นายวิเชียร นาคสีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนเข้าร่วมการประชุม ครม.เศรษฐกิจครั้งนี้ด้วย ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ที่ประชุมได้หารือและมีมติให้ทีโอทีรอความชัดเจนเรื่องของการประมูลไลเซนส์ 3 จี จาก กทช.ก่อนที่เราจะดำเนินการลงทุนสร้างโครงข่าย 3 จี ทั่วประเทศมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จริง
แต่เรายังไม่มั่นใจว่ามติดังกล่าวจะออกมาอย่างนั้นจริง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ทีโอทีจะลำบากมาก ต้องเสียโอกาสในการทำธุรกิจ เพราะถ้าการประมูลคลื่นความถี่ไม่เกิดขึ้น และถ้าโครงการทีโอทีไม่ถูกหยุด การดำเนินการก็สามารถเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จากเฟสแรกที่จะมีการเปิดตัวในวันที่ 3 ธันวาคม แต่เมื่อถูกหยุดการดำเนินการก็จะขาดช่วงไป บริษัทไม่สามารถมีเลขหมายมาให้บริการได้ หากกรณีขายเลขหมายล็อตแรกจำนวน 5 แสนเลขหมาย หมด ซึ่งเท่ากับว่าโอกาสในการทำตลาดหายไป เกิดความเสียหายขึ้น
"ทั้งที่รัฐบาลได้อนุมัติโครงการนี้แล้ว ดังนั้น การจะดำเนินการจึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการประมูลที่จะเกิดขึ้น เพราะเรามีคลื่นความถี่อยู่แล้ว ขณะเดียวกันเราก็ได้ชี้แจงในที่ประชุมด้วยว่า เราได้มีการประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีการประมูล 3 จี จาก กทช.แล้ว ทั้งความเสี่ยงที่จะมีผู้ประกอบการจำนวน 4 ใบอนุญาต การโอนถ่ายลูกค้าที่จะเกิดขึ้นจากเอกชนคู่สัญญาสัมปทานที่จะได้รับใบอนุญาตใหม่ พร้อมกับคาดการณ์การทำตลาด การกำหนดราคา และความยากที่จะเข้าสู่ตลาดไว้ทั้งหมดแล้ว" ขณะที่สังคมกำลัง "เบื่อหน่าย" กับเครือข่าย "3จี" แต่ยังมีอีกหนึ่งเทคโนโลยีหนึ่ง "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" ที่คาดว่าจะสร้างมูลค่าศก.ได้มากกว่า 3จี
ขณะที่สังคมกำลัง "ปวดหัว" (รวมถึงเบื่อหน่าย) กับการจะเกิด หรือไม่เกิดเครือข่าย "3จี" ในไทย กูรูวงการไอทีหลายต่อหลายคนออกมาประเมิน และคาดเดาถึงเส้นทางเครือข่ายเจเนอเรชั่นใหม่เครือข่ายนี้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ยังมีอีกหนึ่งเทคโนโลยีหนึ่งในฟากฝั่งของไอทีอย่าง "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" (Cloud Computing) ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา และก็ได้รับการประเมินว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 3 จีด้วยซ้ำ
เวทีสัมมนา การพัฒนาธุรกิจบน "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" กับ "เทคโนโลยี 3จี" ที่จัดขึ้นโดยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ถกประเด็นเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง "กรุงเทพธุรกิจ" ได้รวบรวมความเห็นของ 3 กูรูไอทีมานำเสนอ
ได้แก่ "ธัชพล โปษยานนท์" กรรมการผู้จัดการบริษัทซิสโก้ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด "ไพรัช ธัชยพงษ์" ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และประธานคณะกรรมการบริหาร ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และ "ประสบโชค ประมงกิจ" ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยี บริษัทไมโครซอฟท์ ประเทศไทย จำกัด
มีหลายประเด็นน่าสนใจ โดยเฉพาะการประเมินว่าหาก "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" ผนึกกับ " 3จี" และใช้บริการได้อย่างแพร่หลาย จะสามารถดันมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้กว่า 3.5 แสนล้านบาท
คลาวด์+3จี เชื่อมโลก
"ธัชพล โปษยานนท์" กรรมการผู้จัดการ บริษัทซิสโก้ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันองค์กรธุรกิจทั่วโลกตื่นตัวหันมาใช้ระบบเครือข่ายเจเนอเรชั่นใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ รวมถึงช่วยพลิกฟื้นรายได้ของธุรกิจหลังเศรษฐกิจทั่วโลกเกิดวิกฤติ และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เครือข่ายคลาวด์ คอมพิวติ้ง และ3จี ถือเป็นเครือข่ายเทคโนโลยียุคใหม่ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกหยิบขึ้นมาให้ความสำคัญมากที่สุด
"ผมจำได้ว่า เมื่อ 2 ปีก่อน ไมโครซอฟท์เคยประเมินว่า คลาวด์ คอมพิวติ้ง จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในไทยได้ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งมากกว่าเครือข่าย 3จี ที่บอกว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 1.7 แสนล้านเสียอีก"
ประเมินได้ว่า หากในไทยสามารถใช้ทั้ง 2 เครือข่ายในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย คาดว่า จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของไทยได้ไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนล้านบาท
เขากล่าวว่า ขณะนี้ธุรกิจในไทยเห็นความสำคัญของเครือข่ายคลาวด์ คอมพิวติ้งมากขึ้น โดยเฉพาะหลายองค์กรขนาดใหญ่ที่เริ่มทดสอบระบบคลาวด์ฯ ไปแล้ว เช่น บมจ.ปตท บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย และยังมีองค์กรขนาดใหญ่อื่นๆ อีก ที่จะเตรียมทดสอบระบบอีกหลายองค์กรด้วยกัน
รัฐควรหนุนคลาวด์ด้วย
ขณะที่ "ไพรัช ธัชยพงษ์" ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และประธานคณะกรรมการบริหาร ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เล่าว่า ประเทศเพื่อนบ้านไทย อย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ต่างมีศูนย์ทดสอบคลาวด์ คอมพิวติ้ง ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเครือข่ายยุคหน้าที่สามารถช่วยครีเอตบริการใหม่ๆ หรือแนวทางการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ได้
"จริงๆ แล้วรัฐบาลไทยควรนำคลาวด์ คอมพิวติ้ง เข้าไปประยุกต์ใช้ในระบบอี-กอฟเวอร์เม้นท์ด้วย และในไทยก็ควรมีศูนย์ทดสอบ คลาวด์ คอมพิวติ้ง เพราะเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ คาดว่าไม่เกิน 1 ปี จะใช้งานกันอย่างแพร่หลายในไทย เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ทั้งช่วยประหยัดพลังงาน รวมถึงเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจปัจจุบันที่มีจำนวนข้อมูลมหาศาลเกิดขึ้นทุกวัน"
ขณะที่ "ประสบโชค ประมงกิจ" ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยี บริษัทไมโครซอฟท์ ประเทศไทย จำกัด อธิบายว่า คลาวด์ คอมพิวติ้ง ถือเป็นเป็นเครือข่ายที่ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ทำงานเชื่อมโยงกัน คอมพิวเตอร์ที่ทำงานร่วมกันอาจอยู่ในห้องเดียวกัน หรือไกลกันคนละซีกโลกก็ได้
ประสบโชค คาดว่า คลาวด์ คอมพิวติ้งจะได้รับการใช้งานเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเฉพาะกระแสความนิยมของเว็บ 2.0 ยิ่งเป็นตัวผลักดันให้คลาวด์ คอมพิวติ้งเข้ามามีบทบาทในการประมวลผลมากยิ่งขึ้น เพราะเว็บ 2.0 ต้องใช้ขีดความสามารถการประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ปัจจุบัน องค์กรธุรกิจระดับโลกที่ใช้ประโยชน์จากคลาวด์ คอมพิวติ้ง เช่น บริษัทไชน่า เทเลคอม
"วันนี้มีข้อมูลดิจิทัลมากมายมหาศาล จำเป็นต้องมีระบบประมวลที่จับข้อมูลเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกันแบบรวดเร็ว และประหยัดซึ่งคลาวด์มีบทบาทมาก ซึ่งปัจจุบันได้รับความสนใจจากองค์กรใหญ่กว่า 80%ทั่วโลก ที่เริ่มลงมือทดสอบระบบทั้งแบบภายใน หรือแบบภายนอกไปบางส่วนแล้ว"
คาดคลาวด์ฯ โต 3 เท่า
เขายังคาดอีกว่า ในไทยธุรกิจที่จะนำคลาวด์ คอมพิวติ้งเข้าไปประยุกต์ใช้ได้ก่อน คือ ธุรกิจภาคบริการทั้งหมด โดยเฉพาะบริการด้านการรักษาพยาบาล การเสียภาษี การบริการประชาชนต่างๆ และคาดว่า อัตราการเติบโตของคลาวด์ คอมพิวติ้งในไทยจะเติบโตต่อปีไม่ต่ำกว่า 3 เท่า
"ประสบโชค" บอกว่า ในส่วนของไมโครซอฟท์เองกำลังให้บริการคลาวด์ คอมพิวติ้งในไทย โดยให้บริการอยู่บนซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า "วินโดว์ส อาซัว" (Windows Azure : Azure แปลว่า ก้อนเมฆ) ซึ่งขณะนี้เปิดให้บริการแล้วในอเมริกา และยุโรป ส่วนไทยคาดว่า อีก 2 ปีถึงจะเปิดให้บริการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาแพลทฟอร์มให้มีความเหมาะสมกับธุรกิจไทย
ก่อนหน้านี้ ยังได้ประเมินกันว่า ภายในปี 2554 งบประมาณของบริการคลาวด์ คอมพิวติ้งจะอยู่ที่ 95 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ ปี 2555 งบประมาณจากธุรกิจที่ต้องการใช้บริการคลาวด์จะโต 3 เท่า หรือมีมูลค่ากว่า 42 พันล้านดอลลาร์
"ปัจจุบันในยุโรป ตื่นตัวเรื่องคลาวด์ คอมพิวติ้งมาก กระทั่งได้รวมกลุ่มบรรดาผู้ให้บริการ และตั้งเป็นองค์กรชื่อว่า ยูโร คลาวด์ ซึ่งไมโครซอฟท์ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกนี้ ขณะที่ในเอเชีย คาดว่า อีกไม่นานหากคลาวด์ได้รับความนิยมมากขึ้นก็อาจจะตั้งกลุ่มเอเชีย คลาวด์ขึ้นมาก็ได้" นายประสบโชค กล่าวบนโต๊ะกลมของการเสวนา "โอกาสและอุปสรรค 3G ในประเทศไทย" จัดโดยเดอะเนชั่น บรรดาโอเปอเรเตอร์ทั้ง เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟต่างฝ่ายต่างย้ำในจุดยืนของตนเองวนไปมา ทั้งเรื่อง ความมั่นคง ผลประโยชน์ของผู้บริโภค ผลกระทบกับทีโอทีและ กสทฯที่จะเกิดหลังคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดประมูลใบอนุญาตความถี่ 2100 MHz เพื่อให้บริการมือถือ 3G
ขณะที่ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้หยิบยก หลายประเด็นทางกฎหมายที่มักมีการอ้างถึงมาเปิดมุมมองอีกด้านจากการตีความในฐานะนักกฎหมายมหาชน
เริ่มที่ประเด็นร้อนว่าด้วยอำนาจของ "กทช." มีอยู่หรือไม่ เมื่อรัฐธรรมนูญระบุให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เพียงองค์กรเดียวตามรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ผลักดันให้เกิดขึ้นไม่ทัน 180 วัน ตามบทเฉพาะกาลกำหนด
"ผมมองว่าระยะเวลา 180 วัน ในบท เฉพาะกาล คือ ระยะเวลาเร่งรัด ไม่ใช่ระยะเวลาบังคับ เพราะถ้าเป็นระยะเวลาบังคับจะระบุไว้ว่า ถ้าทำไม่เสร็จแล้วจะให้ยุบไป หรือตั้งต้นกระบวนการใหม่ เหมือนที่ในรัฐธรรมนูญ 2540 เขียนไว้ แต่เมื่อในรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้กำหนดไว้จึงเป็นแค่ระยะเวลาเร่งรัด คือ ถ้าทำช้ารัฐบาลก็จะถูกตำหนิทางการเมือง ไม่มีผลทางกฎหมาย ฉะนั้นองค์กรเดิมก็ยังมีอำนาจอยู่"
แม้ กทช.จะลาออกไป 1 คน ไม่ครบ 7 คน ตามกฎหมายเดิม คือ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรฯซึ่งยังใช้อยู่ เพราะยังไม่มีใครบอกให้ยกเลิกในกรณีนี้ ตามกฎหมายเดิมกำหนดให้องค์ประกอบลดเหลือ 6 คน และให้ผู้ทำหน้าที่รักษาการแทนผู้จับฉลากออกทำหน้าที่ต่อไปได้ ฉะนั้นกรณีนี้ กทช.มีอำนาจเต็มที่ที่จะทำได้ แต่ต้องดูว่าแล้วมีความเหมาะสมแค่ไหน
"ถ้าเอาประเด็นเรื่องอำนาจของตัวองค์กร กทช.มีอำนาจให้ใบอนุญาต 3G ได้ แต่ควรรอคนที่วุฒิสภาจะเลือกมาแทนเพื่ออยู่ไปจนกว่า กสทช.จะเกิดขึ้นหรือไม่ ต้องมาคิดกัน เพราะถ้าจะตีความเรื่องนี้ต่อไปก็จะมองได้ว่าเป็นแค่ชุดชั่วคราวระหว่างรอองค์กรใหม่อีก คือ ถ้าเอา เรื่อง 3G ไปผูกกับตัวองค์กรมากไปก็จะ ทำอะไรไม่ได้เลยอย่างน้อย 1 ปี ก่อนมี กสทช. ฉะนั้นการตีความกฎหมายต้อง ให้ทุกอย่างไหลลื่นต่อไปได้"
ขณะเดียวกันถ้าเป็นเรื่องของอำนาจขององค์กร ทางปกครองก็มี พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 19 กำหนดไว้ว่า ถ้าปรากฏในภายหลังว่าเป็นการกระทำโดยเจ้าพนักงานที่ไม่มีอำนาจก็ไม่กระทบถึงสิ่งที่ได้ทำไป ฉะนั้นถ้าทำไปแล้วยังคงอยู่ ยกเว้นแต่จะมีเรื่องที่บกพร่องรุนแรงขนาดทำให้เสียเปล่าหรือเป็นโฆฆะไป ซึ่งเกิดขึ้นไม่ง่าย หรือมีปัญหาว่า กทช.ไปฮั้วกับคนประมูลก็เป็นอีกเรื่อง
ดังนั้นการกระทำใด ๆ ของ "กทช." ตอนนี้จะผูกพันต่อเนื่อง เมื่อเอกชนได้ใบอนุญาตเพราะเกิดขึ้นบนฐานของคำสั่ง กทช. ฉะนั้นแม้จะมีองค์กรจัดสรรคลื่นฯใหม่ ทุกอย่างก็ยังคงอยู่ เว้นแต่กฎหมายใหม่จะไปเขียนอะไรที่เปลี่ยนไป ซึ่งก็อาจมีปัญหาว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะได้สิทธิตามใบอนุญาต แต่ถ้า กทช.ส่งเรื่องอำนาจขององค์กรไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก็ต้องดูประเด็นที่ส่งถามว่า มีอำนาจหรือเปล่า
ถ้าตั้งคำถามในเชิงขอคำปรึกษาศาลอาจไม่ตอบ เพราะไม่ได้มีหน้าที่ให้คำปรึกษา มีหน้าที่ตัดสินเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ไปบอกว่า คุณทำได้ ทำไม่ได้ก่อน คุณต้องดูกฎหมายของคุณเองแล้วตัดสินใจไป หากมีคนไม่เห็นด้วยเขาก็จะมาฟ้องศาล
สำหรับประเด็นความมั่นคง "ดร.วรเจตน์" มองว่าอาจตกไปตั้งแต่ให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แล้วยอมให้สัญญาร่วมการงานต่าง ๆ คงอยู่ แถมรัฐธรรมนูญยังระบุให้มีการเปิดเสรีโทรคมนาคม แต่ทุกอย่างสามารถควบคุมได้ด้วยการกำกับดูแลของ กทช.ที่มีอำนาจใน
การพักใช้ การเพิกถอนใบอนุญาต ฉะนั้นประเด็นเรื่องความมั่นคงสามารถแก้ไขได้ด้วยการกำกับกิจการที่ดี
ขณะที่ข้อกังขาเรื่องรัฐต่างด้าวที่จะเข้ามาแข่งขันว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขอยืนยันว่า ในรัฐธรรมนูญไทยคำว่า "รัฐ" ย่อมหมายถึงรัฐไทย หากจะหมายถึงรัฐต่างด้าวจะถูกเขียนไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ กรณีนี้หากรัฐต่างด้าวเข้ามาทำธุรกิจในไทยย่อมเข้ามาในฐานะเอกชน ไม่มีสิทธิพิเศษใด ๆ และย่อมถูกควบคุมด้วยกฎหมายเอกชนของไทย ฉะนั้นการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศต้องมีความแน่นอนในกฎหมาย คือ พ.ร.บ. ประกอบกิจการคนต่างด้าว รัฐบาลจะเอาอย่างไร เปิดให้แค่ไหน ถ้าอยากจะปรับก็ไปปรับเงื่อนไขในตัว พ.ร.บ.ต่างด้าว
"การให้ต่างชาติทำธุรกิจโทรคมนาคมได้มากน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องนโยบายของรัฐที่ต้องกำหนดขึ้น โดยส่วนตัวไม่ได้กลัวทุน ต่างชาติในธุรกิจนี้ เพราะโครงข่ายตั้งอยู่ในประเทศเรา คลื่นความถี่อยู่กับเรา ไม่ได้ไปไหน เรื่องการควบคุมสามารถทำได้เพราะเราเป็นคนออกคำสั่งให้ใบอนุญาต ถ้าเขาไม่ทำตามก็พักใบอนุญาต หุ้นก็ตกระเนระนาด เขาไม่กล้าหรอก เรื่องความมั่นคงผมว่าอยู่หลัง ๆ เลยนะ ไม่ใช่ว่าผมมองไม่เห็นแต่มองว่าประเด็นมันอ่อน เพราะมันเป็นคลื่นพาณิชย์ไม่ใช่คลื่นทหาร"
ดร.วรเจตน์ย้ำว่า เราต้องยอมรับว่า เราไม่มีเงิน และเทคโนโลยีพวกนี้เราไม่ได้สร้างขึ้นได้เอง ฉะนั้นต้องมาดูว่าแล้วรัฐบาลจะเอาอย่างไร ถ้าเห็นว่าเทคโนโลยีพวกนี้ไม่จำเป็น เราไม่มีเงินก็ไม่ใช้ก็จบ ไปเขียน ระบุห้ามต่างชาติไว้ใน พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าว
"ตอนนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องการ แต่เราต้องเข้าใจด้วยว่าเมื่อเขาเข้ามาทำธุรกิจในประเทศเรา เขาต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเรา เราไม่ได้สูญเสียอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายไป เขาเข้ามาในฐานะเอกชน นโยบายจะเอาอย่างไรก็เขียนไป"
เรื่อง 3G เป็นเรื่องที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย เชื่อว่าต้องมีการใช้กระบวนการทางกฎหมายมาเบรกให้กระบวนการให้คลื่น 3G หยุดลง ทีโอทีกับ กสทฯเองก็มีการพูดออกมาแล้วว่า หากมีการให้ใบอนุญาต 3G จะเสียผลประโยชน์ ฉะนั้นการฟ้องคดีจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่รออยู่ข้างหน้าที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือ ตอนนี้ผมบอกได้แต่มุมมองของผม ตอนที่คดีไปถึงศาลก็ต้องรอดูว่าศาลจะตัดสินอย่างไร
ที่อยากจะบอก คือ เงินจากส่วนแบ่ง รายได้ตามสัมปทานที่เข้าทีโอทีกับ กสทฯไม่ใช่เข้ารัฐโดยตรง เพราะถ้าเข้ารัฐโดยตรงต้องส่งเข้าคลัง แล้วรัฐบาลส่งเงินมาอุดหนุนทั้ง 2 องค์กร แต่เงินก้อนนี้เป็นการส่งให้"ทีโอทีกับ กสทฯ" ใช้ก่อน พอเหลือค่อยส่งเข้ารัฐซึ่งไม่ถูกต้อง แต่ถ้าพูดแบบนี้ทั้ง 2 องค์กรก็ไม่พอใจ แต่หลักเป็นแบบนั้นจริง ๆ
ฉะนั้นหลักการที่ถูกต้อง คือ ต้องหาวิธีการทำอย่างไรให้ทีโอทีกับ กสทฯแข็งแรงที่จะสู้กับเอกชนในตลาด ทั้ง 2 องค์กรต้องปรับตัว อย่าไปหวังเรื่องรายได้สัมปทานอีก เพราะต่อให้เอาผู้รับสัมปทานทั้ง 3 รายออกไปไม่ให้เข้าประมูล แล้วให้บริษัทอื่นเข้ามาให้บริการเลย ลูกค้าก็ต้องย้ายออกอยู่ดี ถ้าเขาเห็นว่าระบบใหม่ดีกว่า เป็นเรื่องธรรมดาของการแข่งขัน การเปลี่ยนถ่ายจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติของเทคโนโลยีอยู่แล้ว การที่ผู้ให้บริการจะเป็นใคร ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้ง 100%
จากที่ประเมินดูมีความเป็นไปได้ว่า แม้จะมีใบอนุญาต 3G แต่ไม่ใช่ทุกรายจะอยู่รอดในตลาด อาจมีรายหนึ่งที่อยู่ไม่ได้แล้วออกจากตลาดไป เพราะแม้ต้องจ่ายค่า ใบอนุญาตแพงแต่ต้องแย่งลูกค้ากัน
"เราต้องมองในหลายมิติว่า ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ต้องมองว่าจะเกิดการแข่งขันไหม เพราะเมื่อก่อนมือถือแพงมาก เมื่อเกิดการแข่งขัน ราคาถูกลงมาจนถึงหลักสตางค์ นี่คือข้อดีที่ตกกับประชาชน ฉะนั้นจะคิดถึงเฉพาะเม็ดเงินที่ รัฐจะได้จากสัมปทานหรือการประมูลใบอนุญาตอย่างเดียว คิดจากตัวเงินอย่างเดียวไม่ครอบคลุม"
ประเด็นใหญ่ของ "3G" คือ การเปลี่ยนระบบจากสัมปทานเป็นระบบใบอนุญาต แล้วให้ทุกรายแข่งกัน ปัญหาของโทรคมนาคมไทย คือ ตั้งแต่ตอนแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 เป็นบริษัทกลับคงสัญญาสัมปทานไว้จึงเกิดเป็นปัญหา แถมยังเพิ่มปัญหาจากการสร้างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ให้ไปทำลายระบบที่วางเอาไว้แล้ว เป็นการเขียนกฎหมายเพื่อล้มองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ที่มีอยู่เดิม ไม่ได้เขียนเพื่อปรับปรุงกฎหมาย
"ถ้าเขียนเพื่อปรับปรุงทุกอย่างยังสืบเนื่องต่อไปได้ แต่เมื่อเขียนเพื่อล้มไปแล้วก็ต้องเกิดองค์กรใหม่ขึ้นมา มีโครงสร้างใหม่ที่มีองค์กรย่อยขึ้นมาข้างใน 2 หน่วย ขณะเดียวกันหากรัฐบาลจะให้มีการแปรสัมปทาน ในตอนนี้ก็จะมีปัญหาอีก เพราะรัฐธรรมนูญดันไปเขียนเอาไว้ว่า จะต้องไม่มีอะไรไปกระทบสัญญาสัมปทานที่ให้มาอยู่แต่เดิม จนกว่าสัญญาสัมปทานจะสิ้นผล"
ปัญหา คือ สัมปทานจะสิ้นผลอย่างไร สิ้นผลด้วยเงื่อนเวลา คือรอจนกว่าสัญญาจะหมดอายุ ถ้าตีความอย่างนั้นเท่ากับว่าจะไปทำอะไรกับสัญญาสัมปทานไม่ได้เลย
ดังนั้นแม้การแปรสัญญาสัมปทานจะช่วยให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น แต่เชื่อว่าไม่ว่าไปทางไหนจะต้องมีการฟ้องคดี ไม่ว่าจะเป็นสหภาพแรงงานของทั้ง 2 องค์กรที่จะฟ้องว่า ระบบใหม่ทำให้เขาขาดรายได้ แม้รัฐบาลมีนโยบายในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะทำได้แต่ก็จะโดนประท้วงจากอีกฝ่าย รับรองว่ายุ่งเหยิงแน่นอน เหตุเพราะไม่ทำให้เสร็จไปตั้งแต่แปรรูปทั้ง 2 องค์กร แล้วรัฐธรรมนูญก็เขียนแบบให้สร้างปัญหาผูกพันกันมาแทนที่จะแก้ปัญหา
ส่วนที่แผนแม่บทไอซีทีกำหนดไว้ให้มีการแปรรูปสัญญาสัมปทานภายในปี 2553 เป็นแผนที่รัฐบาลกำหนดขึ้น จะทำได้แค่ไหนไม่รู้ ถ้าทำไม่ได้ก็ถูกฝ่ายค้านด่า ถ้าทำก็จะมีคนยกรัฐธรรมนูญมาอ้างว่า รัฐธรรมนูญ คุ้มครองอยู่
"พอรัฐธรรมนูญเขียนไว้แบบนี้จะตีความแบบสี่เหลี่ยมได้ว่า คุณต้องให้สัมปทานอยู่เหมือนเดิมจนหมดอายุสัญญา ไม่สนใจว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ต้องให้มันคงอยู่แบบนี้ ผมเห็นว่าการเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้เป็นไปไม่ได้ในความจริง ยิ่งสัญญาสัมปทานที่มีอายุยาว ๆ ไม่มีทางรู้ได้ว่าสภาพเศรษฐกิจ สภาพของโลกจะเป็นอย่างไร ธรรมชาติเปลี่ยนก็จะกลับมามีผลกระทบต่อสัญญาตัวนี้อยู่ดี"
แม้ ครม.จะรับรองให้แผนนี้เป็นกรอบพัฒนาไอซีทีของประเทศแต่ยังอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ฉะนั้นถ้ารัฐบาลจะเดินหน้าแปรสัญญาตามแผนก็ต้องมีการพิจารณาต่อไปว่าจะจัดการอย่างไรกับรัฐธรรมนูญที่มีปัญหากับการตีความ
ปัญหาเหล่านี้การแก้รัฐธรรมนูญสามารถเคลียร์ได้แต่เป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้ามีปัญหาเรื่องบทเฉพาะเกี่ยวกับองค์กรจัดสรรฯก็แก้ให้ชัด เรื่องจะแปรสัญญาสัมปทานจะเอาอย่างไรก็กำหนดให้ชัด แต่เป็นเรื่องใหญ่มาก ทำไม่ได้หรอก ใคร ผลักดันขึ้นมารับรองตายแน่นอน
เช่นเดียวกับผลการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานมือถือของทั้ง 3 รายที่มีออกมาก่อนหน้านี้เชื่อว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ผมเองไม่เห็นด้วยกับการตีความ เพราะ สัญญาสัมปทานทำขึ้นก่อนมี พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ พอปี 2535 พ.ร.บ.บังคับใช้ก็มีการแก้ไขสัญญาเกิดขึ้น พอมีการรัฐประหารก็มีประเด็นเรื่องทำไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ. จนส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความ ผลก็คือก็ยังใช้ได้จนกว่าจะถูกเพิกถอน แต่ปัญหา คือ แล้วจะทำอย่างไร ถ้าไปเพิกถอนสัญญาเขา เอกชนฟ้องเละเลยนะ เอกชนจะไปรู้หรือว่าต้องทำตาม พ.ร.บ. ฝ่ายรัฐต้องรู้ จะปล่อยไว้แบบนี้ แบบลืม ๆ กันบ้าง รื้อ ๆ กันบ้าง ประเทศนี้เป็นแบบนี้""ทีโอที" ระบุโครงการ 3G ของกทช. เป็นคนละคลื่นความถี่กับ 3G ของทีโอที พร้อมประกาศเดินหน้าเปิด 3G ทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล 3 ธันวาคมนี้แน่นอน
นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกรณีมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมีมติให้ชะลอขั้นตอนการดำเนินโครงการ 3G ที่ภาคเอกชนมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้โครงการ 3G มี 2 องค์กรที่กำลังดำเนินการอยู่คือ กทช.และทีโอที เนื่องจากยังมีข้อโต้แย้งและข้อคัดค้านในหลายเรื่อง
โดยในกรณีนี้กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทีโอที กล่าวว่า การดำเนินโครงการ 3G ของทีโอทีไม่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินโครงการคลื่น 3G ใหม่ของกทช. เพราะคลื่นความถี่เป็นคนละสัมปทานกัน ซึ่งทีโอทีได้รับสัมปทานคลื่นดังกล่าวมาก่อนหน้านี้
"ขณะนี้ทีโอทีก็มีความพร้อมในการเปิดให้บริการระบบ 3G อย่างเป็นทางการจำนวน 5 แสนเลขหมาย และ 548 สถานีฐานในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลวันที่ 3 ธันวาคม นี้ อย่างแน่นอน" นายวรุธ กล่าวบอร์ดทีโอที ยันพร้อมเปิดบริการ 3 จีภายใต้แบรนด์ "ทีโอที โมบาย" ทัน 3 ธ.ค. นี้ เร่งสรุปผลคัดเลือกตัวแทนทำตลาดเอ็นวีเอ็นโอสิ้นเดือน ต.ค.
นายระเฑียร ศรีมงคล โฆษกกรรมการบริหาร (บอร์ด) บมจ.ทีโอที กล่าวว่า วันที่ 3 ธ.ค. นี้ ทีโอที พร้อมให้บริการ 3 จี ในชื่อแบรนด์ "ทีโอที โมบาย" แน่นอน โดยเบื้องต้นจะให้บริการไปพร้อมกับเครื่องลูกข่ายยี่ห้อโนเกีย และโซนี่ อีริคสัน ส่วนบริการเอ็มวีเอ็นโอ จะสรุปเลือกตัวแทนที่จะเป็นผู้ให้บริการในสิ้นเดือนนี้ จากที่มีเสนอตัวเข้ามาทำตลาด 5 ราย ทั้งในรูปแบบการเช่าคลื่นความถี่และโครงข่าย
ทั้งนี้ ทีโอที จะให้บริการเอ็มวีเอ็นโอเองในสัดส่วน 20% ที่เหลือ 80% ของเลขหมายซึ่งกำหนดไว้ในเบื้องต้น 5 แสนเลขหมาย จะให้เอกชนแต่ละรายไปดำเนินการ
ด้านความคืบหน้าของการติดตั้งโครงข่ายนั้น ล่าสุดในส่วนของอีริคสันแล้วเสร็จไป 96% และโนเกีย ซีเมนส์ เน็ตเวิร์ค 91% รวมแล้วคิดเป็น 514 โครงข่าย จากจำนวนทั้งสิ้น 548 แห่ง
เขากล่าวว่า ส่วนแผนการจัดการเรื่องบริหารความเสี่ยง และแผนธุรกิจสร้างรายได้ของทีโอทีกรณีที่จะมีการประมูล 3 จีนั้น ทางฝ่ายบริหารทีโอที จะส่งไปให้คณะกรรมการความเสี่ยงพิจารณาก่อนเสนอกระทรวงไอซีที
"แผนการให้บริการเอ็มวีเอ็นโอ เป็นส่วน 1 ในแผนฟื้นฟูกิจการ ที่จะเป็นรายได้ใหม่เข้ามาทดแทนรายได้ที่หายไป นอกจากรายได้จากบรอดแบนด์ ที่ตามเป้าหมายจะต้องมี 1 ล้านพอร์ตปีนี้ จากปัจจุบันมีอยู่ 8.9 แสนพอร์ตแล้ว" นายระเฑียรกล่าว
ด้านผลดำเนินการทีโอทีรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา มีรายได้ 5.2 หมื่นล้านบาท ลดจากช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปี 2551 ประมาณ 988 ล้านบาท ขณะที่มีรายจ่าย 47,599 ล้านบาท ลดจากปีที่ผ่านมาประมาณ 1,800 ล้านบาท ส่วนกำไรอยู่ที่ 811 ล้านบาท
เขากล่าวว่า รายได้ปีนี้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างมาก เนื่องจากบริการโทรศัพท์สาธารณะและโทรศัพท์พื้นฐานมีรายได้ลดลง รวมทั้งรายได้จากสัมปทานที่เข้ามา 15,901 ล้านบาท ก็ลดลงไป 964 ล้านบาท จากรอบ 9 เดือนแรกปี 2551ใครจะวุ่นวายเรื่องประมูลใบอนุญาต 3G จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ก็ปล่อยไป แต่ตอนนี้ "ธีรวุฒิ บุณยโสภณ" ประธานบอร์ดทีโอที มุ่งมั่นกับการเร่งรัดโครงการ 3G ของทีโอทีเพื่อให้เสร็จทันเปิดแบบอลังการในวันที่ 3 ธ.ค. เวลาบ่าย 3 โมง โดยกำลังเล็งหาที่เหมาะๆ เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่แถวราชประสงค์
"มั่นใจ 100+1% ว่าจะเปิดให้ใช้เป็นทางการได้แน่ เพราะติดตั้งสถานีฐานเสร็จแล้ว 500 สถานี จาก 548 แห่ง คาดว่าจะเริ่มทดลองได้กลางเดือน พ.ย.นี้"
ส่วนการคัดเลือกผู้เช่าใช้โครงข่าย (MVNO) นั้น ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ฝ่ายบริหารจะเสนอร่างเงื่อนไขการพิจารณา คัดเลือกให้บอร์ดได้ให้ความเห็นก่อนประกาศให้ผู้ที่ยื่นเสนอขอเช่าใช้ทั้ง 5 ราย ส่งแผนธุรกิจในการทำตลาด การทำโปรโมชั่นเสนอให้ทีโอทีคัดเลือกอีกครั้ง
และการคัดเลือกในครั้งนี้ผูกพันเฉพาะเฟสแรก 5 แสนเลขหมายเท่านั้น
โดยบริษัทที่เสนอตัวเช่าใช้โครงข่าย ของทีโอที ได้แก่ บมจ.สามารถ เทลคอม บมจ.จัสมิน บมจ.ล็อกซเล่ย์ บริษัท 365 คอมมูนิเคชั่น และบริษัท เอ็ม คอนเซาท์
"คาดว่าคงเลือกผู้เช่าไม่เกิน 4 ราย เนื่องจากในเฟสแรกจะรองรับการใช้งาน 500,000 เลขหมาย ซึ่งทีโอทีจะเก็บไว้ทำตลาดเอง 100,000 เลขหมาย แต่คงไม่ได้เปิดขายทั้งหมดเพราะต้องสำรองไว้หากมีเหตุฉุกเฉินแล้วรัฐบาลต้องการใช้งานทีโอทีต้องให้บริการสังคมและความมั่นคงของประเทศด้วย"
สำหรับหลักเกณฑ์การคัดเลือกที่บอร์ดได้ให้นโยบายไว้กว้างๆ คือ ต้องพิจารณาสถานะการเงิน ประสบการณ์ การได้รับ ใบอนุญาตหรือกำลังอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตจาก กทช.
"บอร์ดได้ตั้งคณะทำงานให้เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือก โดยบอร์ดจะดูแค่การบริหารความเสี่ยง ความโปร่งใส เท่านั้น"
สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อให้บริการ 3G ทั่วประเทศนั้น
ร่างข้อกำหนดทางเทคนิคภาษาอังกฤษ จะเสร็จในสัปดาห์หน้า ก่อนประกาศขึ้นเว็บไซต์ และเปิดประมูลได้ราว ก.พ. พร้อมทำสัญญากับผู้ชนะการประมูลเพื่อเริ่มติดตั้งอุปกรณ์ได้เดือน เม.ย.ปีหน้า ซึ่งการติดตั้งจะทยอยเป็นเฟส ๆ เช่นเดียวกับการเปิดให้บริการ เพราะหากรอให้เสร็จพร้อมกันทั่วประเทศจะล่าช้าเกินไป
ส่วนความเห็นเกี่ยวกับการประมูลคลื่น 3G ของ กทช.คงบอกได้แต่ว่า หลังประมูลอนาคตของรัฐวิสาหกิจไทยคงแย่ ถ้ารัฐบาลหรือ กทช.ไม่เข้ามาดูแลเรื่องการโยกย้ายเบอร์ โยกย้ายลูกค้า ซึ่งรัฐบาลและ กทช. ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการออกกฎมาควบคุมค่ายมือถือเปิดศึกแย่งคลื่นแบนด์วิดธ์ 15 เมกะเฮิรตซ์เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ3G เจ้าตลาด "เอไอเอส" ปักธงสู้ไม่ถอย ขณะที่ "ดีแทค" ไม่น้อยหน้าขอท้าชน ส่วน "กทช." เปิดใจราคาเริ่มต้นที่กำหนดไม่ได้เอื้อเอกชน ขณะที่นักวิชาการข้องใจราคาประมูลไม่สมเหตุผล
นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ภายหลังจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) มีมติที่ประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2552 ได้กำหนด Starting Price (ราคาเริ่มต้น) การประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่ 4,600 ล้านบาท สำหรับไลเซนส์(ใบอนุญาต) จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์ และ 5,200 ล้านบาท สำหรับ 15 เมกะเฮิรตซ์ เป็นเพียงราคาที่กำหนดไว้เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าการประมูลขั้นสุดท้ายจะจบลงที่ราคาไหน โดย เอไอเอส เตรียมยื่นข้อเสนอเข้าประมูลแบนด์วิดธ์ (Bandwidth:ความกว้างของช่องสัญญาณในการรับ-ส่งข้อมูล) ช่วงความถี่ 15 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจากมีช่องสัญญาณมากที่สุด เพราะการยื่นความถี่ในช่วงดังกล่าวหากเสนอราคาไปแล้วไม่ได้รับการคัดเลือก เอไอเอส มีสิทธิ์ที่จะเข้าร่วมประมูลในช่วงความถี่ลำดับรองลงมา
"ถึงอย่างไรเรายื่นข้อเสนอสู้ราคาแข่งขันอย่างแน่นอน"
อย่างไรก็ตามขณะนี้ เอไอเอส ได้ว่าจ้างที่ปรึกษา คือ DETECON เพื่อศึกษาและวิเคราะห์แผนการลงทุน นอกจากนี้แล้วฝ่ายผู้บริหารได้ซักซ้อมวิธีการประมูลแบบอี-ออกชัน จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ไล่ลงมาตั้งแต่ นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (หมายเหตุ:บมจ.ชินคอร์ปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบมจ.เอไอเอส) และ เตรียมกู้เงินทั้งในและนอกประเทศจำนวน 10,000 ล้านบาทเพื่อการลงทุนติดตั้งเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ในเฟสแรกตามหัวเมืองใหญ่
ขณะที่แหล่งข่าวจาก บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ดีแทค เตรียมเข้าร่วมประมูลแบนด์วิดธ์ จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ เพราะช่องสัญญาณมีขนาดกว้างสามารถรับฐานลูกค้าได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ทาง ดีแทค เตรียมพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูล และได้แต่งตั้งทีมงานฝ่ายกลยุทธ์ 3G นำทีมโดย นายโรอาร์ วิค แอนเดรสเซ่น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ ,นายแอนดรูว์ แม็คบีน ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ โปรแกรม แมเนเจอร์ของทีม, นายทินกร เทียนประทุม ผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ รับผิดชอบการพัฒนาโปรดักต์ 3G และ นายกษิดิศ กลศาสตร์เสนี ผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์ และพัฒนาธุรกิจ ดูแลการตลาด 3 G
ก่อนหน้านี้นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บมจ.ทรู เข้าร่วมประมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G เมื่อมือถือ 3G ขับเคลื่อนออกไปเครือข่ายจะครอบคลุมทั่วประเทศภายใน 2 ปี หลังจากนั้นภายใน 8 ปีจะไม่มีเทคโนโลยี 2 G อีกต่อไป
ด้านนายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้เหตุผลว่าราคาเริ่มต้นดังกล่าวเป็นราคาที่ประเมินจากมูลค่าคลื่นความถี่ ตามที่ บริษัท เนร่าฯ ที่ปรึกษาเสนอมา โดย เนร่า ประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ที่มีอยู่ทั้งหมด 45 เมกะเฮิรตซ์ สำหรับการประกอบธุรกิจระยะเวลา 15 ปี มูลค่า 4 หมื่นล้านบาท การคิดค่าไลเซนส์ต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไม่ได้เป็นการเอื้อเอกชนแต่อย่างใด เพราะกำหนดอยู่บนพื้นฐานของราคาที่เหมาะสมที่สามารถดึงความสนใจจากเอกชนต่างชาติให้เข้ามาร่วมประมูลมากขึ้นทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นด้วยและในวันที่ 12 พ.ย.จัดให้มีการประชาพิจารณ์อีกรอบหนึ่ง
สำหรับกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าประมูลจะมีการพิจารณาคุณสมบัติขั้นแรก (Pre-Qualification) โดยผู้ยื่นขอประมูลต้องมีสถานะเป็นบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และ/หรือพระราชบัญญัติ บริษัท มหาชน จำกัด พ.ศ. 2535 และ เป็นบริษัทไทยตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และ ผู้เข้าร่วมประมูลแต่ละรายต้องไม่มีความเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์ในเชิงความเป็นเจ้าของหรือเชิงอำนาจบริหารรวมทั้งไม่เป็นผู้ถือสิทธิในคลื่นความถี่ 3G อยู่แล้ว เมื่อ กทช.ประกาศรายชื่อผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนที่สามารถเข้าร่วมประมูลได้แล้ว ผู้ที่มีรายชื่อดังกล่าวจะต้องวางหลักประกันทางการเงิน และ หลังจากวางหลักประกันเรียบร้อยแล้วจึงจะเริ่มการประมูล ซึ่ง กทช. เลือกใช้วิธีการประมูลแบบประมูลพร้อมกันหลายรอบ (Simultaneous Multiple Round หรือ SMR) โดยจะประมูลใบอนุญาตทุกใบพร้อมกัน
ส่วนทางฝ่ายนักวิชาการอย่าง นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ราคาเริ่มต้นที่ กทช.กำหนด คือ 4,600 ล้านบาท และ 5,200 ล้านบาท ผลเสียจะเกิดขึ้นมากกว่าผลดี จากการกำหนดเงื่อนไขการลงทุนที่ราคาไม่เหมาะสม โดยเฉพาะราคาประมูลหากเสร็จสิ้นการเคาะราคา 4 ใบรวมประมาณ 3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 10% ของราคาที่ควรจะเป็นเท่านั้น
อนึ่งสาระสำคัญของร่างสรุปข้อสนเทศได้กำหนดให้ใบอนุญาต 3G มีขอบเขตการให้บริการทั่วประเทศ (Nation License) ระยะเวลาอนุญาต 15 ปีมีจำนวนใบอนุญาต 4 ใบ แบ่งเป็น ใบอนุญาต A แบนด์วิดธ์ที่ 15 เมกะเฮิรตซ์จำนวน 1 ใบ ,ใบอนุญาต B แบนด์วิดธ์ จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์จำนวน 1 ใบ และ ใบอนุญาต B และ C แบนด์วิดธ์จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์ อีกจำนวน 2 ใบนักกฎหมายเห็นพ้องตีความคุณสมบัติ กทช. ก่อนจัดประมูล 3 จี ชงสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ทั้งรัฐบาลยื่นศาลรธน.ตีความสิทธิให้ชัดหวั่นขัด รธน.50
นายอธึก อัศวานันท์ รองประธานกรรมการและหัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายกฎหมาย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวในฐานะนักกฎหมาย ว่า สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ควรส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้พิจารณาอำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ไม่ใช่ให้กฤษฎีกาตีความ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นที่สิ้นสุดว่าปัจจุบันกทช. มีอำนาจหรือไม่อย่างไร
โดยควรรอการจัดตั้งของคณะกรรมการกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ตลอดจนพ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการยกร่างให้เสร็จสิ้นก่อนหรือไม่
เนื่องจากในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้ระบุให้อำนาจหน้าที่ขององค์กรหนึ่ง จัดสรรคลื่นความถี่ องค์กรดังกล่าวคือกสทช. ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลจัดสรรคลื่นความถี่โทรคมนาคมร่วมกัน ส่วนกทช.นั้นจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ยกเลิกไปแล้ว
"เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2540 ยกเลิกไปแล้ว จึงไม่ได้หมายความว่ากทช.จะมีอำนาจเพิ่มขึ้นแต่ประการใด เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้เขียนไว้ชัดเจนให้มีองค์กรใหม่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่" นายอธึกกล่าว
ทั้งนี้รัฐบาลสามารถขอไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ช่วยพิจารณาตีความเรื่องอำนาจหน้าที่ของกทช.เป็นประเด็นเร่งด่วนได้ ซึ่งกรณีตีความข้อกฎหมาย ที่ไม่ได้มีการสืบพยานใดๆ เป็นสิ่งที่ศาลฯสามารถพิจารณาได้ไม่นาน เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าทำให้การประมูล 3 จี เกิดความล่าช้าไปอย่างมีนัยสำคัญแต่ประการใด
ในทางตรงกันข้ามเป็นการป้องกันความเสียหายของประเทศ หากเกิดการฟ้องร้องขึ้น กรณีผู้ชนะประมูล 3 จี ไม่ได้สิทธิให้บริการอันเนื่องมาจากตัวคณะกรรมากร กทช.ไม่มีอำนาจดำเนินการประมูลได้ และการฟ้องร้องหากเกิดขึ้นในเวลาที่คณะกรรมการเองหมดอายุอำนาจหน้าที่ไปแล้ว รวมทั้งองค์กรถูกยุบไปแล้ว ผู้เสียหายจากการประมูลก็จะฟ้องกทช.เป็นรายบุคคลไป รวมทั้งอาจฟ้องร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลไทยด้วยเช่นกัน
นายประยุทธ อินทร์ตลาดชุม ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ สาขาสื่อสารโทรคมนาคม กล่าวว่า กทช. ชุดปัจจุบัน ควรชะลอการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ออกไปก่อน จนกว่าจะมีการตีความอำนาจของกทช. ซึ่งหากกทช.มีอำนาจจัดสรรคลื่นได้ ก็จะหมดข้อสงสัยจากสังคม แล้วจึงดำเนินการประมูล 3จี ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ช้าจนจะทำให้ประเทศชาติเสียหายแต่ประการใด
ทั้งนี้ทางออกหนึ่งที่ควรทำคือ จัดประชาพิจารณ์ทั้งประเทศ เพื่อรับฟังความเห็นของประชาชนว่า กทช. สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ 3จี ได้หรือไม่ รวมถึงการรอให้กฤษฎีกาตีความก็เป็นอีกทางหนึ่ง
พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า จากข้อทักท้วงว่า กทช. มีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ ในการประมูลเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ เพราะมีเพียงองค์กรเดียวจาก 2 องค์กร ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ.2543 แต่ขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้มีองค์กรเดียว และการที่ กทช. 3 คน จับฉลากออกไปตามวาระ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทาง กทช. ได้ศึกษารายละเอียดของกฎหมายอย่างละเอียด เพื่อดูว่าสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
ทั้งนี้ พบว่า ตาม มาตรา47 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 กำหนดให้มีองค์กรหนึ่งจัดสรรคลื่นความถี่จริง แต่เมื่อพิจารณา มาตรา 305 (1) ระบุว่า หากกฎหมายลูกคือ ร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ ยังไม่ประกาศใช้ ก็จะยังไม่นำมาตรา 47 มาบังคับใช้ ประกอบกับตามมาตรา 309 แสดงว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ.2543 ยังมีผลบังคับใช้อยู่ กทช. จึงยังมีอำนาจในการกำกับกิจการโทรคมนาคมและจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคมได้ และเพื่อความมั่นใจ
ส่วนกรณีที่ กทช. จับฉลากออกตามวาระนั้น ตามมาตรา 13 พ.ร.บ. องค์กรฯ กำหนดให้ กทช. ที่จับฉลากออกต้องอยู่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ ให้มี กทช. ใหม่เข้ามาแทนที่ ไม่ได้ระบุว่าทำหน้าที่เพียงรักษาการ ดังนั้น จึงถือว่า กทช. ที่จับฉลากออกตามวาระ ยังมีอำนาจอยู่ตามเดิม อีกทั้งเมื่อดูในมาตรา 14 หากมี กทช. ลาออกไป ก็ให้ทำงานไปตามจำนวนเท่าที่เหลืออยู่ เว้นแต่ลาออกเหลือน้อยกว่า 4 คน
ออกหลักเกณฑ์คุมความมั่นคง
แหล่งข่าวกฎหมายโทรคมนาคม กล่าวว่า การหยิบเรื่องความมั่นคงหากมีบริษัทต่างชาติเข้ามาประมูล กทช. สามารถกำหนดคุณสมบัติการเข้าประมูลได้ตามกฎหมาย เช่น พ.ร.บ. ธุรกิจคนต่างด้าว แต่ให้กำหนดหลักเกณฑ์ของ กทช. เกี่ยวกับการกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่ในเรื่องความมั่นคงออกมาเพิ่มเติม เพื่อควบคุมดูแลให้การใช้งานคลื่นความถี่เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ ถ้าทำผิดก็สามารถยึดใบอนุญาต หรือมีบทลงโทษอื่นๆ ได้
"ถ้าต้องการชะลอการประมูลออกไป ก็ต้องหยิบเหตุผลที่เป็นรูปธรรมมาพิสูจน์ จะบอกว่าผิดจริยธรรม ผิดมารยาทหรือไม่เหมาะสมไม่ได้ เพราะกฎหมายกำหนดเป็นหน้าที่ของ กทช. ให้ต้องทำ จริงๆ ทีโอทีได้คลื่น 1900 ไปตั้งแต่ปี 2543 สามารถทำ 3จี ได้นานแล้ว แต่ไม่ทำ พอมาตอนนี้จะขอให้ชะลอ ออกไปก็ต้องตอบให้ได้ว่า จะถ่วงผู้ให้บริการรายอื่นๆ หรือไม่" แหล่งข่าว กล่าว
อีกทั้ง พ.ร.บ.องค์กรฯ พ.ศ.2543 ยังกำหนดชัดเจนว่า กทช. มีอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่โทรคมนาคม ไม่จำเป็นต้องรอ กสช. และจะหยิบยกกรณี มาบตาพุด มาเทียบเคียงไม่ได้ เพราะ กทช. มีกฎหมายเดิมคือ พ.ร.บ.องค์กรฯ บังคับใช้อยู่และยังไม่ยกเลิก แต่กรณีของมาบตาพุด เป็นเรื่องใหม่ ไม่เคยมีกฎหมายมารองรับ ดังนั้นศาลปกครองจึงมีคำสั่งให้หยุดการดำเนินการใดๆ ไว้ก่อน
กมธ. เสนอชะลอประมูล ตีความกฎหมาย
นายประยุทธ อินทร์ตลาดชุม ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ สาขาสื่อสารโทรคมนาคม กล่าวว่า เมื่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 กำหนดให้มีองค์กรเดียวที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความและร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ยังไม่เสร็จ กทช. ชุดปัจจุบัน น่าจะชะลอการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ออกไปก่อน และรอให้มีการตีความอย่างชัดเจน สามารถตอบข้อโตแย้งและตอบคำถามสังคมได้ค่อยดำเนินการต่อ ก็ไม่ช้าเกินไป เพราะเมื่อพิจารณาแล้ว หากการประมูล 3จี ช้าออกไปเล็กน้อย ก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรกับประเทศ
อีกทั้งเมื่อดูจากการที่ สภาทนายความ ยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองถึงการมีสิทธิ์ในการจัดสรรคลื่นความถี่ของ กทช. แสดงว่ามีนักกฎหมายที่เห็นว่ามีข้อท้วงติงได้ ทางออกอีกทางหนึ่งคือ น่าจะจัดประชาพิจารณ์ทั้งประเทศ เพื่อรับฟังความเห็นของประชาชนว่า กทช. สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ 3จี ได้หรือไม่ รวมถึงการรอให้กฤษฎีกาตีความก็เป็นอีกทางหนึ่ง
นายธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ รองปลัดกระทรวงไอซีที ในฐานะประธานกรรมการสรรหาผู้ทำหน้าที่ กทช. ทั้งชุดที่ลาออกและชุดที่จับฉลากออก กล่าวว่า คณะกรรมการได้เสนอรายชื่อให้วุฒิสภาเมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยรายชื่อสุดท้ายคือ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รวมกับอีก 5 คน คือ นายธรรมนูญ จุลมณีโชติ , พล . ร . อ . สุรินทร์ เริงอารมณ์ , นายบัณฑูร สุภัควณิช , นายพนา ทองมีอาคม และนางนรีวรรณ จินตกานนท์ เก่งเรียน ซึ่งคาดว่าจะคัดเลือก 3 คน เพื่อทำหน้าที่ กทช. ต่อไปให้ทันก่อนปิดสมัยประชุมสภา ขณะที่การคัดเลือกแทน กทช. ที่ลาออก จะลงมติในวันที่ 2 พ.ย. โดยเลือก 1 คนจากนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร และ พล.อ.ชูชาติ สุขสงวน
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง กล่าวว่า ได้รับรายชื่อสรรหา กทช.แล้ว และวันนี้ (21 ต.ค.) จะนำเข้าวิป จากนั้นวันจันทร์จะเริ่มการตรวจสอบ ซึ่งจะใช้เวลาทั้งสิ้น 20 วัน และวันที่ 23 พ.ย. จะนำรายชื่อทั้งสองชุดเข้าสู่ที่ประชุมคัดเลือกทันที ก่อนปิดสมัยประชุม โดยมีเป้าหมายจะทำให้เสร็จเพราะเรื่องยืดเยื้อมานานแล้ว กทช. ทำหน้าที่รักษาการกันมายาวนานมากประมูล 3จีส่อแววเลื่อนไปกลางปี 2553 เหตุสะดุดสารพัดปัญหา โดยเฉพาะคุณสมบัติผู้จัดประมูล ด้านประธาน -เลขาฯ ประสานเสียงไม่เลื่อนแน่
แหล่งข่าวจาก กทช. กล่าวว่า การจัดประมูล 3 จี ตามกำหนดเดิมสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนธ.ค.นั้น เป็นไปได้ที่อาจต้องเลื่อนออกไปประมูลกลางปี 2553 เนื่องจากมีข้อติดขัดหลายประการ เช่น กทช.ชุดปัจจุบันสามารถจัดประมูลได้หรือไม่ เนื่องจากกำลังสรรหาชุดทดแทนที่ลาออก 1 คน และจับสลากออก 3 คน เท่ากับคนที่มีอยู่ไม่ครบชุดที่จะจัดประมูลได้ เพราะเหลือผู้ยังไม่พ้นวาระจริงๆ 3 คนจาก 7 คนเดิม
อีกทั้งกรรมการสรรหากทช. ชุดที่มีนายวุฒิพร เดี่ยวพานิช ตัวแทนสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการสรรหา และภายหลังพ้นสภาพการเป็นกรรมการสมาคม โดยยังเหลือการเลือกกรรมการอีก 1 คนในชุด 6 คน หลังจากเลือกไปแล้ว 5 คน จึงถูกสงสัยจากคนในวงการโทรคมฯ ว่ากรณีนี้ต้องเลือกรายชื่อ กทช. 6 คน อีกครั้งก่อนส่งให้วุฒิสมาชิกเลือกเหลือ 3 คนหรือไม่ ซึ่งข้อสงสัยนี้ กทช. ส่งให้กฤกฎีกาตีความแล้ว
กระนั้นช่วงเวลาระหว่าง กทช.กำหนดวันประมูลไว้ กับเวลาที่ สว.เลือกรายชื่อ กทช. 4 คนทดแทนที่พ้นสภาพจะใกล้เคียงกัน จึงอาจเป็นปัญหาข้อพิพาท หาก กทช. ชุดปัจจุบันเร่งจัดประมูลให้ได้ แต่ กทช. ชุดสมบูรณ์ หรือชุด 2 ที่มีในอนาคตอาจท้วงติงคุณสมบัติ เกณฑ์การประมูลหรืออื่นๆ
“เรื่องที่เกิดขึ้น มีหลายข้อท้วงติง ทำให้ระหว่างทางการเข้าสู่การประมูล 3จี อาจมีข้อสะดุด จนถึงที่สุดทำให้ต้องเลื่อนประมูลไปเป็นกลางปีหน้าได้ ดังนั้น กทช. จึงควรพิจารณาให้รอบคอบ มีเกณฑ์ชัด เพราะช้าไปอีกนิด ดีกว่าช้าไปอีกนาน หากโดนฟ้องร้อง หรือมีข้อพิพาทลากยาวไว้” แหล่งข่าว กล่าว
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการ กทช. กล่าวว่า การประมูลคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ยังเป็นไปตามกรอบเวลาเดิม อาจช้าออกไปบ้างเล็กน้อยจากการรับฟังความเห็นรอบที่ 2 แต่ไม่ได้เลื่อนออกไปถึงกลางปีหน้าอย่างแน่นอน
นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ทรูยังไม่ได้เข้าหารือกับ บมจ.กสท โทรคมนาคม และยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ต่อเรื่องนี้ หลังจากมีกระแสข่าวเรื่องการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรระหว่าง กสท และ ทรูมูฟ เข้าประมูลไลเซ่น 3จี
เขามองด้วยว่า หากราคากลางใบอนุญาต 3จีเริ่มต้นการประมูลอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท "สูง"เกินไป ควรเป็นราคาที่สมเหตุสมผล แต่เท่าที่ทราบ กทช. ยังไม่ได้กำหนดราคาประมูล และเห็นว่าการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะรอบ 2 จะช่วยทำให้ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลเห็นความชัดเจนเรื่องคุณสมบัติต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นสัดส่วนการถือหุ้นของผู้เข้าร่วมประมูล
ด้านนายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า ได้จัดทำแผนธุรกิจของทีโอที เข้าขอความเห็นจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จันทร์ที่ 19 ต.ค.นี้ ภายหลังจาก ครม.นัดที่ผ่านมาได้ให้ กสท และทีโอที ไปปรับปรุงแผนธุรกิจเพื่อรองรับอนาคตหากมีประมูลและบริการ 3จีในไทยกทช. เผยนักลงทุนจาก 30-40 ประเทศสนใจร่วมลงทุน 3จีในไทย จับตาตะวันออกกลาง-รัสเซีย กลุ่มใหม่เงินหนาอาจเข้าร่วมด้วย
นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า จากการหารือกับสหพันธ์หอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย มีต่างประเทศแสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ในประเทศไทย 30-40 ประเทศ
ขณะที่ ก่อนหน้านี้ก็มีกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ 2-3 แห่งในประเทศไทย ที่ไม่ใช่กลุ่มโทรคมนาคม และมีกระแสเงินสดดีมาก แสดงความสนใจลงทุนใน 3จี เช่นเดียวกัน
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวแสดงความสนใจจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางหรือรัสเซีย ว่าเข้ามาร่วมประมูลใบอนุญาต 3จีด้วยนั้น เขามองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นกลุ่มประเทศที่มีเงินทุนมหาศาล
“บางครั้งการมีกระแสข่าวว่า บริษัทไหน ประเทศไหนสนใจ อาจจะไม่เป็นจริงก็ได้ แต่กลุ่มที่ปิดเงียบไม่ให้คู่แข่งรู้ตัว พอเปิดตัวก็สามารถเข้าร่วมประมูล และชนะไปได้เลยก็เป็นไปได้ ตามกลยุทธ์ทางธุรกิจ” นายเศรษฐพร กล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มประเทศที่แสดงความสนใจมาโดยตลอด ยังคงเป็น ญี่ปุ่น, ยุโรป และ อเมริกา แต่ยังมีความไม่สบายใจใน 2-3 ประเด็น คือ 1. สภาพเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้การตัดสินใจลงทุนใหม่ๆ ยากขึ้น 2. ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศไทย และ 3. ความไม่แน่นอนของ องค์กรกำกับดูแลใหม่ หรือ กสทช. ว่าจะไม่มีการแทรกแซงทางการเมือง ทำงานเป็นอิสระ และมีหลักในการทำงานที่น่าเชื่อถือได้ รวมถึงการมีสัญญาสัมปทาน ที่แสดงให้เห็นว่า การแข่งขันไม่เสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง
เล็งเชิญกว่า10ประเทศเข้าประมูล
นายประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า กทช. ได้เตรียมพร้อมส่งหนังสือเชิญชวนเข้าประมูล (IM) ไปยังสถานทูตประเทศต่างๆ กว่า 10 แห่ง โดยจะเน้นประเทศที่มีศักยภาพด้านการลงทุนและด้านเทคโนโลยี
นอกจากนี้ ประเทศอื่นๆ ที่สนใจก็สามารถมาร่วมได้ เช่น กลุ่มประเทศในเอเชีย, ยุโรป หรือแม้แต่ในตะวันออกกลาง
“เท่าที่เคยไปต่างประเทศ ก็มีหลายประเทศสนใจแต่ก็ยังรอดู IM ก่อน ซึ่งเราก็เปิดกว้าง และเชื่อว่าแต่ละประเทศคงดูความคุ้มทุนเป็นหลัก ซึ่งบริษัทต่างๆ ในแต่ละประเทศ ก็คงรอดูว่าจะเข้ามาในลักษณะใดได้บ้าง เช่นพันธมิตรร่วมทุน หรือพันธมิตรทางเทคโนโลยี แต่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด” นายประสิทธิ์กล่าว
ส่วนผลกระทบที่จะเกิดกับ บมจ.ทีโอที และ บมจ กสท โทรคมนาคม นั้นทั้ง 2 องค์กรต้องเตรียมตัวรับกับการแข่งขัน ซึ่งในการประชุม ครม. เศรษฐกิจเมื่อกลางสัปดาห์ นายกรัฐมนตรีก็สั่งการให้มีการทบทวนแผนธุรกิจต่างๆ เพื่อเสนอกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไปแล้ว
ในความเห็นส่วนตัวมีทางออกหลายทาง เช่น เมื่อสัมปทานใกล้จะหมดแล้ว ก็อาจหาทางเปลี่ยนเป็นการถือหุ้น และเปิดให้ผู้ให้บริการรายอื่นมาเช่าใช้โครงข่ายเดิม หารายได้อีกทางหนึ่ง เพราะประกาศของ กทช. ในเรื่องนี้ก็มีอยู่แล้ว
อีกทั้งต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพการแข่งขันให้มากขึ้น เป็นบริษัทด้านธุรกิจมากขึ้นจะพึ่งพารูปแบบการเป็นรัฐวิสาหกิจอย่างเดียวไม่ได้ หรือจะทำเพียงรอความหวังจากกระทรวงการคลัง ให้การช่วยเหลือก็ไม่ได้เช่นกัน
กสท ย้ำต้องได้สิทธิประมูล3จี
นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า แนวทางของ กสท คือต้องการมีส่วนร่วมในการประมูลและให้บริการ 3จีในอนาคต โดยจะหาพันธมิตรจากต่างประเทศ เพื่อร่วมประมูลในครั้งนี้ด้วย จากที่ กทช. ระบุแล้วว่า กสท สามารถเข้าร่วมได้ และจะใช้ประโยชน์ทางโครงข่าย และโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ทั่วประเทศ เปิดให้เช่าใช้
เงื่อนไขเข้มปัญหาร่วมทุนทรู
แหล่งข่าววงการโทรคมนาคม กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มทุนจากตะวันออกกลาง และกองทุนจากรัสเซีย มีเม็ดเงินลงทุนสูง และหาโอกาสการลงทุนด้านโทรคมนาคมในต่างประเทศ โดยมีคนกลางได้พยายามจับคู่ทางธุรกิจ ให้กับบริษัทโทรคมนาคมหลายแห่งรวมทั้ง บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ข้อสรุปกับกลุ่มทรูไม่ลงตัว เนื่องจากทรู ได้แสดงจุดยืนกับทุกราย ด้วยการเสนอเงื่อนไขให้พันธมิตรลงทุนด้านการเงินแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ให้อำนาจหรือสิทธิในการบริหารหรือตัดสินใจใดๆ ดังนั้นนักลงทุนต่างชาติหลายรายจึงเลิกการเจรจา เพราะมองว่าสามารถรอช้อนซื้อหุ้นล็อตใหญ่ ตลอดจนเทคโอเวอร์กิจการภายหลังจากประมูล 3 จี ได้
4 ไลเซ่นเหมาะสมต้องช่วงคลื่นเท่ากัน
นายวิเชียร เมฆตระการ ซีอีโอ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่ากลุ่มทุนตะวันออกกลาง ตลอดจนกลุ่มกองทุนจากรัสเซีย มาติดต่อขอเป็นพันธมิตรกับ เอไอเอสหรือไม่ เพราะหากมีการติดต่อก็คงไม่จำเป็นต้องมาหารือกับบริษัท แต่คงติดต่อไปที่เทมาเส็คมากกว่า
ส่วนข้อถกเถียงเรื่องการออกใบอนุญาต 3 จี จำนวนกี่ใบหรือจำนวนไลเซ่น เท่าใดจึงจะเหมาะสมนั้น เขายืนยันมาโดยตลอดที่เห็นว่าควรจำนวนใบอนุญาตมี 4 ใบได้ แต่ช่วงคลื่นความถี่ควรได้เท่าๆ กัน หรือใบละ 15 เมกกะเฮิร์ตซ เพราะเป็นปริมาณที่เหมาะสม สำหรับอนาคตการให้บริการลูกค้า ตลอดจนต่อยอดเทคโนโลยีไปสู่ LTE (Long Term Evolution)
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ กทช. ไม่สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ได้เท่าๆ กันทุกใบ เพราะไทยโมบาย ซึ่งปัจจุบันเป็นสิทธิของ บมจ.ทีโอที ได้ช่วงคลื่นความถี่ สำหรับให้บริการ 3 จี ไปแล้ว 15 เมกกะเฮิร์ตซ์ จาก 60 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้เหลือคลื่นที่จะจัดสรรกัน 45 เมกกะเฮิร์ตซ์ สำหรับใบอนุญาต 4 ใบ
ขณะที่ กทช. สรุปก่อนหน้านี้ที่จะแบ่งคลื่นจำนวน 10 เมกกะเฮิร์ตซ์ที่มี 3 ใบ และ 1 ใบสำหรับ 15 เมกะเฮิร์ตซ์ ซึ่งคาดว่าผู้เข้าประมูลไลเซ่น 3 จี ส่วนใหญ่จะต้องแย่งชิงกันให้ได้ใบอนุญาตสำหรับช่วง 15 เมกะเฮิรตซ์ก่อน จากนั้นหากแพ้ราคาใบดังกล่าว ก็จะมาชิงประมูลคลื่นที่เหลือใบละ 10 เมกกะเฮิร์ตซ ซึ่งแน่นอนว่าอนาคตหากจะต่อยอดไปสู่ LTE ก็จะต้องผสมผสานกับคลื่นความถี่อื่น เพื่อให้เพียงพอต่อการให้บริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ล็อกซเล่ย์เมินแข่งมุ่งเอ็มวีเอ็นโอ
นายสุรช ล่ำซำ กรรมการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ล็อกซเล่ย์ กล่าวว่า กลุ่มล็อกซเล่ย์คงไม่สนใจเข้าร่วมประมูล หรือขอไลเซ่น 3 จี เพราะต้องใช้เม็ดเงินไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท แต่ความสนใจเข้าไปเป็นผู้ให้บริการรีเซลเลอร์ เอ็มวีเอ็นโอ (Mobile Virtual Network) มากกว่า และทันทีที่ กทช. ออกเกณฑ์ให้ใบอนุญาต ก็จะยื่นเรื่องเพื่อขอใบอนุญาตเพื่อนำไปขอดำเนินการเป็นรีเซลเลอร์จาก บมจ.ทีโอที
โดยก่อนหน้านี้ทีโอทีประกาศจะเลือกผู้ให้บริการเอ็มวีเอ็นโอประมาณ 3 รายเท่านั้น ซึ่ง 1 ใน 3 มีไทยโมบายเองที่จะให้บริการ
"ระหว่างนี้ ล็อกซเล่ย์ได้หาพันธมิตรแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่ง ซึ่งอยู่ในขั้นตอนเจรจารายละเอียดกับพันธมิตรต่างชาติที่มีเครือข่าย และทำการตลาดอยู่ในยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ โดยหากได้ข้อสรุปทุกด้านเมื่อทำการตลาดก็จะใช้แบรนด์ของพันธมิตร" นายสุรชกล่าว