่าวได้ ก็จำเป็นที่จะต้องเลื่อนไปในเดือนต.ค.เนื่องจาก สภาพัฒน์ จะมีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง
สำหรับกรณีที่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส (เอไอเอส) ขอใช้ความถี่ ในกิจการร่วมค้าไทยโมบาย จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ นั้นยังไม่ได้รับแจ้งเรื่องดังกล่าวแต่อย่างไร ขณะที่ปัจจุบันความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ มีอยู่ทั้งหมดรวม 15 เมกะเฮิรตซ์ ถ้าทีโอทีให้เอไอเอส 5 เมกะเฮิรตซ์ แล้วก็จะทำให้ทีโอทีเหลือ 10 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งจะทำให้ทีโอทีบริหารจัดการคลื่นความถี่ได้ยากขึ้น และไม่แน่ใจว่าเทคโนโลยีระบบ 3G จะมีปริมาณแบนด์วิธ ที่จำเป็นต้องใช้จำนวนมากน้อยเท่าไหร่ ขณะเดียวกัน การขอใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวจะต้องดำเนินตามขั้นตอนและกระบวนการทางกม.ที่เกี่ยวข้อง
นายวรุธ กล่าวต่อว่า สำหรับการเซ็นสัญญาจ้างในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอทีนั้นกระทรวงการคลังได้แต่ตั้งตนและมีผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยสัญญาจ้าง 4 ปี และมีการประเมินผลงานทุก 6 เดือนปรับหัวเหว่ยยังไม่คืบสุดท้ายต้องรอศาล คนวงในชี้บอร์ด กสท จ้องทิ้งทวนช่วยหัวเหว่ยจากค่าปรับหลักหมื่นล้านบาทให้เหลือไม่ถึงพันล้านบาท ใช้วิธีมั่วนิ่มมติครม.พล.อ.สุรยุทธ์ที่ให้ผู้รับเหมาส่งงานได้ช้า 1 ปี ทั้งๆที่เป็นคนละเรื่อง และบอร์ดกสทชุดพล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ เคยตีตกข้ออ้างนี้ไปแล้ว ส่วนการให้บริการ CDMA เชิงพาณิชย์เดินหน้าเต็มสูบเปิดชอป 5 จังหวัดพร้อมโรดโชว์ 15 จังหวัด โหมทำตลาดหวังได้ลูกค้าทะลุเป้า 1.8 แสนรายปีนี้
นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า กรณียอดค่าปรับหัวเหว่ยที่ประมาณ 30,000 ล้านบาทเป็นตัวเลขที่คำนวณจากการส่งมอบงานในเฟส 2 ล่าช้ากว่ากำหนดรวม 1 ปี โดยส่งมอบงานทั้งหมดในวันที่ 26 ม.ค. 51 จากกำหนดตามสัญญาต้องส่งมอบเดือน ม.ค. 50 และส่งมอบเฟสแรกล่าช้ากว่ากำหนดถึง 41 วัน แต่ก็ยอมรับว่าตามความเป็นจริงไม่สามารถปรับในตัวเลขที่สูงขนาดนั้นได้เนื่องจากมูลค่าโครงการทั้งหมดมีเพียง 7,300 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี สาเหตุที่หัวเหว่ยไม่ยอมจ่ายค่าปรับให้แก่กสท เนื่องจากอ้างว่าเข้าใจว่าตามเงื่อนไขการประมูล ควรจะส่งมอบอุปกรณ์เฉพาะ EV-DO Rev. 0 ตามกำหนดส่งมอบเท่านั้นส่วน EV-DO Rev. A ไม่จำเป็นต้องส่งตามกำหนด แต่ กสท เห็นว่าหัวเหว่ยต้องส่งมอบอุปกรณ์ทั้ง 2 ประเภทให้ครบตามกำหนดส่งมอบ ด้วยความเห็นที่แตกต่างกันจึงส่งผลให้ทั้ง กสท และหัวเหว่ยส่งเรื่องนี้ร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ส่วนความแตกต่างของอุปกรณ์ทั้ง 2 ประเภทนั้นอยู่ที่ความเร็วในการรับส่งข้อมูล โดย Rev. 0 ดาวน์โหลดสูงสุดที่ 2.45Mbps อัปโหลดที่ 153Kbps ส่วน Rev. A ดาวน์โหลดสูงสุดที่ 3.1Mbps และอัปโหลดที่ 1.8Mbps
แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคมกล่าวว่าในการประชุมบอร์ด กสท ในวันที่ 27 ส.ค.51 จะมีการเสนอให้บอร์ดพิจารณาจ่ายเงินให้แก่หัวเหว่ยลดลงประมาณ 1,000 ล้านบาท เนื่องจาก หัวเหว่ยไม่สามารถส่งมอบอุปกรณ์ EV-DV ซึ่งระบุว่าจะเป็นของแถมเพราะบริษัท ควอลคอมม์เลิกผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวไปแล้ว
บอร์ดจ้องทิ้งทวนค่าปรับ
แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตว่า ในการประชุมบอร์ด กสท ครั้งที่ผ่านมาได้มีการพิจารณาเรื่องค่าปรับของหัวเหว่ย ปรากฏว่ามีความพยายามช่วยหัวเหว่ยให้ค่าปรับเหลือเพียงประมาณ 7-9 วันหรือคิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 630-810 ล้านบาทเท่านั้น (ค่าปรับวันละประมาณ 90 ล้านบาท) โดยอ้างมติครม.สมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่อนุญาติให้ผู้รับเหมาส่งงานได้ล่าช้า 1 ปี
แต่สำหรับกรณีCDMAของหัวเหว่ยนั้น เคยมีความพยายามนำมติครม.ดังกล่าวมาใช้สนับสนุนเพื่อช่วยเรื่องค่าปรับหัวเหว่ยแล้วในสมัยบอร์ด กสท ชุดที่มีพล.อ.มนตรี สังขทรัพย์เป็นประธาน แต่บอร์ดชุดนั้นได้ตีตกไปเพราะเห็นว่าเป็นคนละเรื่อง เพราะมติครม.ที่ให้ส่งงานได้ล่าช้า 1 ปีเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรับเหมาก่อสร้างเป็นหลัก ไม่ใช่โครงการโทรคมนาคมอย่างCDMA
‘บอร์ดกสทกำลังจ้องทิ้งทวนเรื่องค่าปรับ โดยอ้างมติครม.สมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ ลองกดเครื่องคิดเลขดูค่าปรับเป็นหมื่นล้านเหลือแค่ไม่ถึงพันล้าน ที่เหลือหายไปอยู่กับใคร ผมว่าสหภาพฯกสท ป.ป.ช.หรือ สตง.ควรเฝ้าพฤติกรรมบอร์ด กสท ชุดนี้ให้ใกล้ชิดหน่อย แม้กระทั่งเรื่องซื้อโครงข่ายฮัทช์ 6 พันล้านบาทได้ยินมาว่าแค่ 3 พันล้านก็ซื้อได้แล้ว แต่บวกเข้าไป 100% ตามถนัด หรือเรื่องเอซอนก็มีปัญหาเพราะไม่โปร่งใส สตง.ร้อง 5 ครั้ง บอร์ดมีมติให้ตกแต่เจอกระบวนการล็อบบี้ให้ผ่าน ก็ยอมให้ผ่านหน้าตาเฉย ใครผลีผลามเซ็นสัญญาแลกกับเงิน 9 หลัก คงมีคนล้างคุกรอล่วงหน้า’
เร่งเครื่องซื้อฮัทช์
นายพิศาลระบุถึงเรื่องการเจรจาซื้อกิจการทั้งหมดจากบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย และบริษัท บีเอฟเคที(ประเทศไทย) ว่าฝ่ายบริหารจะเชิญผู้บริหาร บริษัทฮัทชิสัน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มาหารือเรื่องดังกล่าว และจะนำเสนอผลการหารือเข้าที่ประชุมอีกครั้งเพื่อให้บอร์ดมีมติให้กรอบในการเจรจาอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 27 ส.ค. 51
ส่วนจำนวนเงินที่จะซื้อที่ระบุออกมาก่อนหน้านี้ประมาณ 6,000 ล้านบาทเป็นเพียงตัวเลขคร่าวๆ ที่ตั้งขึ้น โดยการคำนวณตัวเลขการซื้อคืนครั้งนี้เป็นตัวเลขที่ได้จากรายได้ที่ฮัทช์จะได้หลังจากปัจจุบันจนกว่าจะหมดสัมปทานในปี 2558 ส่วนตัวเลขการลงทุนที่ฮัทช์อ้างไว้สูงถึง 40,000 ล้านบาทเป็นตัวเลขการลงทุนตั้งแต่เริ่มแรกและการใช้งานที่ผ่านมาย่อมมีค่าเสื่อม ประกอบกับมูลค่าดังกล่าวเป็นตัวเลขการลงทุนในช่วงที่ราคาอุปกรณ์สูงแต่ปัจจุบันราคาอุปกรณ์ได้ปรับตัวลดลงไปมากแล้ว
นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนการเจรจามาเป็นรูปแบบ กสท ซื้อฮัทช์ 25 จังหวัดมาดำเนินการเองทั้งหมด แทนการให้ฮัทช์เข้ามาทำการตลาดทั่วประเทศเป็นเพราะวิธีการแรกทำได้รวดเร็วกว่าส่วนวิธีการที่ 2 ยังต้องมีขั้นตอนอีกมากซึ่งใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยจะส่งผลให้จุดแข็งของ CDMAด้านความเร็วในการสื่อสารข้อมูลหายไป เนื่องจากเอกชนผู้ให้บริการ GSM จะเริ่มเปิดให้บริการ 3G
กสทขออัปเกรด 3G แทนทรูมูฟ
นายพิศาลกล่าวถึงกรณีที่ กสท เป็นผู้ยื่นขอนำเข้าอุปกรณ์เพื่ออัปเกรดความถี่ 850 MHz ด้วยเทคโนโลยี HSPA เพื่อให้บริการ 3G จำนวน 656 สถานีฐาน เป็นวงเงินมูลค่า 1,990 ล้านบาทให้แก่บริษัททรูมูฟ ในขณะที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส หรือดีแทค กลับเป็นผู้ขออนุญาตอัปเกรดเองจำนวน 1,200 สถานีฐานเป็นวงเงิน 5,000 ล้านบาทเป็นเพราะดีแทคเป็นผู้ได้สัมปทานใช้ความถี่ 850 MHz มาตั้งแต่ต้นแต่ทรูมูฟเพิ่งได้รับสิทธิใช้โครงข่ายภายหลังโดยการลงทุนอัปเกรดดังกล่าวจะมีการเจรจากับทรูมูฟอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้หลังจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กทช.อนุญาตให้นำเข้าอุปกรณ์อัปเกรด 3G แล้ว หลังจากนี้ กสท จะเจรจากับดีแทคตามมาตรา 22 และทรูมูฟตามมาตรา 13ของพ.ร.บ.ร่วมการงานรัฐกับเอกชนปี 2535 แล้วเสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบเพื่อความรอบคอบต่อไป
เปิดชอปCDMAรวด 5 จังหวัด
นายจิรายุทธกล่าวว่า หลังจากนี้ กสท จะเดินหน้าให้บริการCDMAเต็มรูปแบบ โดยเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 51 ได้ทำการเปิดชอปCDMA พร้อมกัน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ อุบลราชธานี ขอนแก่น โคราช และภูเก็ต และจัดกิจกรรมโรดโชว์อย่างต่อเนื่องใน 15 จังหวัดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ยอดลูกค้าที่ตั้งไว้ปีนี้ 1.8 แสนรายทะลุเป้าหมาย เนื่องจากมียอดลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นถึงเดือนละ 2-3 หมื่นราย และปัจจุบันมีลูกค้าในระบบแล้ว 8 แสนราย
ในช่วงเริ่มต้นให้บริการจำเป็นต้องเล่นราคาถูกเพื่อให้แข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ เรามีโปรโมชันวอยซ์ราคาถูกให้ลูกค้าเลือกใช้ ด้วยโทร.ไม่อั้นในช่วงเวลา 148 บาท ส่วนบริการดาต้าเราคิดค่าบริการเดือนละ 99บาท 20ชั่วโมง และเหมาจ่าย 599 บาท ใช้ไม่อั้น”
โดยการทำการตลาดในปีนี้ กสท วางงบประมาณไว้ 100 ล้านบาท และมีการใช้งบไปแล้ว 50 ล้านบาท ส่วนการลงทุนด้านโครงข่ายในปีนี้มีการลงทุนทั้งสิ้น 817 ล้านบาทเพื่อขยายพื้นที่สัญญาณให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยปัจจุบันCDMAมีสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 80%เจรจาฮัทช์ทำตลาดCDMAทั่วประเทศล้ม บอร์ดมีมติเปลี่ยนรูปแบบเจรจาใหม่ให้ CAT ทำเองทั้งหมด ส่งฝ่ายบริหารเจรจาซื้อโครงข่ายจาก บีเอฟเคที 6,000 ล้านกับฮัทช์ฮ่องกง เสนอผลเจรจา 27 ส.ค.นี้ เผยเป็นเพราะฮัทช์ไม่มีนโยบายพัฒนาCDMAทั้งที่CATหมายมั่นปั้นมือพัฒนาเทียบชั้น 3G ขณะที่ CAT ได้ฤกษ์ดีปรับภาพลักษณ์ใหม่ ตั้งเป้าหมายครองใจลูกค้าอยู่หมัด สร้างแบรนด์ “CAT” ติดตลาด
พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษกคณะกรรมการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 51 มีมติให้ กสท เจรจาซื้อโครงข่ายจากบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ในราคา 6,000 ล้านบาท โดยได้มอบหมายให้ ฝ่ายบริหารนำเรื่องนี้ไปเจรจากับบริษัท ฮัทชิสัน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใน บีเอฟเคที และนำเสนอผลการเจรจาอีกครั้งในวันที่ 27 ส.ค. 51
นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ประธานคณะกรรมการ CAT กล่าวว่าขณะนี้ได้ยกเลิกแนวทางการเจรจาให้ บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวเลส มัลติมีเดีย จำกัด ให้ทำการตลาด CDMA ทั่วประเทศ เนื่องจาก ฮัทช์ไม่มีนโยบาย และจุดมุ่งหมายพัฒนาเทคโนโลยี CDMA ไปมากกว่าปัจจุบัน ซึ่งสวนทางกับนโยบายของ CAT ที่ต้องการพัฒนาเทคโนโลยี CDMA ให้เทียบเท่ากับ 3G
“แนวทางการเจรจาให้ฮัทช์เป็นผู้ทำการตลาด CDMA ทั่วประเทศตอนนี้เป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะแนวความคิดของเราสวนทางกัน CAT มีเป้าหมายพัฒนาเทคโนโลยี CDMA ให้ดีที่สุดเพราะเล็งเห็นศักยภาพของเทคโนโลยี แต่ฮัทช์กลับไม่ต้องการพัฒนา CDMA อีก”นายสถิตย์ กล่าว
อย่างไรก็ดีหลังจากนี้แนวทางการเจรจาจะเป็นCAT จะเจรจาของ ซื้อฮัทช์ 25 จังหวัดมารวมกับ CDMA 51 จังหวัด และ CAT จะเป็นผู้ทำการตลาดทั่วประเทศเอง ซึ่ง CAT มั่นใจว่าจะมีศักยภาพพอสำหรับการทำการตลาดด้วยตัวเอง โดยฮัทช์จะหมดสัญญาทำการตลาด 25 จังหวัดในปี 2558
นายสถิตย์ กล่าวต่อว่า CAT ได้ก่อตั้งขึ้นในนาม การสื่อสารแห่งประเทศไทย และเมื่อวันที่ 14 ส.ค.2546 ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น CAT โทรคมนาคม และวันนี้ 14 ส.ค 2551 จึงได้ทำการเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ เป็น CAT โดยเน้นตัวหนังสือสีส้ม-เทา เพื่อแสดงถึงพลัง สะท้อนให้เห็นถึงการนำเสนอ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ลูกค้านึกถึงและเลือกใช้บริการเป็นรายแรก บริษัทใช้งบ 7 ล้านบาท โดยการออกแบบของ บริษัท แบรนด์สเคป จำกัด เพื่อออกแบบโลโก้ ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นป้ายชื่อพนักงาน หัวนามบัตร หน้าซองจดหมายของบริษัท และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท
ภาพลักษณ์ใหม่ จะเป็นการกระตุ้นเตือนให้ กสท หันมายึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางของการประกอบธุรกิจ การนำเสนอต้องสอดคล้องกับสัญลักษณ์ ซึ่งการเปลี่ยนชื่ออย่างเดียวไม่สำคัญเท่ากับการเปลี่ยนวิธีคิด และจะเน้นพัฒนาพนักงานภายใน CAT เอง เพื่อการบริการที่ดีกว่าเดิม ให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีก และยังสามารถดึงลูกค้าใหม่เข้ามาใช้บริการด้วย
นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท โทรคมนาคม เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ครั้งนี้ ซึ่งจะเน้นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ปรับองค์กร รวมถึงการเปลี่ยนวัฒนธรรมภายในองค์กร ซึ่งสีจะอธิบายถึงความทระนง แต่จะเน้นในเรื่องของความดีและความถูกต้อง ซึ่งตรงจุดนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าการตลาดของ CAT ได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง CAT ได้มีการเจรจากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวงเพื่อเตรียมหาพันธมิตรในการดำเนินธุรกิจ คาดว่าอีกไม่นานจะมีการร่วมมือกันเพื่อขยายเครือข่ายการบริการให้มากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งจะมีการร่วมมือกับการประปาและพันธมิตรอื่นๆ เพื่อเป็นการช่วยพัฒนาไอซีทีให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทจะยังคงเน้นรักษาธุรกิจเดิมที่มีอยู่ เช่น โทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ รวมถึงการส่งเสริมธุรกิจใหม่ ซึ่งตรงจุดนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความชัดเจนของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เนื่องจากขณะนี้มีผู้ที่ได้รับใบอนุญาตในการให้บริการด้านการสื่อสารเพิ่มขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการแข่งขันทางธุรกิจที่สูงมาก สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ต่อยอดทางธุรกิจคือการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อขยายรายได้ให้กับองค์กร
ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้ดีขึ้นหรืออาจทะลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยผลประกอบการตั้งแต่ม.ค.-มิ.ย.51 มีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 4.5 พันล้านบาท คาดว่าสิ้นปีรายได้รวมอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท โดยมีกำไรอยู่ที่ประมาณ 9 พันล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ เนื่องจากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ CDMA ที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับสมาคมเคเบิลทีวี ที่มีผู้ใช้บริการทั่วประเทศหลายล้านราย ซึ่งจุดนี้จะเป็นตัวช่วยเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย
ด้านนายมารุต บูรณะเศรษฐกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานธุรกิจการตลาด กสท กล่าวว่า เราได้ศึกษาถึงความต้องการของลูกค้า รวมถึงหน่วยงานหรือพันธมิตรที่เราร่วมลงทุน ซึ่งตรงจุดนี้จะเป็นกลยุทธ์ที่จะสามารถตอบสนองให้ประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น ซึ่งวันนี้ถือว่าประกาศศักยภาพที่เท่ากับเอกชน วันนี้ CAT สามารถยืนแถวหน้าได้ สีสัน เอกลักษณ์และโลโก้ ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่พนักงานจะเป็นจุดหลอมรวมจุดยืนขององค์กร
ทั้งนี้ CAT จะใช้งบการลงทุนทั้งลิ้น 80 ล้านบาทแยกเป็น 2 เฟต คือ เฟตแรกจะดำเนินงานจนถึงเดือนตุลาคมนี้ ใช้งบ 20 ล้านบาท และกลางปีหน้าใช้งบประมาณอีก 60 ล้านบาท ในการเสริมสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการโดยการขยายการใช้บริการใน 3 กลุ่มธุรกิจ คือ กลุ่มธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจบรอดแบนด์ และธุรกิจการหลอมรวมเทคโนโลยี เช่น ไอพี ทีวี มัลติมีเดีย อินเตอร์เน็ตทีวี เป็นต้น ซึ่งเดือนตุลาคมนี้ CAT จะทำการประชาสัมพันธ์องค์กรตามสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆโดยใช้งบเบื้องต้น 16 ล้านบาท นอกจากนี้จะมีการอบรมพนักงานและติดตามวัดผล นอกจากนี้ยังมีงบประมาณสำหรับการปรับปรุงศูนย์บริการจำนวน 240 ล้านบาท โดยในปีนี้จะปรับปรุงจำนวน 8 สาขา ปีหน้า 60 สาขา และครบทุก 120 แห่งในปี 2553 กลุ่มผู้ให้บริการ "ไอเอสพี" ร่วมถกหาแนวทางการให้บริการ "วีโอไอพี" หลัง ติดปัญหาไม่สามารถตกลงการเชื่อมต่อ โครงข่ายกับโอเปอเรเตอร์มือถือได้ เผยเสนอ 2 แนวทางการเชื่อมต่อให้ กทช.เป็นตัวกลางการเจรจากับค่ายมือถือ โอดทุกวันนี้เอกชนจ่ายค่าเลขหมายทุกเดือนแต่ใช้บริการได้เฉพาะในเลขหมาย VoIP ด้วยกัน
นายศิริพงษ์ พุงไธสง ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจดาต้าและคอนเทนต์ บริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงปัญหาของผู้ประกอบการที่ได้รับจัดสรรเลขหมายวีโอไอพี (VoIP) ในหมวด "060" จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เมื่อ ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดให้บริการโทรศัพท์ผ่าน โครงข่ายไอพีได้เต็มรูปแบบ เนื่องจากไม่สามารถเจรจาตกลงเชื่อมต่อโครงข่ายกับ ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือได้ ทำให้โทร. ติดต่อได้ในกลุ่มเลขหมาย VoIP ด้วยกันเท่านั้น
ทั้งนี้จากที่ผู้ได้รับจัดสรรเลขหมาย VoIP ประชุมร่วมกันทุกราย ได้เสนอการเชื่อมต่อไว้ 2 แนวทางคือ 1.ให้เลขหมาย IP อยู่ข้างหลังโครงข่ายใดโครงข่ายหนึ่ง เช่น ผู้ให้บริการอิ
นเทอร์เน็ตทำสัญญาเช่าใช้ โครงข่ายกับผู้ให้บริการโครงข่าย เมื่อมีการเชื่อมต่อทราฟฟิกไป terminate ยัง โครงข่ายอื่น ผู้ให้บริการโครงข่ายต้นทางจะเป็นผู้จ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่ายแทน
ส่วนทางเลือกที่ 2.คือใช้เลขหมาย IP ในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายของผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือโดยตรง เพียงเปิด exchange data ก็สามารถส่งทราฟฟิกหากันได้แล้ว แต่กรณีนี้จะต้องมีการกำหนดจุดเชื่อมต่อ (point of interconnect) ต้องมีการจ่ายค่า IC และค่า transit เกิดขึ้น ซึ่งโมเดลนี้จะต้องมีการเจรจาค่าเชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างกัน นอกจากนี้ยังเป็นปัญหาในเชิงการทำตลาดเพราะค่า IC เฉลี่ยอยู่ที่ 1 บาทแต่ผู้ให้บริการ VoIP ทุกวันนี้ก็เก็บที่ 1 บาทกว่าเช่นกัน ซึ่งผู้ประกอบการไม่สามารถที่จะอยู่ได้ในระยะยาว
"2 แนวทางนี้เป็นสิ่งที่ไอเอสพี ที่ได้รับเลขหมาย VoIP ประชุมกันแต่ยังไม่ได้นำไปหารือกับทางผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือแต่อย่างใด เพราะอยากให้ กทช.เข้ามาเป็นคนกลางในการหารือด้วย ตอนนี้ได้เลขหมายไปก็เปิดให้บริการไม่ได้ แต่ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมเลขหมายทุกเดือนๆ"
ด้านแหล่งข่าวจากสำนักงาน กทช.ระบุว่าในชั้นนี้ กทช.ได้ให้ผู้ประกอบการไปหาร
และศึกษาบิสซิเนส โมเดลที่เหมาะสมกันเองก่อน และจากการที่หารือร่วมกับผู้รับจัดสรรเลขหมาย VoIP ก็ไม่ต้องการให้ กทช.ออกประกาศใดๆ เพิ่มเติม โดยให้เหตุผลว่า หลักเกณฑ์การเชื่อมต่อโครงข่ายขณะนี้ก็สามารถปรับใช้ได้ และการออกข้อประกาศใหม่ๆ ออกมาอาจไม่สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจที่จะให้บริการในอนาคต
"เช่นไอเอสพี A ทำสัญญาเช่าใช้ โครงข่ายของดีแทค ถ้ามีการส่งทราฟฟิกไปโครงข่ายอื่นดีแทคก็เก็บค่า transit และจ่ายค่า terminate ให้แล้วไปเก็บจาก ISP อีกต่อหนึ่งซึ่งผู้ประกอบการสามารถทำได้ทั้งสัญญาเช่าใช้โครงข่าย หรืออาจเจรจาทำข้อตกลงเชิงพาณิชย์อื่นๆ ก็ได้"
นอกจากนี้ กทช. ยังได้เรียกประชุมกับ ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือเพื่อทำความเข้าใจในระดับหนึ่งว่าหากมีผู้ประกอบการ VoIP มาขอเช่าใช้โครงข่ายจะปฏิเสธไม่ได้ เพราะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยการเชื่อมต่อโครงข่าย