ประธาน กทช.ลั่นไลเซ่นส์ 3G ไม่น่าเกินใบละหมื่นล้านบาท ยันตัวเลขแสนล้านไม่ถูกต้อง เพราะตอบคำถามเรื่องการผลักภาระมายังผู้บริโภคไม่ได้ มั่นใจประชุมบอร์ด 21 ต.ค.ได้ราคากลางแน่ เชื่อส่งกฤษฎีกาตีความจะช่วยแก้ปัญหา
พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่ากทช.จะมีการประชุมในวันที่ 21 ต.ค.เพื่อสรุปราคากลางหรือราคาใบอนุญาต 3G อีกครั้งหลังจากการประชุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมานายสุธรรม อยู่ในธรรม กรรมการกทช.ติดภารกิจไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่ที่ประชุมได้มีการหารือกันในเบื้องต้นถึงราคากลางสำหรับใบอนุญาต 3G จำนวน 3 ใบที่ได้ความถี่ 10 เมกะเฮิรตซ์และ 1 ใบที่ได้ความถี่ 15 เมกะเฮิรตซ์ โดยคาดว่าราคาใบอนุญาตแต่ละใบไม่น่าจะเกิน 1 หมื่นล้านบาท หรืออาจสูงกว่าเล็กน้อยสำหรับใบอนุญาตที่ได้ความถี่ 15 เมกะเฮิตซ์
‘ที่บอกว่าใบอนุญาต 3G มูลค่าแสนล้านบาท คงเป็นไปไม่ได้ และการเทียบอายุสัมปทานที่เหลือของบริษัทเอกชน คำนวณย้อนกลับมา ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ในการหารือกันเบื้องต้นราคากลางใบอนุญาตอาจประมาณ 6-7 พันล้านบาทหรือไม่เกินหมื่นล้านบาท ประเภทที่บอกเป็นแสนล้านมันไม่ถูกต้องแต่ข้อสรุปสุดท้ายต้องรอการประชุมบอร์ดกทช.ในวันที่ 21 ต.ค.’
ทั้งนี้การประมูล 3G ต้องคำนึงถึงการมีประโยชน์ต่อสังคมทั้งหมด และอุตสาหกรรมในภาพรวม รวมถึงผู้ใช้บริการด้วย ดังนั้นไม่ควรคิดเพียงในมิติของรายได้จากบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ที่จะหายไปในอนาคตเท่านั้น เพราะหากราคาใบอนุญาตแพงระดับเป็นแสนล้านบาท ก็คงไม่มีคนสนใจประมูล และไม่ตอบคำถามเรื่องการป้องกันผู้ได้รับใบอนุญาตผลักภาระมาที่ผู้บริโภคในรูปค่าบริการที่แบกต้นทุนใบอนุญาตที่แพงลิบลิ่ว ในขณะเดียวกันทีโอทีและกสทก็ไม่ควรกังวลในเรื่องส่วนแบ่งรายได้ที่จะหายไปจากบริษัทสัมปทานเดิม เพราะเชื่อว่าตลดาผู้ใช้บริการ 3G ไม่ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่บริษัทเอกชนก็มีข้อจำกัดในเรื่องการลงทุนและขยายโครงข่าย
‘บอร์ด กทช.จะหารือถึงความเห็นที่แตกต่างจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจากรัฐบาลเพื่อมาทำรายละเอียดใหม่และประกาศบนเว็บไซต์ในวันที่ 22 ต.ค.ก่อนที่จะทำประชาพิจารณ์ในวันที่ 5 พ.ย.’ พล.อ.ชูชาติกล่าวและย้ำว่ากทช.จะส่งหนังสือไปถามกฤษฎีกาเพื่อความแน่ใจว่าสามารถเปิดประมูล 3G ได้ โดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 วรรค 2
เอไอเอสชี้อย่าหวั่นไหว
นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร เอไอเอสกล่าวว่าเอไอเอสจะใช้บริษัท AWN หรือ Advanced Wireless Network ในการเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต 3G จากกทช.พร้อมทั้งยืนยันเรื่องการถ่ายโอนลูกค้าจากบริษัทรับสัมปทานไปบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตใหม่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ1.บริษัทไม่สามารถบังคับลูกค้าได้หากต้องการที่จะใช้ 3G และ2.หากเอไอเอสไม่ดำเนินการดังกล่าว ก็จะเสียเปรียบคู่แข่งทันที เพราะโอเปอเรเตอร์ทุกรายก็จะออกโปรโมชันเพื่อจูงใจลูกค้าใช้บริการ 3G ใหม่แน่นอน และก็สามารถดึงลูกค้าข้ามค่ายได้ง่ายๆ เพราะเรื่องการคงสิทธิเลขหมาย (number portability) ก็กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นด้วย
อย่างไรก็ตามทีโอทีหรือกสท ก็ไม่ควรกังวลมากเกินไปเรื่องการถ่ายโอนลูกค้าไปยังบริษัทใหม่ที่ให้บริการ 3G เพราะจะทำให้ส่วนแบ่งรายได้หายไปทันที เพราะการถ่ายโอนลูกค้าไม่สามารถทำได้รวดเร็วประเภทชั่วข้ามคืน เนื่องจากโอเปอเรเตอร์ต้องใช้เวลาพอสมควรในการวางโครงข่าย 3G เพราะหากโอนลูกค้าจำนวนมากในขณะที่โครงข่ายไม่พร้อมที่จะรองรับก็จะเกิดปัญหาในการให้บริการ และคาดว่ากว่าที่จะโอนย้ายลูกค้าไปได้หมด ก็คงอาจจะหมดอายุสัมปทานเก่าพอดี เพราะกว่าที่เอไอเอสจะมีคุณภาพโครงข่ายอย่างในปัจจุบันก็ใช้เวลาเป็น 10 ปี
ถึงแม้เอไอเอสจะมี AWN ติดตั้งขยายโครงข่าย 3G และมีฐานลูกค้าแล้วก็ตาม แต่ทีโอทีก็ยังได้ประโยชน์จากส่วนแบ่งรายได้ของเอไอเอสที่จะรับมาจากAWN ในเรื่องต่างๆไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าระบบสื่อสัญญาณ ค่าเช่าใช้ ค่าโรมมิ่ง ค่าเชื่อมโครงข่าย (IC) รวมทั้งอุปกรณ์สถานที่เสาอากาศในการติดตั้งสถานีฐาน
กมธ.เรียก กทช.ชี้แจง
ด้านนายสมชาย แสวงการ ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เปิดเผยว่าเมื่อวานนี้(15ต.ค.52) เวลาประมาณ 15.00 น.กรรมาธิการฯได้มีการหารือและมีมติรับเรื่องการคัดค้านการประมูลใบอนุญาต 3G จากสหภาพแรงงานฯบริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) โดยที่ประชุมจะทำการเชิญประธานและเลขาธิการ กทช.เข้าชี้แจงรายละเอียดในวันที่ 22 ต.ค.52 ซึ่งกทช.จะต้องเข้ามารายงานผลเรื่องวิทยุชุมชนแก่วุฒิสภาอยู่แล้ว
สำหรับเรื่องที่กทช.จะต้องเข้าชี้แจงต่อกรรมมาธิการฯคือ เรื่องที่สหภาพฯทีโอที และกสทร้องเรียนมาได้แก่ เรื่องบทบาทหน้าที่ของกทช. ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 47 วรรค 2 ระบุเอาไว้ว่าหน้าที่การจัดสรรความถี่เป็นของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงประเด็นที่ กทช.ชุดปัจจุบันมีตัวจริงเพียง3 คนอีก 3คนจับฉลากออกไปแล้วปัจจุบันทำหน้าที่รักษาการเพื่อรอการสรรหากทช.ใหม่ ดังนั้นการดำเนินการประมูลใบอนุญาต 3G เหมาะสมและควรทำหรือไม่ รวมถึงประเด็นเรื่องความรัดกุมในการรับฟังคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และสุดท้ายประเด็นเรื่องการถือครองหุ้นของต่างชาติในบริษัทที่จะเข้าร่วมประมูล
นอกจากนี้กรรมาธิการฯจะมีการหารือร่วมกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถึงจุดประสงค์ของมาตราที่ 47 วรรค 2 ว่ามีความเข้มงวดขนาดไหน ซึ่งการหารืออาจจะแล้วเสร็จไม่ทันการประมูล 3G แต่ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวกรรมาธิการฯมีหน้าที่เป็นเพียงหน่วยงานตรวจสอบ จึงไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกทช.ได้เพราะเป็นองค์กรอิสระ ดังนั้นกทช.ควรจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างรอบคอบเพราะหากรีบร้อนอาจจะเกิดข้อผิดพลาดในภายหลังหากเรื่องที่ถูกคัดค้านมีมูลขึ้นมาขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กำลังกุมขมับกับการเปิดประมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G หรือ Third Generation เนื่องจากถูกหลายคนตั้งข้อสงสัยรีบเร่งประมูลออกใบอนุญาต
หากแต่อีกมุมหนึ่งของถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นตึกบัญชาการของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ทางทีมฝ่ายบริหารกิจการร่วมค้าไทยโมบาย (บริษัทลูกทีโอที) กำลังขะมักเขม้นกับแผนเตรียมการกดปุ่มให้บริการ หลังจากที่ได้ย่านความถี่ 1900-2000 เมกะเฮิรตซ์ โครงการถูกชะลอไปมากกว่า 3 ปี และประกาศชัดเจนว่าวันที่ 3 ธันวาคม 2552 กดปุ่มเปิดป้ายให้บริการอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม "ฐานเศรษฐกิจ" มีโอกาสสัมภาษณ์ ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานกรรมการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้!!
** ได้ข้อสรุปเปิดมือถือ 3G แล้ว
มีมติแล้วจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ธันวาคมนี้ เร็วกว่ากำหนดเดิมคือวันที่ 5 ธันวาคม 2552 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 82 พรรษา ดังนั้นทางบอร์ดมีมติให้เปิดก่อนวันที่ 5 ธันวาคมนี้
***ความพร้อม ณ วันนี้
ตอนนี้การติดตั้งเครือข่ายได้ดำเนินไปแล้วกว่า 60% เหลือระยะเวลากว่า 1 เดือนเชื่อว่าการติดตั้งเครือข่ายนับจากนี้ไม่มีอะไรมากเพียงแต่ปรับปรุงระบบเครือข่ายเพื่อให้ครบตามจำนวนคือ 550 สถานีครอบคลุมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
***ตกลงเลือกเอกชนรายใดเข้ามาทำตลาด
เราขยายเวลาสรรหาผู้ทำหน้าที่ด้านการตลาดออกไปอีก 15 วันเพราะว่า บมจ.ทีโอที ต้องการเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนที่สนใจเข้ามาเสนอเงื่อนไขแต่ตอนนี้ยังไม่ทราบใครเสนอเข้ามาเพิ่มเติมจากเดิมที่มีเพียง 4 ราย (ดูตารางประกอบ) ส่วนกิจการร่วมค้าไทยโมบายทำหน้าที่ในการบริหารจัดการเลขหมายไม่มากนักเพราะนโยบายของเราเป็น Network Provider (ผู้บริหารทางด้านเครือข่าย) ส่วนหน้าที่ด้านการตลาดมอบหมายให้เอกชนเป็นผู้บริหารจัดการ
***แต่ไอ-โมบาย มีข้อพิพาทกับทีโอทีมาก่อน
ตอนนั้น ไอ-โมบาย กับ ทีโอที เกิดปัญหาข้อพิพาทระบบบิลลิ่งกับกิจการร่วมค้าไทยโมบาย เนื่องจากระบบราชการล่าช้ามีการเปลี่ยนผู้บริหารบ่อยถ้าจะสังเกตผู้บริหาร บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม ใช้เวลาเปลืองมากจากวันนั้นถึงวันนี้เปลี่ยนบอร์ดมากี่คนเพราะการปรับเปลี่ยนบอร์ดเปลี่ยนตามรัฐมนตรีทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่องเพราะฉะนั้นทำให้โครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G เกิดปัญหาขึ้นในอดีตผูกติดอยู่กับ 3 องค์กร คือ บมจ.ทีโอที,บมจ.กสท โทรคมนาคม และ วิทยุการบินแห่งประเทศไทย การตัดสินใจต้องประชุมร่วมกันและที่ผ่านมาต้องบอกว่าโครงการ 3G ของ บมจ.ทีโอที มีปัญหาอย่างต่อเนื่อง และ ตั้งแต่ผมเข้ามาบริหารพยายามแก้ปัญหาถึงแม้จะมีปัญหาแต่โครงการก็เกิดได้
***คุณสมบัติเลือกเอกชน
ต้องดูแผนธุรกิจ...เพราะไม่อยากทำอะไรให้เป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เพราะฉะนั้นการทำตลาดยึดติดบริษัทเดียวไม่ได้อย่างน้อยต้อง 3 บริษัท และ ประการสำคัญบริการหลังการขายจะต้องดีโดยเราได้กำหนดยุทธศาสตร์ 7 X 24 หรือ การให้บริการตลอด 7 วันและตลอดเวลา 24 ชั่วโมง
**** แล้วจะให้เอกชนทำตลาดกี่เลขหมาย
ในหลักการเมื่อเอกชนที่เสนอเข้ามาทำตลาดต้องเสนอแผนทางธุรกิจเข้ามาและทาง บมจ.ทีโอที ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อคัดเลือกร่างเสนอเงื่อนไขซึ่งตอนนี้เท่าที่ทราบที่มีฝ่ายบริหารกำลังพิจารณาในเรื่องนี้อยู่ เพราะการคัดเลือกเอกชนเข้ามาทำหน้าที่บริหารทางด้านการตลาดเรื่องหลักๆที่จะต้องพิจารณา คือ ความซื่อสัตย์สุจริต ความมั่นคงของบริษัทที่เสนอเงื่อนไขเข้ามาเพื่อทำหน้าที่ทางด้านการตลาด
***แบรนด์จะใช้ชื่อว่าอะไร
ต้องเจรจาร่วมกันระหว่างในบอร์ดแต่ต้องมีคำว่า "TOT" หรือ อาจจะเป็น 3G TOT
***ตั้งเป้าปีแรกหลังเปิดให้บริการ
ประมาณ 300,000 เลขหมาย จับกลุ่มลูกค้าทั้งตลาดบน กลาง และ ล่าง ส่วนเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาทำตลาดเราจะต้องวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนและเราก็จะไม่จัดสรรเลขหมายให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งทำการตลาดแบบผูกขาดเพราะเราไม่ต้องการให้มีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนสมัยก่อนในอดีต
***ต่อไป 3G เป็นดาวรุ่ง
เราคงไม่อาจเอื้อมขนาดนั้นเพราะโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ที่เปิดให้บริการนั้นเป็นความมั่นคงของประเทศ ขณะที่เอกชนที่เปิดให้บริการแสวงหากำไรเป็นหลัก ขณะที่ 3G ของ บมจ.ทีโอที เราต้องการให้เป็นความมั่นคงของประเทศแม้จะขาดทุนกำไรไปบ้างก็ตาม เพราะ การให้บริการบางส่วนเราต้องเข้าไปสนับสนุนหน่วยงานรัฐด้วยกัน
*** กทช.ไม่ให้ ทีโอที เข้าประมูล 3G
เป็นเรื่องของการวินิจฉัย และ เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจสูงสุดที่จะต้องพิจารณา และ กทช.ต้องวิเคราะห์ถึงข้อดี และ ข้อเสีย การเปิดประมูลรวดเร็วไปก็ไม่ดี เพราะผมเชื่อว่าคณะกรรมการ กทช.แต่ละท่านเป็นคนดี แต่เป็นเพราะว่าท่านอาจจะเห็นว่าต้องการเปิดประมูล 3G ออกไปเพื่อให้เกิดการแข่งขันโดยเร็วแต่อาจจะลืมอะไรไปบางอย่างหรือเปล่า...“มาร์ค”ย้ำ กทช.ต้องกำหนดกติกา 3G ให้ชัดก่อนประมูล ดูความโปร่งใส ต่างชาติ-นอมินี ถือหุ้น 3G สั่ง ทีโอที/กสท สรุปผลกระทบส่งกลับครม. เพื่อหาทางแก้ไข บอกปัญหาใหญ่อยู่ที่การถ่ายโอนลูกค้าและการใช้เครือข่ายร่วมกัน ‘พล.อ.ชูชาติ’ ประธานกทช.เตรียมส่งกฤษฎีกาตีความประมูล 3Gขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ(ครม.ศก.)ว่า ในการประชุมครม.ศก.ได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการดำเนินการโทรศัพท์มือถือในระบบ 3G กับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ว่าหากจะมีการประมูลระบบนี้ ควรจะมีการกำหนดกติกาให้ชัดเจนก่อนที่จะมีการประมูล ทั้งในเรื่องคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูล และเครือข่ายที่จะใช้ให้เกิดความชัดเจน
นอกจากนั้นยังได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายกิจการโทรคมนาคม โดยผู้ประกอบการที่จะขอใบอนุญาตได้จะต้องเป็นนิติบุคคลไทย ซึ่งต้องมีการตรวจสอบกันให้ชัดเจนซึ่งทาง กทช.ได้รับข้อสังเกตเหล่านี้ไปและจะทำให้เกิดความชัดเจนโดยจะกลับมาหารือกันอีกครั้ง
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่าที่ประชุมครม.ยังได้มอบหมายให้บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม สรุปผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการประมูลระบบ3G ของกทช.เป็นอย่างไร เพื่อที่ครม.จะได้พิจารณาแนวทางการแก้ไข
ส่วนกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ประกอบการรายเดิมจะมีความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการประมูลนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้คือการใช้เครือข่าย และทรัพย์สินที่ได้มอบหมายให้กทช.กลับไปจัดทำกติกาให้ชัดเจนก่อนที่จะประมูล ทั้งนี้ ต้องการให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดีขึ้น แต่ค่าตอบแทนที่จะให้กับรัฐในเรื่องการประมูลใบอนุญาตต้องเป็นธรรม และกติกาการแข่งขันจะต้องดี ซึ่งทางกทช.จะต้องดูแล แต่เรื่องนี้มีความซับซ้อน เพราะบริษัทที่จะเข้ามาประมูลอาจจะเป็นบริษัทที่รับสัมปทาน และไม่ได้ประกอบกิจการ 3G ในขณะนี้ แต่อาจจะถ่ายโอนลูกค้าและมาใช้ทรัพย์สินร่วมกัน วันนี้ถือว่าระบบ 3G เป็นเรื่องที่มีความจำเป็น เพราะประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ใช้กันหมดแล้ว ของไทยล่าช้ามานานแล้วซึ่งอยากให้บริการดีขึ้นแต่กติกาจะต้องเป็นธรรมและโปร่งใส
ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่ากทช.เหลือเพียง 3 คนจะสามารถเปิดประมูล 3G ได้หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราไม่ได้ก้าวล่วงในเรื่องนี้ แต่ได้ให้ข้อสังเกตไปแล้วว่ามันจะพันกัน เพราะการที่หน่วยงานของรัฐกำลังตัดสินใจที่จะไปลงทุน ในขณะที่มีความไม่ชัดเจนในเรื่องผลกระทบต่อการดำเนินการในการเปิดประมูล ทำให้รัฐบาลอยู่ในฐานะที่ลำบาก แต่ทุกอย่างต้องมีความโปร่งใส
ผู้สื่อข่าวถามว่าคิดว่าจะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับมาตรา 67 กรณีเดียวกับมาดตาพุดหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าอยู่ที่ กทช.จะวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของตัวเอง และถ้ามีการโต้แย้งก็ต้องเป็นเรื่องที่มีองค์กรวินิจฉัย
'เรื่องราคานั้นได้รับการยืนยันว่า ก็ใช้กลไกการแข่งขัน และกทช.บอกว่า ณ ขณะนี้ก็ไม่ได้บอกว่า เสนอค่าตอบแทนที่สูงเป็นเรื่องหลักในการพิจารณา แต่ต้องเป็นราคาที่เป็นธรรม'
ทั้งนี้ในการประชุมครม.เศรษฐกิจ มีการหารือเรื่องการประมูล 3G โดยมีนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และตัวแทนจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) ร่วมให้ข้อมูล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ)กล่าวว่าที่ประชุมรับทราบว่าขณะนี้ กทช. อยู่ระหว่างการจัดทำหลักเกณฑ์ เงื่อนไขการให้ใบอนุญาต 3G โดยอยู่ระหว่างเตรียมการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องและมีแผนที่จะเปิดประมูลในเดือนธันวาคม 2552 โดยขณะนี้ ทีโอที อยู่ระหว่างเตรียมการลงทุนโครงข่ายดังกล่าวเพื่อรองรับการให้บริการในอนาคต อย่างไรก็ตาม กรณีที่เปิดให้บริการ 3G จะทำให้มีการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมสูงขึ้น และอาจมีการโอนฐานลูกค้าจากระบบเดิมไปยังระบบ 3G ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อรายได้จากผู้รับสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบเดิม
ทั้งนี้ ผู้แทน กทช. ให้ข้อมูลว่าการแข่งขันในตลาด 3G ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ให้บริการประมาณ 4 - 6 ราย ยังคงทำให้การแข่งขันในตลาด 3G อยู่ในระดับที่เหมาะสม และคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ( รศก.) เห็นว่าทีโอทีและกสท ควรมุ่งเน้นการหารายได้จากการให้บริการโครงข่าย 3G เป็นหลัก เนื่องจากตลาดโทรคมนาคมเป็นตลาดที่ภาครัฐเปิดให้เกิดการแข่งขันเสรีแล้ว
อย่างไรก็ตามการพิจารณาให้ใบอนุญาต 3G ของ กทช. นั้น ควรกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจน และกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ทั้งในกรณีที่จะลงทุนโครงข่าย และกรณีการเช่าใช้โครงข่าย และคุณสมบัติของผู้เข้าประมูลที่ต้องไม่ขัดกับกฎหมาย สำหรับการพิจารณาผู้ขอใบอนุญาตทุกรายทั้งที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน โดยมอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ติดตามผลกระทบจากการประมูล 3G ที่จะเกิดขึ้นต่อทีโอทีและกสท.และเสนอให้ครม.พิจารณาต่อไป
ให้ 4 ข้อสังเกตทีโออาร์กทช.
นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี และครม.เศรษฐกิจได้ตั้งข้อสังเกตใน 4 ข้อ ประกอบด้วย 1. มอบหมายให้กระทรวงไอซีทีไปพิจารณาผลกระทบต่อรายได้ของทีโอทีและกสท เนื่องจากบริษัทฯมีโครงข่ายเดิมอยู่แล้ว และเพื่อให้คุ้มกับการลงทุน 20,000 ล้านบาทว่า หากมีการแข่งขันเกิดขึ้นในอนาคตจะปรับแผนองค์กรอย่างไรเนื่องจากคาดการณ์ว่าจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดเกิดขึ้นจากการแข่งขัน 2. กทช.ต้องตั้งกติกาการแข่งขันให้มีความชัดเจนในการใช้อุปกรณ์โครงข่ายเครือข่ายที่มีอยู่เดิม (2G) ได้หรือไม่ โดยให้ระบุอย่างชัดเจนในร่าง ทีโออาร์ให้ผู้ที่จะประมูลในอนาคตรับทราบ อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ ไม่มีการลงลึกว่า กทช.จะมีอำนาจในการร่างทีโออาร์หรือไม่ แต่กระบวนการสร้างความชัดเจนจะอยู่ที่กทช.
3.สัดส่วนการถือหุ้นนักลงทุนต่างชาติ ต้องมีความชัดเจนว่า ต้องมีสัญชาติไทย มีบริษัทที่จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการในไทยร้อยละ 49 ซึ่งผู้ที่จะได้รับสัมปทานในอนาคตจะได้รับความปลอดภัย ไม่ต้องเกิดความหวาดระแวงเหมือนในอดีตที่มีบริษัทที่เป็นนอมินีขายสัมปทานให้ต่างชาติและสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงเหมือนในอดีต
4.กฎหมาย กทช.มาตรา 78(2) ว่าด้วยการแบ่งรายได้หลังการเข้ารับสัมปทานจะต้องเก็บในส่วนของ “ค่าบริการสัญญาณ” เท่านั้น ส่วนอื่น ๆ จะต้องนำเข้าคลัง ขณะเดียวกันกทช. อยู่ระหว่างจัดทำร่างทีโออาร์ใบอนุญาต 3G และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและมีแผนที่จะเปิดประมูลในเดือน ธ.ค.นี้ ในขณะที่ทีโอทียืนยันจะเปิดให้บริการเครือข่าย 3G ได้ ในวันที่ 3 ธ.ค. ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล
เปิดช่องรัฐสนับสนุนทีโอที-กสท
นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ความชัดเจนจะอยู่ที่ทีโออาร์และกทช.ก็น่าจะมีอำนาจ แต่ที่ประชุมไม่มีการกล่าวถึงกรอบอำนาจ แต่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ซึ่งนายกฯก็เพียงมีหน้าที่สอบถาม แต่ไม่มีอำนาจที่จะไปสั่งการองค์กรอิสระอย่าง กทช.ได้ อย่างไรก็ตามแนวทางการเปิดเสรีโทรคมนาคม 3G โดยเฉพาะรายได้ในอนาคตของทีโอทีและกสท หากได้รับผลกระทบ ก็ยังมีช่องทางที่เปิดให้รัฐสนับสนุนได้แม้จะเชื่อว่ารายได้ของทั้ง 2 บริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะมีรูปแบบการดำเนินการในลักษณะรัฐวิสาหกิจอยู่แล้วดังนั้นการเปิดเสรีจะต้องมีความเป็นธรรม ไม่กระทบกับประชาชนผู้ใช้บริการ อย่างไรก็ตามการขอรับการสนับสนุนหากทั้ง 2 บริษัทได้รับผลกระทบนั้นไม่ได้เป็นมติครม. แต่ตามหลักการหากรายได้ลดลงก็สามารถที่จะรับการสนับสนุนจากรัฐได้ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเพียงข้อสังเกตของรัฐต่อกทช.เพื่อให้ดำเนินการร่างทีโออาร์อย่างโปร่งใส โดยให้คำนึงถึงเครือข่ายและการขยายเครือข่าย
'ระนองรักษ์' แว่บ
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ระหว่างการประชุมนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวในที่ประชุมว่า ทีโอทีและกสท ควรไปศึกษาเตรียมความพร้อมและปรับแผนการบริหารเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น แต่หากในอนาคตมีปัญหาด้านการเงิน รัฐบาลก็พร้อมจะสนับสนุน เพราะถือเป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจ ได้ตั้งข้อห่วงใยในเรื่องเงื่อนไขการเปิดประมูล3จี ของกทช. จึงอยากให้กทช.กำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจน เป็นธรรมและเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถือหุ้นของต่างชาติ ควรจะเป็นบริษัทสัญชาติไทยหรือคนไทยถือหุ้นในสัดส่วนเท่าใด รวมถึงคณะกรรมการบริษัท ถึงแม้พ.ร.บ.คนต่างด้าวจะกำหนดไว้แล้ว แต่ก็อยากให้ระบุไว้ในนเงื่อนไขการประมูล3G ให้ชัดเจน และคุณสมบัติของผู้เข้าประมูลต้องไม่ขัดกับกฎหมายใดๆ เพราะโครงข่ายโทรคมนาคมเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ อีกทั้งจะต้องกำหนดให้ชัดเจนว่ากรณีที่จะลงทุนสร้างโครงข่ายเองหรือเช่าใช้ โครงข่าย ควรจะมีคุณสมบัติอย่างไรด้วย และข้อให้คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก
"ครม.เศรษฐกิจไม่ ได้พูดถึงเรื่องอำนาจหน้าที่ของกทช. เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตไปยังกทช.เรื่องการประเปิดประมูล3G ซึ่งกทช.ก็รับไปพิจารณาเพื่อให้เกิดความรัดกุมมากขึ้น ซึ่งการทำงานรัฐบาลไม่สามารถไปก้าวล่วงการทำงานของกทช.ได้ เพราะเป็นองค์กรอิสระ และกทช.ก็ยังยืนยันว่าต้องเปิดประมูล3G ตามกรอบเวลาเดิมที่วางไว้"
ทั้งนี้ ทีโอที ได้รายงานให้ที่ประชุมครม.รับทราบว่า จากการประเมินค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับใบอนุญาตใหม่เทียบกับการจ่ายส่วนแบ่งราย ได้ตามสัญญาสัมปทาน โดยคาดว่าเอกชนจะจ่ายค่าใบอนุญาตประมาณปีละ 6.5%ของรายได้ ซึ่งจะทำให้เอกชนประหยัดเงินได้ 3,000-15,000 ล้านบาท ต่อปี ขณะที่ปัจจุบันต้องจ่ายค่าสัมปทานปีละ 19,000-30,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าเอกชนทุกรายจะเข้าร่วมประมูล3G และหลังจากนั้น ก็จะถ่ายโอนลูกค้าจากโครงข่าย2Gไปโครงข่าย3G ซึ่งการถ่ายโอนลูกค้าจะทำให้ทีโอทีและกสทรายได้ลดลง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมครม.เศรษฐกิจได้พิจารณาเรื่องการพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่3G ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ปรากฏว่า ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที ไม่ได้เข้าร่วมประชุม เพราะติดภารกิจเข้าร่วมรัฐมนตรีอาเซียนโทรคมนาคม ที่ประเทศลาว โดยมอบหมายให้นายณัฐวุฒ จิตะสมบัติ ผู้ช่วยรมว.ไอซีที และทีมผู้บริหารทีโอทีและกสท มาชี้แจงแทน
กทช.ส่งกฤษฎีกาตีความ
พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานกทช.กล่าวว่ากทช.จะส่งกฤษฎีกาตีความการประมูล 3G ของกทช.ว่าผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 47(2) หรือไม่ ส่วนการจัดสรรคลื่นความถี่ 3G กทช.มั่นใจว่าสามารถทำได้ (รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 47 (2) กำหนดให้องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช.ทำหน้าที่เพียงฝ่ายเดียว)ส่วนราคาเริ่มต้นการประมูลนั้น ในเบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 7 พันล้านบาทโดยการประชุมกทช.วันนี้เป็นลักษณะการหารือกันเนื่องจากนายสุธรรม อยู่ในธรรม กรรมการกทช.ติดภารกิจไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย จำเป็นต้องมีการประชุมกันใหม่ในสัปดาห์หน้า เพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนที่จะนำขึ้นเว็บ และทำประชาพิจารณ์อีกครั้งในวันที่ 5 พ.ย.ที่จะถึงนี้
"เราทำคู่ขนานกันไป และเชื่อว่ากฤษฎีกาคงตีความกลับมาก่อนที่จะประมูลตามแผนเดิมคือในราวเดือนธ.ค. ส่วนข้อสังเกตจากครม.เศรษฐกิจนั้น กทช.เห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เราชี้แจงได้หมด เพราะครม.ดูจะห่วงทีโอทีและกสทมากกว่า"
ศาลปค.ไม่รับฟ้องคดีสมาคมรธน.ฯ
ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ วันนี้ นายชาชิวัฒน์ ศรีแก้ว ตุลาการศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวน มีคำสั่งไม่รับฟ้อง คดีที่นายภาดร ผลาพิบูลย์ สมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตย ผู้เข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพื่อประกอบการพัฒนาแนวทาง และหลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่สาม หรือ 3 G ยื่นฟ้อง กทช. เรื่องเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งนี้ ศาลปกครอง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้ กทช. ผู้ถูกฟ้อง ถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เมื่อพิจารณาการกระทำของ กทช. ที่ผู้ฟ้องอ้างว่า กทช. ได้จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และกำหนดแนวทางในการอนุมัติใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ 3 G ตามเอกสารการประชุมเมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา แล้ว เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการเตรียมการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อออกกฎ หรือคำสั่งทางปกครองตามอำนาจหน้าที่ของ กทช. ผู้ถูกฟ้องเท่านั้น ผู้ฟ้องจึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ และไม่มีสิทธิฟ้องคดี ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาได้ และไม่จำเป็นต้องพิจารณาคำขอคุ้มครองชั่วคราวเช่นกัน จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
ขณะที่คดีที่นายพรชัย มีมาก พนักงาน บริษัท ทีโอที จำกัด ( มหาชน) ยื่นฟ้อง กทช. อีกคดีในเรื่องเดียวกันนี้ ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใดหลังประเดิมที่เชียงใหม่-ชลบุรี เผยลูกค้าตอบรับดี ใช้เทคโนโลยี HSPA คลื่น 900 เมกกะเฮิร์ซ มั่นใจต้นทุนต่ำคุ้มค่ากว่าบรอดแบรนด์...
นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า เทคโนโลยีเครือข่ายระบบ 3G ถือเป็นเทคโนโลยีความเร็วสูง ด้วยระบบ Wireless Broadbrand ทำให้ 3G สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและตอบสนองการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ด้วยต้นทุนต่ำกว่าระบบ Broadbrand ที่ใช้สายไฟเบอร์ออปติกราคาสูง โดยระหว่างความชัดเจนจากภาครัฐในการเปิดประมูลใบอนุญาต 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz เอไอเอสได้เทคโนโลยี HSPA (High Speed Packet Access) บนคลื่นความถี่ 900 เมกกะเฮิร์ซ และเริ่มให้บริการจริงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2551 ใน 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ชลบุรี และล่าสุดที่ อ.หัวหิน ตั้งแต่บริเวณค่ายพระรามหกถึงเขาตะเกียบ
รองกก.ผอ.สายงานการตลาด บมจ.เอไอเอส กล่าวต่อว่า สาเหตุที่เอไอเอสเลือกเปิดให้บริการ Super 3G ใน 3 พื้นที่ที่มีความแตกต่างทางลักษณะภูมิศาสตร์นั้น เนื่องจาก ต้องการเรียนรู้และรับทราบประสบการณ์ทั้งในแง่ของผู้บริโภคและผู้ให้บริการ ภายใต้พฤติกรรมการใช้ที่แตกต่างและหลากหลาย โดยปัจจุบัน เอไอเอสถือเป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่เปิดให้บริการ 3G เชิงพาณิชย์ เชื่อว่า จากความต้องการและรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายของลูกค้า จะทำให้เอไอเอสสามารถนำข้อมูลมาพัฒนาบริการได้อย่างสมบูรณ์เมื่อถึงเวลาให้บริการ 3G บนคลื่น 2.1 GHz
ด้าน นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด บมจ.เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสมีลูกค้าใช้บริการ Super 3G ทั้ง 3 พื้นที่ในหลักพันราย ด้วยลักษณะการใช้งานที่คิดตามปริมาณการใช้ (Volume Base) จึงไม่จำเป็นต้องออกแพคเกจรองรับการใช้งานเพื่อผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม เนื่องจาก เทคโนโลยีเครือข่ายระบบ 3G นั้น สามารถใช้งานได้ทุกกลุ่ม และถือเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางโดยตลอดและไม่ได้ใช้ระบบ ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line) ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
ผช.กก.ผอ.สายงานการตลาด บมจ.เอไอเอส กล่าวต่อว่า จากการเปิดให้บริการ AIS Super 3G พบว่า ผู้บริโภคมีลักษณะการใช้งาน 2 รูปแบบ ได้แก่ การใช้งานแบบ Mobile Broadbrand โดยใช้ Aircard เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คเพื่อใช้อินเทอร์เน็ต และการใช้งานแบบ Mobile Internet เพื่อเข้าถึงชุมชนออนไลน์ ชมคลิปวิดีโอ และชม TV On Mobile สอดคล้องกับอุปกรณ์และการบริการที่หลากหลายของเอไอเอส อาทิ โทรศัพท์เคลื่อนที่ , Air Card และ Wireless Router โดยลูกค้าเอไอเอสใน 3 พื้นที่ดังกล่าวสามารถใช้งาน AIS Super 3G ได้โดยใช้เบอร์เดิม เพียงโทรสมัครบริการผ่าน AIS Call Center 1175ระนองรักษ์ นั่งไม่ติด เมื่อลาวประกาศถ่ายทอดสดซีเกมส์ผ่านมือถือ 3จี เตรียมร่อนหนังสือถาม กทช.ถึงความมั่นคง และผลกระทบที่จะเกิดกับทีโอที-กสท. หลังเปิดประมูลใบอนุญาต 3จี...
ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 25 เวียงจันทน์เกมส์ ระหว่างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับคณะกรรมการจัดการแข่งขัน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว วานนี้(12 ต.ค.) ว่า ภายในสัปดาห์นี้ ก.ไอซีทีจะยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือกทช. เพื่อถามถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือCAT ทั้งนี้ หาก กทช.เปิดประมูลใบอนุญาต 3จี เรื่องความมั่นคงหากบริษัทต่างชาติชนะการประมูลคลื่นความถี่ รวมทั้งราคากลางที่ตั้งในการประมูลว่าคิดจากอะไร มีเหตุมีผลอย่างไร
รมว.ไอซีที กล่าวต่อว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกทช. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีมติให้จัดประชาพิจารณ์ร่างสรุปข้อสนเทศ และการจัดสรรคลื่นความถี่ 3จี อีกครั้งภายในสิ้นเดือน ต.ค.2552 นี้ จากเดิมที่รับฟังความคิดเห็นไปแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.ย.2552 ที่ผ่านมา แต่ยังไม่สามารถได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากมีประเด็นเพิ่มเติมเข้ามาในเรื่องคุณสมบัติผู้เข้าประมูล อาทิ การเข้าร่วมประมูลของรัฐวิสาหกิจไทย และต่างชาติ ราคาเริ่มต้นประมูล 3 จี รวมถึงโครงสร้างตลาด อย่างไรก็ตาม 3จี เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ ดังนั้นการประชาพิจารณ์ในครั้งนี้ กทช.ต้องตอบทุกคำถามให้ได้
ร.ต.หญิงระนองรักษ์ กล่าวด้วยว่า การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งนี้ ทีโอทีออกแบบ และควบคุมระบบการถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียง รวมถึงระบบสื่อสัญญาณ เอสดีเอช จากสนามแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ มายังศูนย์ถ่ายทอดโทรทัศน์นานาชาติ โดยใช้งบประมาณดำเนินงานจำนวน 38 ล้านบาท โดยประเทศลาวจะถ่ายทอดสดการแข่งขันผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือระบบ 3จีให้กับประชาชนในประเทศ หลังเปิดให้บริการ 3จีอย่างเป็นทางการแล้ว 6 เดือน ขณะเดียวกัน ทีโอทีจะเปิดให้บริการ 3จี ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในวันที่ 3 ธ.ค.2552บอร์ด กสท ส่ง “จิรายุทธ” บี้ ทรูมูฟ หลังผิดสัญญาประจำ ไม่ว่าเป็นเรื่องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ไม่ครบ ไม่โอนทรัพย์สิน ขู่ หากดื้อแพ่งมีสิทธิเลิกสัญญา หวั่นถูกครหาเอื้อประโยชน์เอกชน ด้าน “ระนองรักษ์” เตรียมยกทัพหลวงทีโอที/กสท บุกประชาพิจารณ์ 3G
นายกฤษดา กวีญาณ กรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ว่า บอร์ดได้มอบหมายให้ นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท ไปดำเนินการเจรจากับ บริษัท ทรูมูฟ เนื่องจากที่ผ่านมา ทรูมูฟไม่ปฏิบัติตามสัญญาร่วมการงานที่ทำไว้กับกสทหลายประการ เช่น การจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้ กสท ไม่ครบตามสัญญา รวมทั้งทรูมูฟได้ประกาศไม่จ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่าย หรือ แอ็คเซ็สชาร์จ (เอซี) ให้ กสท แต่พอถึงกำหนดชำระค่าส่วนแบ่งรายได้ทรูมูฟกลับหักค่าใช้จ่ายเอซีออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายประมาณ 25% ของรายได้
นอกจากนี้ ทรูมูฟยังไม่ทำการโอนเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ตามสัญญาร่วมการงาน ซึ่งเป็นสัญญาการสร้างโอนและให้บริการ (BTO) ซึ่งมีมูลค่ากว่า 2,700 ล้านบาท ทั้งนี้ หากยังไม่ได้รับข้อยุติในเรื่องดังกล่าว กสท อาจจะดำเนินการยกเลิกสัญญาร่วมการงานที่ทำกับทรูมูฟ
อย่างไรก็ตาม กสท ต้องการให้ข้อพิพาทกับทรูมูฟเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด เนื่องจากในระหว่างการเจรจา กสท ก็จำเป็นต้องทบทวนเรื่องการต่ออายุสัญญาทรูมูฟออกไปอีก 5 ปี รวมถึงข้อตกลงให้ทรูมูฟทดลองบริการ 3G บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ และการใช้วงจรเชื่อมต่อต่างประเทศ (เกตเวย์) ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ กสท ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน
นายกฤษดา กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา กสท ได้ดำเนินการฟ้องร้อง ทรูมูฟ 6 คดี ได้แก่ 1.เรื่องการโอนเสาสัญญาณโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 2.การเรียกให้ทรูมูฟจ่ายเงินภาษีสรรพสามิตคืนหลังจากที่ ครม.ได้ยกเลิกเมื่อปี 2550 3.กรณีที่ทรูมูฟ ลดค่าเอซี 22 บาท จาก 200 บาทเหลือเลขหมายละ 178 บาท โดยยังไม่ผ่านการเจรจา กับ บริษัท ทีโอที 4.ไม่ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมเลขหมายละ 1 บาท ให้กับ กสท รวมเป็นเงิน 104 ล้านบาท 5.ไม่จ่ายค่าเลขหมายพิเศษ 1331 มูลค่า 3.6 ล้านบาท และ 6.การฟ้องเรียกเบี้ยปรับจากการชำระส่วนแบ่งรายได้ล่าช้า 45 ล้านบาท โดยทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ
ขณะเดียวกัน ทรูมูฟได้ยื่นฟ้องศาลแพ่งกรณี กสท ไม่คืนหนังสือประกันรายได้ขั้นต่ำ เพราะกสท อ้างว่า ทรูมูฟไม่ยอมจ่ายส่วนแบ่งรายได้ครบตามสัญญา ซึ่งอยู่ระหว่างการไต่สวนของศาลแพ่ง
****ไอซีทีกลับลำไม่พบ กทช.*****
ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที กล่าวว่า จะไม่เข้าพบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่องขอให้ชะลอการประมูลไลเซนส์ 3G แล้ว เนื่องจากติดภารกิจเข้าร่วมประชุมอาเซียนที่ประเทศลาว แต่ไอซีทีก็จะยื่นข้อเสนอเป็นหนังสือไปให้ กทช.พิจารณาเพิ่มเติมแทนในเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับความมั่นคง เศรษฐกิจ และกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจไทย
อย่างไรก็ตาม การที่ กทช.จะเปิดประชาพิจารณ์ครั้งที่ 2 ในปลายเดือนนี้ ไอซีทีจะนำทีโอที และ กสท เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย และคาดว่า กทช.จะสามารถตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำประชาพิจารณ์ 3G ครั้งแรกรวมถึงข้อสงสัยของไอซีทีโดยเฉพาะเรื่องผลกระทบในด้านต่างๆรวมถึงการใช้วิธีการประมูลคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศว่ามีความเหมาะสมหรือไม่และหากสามารถประมูลได้ กทช.ต้องสามารถตอบได้ว่าราคาเริ่มต้นการประมูลคำนวณจากอะไร
**** กมธ.จวก “ระนองรักษ์” ชอบแต่งานสังคม****
เมื่อเวลา 11.00 น.ที่รัฐสภา นายอนันต์ วรธิติพงศ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจสาขาสื่อสารโทรคมนาคม วุฒิสภา กล่าวว่า อนุกรรมาธิการได้หยิบยกกรณีการบริหารงานของทีโอที และ กสท ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐ เพราะมีความเป็นห่วงว่าอนาคตอันใกล้นี้หากทั้งสองหน่วยงานไม่มีการปรับตัว ในที่สุดก็จะต้องปิดตัวลงเพราะล่าสุดกระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะเปิดบริษัทขึ้นแห่งหนึ่งเพื่อดึงรายได้จากทั้งสองบริษัทดังกล่าวมารวมกันหากเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้ทั้งทีโอที และ กสท ต้องประสบภาวะขาดทุน
นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า กรรมาธิการจะจัดทำข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลให้ภาครัฐ โดยกระทรวงการคลัง และกระทรวงไอซีทีต้องกำหนดบทบาทให้กับสองบริษัทใหม่ ว่า จะให้ดำเนินกิจการเพื่อความมั่นคงของชาติ หรือจะให้ทำธุรกิจเพื่อแข่งขันกับเอกชน หากจะดำเนินกิจการเพื่อความมั่นคงรัฐจะต้องเพิ่มสิทธิพิเศษในการทำงานให้กับทั้งสองบริษัท แต่ถ้าต้องการให้ทำการแข่งขันก็จะต้องทำให้ทั้งสองบริษัทบริหารงานได้อย่างคล่องตัว
นอกจากนั้น ยังต้องพิจารณาด้วยว่าการจะให้ดำเนินกิจการแข่งขันกับเอกชนนั้นจะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 48(1) หรือไม่ รวมทั้งไม่ควรปล่อยให้สองบริษัทดำเนินธุรกิจในลักษณะที่แข่งขันกันเอง เพราะทำให้มีการลงทุนที่ซ้ำซ้อน ต้องวางแผนก่อนที่จะหมดอายุสัมปทานในอีก 5-6 ปีข้างหน้า ถึงเวลาแล้วที่ต้องรวมสององค์กรนี้ให้เป็นองค์กรเดียวกัน และเพิ่มความสะดวกความคล่องตัวในการทำงาน โดยไม่ควรให้การเมืองเข้าไปแทรกแซงการทำงานของบอร์ดทีโอทีและบอร์ดของ กสท
เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อมีการเปลี่ยนตัว รมว.ไอซีที ทุกครั้ง ก็จะต้องมีการเปลี่ยนตัวบอร์ดของทั้งสองหน่วยงานตามมา ทั้งนี้ กรรมาธิการจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์คก่อนจัดทำข้อเสนอไปยังรัฐบาลเพื่อเร่งดำเนินการต่อไป
เมื่อถามว่า หากจะให้ประเมินผลงานของ รมว.ไอซีที นายอนันต์ กล่าวว่า การทำงานค่อนข้างล่าช้า ไม่เน้นการพัฒนาโครงสร้าง หรือการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ทั้งที่ควรจะทำได้ดีกว่านี้ แต่กลับไปเน้นงานด้านสังคมมากเกินไปในการร่วมคณะสำนักงานส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ไปเปิดศูนย์ส่งเสริมการลงทุนแห่งที่ 13 ที่สวีเดน ช่วงปลายเดือนก่อน
ทางคณะได้มีโอกาสเยี่ยมชม บริษัท อีริคสัน บริษัทไอทีรายใหญ่ของสวีเดนและของโลก
เจ้าหน้าที่จากอีริคสันบรรยายสรุปให้กับคณะผู้แทนไทย และ นำชมห้องสาธิตระบบการสื่อสารที่ทันสมัย ล้ำหน้าไปไกลกว่าประเทศในย่านนี้เป็น 100 เท่า 1,000 เท่า ชนิดที่ไม่มีโอกาสตามทัน
ในห้องคอนโทรล รูม เขานำโทรศัพท์มือถือมาเปิดให้ดู โดยรับสัญญาณสดๆ จากเครือข่าย CNN ในจอทีวีภาพ เสียงเป็นอย่างไร ในจอโทรศัพท์มือถือก็เป็นเช่นเดียวกัน เป็นผลพวงจากระบบสื่อสารที่ทันสมัย ในการส่งภาพและเสียง การเชื่อมโยงข้อมูล ย่อโลกเข้าหากัน
นอกจากนั้น ยังมีอีกหลากหลายแอพพลิเคชั่น ที่อีริคสันแสดงให้ชม โดยอีริคสันโชว์การพัฒนาระบบซอฟต์แวร์บนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีผู้ใช้จำนวนมากทั่วโลก
สวีเดนกำลังเปิดประมูลระบบ 4 G (บางประเทศในยุโรปเริ่มใช้แล้ว) ความเร็ว ความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่รายนี้บอกว่า ระบบอินเทอร์เน็ตของสวีเดนเร็วกว่าไทย 100 เท่า การเชื่อมต่อไม่มีหลุด ไม่มีสะดุดตะกุกตะกัก
ผู้อ่านหลายคนคงสงสัย ผมเขียนเล่าเรื่องนี้ด้วยความตื่นเต้น ทำไม ในเมื่อประเทศอื่นก็มีระบบแบบนี้ตั้งนานแล้ว
ใช่ครับประเทศอื่นมีมานานแล้ว แต่ที่ต้องนำมาเล่า ย้ำเตือนก็เผื่อให้ผู้รับผิดชอบในประเทศนี้ ซึ่งก็คือ คณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ได้ตระหนัก ได้รับรู้ว่าบ้านเพื่อน เมืองอื่น เขาไปถึงไหนกันแล้ว (ความจริงไม่ต้องเล่าเพราะไปดูงานกันบ่อย)
กทช.ชุดนี้รับตำแหน่งมา หลายคนก็หมดวาระไป จับสลากออกไปบ้าง สมัครกลับเข้ามาใหม่บ้าง ดำรงตำแหน่งมาแต่ละคนไม่น้อยกว่า 3-4 ปี มีการพูดเรื่อง 3 G ในไทยมานานมาก หลายยุค หลายสมัย แต่เพิ่งหาจุดเริ่มต้นได้ และยังไม่แน่ใจว่าในปีหน้าจะได้ใช้หรือไม่
เราใช้เวลานานมาก เหมือนกับการต่ออินเทอร์เน็ต หรือการเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตของประเทศ จนกระทั่งเทคโนโลยีไปไกลถึง 4 G และมากกว่านั้นแล้วในปัจจุบัน
ระบบโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ไอทีเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต
ไม่กี่วันที่ผ่านมา สถาบัน Economist Intelligence Unit : EIU ได้สำรวจขีดการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอที 66 ประเทศทั่วโลก ปรากฏว่า ปี 2552 อุตสาหกรรมไอทีของประเทศไทย มีความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 49 ของโลก ตกลงจากอันดับที่ 42 เมื่อปีก่อน
ในด้านโครงสร้างพื้นฐานไอที อยู่อันดับ 50 ของโลก ตกลงจากอันดับ 49 จากปีก่อน ชี้ให้เห็นระดับการพัฒนายิ่งมาก ยิ่งถดถอย
ผลสำรวจยังบอกว่าตัวเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เครือข่ายบรอดแบนด์เป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ ประเทศที่นำมาใช้ช้าจะโดนนำห่างมากยิ่งขึ้น
เห็นการพัฒนาระบบสื่อสาร ไอทีของสวีเดน เห็นผลสำรวจขีดความสามารถแข่งขันด้านไอที ของเราแล้วเศร้า
โลกไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว
ไม่รู้ท่าน กทช.ที่รับเงินเดือนคนละหลายแสนบาทต่อเดือนของเรา อยู่ตรงไหนหลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จัดประชาพิจารณ์ร่างข้อกำหนดเงื่อนไขการประมูลคลื่นมือถือ "3 จี" เมื่อสัปดาห์ก่อน ก็กลายเป็นประเด็นร้อน โดยเฉพาะหลังจากที่กลุ่มทรูชักธงรบประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล จากที่ผู้ให้บริการมือถือ รายใหญ่ในไทยอย่างเอไอเอสและดีแทคมีรัฐวิสาหกิจต่างชาติถือหุ้นใหญ่ ซึ่งเกรงว่าร่างข้อกำหนดการประมูลคลื่น 3 จี จะเป็นการเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาครอบงำกิจการโทรคมนาคมไทย
ขณะที่ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ก็ขานรับประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า ไอซีทีต้องการให้ กทช.พิจารณาทบทวนเรื่องการประมูลคลื่น 3 จี โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งความมั่นคงของประเทศ ขณะเดียวกัน ขอบเขตของคำว่าต่างด้าวของ กทช. ยังไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าจะครอบคลุมถึงขั้นไหน พร้อมกล่าวว่า ได้พาผู้บริหารและกรรมการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือเกี่ยวกับร่างหลักเกณฑ์การเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต 3 จี ของ กทช.ที่มีเงื่อนไขไม่ให้ทีโอทีและ กสท.เข้าร่วมประมูล คลื่นความถี่คือทรัพยากรของประเทศ กทช.จะปล่อยให้ต่างชาติมาเทก โอเวอร์ไปได้อย่างไร โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดกับ 2 องค์กรของรัฐที่อยู่ใต้ไอซีที ซึ่งมีพนักงานรวมกันกว่า 3 หมื่นคน
และเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2552 ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "บทบาทขององค์กรอิสระต่อการพัฒนาประเทศ" เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของการก่อตั้งกทช.
โดยกล่าถึงปัญหาขององค์กรอิสระที่ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการพิเศษว่าอยู่ที่เรื่องของมรดกตกทอดที่สืบเนื่องมาจากอดีต ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่มีการพูดถึงเรื่องการแปรสัญญาสัมปทานมาหลายรัฐบาล แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะเกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาล ทั้งมีปัญหาเชิงข้อกฎหมายและนโยบายรัฐ ซึ่งตนเข้าใจในข้อจำกัดต่าง ๆ เหล่านี้
สำหรับการออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G และการออกใบอนุญาต Wi-Max เป็นเรื่องท้าทายของ กทช. ซึ่งหลังจากที่ตนเข้ามารับตำแหน่ง ก็พยายามเร่งรัดให้เกิด 3G โดยเร็ว เนื่องจากต้องการให้โครงสร้างพื้นฐานกระจายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถของประเทศ แต่การดำเนินการก็ต้องมีความรอบคอบและตอบคำถามต่าง ๆ ได้ชัดเจน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อีกมุมหนึ่งของการออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ถือว่าเป็นโอกาสในการวางกรอบโครงสร้างการแข่งขันใหม่ ซึ่งตนอยากเห็นการดำเนินการเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่เชิงเทคนิคหรือแค่ประมูลความถี่เสร็จก็จบกันไป แต่ กทช. ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าโครงสร้างการแข่งขันในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค 3G จะเป็นอย่างไรต่อไป เช่น เรื่องบทบาทของรัฐวิสาหกิจจะอยู่ในส่วนไหนของตลาด หรือเอกชนผู้รับสัมปทานจะอยู่ในฐานะผู้รับสัมปทานรายใหม่ หรือเป็นผู้ปรับปรุงสิทธิสัมปทานเดิม รวมทั้งตลาดในประเทศจะรองรับผู้ให้บริการทั้งหมดได้กี่ราย
"ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจว่าโครงสร้างการแข่งขัน หลังจากที่มีการประมูลคลื่น 3จี จะเป็นอย่างไร ขณะที่ รัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่ง สุดท้ายจะเป็นอย่างไร และถ้าการประกอบการยังมีลักษณะที่เหลื่อมกันอยู่ บางรายมีโครงข่าย บางรายไม่ได้เป็นเจ้าของ บางรายมีลักษณะของการเป็นองค์กรของรัฐ ก็จะเป็นเรื่องน่าเสียดายว่าในที่สุดโครงสร้างของกิจการโทรคมนาคมก็ยังคงจะรุงรังเหลื่อมล้ำกัน ต่อไป"
ประเด็นต่อมา คือวิธีการจัดสรรความถี่โดยวิธีประมูล หลายแห่งก็เกิดความผิดพลาด ตัวอย่างการเลือกบริษัทที่เสนอค่าตอบแทนที่สูงที่สุด ก็มีโอกาสที่ผู้ประมูลจะประเมินมูลค่าความถี่สูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งสุดท้ายก็จะถูกส่งต่อเป็นค่าบริการที่สูงไปยังผู้ใช้บริการ
และกรณีเช่นนี้ ส่วนใหญ่ก็จะมีการยื่นเงื่อนไขขอเจรจาปรับแก้สัญญาในภายหลัง ซึ่งเป็นความลำบากใจของผู้บริหารสัญญาหรือผู้กำกับดูแล เพราะหากไม่ปรับแก้สัญญาก็เดินต่อไปไม่ได้ แต่หากปรับแก้ก็จะถูกตรวจสอบว่าเป็นการเอื้อประโยชน์หรือไม่ ดังนั้น กทช.จึงต้องคำนึงในการออกแบบ ใบอนุญาตตั้งแต่ต้น
ขณะเดียวกัน ตนก็อยากให้ กทช.มีคำตอบในหลาย ๆ ด้าน เช่น หากกติกาไม่เอื้อให้มีผู้ยื่นเสนอแข่งขันได้มากเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อจำกัดของทุน ซึ่งหากจะแข่งในเรื่องของเงินทุนแล้ว ผู้ประกอบการภายในประเทศก็ค่อนข้างเสียเปรียบ
อีกทั้งผู้ประกอบการต่างประเทศ นอกจากจะมีเอกชนแล้ว หลาย ๆ รายยังมีรัฐวิสาหกิจหรือรัฐบาลต่างประเทศเป็นเจ้าของด้วย ซึ่ง กทช.ต้องให้ความสำคัญและหาวิธีการรองรับด้วย
นอกจากนี้ ธุรกิจโทรคมนาคมเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งไม่ควรมองข้าม เพราะปัจจุบันเป็นยุคของสงครามข้อมูลข่าวสาร ซึ่งทวีความแหลมคมขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่เทคโนโลยีการกระจายภาพและเสียง กำลังหลอมรวมกับเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ดังนั้น กทช.ก็ต้องมีความชัดเจนว่า มิติของความมั่นคงมี กรอบการกำกับดูแลมากน้อย แค่ไหน อย่างไร
ขณะที่นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทรูอยากให้ กทช.พิจารณาใน 2 ประเด็น คือ 1.ทำอย่างไรไม่ให้เกิดต้นทุนที่มากเกินไปสำหรับผู้ประกอบการและแก่ประชาชนในอนาคต และ 2.จะแก้ไขความเป็นห่วงเรื่องการครอบงำโดยรัฐวิสาหกิจต่างชาติที่เข้ามาในยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคโทรศัพท์มือถือ 3G อย่างไร
ทั้งนี้ ตนสนับสนุนให้ใช้วิธีการจัดสรรด้วยวิธีการ Beauty Contest เนื่องจากจะได้มีการพิจารณาคุณสมบัติผู้ประมูลก่อน ราคาไม่แพงเกินไป และหากจะเปลี่ยนมาใช้วิธีการจัดสรรแบบนี้ ก็ไม่น่าจะใช้เวลาดำเนินการนานมาก เพราะขณะนี้ กทช. ก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการปรับปรุงหลักเกณฑ์อยู่
"ถ้าใช้วิธีการจัดสรรโดยให้เอาเงินมาวางบนหน้าตัก เราก็มีความลำบากใจในการวางเงินก้อนแรก เพราะหากราคาเริ่มประมูลอยู่ในระดับ 100-200 ล้านเหรียญสหรัฐ เรายังพอสู้ได้ แต่หากอยู่ในระดับ 300-500 ล้านเหรียญสหรัฐ ผมคิดว่ามันมีราคาแพงเกินไป และการ Roll Out โครงข่ายก็จะมีความล่าช้า"
ด้าน พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการ กทช.กล่าวว่า ใน ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ กทช.จะดำเนินการตามกรอบข้อกฎหมายที่สามารถทำได้ และคงไม่มีการเลื่อนประมูลออกไป ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นภายในตนเดือนธ.ค.ที่จะถึงนี้ เพราะจะทำให้เกิดความล่าช้าและตอบคำถามสังคมลำบาก
โดยจะดำเนินการอย่างรอบคอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอแนะ ซึ่ง กทช.เองก็มีข้อกังวลเช่นกันในประเด็นเรื่องอัตราค่าบริการที่ผู้เข้าประมูลจะผลักภาระผู้บริโภค ซึ่ง กทช.คงจะใช้วิธีการกำหนดราคากลางในการประมูลที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้บริโภคในอนาคตทรูลั่นย้ำจุดยืนเดิมประชาพิจารณ์ 3G รอบสอง ค้านใช้วิธีประมูล และการเปิดโอกาสให้รัฐวิสาหกิจต่างชาติเข้ามาตักตวงทรัพยากรชาติ เผยในภูมิภาคเอเชียไม่มีประเทศใดใช้วิธีการประมูลและเปิดโอกาสให้ต่างชาติเหมือนไทย ด้านสภาทนายความคัดค้านประมูล 3 G ชี้บทบาทกทช.มีหน้าที่แค่รักษาการรอ “กสทช”เกิด ด้านกทช.เดินหน้าให้ความรู้วิธีประมูล3G เผยสัปดาห์หน้าได้ราคาเริ่มต้นประมูล
นายอธึก อัศวานนท์ รองประธานกรรมการ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ทรูยังคงยืนยันจุดยืนเดิมในการประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นสาธารณะร่างหลักเกณฑ์ ข้อสรุปข้อเสนอการจัดสรรคลื่นความถี่ ไอเอ็มที หรือ 3G and beyond เพิ่มเติมครั้งที่ 2 ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.จะจัดขึ้นในปลายเดือนนี้
โดยทรูยืนยัน ไม่เห็นด้วยกับการใช้วิธีประมูลใบอนุญาต 3 G เนื่องจากในภูมิภาคเอเชียไม่มีประเทศไหนใช้วิธีการประมูลเพราะมีผลเสียต่ออุตสาหกรรม เช่น หากทำการประมูลโดยสนใจแต่ราคาที่จะได้จากการประมูลเพียงอย่างเดียวเหมือนที่กทช.คำนึงถึงในขณะนี้ ผลที่เกิดขึ้นภาระจากต้นทุนประมูลก็จะถูกผลักต่อไปยังผู้บริโภค
“เรายืนยันไม่สนับสนุนให้มีการประมูลไลเซ่นส์ 3 G เพราะในภูมิภาคนี้ไม่มีประเทศไหนทำไม่ว่าจะเป็น เขมร เวียดนาม มาเลเชีย และอินโดนีเชีย การประมูลมีแต่จะเป็นการผลักภาระไปให้ผู้บริโภค และตัวอย่างในต่างประเทศก็มีให้เห็นว่าล้มเหลว ”นายอธึกกล่าว
นอกจากนี้ยังไม่เห็นด้วยกับการที่กทช.พยายามยัดเยียดคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศให้กับรัฐบาลต่างชาติ ทั้งรัฐบาลเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ และรัฐบาลจากแดนไกลอย่างนอร์เวย์ การดำเนินการดังกล่าวถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกันในภูมิภาคเอเชีย 2 ใน 3ของผู้ประกอบการต้องเป็นผู้ประกอบการในประเทศ
“ตามหลักผู้กำกับดูแลควรทำหน้าที่ผลักดันหรือส่งเสริมให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการได้ แต่ประเทศไทยกลับยัดเยียดให้ต่างชาติเข้าแข่งขันกับผู้ประกอบการไทย “นายอธึกกล่าว
ทั้งนี้คาดหวังว่าครั้งนี้กทช.จะเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกียวข้องและนำไปปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ใช่รับฟังเฉยๆแต่ไม่นำความคิดเห็นที่ได้ไปปรับใช้และดันทุรังใช่ร่างหลักเกณฑ์เดิมประกาศใช้เหมือนการประชาพิจารณ์หลายครั้งที่ผ่านมา
นอกจากนี้หวังว่าการประชาพิจารณ์ครั้งนี้ กทช.จะส่งรายละเอียดร่างหลักเกณฑ์เพิ่มเติมให้ผู้ที่เกี่ยวข้องก่อนการประชาพิจารณ์ 15 วันเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องศึกษาอย่างระเอียดอย่างถี่ถ้วนก่อนแสดงความเห็นในการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งการประชาพิจารณ์ร่าง 3 G ครั้งแรก กทช.จัดส่งเอกสารไม่ครบและยังล้าช้ากว่ากำหนด 15วันทำให้ผู้ประกอบการหลายรายศึกษารายละเอียดไม่รอบคอบเท่าที่ควร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กทช.ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ถึงการจำลองสถานการณ์การประมูลคลื่นความถี่ 3G (Mock Auction) โดยวานนี้(8 ต.ค.52 ) ได้จัดให้ที่ปรึกษามาให้ความรู้เกี่ยวกับการประมูล เช่นประโยชน์ของการประมูล และวันนี้(9 ต.ค. 52 ) จะทำการทดลองการประมูล 3 G เต็มรูปแบบ
ด้าน นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความเปิดเผยว่า สภาทนายความ ขอคัดค้านและให้ กทช.ทบทวนเรื่องการเปิดประมูลใบอนุญาต 3 G เพราะ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.มีอำนาจรักษาการเพื่อรอการตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.เท่านั้น หากพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
ดังนั้นหากมีการออกแผนแม่บทที่มีผลผูกพันธ์กับ กสทช.อย่าง 3G หรือ เลขหมายเดียวทุกระบบ( นัมเบอร์พอร์ทบิลิตี้) ถือว่ามิชอบตามกฎหมาย
“กทช.ออกแผนแม่บทมาในขณะนี้ ถือว่าเข้าข่ายประกาศมิชอบ ซึ่งสามารถฟ้องร้องต่อศาลปกครองสูงสุดได้ และถ้าในกรณี กทช.ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออกประกาศดังกล่าวแต่ยังมีการดำเนินต่อ ก็สามารถฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งแผนแม่บทที่ กทช.เขียนขึ้นมานั้น กสทช.มีสิทธิ์จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้”นายเดชอุดมกล่าว
อย่างไรก็ดี 3 G เป็นบริการที่มีผลต่อความมั่นคงของประเทศ และ ถึงแม้ที่ผ่านมาสำนักงานกฤษฎีกาจะให้ความเห็นว่าสามารถดำเนินการได้ แต่เป็นการตีความในปี 2549 ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และหลังจากช่วงเวลาดังกล่าว กทช.ยังไม่เคยหารือกับสำนักงานกฤษฎีการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ในการทำแผนแม่บทหลังจากที่กฎหมายใหม่บังคับใช้จึงถือว่าไม่มีความชัดเจนเรื่องอำนาจหน้าที่
นายเดชอุดมกล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เร่งจัดตั้ง กสทช.โดยเร็วที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด และไม่ควรปล่อยให้มีการทำธุรกิจที่หมิ่นเหม่ขัดรัฐธรรมนูญ ประกอบกับเรื่องดังกล่าวล่าช้ามากมามากเพราะรัฐบาล 3 ชุดที่ผ่านมายังไม่สามารถขับเคลื่อนให้คืบหน้าหรือแล้วเสร็จได้
นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กทช. เปิดเผยว่า การจำลองสถาการณ์การประมูล 3 Gในครั้งนี้ ถือว่าทำให้ผู้เข้าร่วมงานมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น และทำให้เห็นแนวทางในการเปิดประมูลมากยิ่งขึ้น อาทิ หากกทช.กำหนดราคาใบประมูลเบื้องต้นน้อยจนเกินไปก็จะทำให้เป็นภาระต่อภาครัฐบาลโดยรัฐบาลจะต้องมาอุ้มส่วนต่างที่เหลือ แต่หาก กทช. กำหนดราคากลางการประมูลที่สูงเกินไปก็จะดูเหมือนกับว่า กทช.ดำเนินงานด้วยความไม่โปร่งใส ซึ่ง กทช.ต้องคำนึงถึงราคากลางการประมูลมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ นาย ประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการกทช. เปิดเผยว่า กทช.จะสามารถเปิดเผยราคาเริ่มต้นการประมูลไลเซ่นส์ 3 G ได้ในสัปดาห์หน้ากทช.ทนเสียงค้านรอบทิศไม่ไหว เปิดประชาพิจารณ์ 3G รอบ 2 หวังแจงรายละเอียดเรื่องต่างด้าว ราคาประมูล โครงสร้างการแข่งขัน ให้ชัดเจน คนในวงการชี้เป็นได้แค่ประชาพิจารณ์แก้เกี้ยว เพราะธงในใจกทช.ปลิวสะบัดว่าประมูล 3G ปลายปีนี้แน่นอน
นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ดกทช.เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมาได้มีข้อสรุปว่าจะมีการจัดทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นสาธารณะเรื่องร่างหลักเกณฑ์ ข้อสรุป ข้อเสนอการจัดสรรคลื่นความถี่ไอเอ็มที หรือ 3G and beyond อีกครั้งประมาณปลายเดือนต.ค.นี้ เพื่อเป็นการจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมและเพื่อตอบคำถามจากการทำประชาพิจารณ์ครั้งแรกซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.ย.รวมถึง นโยบายที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้ไว้ในการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อบทบาทขององค์กรอิสระต่อการพัฒนาประเทศ ที่กทช.เมื่อวันที่ 5 ต.ค. และความเป็นกังวลของร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) อีกด้วย
อย่างไรก็ตามการทำประชาพิจารณ์ครั้งที่ 2 นี้จะเน้นเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องคุณสมบัติผู้ต้องการเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต 3G โดยเฉพาะการจำกัดความเป็นต่างด้าว ราคาเริ่มต้นประมูล ซึ่งหลายฝ่ายเป็นห่วงและถามถึงเรื่องนี้อย่างมาก รวมถึงประเด็นโครงสร้างการแข่งขันภายหลังจากการออกใบอนุญาต 3G ที่นายกรัฐมนตรีให้นโยบายไว้
‘การประชุมวันนี้ได้นำเรื่องความคิดเห็นจากการทำประชาพิจารณ์ครั้งแรก โดยเฉพาะเรื่องคุณสมบัติความเป็นต่างด้าว ราคาเริ่มต้นประมูล โครงสร้างอุตสาหกรรม และนโยบายนายกรัฐมนตรีที่ให้ไว้ในการแสดงปาฐกถารวมทั้งความเป็นห่วงของรมว.ไอซีทีเกี่ยวกับความอยู่รอดของ บริษัท ทีโอที และ บริษัท กสทโทรคมนาคม ซึ่งกทช.เห็นว่าสอดคล้องกับการทำประชาพิจารณ์ครั้งแรกที่ตอบไปแล้ว แต่เพื่อให้ทุกคำถามได้มีการอธิบายขยายความได้ชัดเจนขึ้นที่ประชุมจึงได้มีมติให้ทำประชาพิจารณ์ครั้งที่ 2 ’
แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคมกล่าวว่าที่ผ่านมาเป็นที่รับรู้ในวงกว้างว่าขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ ความเห็นหรือข้อเสนอต่างๆจากเอกชน มักไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร เหมือนกทช.มีธงอยู่ในใจในแต่ละเรื่องอยู่แล้ว ไม่เว้นแม้แต่เรื่อง 3G หรือการทำประชาพิจารณ์อีกครั้งซึ่งเหมือนเป็นการทำประชาพิจารณ์แก้เกี้ยว เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กทช.เดินตามแผนเดิมที่กำหนดไว้ และยากที่จะเปลี่ยนแปลง