อดีตประธานสหภาพฯทีโอที เตรียมยื่นฟ้องศาลปกครอง กรณีกทช.เปิดประมูล 3G ยกความถี่ให้ต่างชาติ กีดกันรัฐวิสาหกิจไทย แฉหมกเม็ดแปรสัญญาสัมปทาน ทำรัฐสูญกว่าแสนล้านบาท ด้านไอซีทีเริ่มเห็นลางร้ายหายนะทีโอที/กสท เล็งยื่นหนังสือร้องนายกฯ กทช. ทบทวนและชะลอประมูล 3G
นายพรชัย มีมาก อดีตประธานสหภาพฯทีโอที กล่าวว่าการเปิดประมูล 3G ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เป็นการหมกเม็ดซ่อนประเด็นการแก้ไขสัญญาสัมปทานระหว่างรัฐกับเอกชนอย่างแยบยล ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จจะทำให้รัฐเสียหายมากกว่า 1 แสนล้านบาท
***หมกเม็ดแปรสัมปทาน
ทั้งนี้หากพิจารณาจากสรุปข้อสนเทศ (Information Memorandum : IM) ในการประมูลคลื่น 3G กทช.ระบุว่าการออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3G คาดว่าจะแก้ไขปัญหาโครงสร้างการสัมปทานปัจจุบัน และค่าธรรมเนียมของใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3G ใหม่นี้ จะมีการชำระทั้งหมดในงวดเดียว ซึ่งคาดว่าอยู่ในระดับประมาณ 1-3 % ของรายได้ ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของการจ่ายค่าส่วนแบ่งรายได้ที่ 20 –30 % อย่างไรก็ตาม กรณีการให้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3G ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการให้สัมปทานที่มีอยู่จะถูกยกเลิกไปเพราะคาดว่าการให้บริการในรูปแบบสัมปทานระบบ BTO ปัจจุบันจะดำเนินไปจนหมดระยะเวลาตามสัญญา
‘การแก้ไขปัญหาโครงสร้างการสัมปทาน ก็หมายถึงการแปรสัญญาสัมปทานนั่นเอง รัฐบาลชุดที่ผ่านๆมา ไม่กล้าทำเพราะติดปัญหาเรื่องไม่มีหนทางที่จะแปรสัญญาสัมปทานแล้วรัฐไม่เสียประโยชน์ หรือ แปรสัญญาแล้วรัฐได้ประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดิม แต่กลายเป็นว่ากทช.ใช้การประมูล 3G ซ่อนเรื่องแปรสัมปทานไว้ ทำนองว่าองค์กรอิสระจะแปรสัมปทานสักอย่าง ใครจะทำอะไรได้’
นอกจากนี้ประเด็นที่กทช.อ้างว่าใบอนุญาต 3G ไม่กระทบสัมปทานเดิมก็ไม่เป็นความจริง เพราะเอกชนอย่างเอไอเอสที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับทีโอที ก็บอกชัดเจนว่าจะย้ายลูกค้า 28 ล้านรายมายังบริษัทใหม่ที่ได้ใบอนุญาต 3G ด้วยการออกโปรโมชันจูงใจ ซึ่งเบื้องหลังก็ต้องถือว่าได้รับความอนุเคราะห์จากกทช.ที่ออกประกาศเรื่องการคงสิทธิเลขหมายหรือการใช้เลขหมายเดิมเมื่อย้ายผู้ให้บริการได้ (Number of Portability) ซึ่งตามประกาศของกทช.ต้องสามารถใช้บริการได้ในช่วงปลายปี แต่เอกชนค่ายมือถือประสานเสียงกันว่าทางเทคนิคทำไม่ได้ แต่คาดว่าอาจจะทันพร้อมกับโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G ที่ได้ใบอนุญาตจากกทช.เรียบร้อยพร้อมให้บริการ ก็จะทำให้ลูกค้าค่ายเอไอเอสภายใต้สัมปทานทีโอที เปลี่ยนมาเป็นลูกค้า 3G บริษัทใหม่แต่ใช้เบอร์เดิมได้ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ
‘การประมูล 3G และการคงสิทธิเลขหมาย เป็น 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการแปรสัญญาสัมปทาน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้นับแสนล้านบาท ในขณะที่รายได้จากการประมูล 3G ที่กทช.ได้รับกลับมาก็เพียงน้อยนิดเทียบไม่ได้กับความเสียหายที่เกิดขึ้น’
นายพรชัยขยายความว่าความเสียหายนับแสนล้านบาทนั้น คิดจากอายุสัญญาของเอไอเอสที่เหลืออีกประมาณ 6 ปี โดยปัจจุบันเอไอเอสจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐประมาณปีละ 2 หมื่นล้านบาท ถ้าหักเวลาการวางโครงข่าย 3G รวมกับเรื่องการคงสิทธิเลขหมายและการทยอยถ่ายโอนลูกค้าอาจใช้เวลา 1-2 ปี ตัวเลขกลมๆที่ทีโอทีจะสูญเสียส่วนแบ่งรายได้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 8 หมื่นถึง 1 แสนล้านบาทแล้วแต่ระยะเวลาการถ่ายโอนลูกค้ารวดเร็วมากน้อยแค่ไหน
‘เอไอเอสบอกมีเงินพร้อมลงโครงข่าย 7 หมื่นกว่าล้านบาท ดูตัวเลขง่ายๆ แค่ไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ในอนาคตให้ทีโอที ก็ยังมีเงินเหลือด้วยซ้ำ นี่คือความ สำเร็จของกทช.ที่บอกว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงในรอบ 5 ปี แต่สำหรับพนักงานทีโอทีและประชาชนเต็มขั้น นี่คือตราบาปที่จะติดตัวกทช.ไปจนตาย’
****เล็งฟ้องศาลปกครอง
นอกจากหมกเม็ดประเด็นแปรสัญญาสัมปทานแล้ว แนวทางให้ใบอนุญาต 3G ของกทช.คือการยกคลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรของชาติ ให้เอกชนอย่างสิ้นเชิง ต่างจากรูปแบบ BTO ที่คลื่นความถี่ยังเป็นสมบัติของหน่วยงานรัฐในขณะที่เอกชนได้สิทธิในการใช้งานเท่านั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือกทช.ไม่สนใจการเป็นนอมินีต่างชาติของเอกชนเลย ยึดแค่สัดส่วนถือหุ้น 49/51 ก็ตัดสินว่าเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย โดยไม่คำนึงว่าทรัพยากรความถี่ที่มีจำกัดและใช้หมดไป จะอยู่ในมือคนไทยจริงหรือไม่
‘ผมกำลังจะยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อยับยั้งการกระทำของกทช.ในฐานะประชาชนชาวไทยที่มีสิทธิในคลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรของประเทศ รวมทั้งเพื่อป้องกันความเสียหายที่เห็นได้ชัดว่าต้องเกิดขึ้นแน่นอน’นายพรชัยกล่าวย้ำ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมาร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีทีได้หารือร่วมกับบอร์ดทีโอทีกับบอร์ดบริษัท กสท โทรคมนาคม ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปิดประมูล 3G ของกทช.โดยเห็นว่าการดำเนินการของกทช.ปิดกั้นรัฐวิสาหกิจไทยไม่ให้เข้าร่วมประมูล แต่กลับเปิดกว้างให้ต่างชาติเข้าประมูลและสามารถได้สิทธิความเป็นเจ้าของคลื่นความถี่
นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบกับรายได้ที่ 2 รัฐวิสาหกิจส่งเข้าคลังปีละ 3 หมื่นล้านต้องลดลงไปด้วยเนื่องจากส่วนแบ่งรายได้ที่หายไป โดยให้ทั้ง 2 รัฐวิสหากิจหารือรายละเอียดกันในวันนี้ (5ต.ค.)เพื่อที่ไอซีทีจะได้ทำเรื่องแจ้งไปยังกทช.รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ทบทวนและชะลอหรือหาทางบรรเทาผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดกับประเทศชาติ จากกรณีเปิดประมูล 3G ของกทช.
****ลางร้ายทีโอที
นายธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานบอร์ดทีโอที กล่าวว่า ผลกระทบที่จะเกิดกับทีโอทีคือรายได้จากสัมปทานที่ลดลงซึ่งปัจจุบันส่วนแบ่งรายได้ที่ได้รับจากเอไอเอส เฉลี่ยปีละ 2 หมื่นล้านบาทหายไปแน่ๆซึ่งเงินส่วนนี้เป็นเงินที่ทีโอทีนำส่งให้รัฐไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ
“อยากให้รัฐบาลเข้ามาควบคุมการประมูลอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ว่าใครให้เงินสูงสุดก็มอบใบอนุญาตให้กับรายนั้นไป หากเป็นเช่นนั้นจะเกิดภัยพิบัติมากกว่าโอกาส ดังนั้นควรทำการศึกษาให้รอบคอบเพราะเกิดปัญหากับหน่วยงานของรัฐ ในทางกลับกันเอกชนต่างประเทศเข้ามาลงทุนปีเดียวก็ได้เงินคืนกลับประเทศแล้ว”
ทั้งนี้ในส่วนของทีโอทีรายงานผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการประมูล 3G ให้รมว.ไอซีที ประกอบด้วย 1.การกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดสรรคลื่นความถี่ 3G เป็นการกีดกันหน่วยงานภาครัฐ 2.ผู้ที่ได้รับอนุญาต สัมปทานหรือสัญญาจากทีโอที ที่ยังมีผลสมบูรณ์อยู่ หากชนะการประมูลจะมีการถ่ายโอนลูกค้าจากโครงข่ายเดิมไปสู่โครงข่ายใหม่กระทบต่อส่วนแบ่งรายได้และรายได้ที่จะต้องนำส่งเข้ารัฐนอกจากนี้ทีโอทีจะไม่สามารถควบคุมทรัพย์สินตามการอนุญาต สัมปทานหรือสัญญาของ ทีโอที ที่ผู้ชนะการประมูลใช้งานอยู่ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างโครงข่าย 3G บนโครงข่าย 2G
3.การประกวดราคาแบบประมูลโดยถือราคาเป็นเกณฑ์และเงื่อนไขการชำระเงินในคราวเดียวในเวลาอันจำกัด องค์กรภาครัฐไม่สามารถปฏิบัติได้ เนื่องจากมีกฎระเบียบของรัฐบังคับอยู่ และเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้มีเงินทุนสูง มีโอกาสชนะการประมูล จะเกิดปัญหาต่อรัฐที่ไม่สามารถควบคุมการใช้คลื่นความถี่ได้อย่างเต็มที่ และกระทบต่อความมั่นคงของชาติ สมควรใช้วิธีเสนอรูปแบบประกวดโครงการที่ดีและเหมาะสม( beauty contest)และ4.การพิจารณาร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่กำหนดไว้ในมาตรา 78 จะมีผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ และการนำส่งรายได้เข้ารัฐ
‘ในขณะที่ยังมีความไม่ชัดเจนหลายเรื่องโดยเฉพาะด้านกม.และความสมบูรณ์ขององค์คณะกทช.ที่ปัจจุบันจากจำนวน 7 คนลาออกไปหนึ่งคน จับสลากออก 3 คนเหลือปฏิบัติหน้าที่ 3 คน รวมทั้งอยู่ระหว่างรอสรรหากรรมการกทช.เพื่อมาทดแทนชุดเก่า และยังอยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งกสช.หรือกสทช.ชุดใหม่ แต่กลายเป็นว่ากทช.ที่ไม่สมบูรณ์จะทำเรื่องที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงและสร้างความเสียหายอย่างมากให้ประเทศชาติ’นายพรชัยกล่าว
ด้านพล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานกทช.กล่าวว่า ไม่รู้สึกกังวลกับข้อเรียกร้องของไอซีที ทีโอที และ กสท โดยได้เตรียมข้อมูลเรื่องดังกล่าวชี้แจงแก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบข้อเท็จจริงในวันนี้ (5 ต.ค.)และมองว่า ทำไมไอซีที ทีโอที และกสท.ถึงเพิ่งลุกขึ้นมาทักทวงเรื่องนี้ทั้งที่การดำเนินการเรื่อง 3G มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง กทช.เร่งจัดสรรคลื่นความถี่-พัฒนากิจการโทรคมนาคมไทย เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ขณะที่กลุ่มทุนเก่าพล่านชักใยพรรคร่วมหลังสถานการณ์เปลี่ยน รมว.ไอซีที ลั่นโดดขวางการประมูล 3G โวย กทช.ปิดกั้น ทีโอที-กสท. หวั่นเอกชนฮุบคลื่นเกลี้ยงกระทบรายได้สัมปทานหด
พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานกรรมการบริหาร คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า ตลอด 5 ปีที่ กทช.ได้รับการจัดตั้งขึ้นมา ได้จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม ตามนโยบายส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันโดยเสรี อย่างเป็นธรรม และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะวิกฤต แต่โทรคมนาคมไทยยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทต่างๆ ถึง 219 ราย
โดยในส่วนของบริการโทรศัพท์ขั้นพื้นฐาน มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นจากปี 2547 ถึงกว่า 7.4 ล้านเลขหมาย โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นเกือบ 40 ล้านเลขหมาย ส่วนภารกิจที่เร่งดำเนินการในขณะนี้ คือ การจัดสรรคลื่นความถี่ และการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3 จี
ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวภายหลังการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่าง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เมื่อวานนี้ โดยระบุว่า การประชุมได้หารือถึงผลกระทบเรื่องการเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี ของ กทช.ที่ปิดกั้นไม่ให้ทีโอที และ กสทฯ เข้าร่วมประมูล แต่กลับเปิดกว้างให้ต่างชาติเข้าร่วมประมูล
ทั้งนี้ ที่ประชุมต้องการให้ กทช.ทบทวนเรื่องดังกล่าว เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทั้งสองหน่วยงานรัฐวิสาหกิจมีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องของรายได้ที่จะต้องปรับตัวลดลง จนอาจส่งผลให้รายได้ที่นำส่งกระทรวงการคลังปีละประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ต้องลดลงไปด้วย ขณะที่บริษัทต่างชาติที่เข้าประมูล 3 จี กลับได้ถือหุ้น 100% มีคลื่นความถี่เป็นของตนเอง ต่างกับการรับสัมปทานที่โครงข่ายและคลื่นยังเป็นของรัฐอยู่เช่นเดิม
อย่างไรก็ดี กระทรวงไอซีทีมีแนวคิดจะชะลอการประมูล 3 จี โดยขอให้ กทช.คิดเรื่องนี้ไม่ให้มีการปิดกั้น ทีโอที และ กสทฯ เพราะทั้งสองหน่วยงานก็มีศักยภาพเข้าร่วมประมูล 3 จี ได้เช่นกัน ไม่ใช่ว่าจะไม่พร้อม ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการหารืออย่างวงกว้างในระดับผู้บริหารประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงได้มอบหมายให้ผู้บริหารทั้งสองหน่วยงานหารือกัน โดยวันที่ 5 ตุลาคม 2552 นี้ จะได้ความชัดเจนรายละเอียดในทุกเรื่อง
นายธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) ทีโอที กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการประมูล3 จี บนคลื่น 2.1 กิ๊กกะเฮิรตซ์ มีอย่างแน่นอน โดยส่วนแบ่งรายได้ที่ได้รับจาก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เฉลี่ยปีละ 20,000 ล้านบาท หายไปแน่ๆ ซึ่งเงินส่วนนี้เป็นเงินที่ทีโอทีนำส่งรัฐ
อย่างไรก็ดี ไม่ควรให้บริษัทต่างประเทศยึดคลื่นความถี่ ควรเป็นสมบัติของคนไทย ทั้งนี้รัฐบาลควรเข้ามาควบคุมจุดนี้ ไม่ใช่ว่าใครให้เงินสูงสุดก็มอบใบอนุญาตให้กับรายนั้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น จะเกิดภัยพิบัติมากกว่าโอกาส ควรศึกษาให้รอบคอบเพราะเกิดปัญหากับหน่วยงานของรัฐ ขณะที่เอกชนจากต่างประเทศใช้เงินลงทุนภายในปีเดียวก็ได้เงินคืนกลับประเทศตนเองแล้ว
นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสทฯ กล่าวว่า ไม่อยากให้ กทช.จำกัดสิทธิ์เข้าร่วมประมูล 3 จี ของทีโอที และ กสทฯ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ร่างสรุปข้อสนเทศ (Draft Information Memorandum) การจัดสรรคลื่นความถี่ IMT หรือ 3G and beyond สำหรับประชาชนทั่วไปผ่านไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2552 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
นับแต่ปี 2551 กทช.ได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะทั่วประเทศ เรื่อง การจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (IMT หรือ 3G and beyond) ในกรุงเทพฯ 2 ครั้ง และส่วนภูมิภาค 3 ครั้ง เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมรับรู้และแสดงความคิดเห็น และ กทช.นำไปประกอบการจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 เกี่ยวกับประเด็นรูปแบบการจัดสรรคลื่นความถี่ คุณภาพการให้บริการ การแข่งขัน และผลกระทบต่อผู้ใช้บริการเดิม
งานนี้มีข้อเสนอแนะให้ กทช.เร่งเปิดให้บริการและกำกับดูแลให้มีการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม และปกป้องประโยชน์ของผู้บริโภคด้วย
สรุปโดยรวมว่า กทช.รับฟังความคิดเห็นต่างๆ ประกอบการกำหนดแนวทางการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 กำหนดหลักการจัดสรรคลื่นความถี่ที่สำคัญ ได้แก่ การกำหนดให้มีผู้รับการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 จำนวน 4 รายเพื่อให้บริการในลักษณะครอบคลุมทั่วประเทศ และจัดสรรคลื่นความถี่ด้วยวิธีการประมูลรูปแบบการเปิดประมูลใบอนุญาตพร้อมกันแบบหลายรอบ (Simultaneous Multiple Round - SMR)
เนื่องจากการประมูลคลื่นความถี่สำหรับการประกอบกิจการโทรคมนาคมนี้เป็นรูปแบบการจัดสรรคลื่นความถี่โดยการประมูลครั้งแรกของประเทศไทย ประกอบกับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 เป็นบริการที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศ เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้องรอบคอบ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการกระจายประโยชน์ต่อสาธารณะ
เหตุนี้ กทช.จึงจ้างที่ปรึกษาเรื่องการประมูลคลื่นความถี่ รวมทั้งศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจและแนวทางการกำกับดูแลที่เหมาะสมสำหรับการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 ผลการศึกษาดังกล่าวจะนำมาประกอบการพิจารณากำหนดรูปแบบการประมูลคลื่นความถี่ (Auction Design) รวมถึงคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมการประมูล กฎกติกาการประมูล และเงื่อนไขในการอนุญาตที่ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมในการให้บริการ รวมทั้งประโยชน์ต่อประชาชนผู้บริโภค โดยที่ปรึกษาได้เสนอเอกสารสรุปข้อสนเทศ การจัดสรรคลื่นความถี่ IMT หรือ 3G and beyond ประกอบการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะครั้งนี้
สำหรับการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะครั้งนี้มุ่งเน้นถึงร่างสรุปข้อสนเทศ ซึ่งเป็นเอกสารข้อสนเทศเกี่ยวกับการประมูลคลื่นความถี่ 3G และมีรายละเอียด ประกอบด้วย ภาพรวมของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทย ภาพรวมของประเด็นการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดคลื่นความถี่ ใบอนุญาตที่จะประมูล รายละเอียดวิธีการและกระบวนการประมูล ตลอดจนกฎกติกาในการประมูล
เพื่อการเปิดให้มีการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (IMT หรือ 3G and beyond) ให้ผู้บริโภคที่มีทางเลือกการใช้บริการเพิ่มขึ้น ในการสื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วสูงขึ้น สัญญาณมีความชัดเจนและมีคุณภาพดียิ่งขึ้น ผู้บริโภคจะได้รับบริการโทรคมนาคมที่หลากหลายมากขึ้นกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะทำให้สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคของการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงไร้สาย (Mobile Broadband Wireless Communications)
นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศให้มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ก่อนพิจารณาตัดสินใจในขั้นสุดท้ายต่อไป สำหรับกระบวนการประมูลคลื่นความถี่สำหรับการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (IMT หรือ 3G and beyond) นั้น จะสามารถดำเนินการได้ภายหลังการประกาศหลักเกณฑ์และเอกสารสรุปข้อมูลสารสนเทศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
กระบวนการอย่างเป็นทางการเดินมาเกือบสิ้นสุดวิธีการแล้ว ที่เหลือก็รอชมฝีมือ กทช.จะสรุปและก้าวเดินให้บริการเคลื่อนที่ยุคที่ 3 สัมฤทธิผลได้หรือไม่ หรือจะให้แค่คนไทยเหลือบตาดูประเทศเพื่อนบ้านเขาใช้ 3G กันอย่างคึกคัก เว้นแต่ไทยเราเท่านั้นกสททำตลาดสื่อสารข้อมูลเชิงรุกด้วยการอัดงบการตลาด 90 ล้านบาท สร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้ใช้มากขึ้น หวังปั้นเป็นรายได้หลัก หลังรายได้จากโทร.ต่างประเทศลด ประกาศลุย 3 บริการ
นายสมพล จันทร์ประเสริฐ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจบรอดแบรนด์ บริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมากสทมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์บริการสื่อสารข้อมูลหรือดาต้าคอมน้อย เพราะเน้นไปที่บริการโทรศัพท์ต่างประเทศ แต่ขณะนี้แนวโน้มและความต้องการสื่อสารข้อมูลมีมากขึ้น กสทจึงทำตลาดเชิงรุกโดยใช้งบการตลาด 90 ล้านบาท
"ต้องยอมรับว่าบริการที่ทำรายได้สูงสุดให้กสทคือดาต้าคอมคิดเป็น 50% ของรายได้รวมส่วนโทร.ต่างประเทศ 40% ที่เหลือเป็นบริการอื่นๆ เราจึงมุ่งเน้นเรื่องนี้มากขึ้น"
ทั้งนี้ กสทได้มีการลงทุนสร้างเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดดาต้าคอมที่ผ่านมาได้มีการลงทุนสร้างโครงข่ายทั่วประเทศบนเทคโนโลยี Next Generation SDH และระบบ DWDM ที่เชื่อมโยงบริการ Convergence Service คือ Data Voice Internet และ Network Security ควบคู่ไปกับ IP Network ซึ่งปัจจุบันกสทสามารถให้บริการรองรับแบนด์วิธสูงสุดในประเทศถึง 40 Gbps
ส่วนปีหน้ากสทมีแผนจะลงทุนด้านบรอดแบนด์ภายใต้เชื่อโครงการ Fiber to The X ผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสงถึงประตูบ้าน โดยจะใช้งบประมาณ 6,000 ล้านบาทระหว่างปี 53-55 ซึ่งจะให้ความสะดวกและความเร็วสูงกว่า ADSL
‘ตรงนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนของบริการสื่อสารข้อมูล และปีหน้าเรายังมีนโยบายที่จะเชื่อมโยงทุกๆ อำเภอเข้าสู่โครงข่าย IP Network ซึ่งจะทำให้ทุกการสื่อสารข้อมูลสามารถเชื่อมโยงได้อย่างไร้ขีดจำกัด’
ขณะเดียวกันก็จะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา โดยการลงทุนสร้างระบบเชื่อมโยงโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ Asia America Gateway หรือ AAG เพื่อให้ลูกค้าสามารถสื่อสารระหว่างประเทศและการบริการอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วอย่างแท้จริง
สำหรับกลุ่มธุรกิจสื่อสารข้อมูลของกสทที่ให้บริการภายใต้ชื่อ CAT Datacom แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ 1. บริการให้เช่าวงจรสื่อสารข้อมูลในประเทศผ่านเคเบิลใยแก้วนำแสงและระหว่างประเทศผ่านเคเบิลใต้น้ำ 2. บริการสื่อสารผ่านดาวเทียม 3.บริการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ ซึ่งทั้ง 3 บริการเป็นการให้บริการในลักษณะของ Private Network ที่มีความปลอดภัยสูง
ล่าสุดกสทได้ประกาศรุกในกลุ่มที่ 1 ด้วย 3 บริการคือ 1.CAT Private Line เป็นบริการวงจรส่วนบุคคลในประเทศ และระหว่างประเทศ มีกลุ่มเป้าหมายคือผู้ที่ต้องการระบบเชื่อมโยงองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ด้านธุรกิจการเงิน ศูนย์ไอที สถาบันการศึกษา
2. CAT Ethernet เป็นบริการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงบนเครือข่าย IP Layer 2 แบบ Point to Point และ Point to Multipoint กลุ่มเป้าหมายคือผู้ที่ต้องการระบบเชื่อมโยงขององค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ด้านธุรกิจการเงิน ภาคอุตสาหกรรม SME ศูนย์ไอที สถาบัน การศึกษาและบริษัทที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก
3.CAT MPLS เป็นบริการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงด้วยเทคโนโลยี MPLS บนโครงข่ายไอพี Layer 3 กลุ่มเป้าหมายคือองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายสาขาภายในประเทศ หรือต่างประเทศ
พร้อมกันนี้ กสทได้จัดงาน CAT Datacom Network Showcase ขึ้นช่วงวันที่ 7 – 8 ต.ค.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างการรับรู้ให้กับตลาดดาต้าคอม และจะมีโรดโชว์ทั่วประเทศด้วย
ส่วนรายได้สิ้นปีคาดว่าได้ประมาณ 7,700 ล้านบาท จากรายได้รวมของกสททั้งหมดประมาณ 15,000 ล้านบาทซึ่งต่ำกว่าการตั้งเป้าไว้เมื่อต้นปี 9-10%มาทีหลัง แต่โฟกัสชัดเจน สำหรับบริการโทรศัพท์มือถือ 3G (คลื่นเดิม 850 MHz) ของน้องรอง "ดีแทค" เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยเลือกใจกลางเมือง ย่านสยาม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจามจุรีสแควร์ เป็นพื้นที่เปิดทดลองบริการกับกลุ่มตัวอย่าง 2 พันราย (จากหลักหมื่นที่เปิดรับสมัครผ่าน www.onlineyourway.com) แบ่งเป็นกลุ่มนักศึกษา คนทำงาน และผู้พักอาศัย
ซึ่งจะเน้นเฉพาะการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เป็นหลัก กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจึงได้รับแอร์การ์ดจาก "ดีแทค" ไปทดลองใช้ฟรี
หลังเปิดให้บริการได้ยังไม่ครบเดือน "ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสพูดคุยกับทีม 3G ของดีแทค นำโดย "โรอาร์ วิค แอนเดรสเซ่น" รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ"แอนดรูว์ แมคบีน" ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ (รับผิดชอบเรื่องเครื่องลูกข่าย)
"กษิดิศ กลศาสตร์เสนี" ผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ (ดูแลงานด้านการตลาด) และ "ทินกร เทียนประทุม" ผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ รับผิดชอบด้านแอปพลิเคชั่น
"โรอาร์" บอกว่า ดีแทควางโพซิชั่นของบริการ 3G ว่าจะต้องเป็นหนึ่งในผู้นำตลาด โดยจะพยายามเป็นโอเปอเรเตอร์ที่สามารถให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าผ่านทุกช่องทาง เพราะ 3G เปรียบได้กับธุรกิจใหม่ อนาคตใหม่ของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะกับการให้บริการบนคลื่นความถี่ใหม่ 2100 MHz
"แม้พื้นฐานเดิมของแต่ละบริษัทจะต่างกันจากสัมปทานที่มีความแตกต่างกัน แต่การที่ไลเซนส์ใหม่จะช่วยปรับสภาพการแข่งขันให้เข้าใกล้กันมากขึ้น เชื่อว่าไลเซนส์ใหม่จะผลักดันให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้น เพราะถือเป็นธุรกิจใหม่สำหรับทุกคน จึงต้องทำเต็มที่ เพื่อให้ได้ลูกค้า ไม่เว้นแม้แต่ทีโอที รวมถึงคู่แข่งเจ้าใหม่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นใคร"
กลับมายัง "3G" คลื่นเดิม หลังเปิดทดลองบริการได้ 10 กว่าวัน พอจะเก็บพฤติกรรมการใช้งานได้บางอย่าง ทั้งในแง่ปริมาณการใช้ และลักษณะของคอนเทนต์ที่เข้าไปใช้ เป็นต้น
จากกลุ่มตัวอย่าง พบว่ามีแอ็กทีฟยูสเซอร์ที่ใช้สม่ำเสมอ ไม่น้อยกว่า 600 คน มีอัตราการใช้สูงเกินกว่าที่คาดไว้มาก เพราะจำกัดปริมาณการใช้ไว้ที่ 5 GB ต่อเดือน แต่มีจำนวนไม่น้อยใช้เกินกว่าที่กำหนด
"ส่วนใหญ่ลูกค้าจะใช้ดู TV และ ดาวน์โหลดต่างๆ ทั้งหนัง เพลง รวมถึงใช้สตรีมมิ่งคอนเทนต์ประเภทวิดีโอค่อนข้างเยอะ แต่ที่โหดสุด มีรายหนึ่ง ดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 100 Gbps ภายในเวลาแค่สิบกว่าวัน มีไม่น้อยที่ใช้มากกว่าที่กำหนดไว้ เป็นสัญญาณบอกได้ว่า การใช้ ดีแทคแอร์การ์ดสะดวกสบาย ทำให้คนใช้ DATA เยอะขึ้นเป็นในมุมของพฤติกรรมการบริโภค แต่ถ้าเกิน 3 เดือนขึ้นไปจะตัดการใช้งานของแต่ละกลุ่มได้ว่ามีช่วงพีกเมื่อไหร่ วันไหนของอาทิตย์ หรือเวลาไหน ซึ่งพฤติกรรมของแต่ละกลุ่ม เราเชื่ออยู่แล้วว่าเป็นยังไง แต่ไม่เคยมีสถิติมายืนยันเหมือนครั้งนี้" กษิดิศให้ภาพ
"แอนดรูว์" ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การทดลองจะเน้นไปยังกลุ่ม Big Screen (คนใช้คอมพิวเตอร์พีซีและ โน้ตบุ๊ก) เพราะโดยศักยภาพของโครงข่ายให้ความเร็วได้ถึง 27.2 Mbps และอัพโหลดได้เร็ว 5.6 Mbps กลุ่มเป้าหมายจึงน่าจะเป็นกลุ่มที่มีอุปกรณ์ใช้ร่วมกับแอร์การ์ดได้ เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าจะได้ประโยชน์จากประสิทธิภาพของโครงข่ายและตัวอุปกรณ์อย่างแท้จริง
หมายความด้วยว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออย่าง "ดีแทค" ได้ขยับเข้าสู่ธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตเรียบร้อยแล้ว
"เวลาเราพูดถึงอินเทอร์เน็ตผ่าน ADSL ยังมีช่องว่างอีกมาก ผู้คนในหลายพื้นที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ วันนี้มีผู้ใช้ ADSL ประมาณ 2 ล้านราย จากจำนวนครัวเรือนทั้งประเทศกว่า 20 ล้านครัวเรือน กับประชากรกว่า 65 ล้านคน เราแค่พยายามทำให้คนที่เหลือสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ผ่านโครงข่าย 3G ถ้าคุณได้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เร็ว 27.2 Mbps คุณจะรู้สึกถึงพลังของมันอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน"
Internet Access ผ่านโครงข่าย 3G เป็นทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภค แต่จะเป็นแรงกดดันกับผู้ให้บริการ ADSL ในปัจจุบันที่จะต้องเน้นประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดยังเป็นเพียงการทดลองเท่านั้น ในทางปฏิบัติยังเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ไม่ได้ ทั้งกับ 850 MHz ต้องรอคณะกรรมการตาม ม.22 ฟังธง หรือบนความถี่ 2.1 GHz ก็กำลังจะเปิดประมูล
แต่ถ้ามองข้ามชอตข้างต้นไปก่อน "โรอาร์" บอกว่า 3G ของดีแทคยังคงโฟกัสไปที่การเป็น Internet access ก่อนเป็นอันดับแรกอยู่ดี เพราะยังมีโอกาสทางธุรกิจอีกมาก หากดูจากจำนวนผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ในประเทศไทยที่มีเพียง 2% เท่านั้น
เมื่อถามถึงแนวโน้มการกำหนดอัตราค่าบริการ ยังเป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
ยกตัวอย่างเช่นคลื่น 2.1 GHz ที่กำลังเข้าประมูล ก็อยู่บนพื้นฐานที่มีตัวแปรหลากหลาย ไม่ว่าจะข้อกำหนดเรื่องต้องมีพื้นที่บริการกี่เปอร์เซ็นต์ในกี่ปี ราคาใบอนุญาตขั้นต่ำ ค่าธรรมเนียมต่อปี เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นตัวแปรที่ยังไม่สามารถบอกได้
แต่ถ้าเทียบกับบริการ "ADSL" จะพบว่ามีอัตราค่าบริการค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่หลักร้อยบาทจนถึงพันกว่าบาท โดยคิดค่าบริการได้ 2 รูปแบบ คือตามปริมาณการใช้งาน (Usage base) และระยะเวลา (time base) แต่อาจมีแพ็กเกจคอนเทนต์ต่างหากก็ได้ เช่นใช้ Data เพื่ออีเมล์อย่างเดียว อาจแค่เดือนละ 89 บาท หรือถ้าชอบเล่น face book ก็อาจมี face book แพ็กเกจอย่างเดียวก็ได้
เหนือสิ่งอื่นใด การมาถึงของ"3G" เป็นโอกาสใหม่สำหรับ"ดีแทค"ที่จะทำมาร์เก็ตแชร์ไล่ตามผู้นำตลาดอย่าง "เอไอเอส" ได้ แต่จะไม่มองแค่การสร้างฐานลูกค้า แต่จะมุ่งไปยังการเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ในเชิงรายได้ด้วยหนักกว่านี้ก็เจอมาแล้ว สำหรับกลุ่มชินคอร์ปอเรชั่น ล่าสุดกับกรณี "ไทยคม"
ยังไม่รู้ว่ากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) ต้นสังกัดจะจัดการอย่างไร แม้เสียงจะเริ่มอ่อนลงบ้าง ต่างจากเดิมที่เคยยืนกรานหนักแน่นว่าไม่น่าทำได้ และต้องพิจารณาด้วยว่าใครควรเป็น "ผู้เช่า" ระหว่างรัฐบาล กระทรวงไอซีที หรือเอกชน (ไทยคม) ยังไม่นับความเป?นหวงในเรื่องความมั่นคง
กรณีกลุ่มสามารถสนใจซื้อ "ไทยคม" ต่างออกมาปฏิเสธ แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่คงไม่ง่ายนักกับดีลระดับหมื่นลาน
ที่แน่นอนกว่า หลังข่าวดังกล่าวสะพัดไปทั่ว เป็นราคาหุ้นของทั้งคู่ที่วิ่งฉิวติดลม...
กับธุรกิจมือถือขุมทรัพย์หลักของกลุ่มชิน ในระยะ 1-2 ปีนี้ อาจกล่าวได้ว่าถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทั้งในแง่องค์กร (เอไอเอส) และธุรกิจ (การเริ่มต้นของการลงทุน 3G) ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งกลุ่มธุรกิจสื่อสารก็ไม่พ้นโดนหางเลขเข้าด้วย
"ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสพูดคุยกับ "สมประสงค์ บุญยะชัย" แม่ทัพกลุ่มชินคอร์ป มีรายละเอียดดังนี้
- ไทยคมยังมีปัญหาเรื่องขอเช่าดาวเทียม
อยู่ระหว่างการเจรจา ไทยคมทำตามสัญญามาโดยตลอด เมื่อมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ในฐานะคู่สัญญา เราก็ขอหารือ อย่างไทยคม 1 ถ้าดูตามเวิร์ดดิ้งในสัญญาจะบอกว่ารอจนดวง 1 หมดถึงส่งดวง 3 แต่เราส่งดวง 3 ขึ้นไปตั้งแต่ดวง 1 ยังอยู่ ต่อมาก็ส่งดวง 4 แต่ดวง 3 มีปัญหา และส่งดวง 5 ขึ้นไป ต้องบอกว่า เมื่อมีอะไรที่เป็นทางออกได้ ก็ต้องเข้าไปคุย เพราะโดยธรรมชาติ ต้องพยายามให้ลูกค้ามีผลกระทบน้อยที่สุด
- ดาวเทียมยังเป็นธุรกิจที่มีอนาคต
อย่างดีทีวี (จานเหลือง) ปัจจุบันมีคนใช้ถึง 4 แสนแล้วนะ โตเร็วมาก และยังมีโอกาสโตได้อีกเยอะ ดาวเทียมไปได้ทุกที่โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่จะเหมาะกับ บรอดคาสติ้ง ต้องมองว่าจะทำอย่างไรได้ดี เช่น ทีวีบรอดแคสติ้ง เดินสายไปถึงจุดหนึ่งแล้วกระจายไปได้เยอะมาก
เป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนครั้งแรกครั้งเดียว เหมือนปลูกตึก สร้างโรงแรม คือต้องสร้างให้เสร็จก่อนค่อยขาย หาคนเข้ามาพัก มาเช่า เก็บดอกผลไปเรื่อยๆ ต่างจากธุรกิจ มือถือที่ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- รายได้หลักมาจากดวงไหน
ยังเป็นดวง 4 ต่อไปในอีก 2-3 ปี ข้างหน้าจะเป็นดวง 5 (ไอพีสตาร์)
- ผู้ถือหุ้นยังพอใจกับธุรกิจนี้
การลงทุนในชินคอร์ปของเทมาเส็กดูที่ผลตอบแทนการลงทุนโดยรวมจาก 2 ตัว คือ Dividend (เงินปันผล) และ Capital gain (ราคาหุ้น)
เทมาเส็กต่างจากสิงเทลที่เป็น โอเปอเรเตอร์ (ถือหุ้นในเอไอเอส) เป็น ริจินัล โอเปอเรเตอร์ เน้นการนำประสบการณ์ที่มีมาแลกเปลี่ยนกัน
2 ปีที่ผ่านมา กรณีสิงเทลในเอไอเอสเขาก็ได้ผลตอบแทนดีมาก เรียกว่าเลยจากที่ได้ลงทุนไปมาก ขณะที่เทมาเส็กก็พอใจทั้งในแง่การปันผลจากการลงทุนและราคาหุ้น ผลกระทบต่างๆ ที่ผ่านมา เขาไม่นับ เพราะเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้
- ในแงองคกรอยางเอไอเอส ถัดจากคุณวิเชียร (ซีอีโอป?จจุบัน)นาจะเป?นยุคเปลี่ยนผานไปสูรุนใหม
ใช ไมใชแตคุณวิเชียร ผมเองก็ตองสรางคนที่จะมาแทนผม ซึ่งเรื่องการพัฒนา คนก็เป?นสิ่งที่เราพยายามทำมาอยางตอเนื่อง
- เร็วๆ นี้ต้องลงทุนก้อนใหญ่กับ 3G อีก
เราได้เตรียมเงินขั้นต้นไว้แล้ว โดยเมื่อต้นปีได้ออกหุ้นกู้ จำนวน 7,500 ล้านบาท (ดอกเบี้ย 6%) ถ้า ไลเซนส์ออกได้เร็ว เราก็พร้อมที่จะทำทันที
การเตรียมความพร้อมด้านการเงินเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาก เพราะในช่วงที่ผ่านมา ปี 2540 วิกฤตค่าเงินบาทลอยตัว ทำให้การเงินของบริษัทตึงมาก ต้องคุมค่าใช้จ่ายอย่างหนัก ถึงขั้นลดเงินเดือนผู้บริหาร แต่สิ่งหนึ่งที่ยึดเป็นนโยบาย คือต้องจ่ายเงินเดือน จ่ายดอกเบี้ยให้ได้ 2 อย่างนี้ทำให้เราผ่านพ้นวิกฤตมาได้
มาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ ปี 2549 ต่อ 2550 เมื่อผมมาอยู่ในตำแหน่งนี้ (ประธานกรรมการบริหาร) ก็ได้ตั้งนโยบายว่า ทุกอย่างที่เป็นพันธสัญญาให้ทำให้ได้ และอย่าไปเจรจาขอลด เพราะจะเป็นเครดิตที่นำมาใช้ในการหาเงินลงทุนได้
- ต้องลงทุนปีละเท่าไร
1.5-2 หมื่นล้าน
- ตลาดมือถือเริ่มเต็มแล้ว เมื่อมี 3G จะเป็นอย่างไร
ปริมาณคนใช้มือถือเทียบกับประชากรในอีก 5 ปีข้างหน้าน่าจะไปถึง 150% หรือ 70 กว่าล้านคน ถ้ามีผู้ให้บริการ 4 ราย ยังอยู่ในวิสัยที่จะทำได้ ในแง่การใช้งานจะไม่ใช่แค่การคุยเหมือนมือถือในยุคแรกเมื่อ 18 ปีที่แล้ว แต่จะเหมือนที่เกาหลีที่บรอดแบนด์เข้าถึงทุกบ้าน
- 3G เป็นบรอดแบนด์ไร้สาย
ใช่ ผมเชื่อว่าพวกบรอดแบนด์มีสายจะต้องหาจุดยืนของตนเองให้เจอว่าที่ยืนจะอยู่ตรงไหน ในไทยระหว่างบรอดแบนด์มีสายกับไร้สาย แบบไร้สายจะโตกว่ามาก
- เห็นสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวบ้างไหม
กระเตื้องขึ้นบ้าง แต่ในอัตราที่ไม่น่าพอใจ ไตรมาส 3 อาจติดลบ 2 หรือ 3 ไตรมาส 4 อาจบวกขึ้นมานิดหน่อย ซึ่งในความเป็นจริง ประเทศเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้มาก แต่เพราะกิจกรรมของรัฐบาลที่ออกมาในเรื่องการสร้างรายได้ยังไม่ชัดเจน เช่น แคมเปญดึงคนมาเที่ยว หรือการสร้างความสามารถด้านการแข่งขันให้ธุรกิจส่งออก
ธุรกิจยังอยู่ในอาการระมัดระวังค่าใช้จ่ายให้มาก ลงทุนในสิ่งที่เกิดประโยชน์จริงๆ อยู่ในอาการเตรียมตัวรองรับโอกาสที่จะ เกิดขึ้น ธุรกิจสื่อสารในแง่บริษัทเองยังมีกำไร แต่ทั้งประเทศจีดีพีคงติดลบ
เราโดน 2 เด้ง คือเศรษฐกิจโลกและความไม่มีเสถียรภาพในการเมือง เศรษฐกิจประเทศจะเข้มแข็งได้ต้องมี 4 อย่าง คือ ส่งออก, การลงทุนของต่างชาติ, รัฐบาล และการใช้จ่ายในประเทศ เวลานี้ส่งออกโดนกระทบจากลูกค้าที่มีกำลังซื้อลดลงจากเงินบาทแข็ง อื่นๆ ก็ไม่ต่างกันนัก แต่ผมก็ยังหวังว่านี่จะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว
ถ้า 3G ออกมาได้เร็ว ก็จะช่วยให้เกิดการลงทุนเป็นจำนวนมากรวมกันเป็น แสนล้านบาท จะส่งเสริมการจ้างงานในประเทศได้มาก‘ทอเร่ จอห์นเซ่น’ ควงคู่ ‘บุญชัย เบญจรงคกุล’ เปิดแผน 3G CSR ของดีแทค นำร่องโครงการเสริมสร้างสังคมอย่างยั่งยืนก่อนปูพรมบริการเชิงพาณิชย์ ต่อยอดความสำเร็จทางด่วนข้อมูลการเกษตร 1677 ที่มีฐานคนใช้กว่า 2 แสนราย
เมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมานายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทคกับนายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการดีแทคและประธานมูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิด ร่วมกันเป็นประธานในงานมอบรางวัลเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดประจำปี 2552 จำนวน 47 รายซึ่งเป็นผลสำเร็จของการนำระบบสื่อสารดีแทคมาหลอมรวมกับข้อมูลการเกษตรผ่านบริการ *1677
นายทอเร่กล่าวว่าดีแทคพร้อมที่จะเดินหน้านำเทคโนโลยีสื่อสารใหม่ๆมาเชื่อมโยงเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือระบบ 3G ซึ่งจากการที่ตนเองมาจากประเทศที่มีฤดูหนาวมากกว่าทุกพื้นที่และมีระบบการสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญ และด้วยความเชี่ยวชาญตลอดจนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อมาทำธุรกิจในประเทศไทยซึ่งเป็นแผ่นดินทองของการเพาะปลูก รวมถึงความประทับใจในเกษตรกรไทย ทั้งที่ลงพื้นที่ด้วยตนเอง และจากเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดปีที่แล้วที่ขึ้นกล่าวถึงปัญหาของเกษตรกรซึ่งรุนแรงมากเมื่อสิบปีที่ผ่านมาแต่ก็สามารถช่วยเหลือตัวเองผ่านพ้นมาได้จากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จนประสบผลสำเร็จจากการปลูกพืชเก้าชั้นและเมื่อได้รับรางวัลจากดีแทคยิ่งทำให้เกิดกำลังที่จะเป็นส่วนร่วมในการเป็นแผ่นทองของแผ่นดินอย่างแข็งขัน
ด้านนายบุญชัยกล่าวว่ามีแผนงานในการเตรียมข้อมูลไว้แล้วสำหรับประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีระบบ 3G ทำให้เกษตรกรจะสามารถปลูกพืช และพัฒนาพันธุ์ด้วยการโหลดภาพหรือวิดีโอ คลิปได้สะดวก ง่าย รวดเร็วขึ้น เป็นงานภาคสังคมที่ทำให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพในวงกว้าง
‘ในเรื่องระบบ 3G ผมไม่อยากให้รัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองว่าบริษัทจะได้ประโยชน์อย่างไร แต่อยากให้มองภาคประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ว่าจะได้ประโยชน์มากแค่ไหนจากการเข้าถึงข้อมูล ภาพเคลื่อนไหว และเสียงอย่างรวดเร็ว’
ด้านนายพีระพงษ์ กลิ่นละออ ผู้อำนวยการสำนักงานสำนึกรักบ้านเกิด ดีแทค กล่าวว่า การจัดพิธีมอบรางวัลเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการส่งเสริมภาคการเกษตรซึ่งเป็นพื้นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งหวังที่จะนำเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมทั้งโทรศัพท์มือถือ วิทยุ และอินเทอร์เน็ตทาง www.rakbankerd.com มาเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการเกษตรเข้าด้วยกันให้เกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือ ส่งเสริมช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง โดยเกษตรกรทั้งหมดที่ได้รับรางวัล จะมาเป็นแกนกลางในการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรแก่เกษตรกรอื่นๆจากรุ่นสู่รุ่นผ่านทางบริการ *1677 ทางด่วนข้อมูลการเกษตร ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้บริการทางด่วนข้อมูลการเกษตร แล้วกว่า 2 แสนเลขหมาย
สำหรับรางวัลเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างโครงการทำดีทุกวันจากดีแทค มูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิดและสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันแฮปปี้ สเตชั่น เป็นปีที่ 2 หลังจากได้ 76 เกษตรกรยอดเยี่ยมในปีที่ผ่านมาผู้ถูกคัดเลือกได้รับโล่เกียรติยศ และเงินรางวัลรางวัลละ 50,000 บาท โทรศัพท์มือถือพร้อมเลขหมายลงท้าย 1677ภารกิจหนัก ‘จิรายุทธ’ ซีอีโอกสทคนใหม่ หลัง 8 เดือนรายได้ตก ผลกระทบโทร.ต่างประเทศระยะสั้น และดีแทค ทรูมูฟ หนีไปซบอกกทช.ขอไลเซ่นส์ 3G ระยะยาว ต้องเร่งสร้างธุรกิจใหม่ต่อยอดของเดิมเน้นสื่อสารไร้สายทุกประเภทโดยมีซีดีเอ็มเอเป็นพระเอก
นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวภายหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการวานนี้(17ก.ย.52) ว่าเรื่องที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อชดเชยรายได้จากธุรกิจโทรศัพท์ต่างประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆทั่วโลก เพราะผู้ใช้นิยมใช้บริการโทรศัพท์ มือถือสนทนาผ่านอินเทอร์เน็ต ( วอยซ์โอเวอร์ไอพี) มากกว่าการใช้โทรศัพท์พื้นฐานโทร.ออกต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีวอยซ์โอเว่อร์ไอพีมีคุณภาพเสียงในการโทร.ดีขึ้นใกล้เคียงกับการโทร.ผ่านรหัสโทร.ทางไกลระหว่างประเทศ (IDD) อีกทั้งราคายังต่ำกว่ามากโดยปัจจัยดังกล่าวกสทไม่สามารถควบคุมได้
นอกจากนี้กสท ยังเชื่อว่าผู้รับสัมปทานจากกสทเพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด จะยื่นขอใบอนุญาต 3G จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และจะมีการถ่ายโอนลูกค้าไปยังบริษัทใหม่ภายใต้ใบอนุญาต 3G ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาสัมปทานที่ถือเป็นรายได้หลักของกสทหายไปอย่างมีนัยสำคัญ
‘ปัจจุบันเอกชนจะต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่กสท 2 ส่วนคือ ส่วนแบ่งรายได้ 25% ของรายได้รวม และผลประโยชน์จากมูลค่าโครงข่ายที่จะต้องโอนให้แก่กสทตามสัญญา BTO ปีละ 30,000 ล้านบาท ในขณะที่การลงทุนในไลเซ่นส์ใหม่จากกทช. เอกชนไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ และมีโครงข่ายเป็นตัวเองไม่ต้องโอนให้รัฐ’
ทั้งนี้การสร้างธุรกิจใหม่นั้น กสทจะไม่เน้นมองหาธุรกิจใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่จะใช้วิธีการต่อยอดจากธุรกิจที่ให้บริการเดิมซึ่งมีโอกาสสร้างรายได้และสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เช่น ธุรกิจสื่อสารไร้สายทุกประเภท (ไวร์เลส) โดยเฉพาะธุรกิจโทรศัพท์มือถือระบบซีดีเอ็มเอ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถหาข้อสรุปในการซื้อกิจการบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือฮัทช์ ผู้ทำการตลาดโทรศัพท์มือถือในระบบซีดีเอ็มเอ 25 จังหวัดภาคกลางภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า
ส่วนขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และขั้นตอนเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีนั้น เป็นขั้นตอนที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่
อย่างไรก็ตามยอมรับว่า ข้อจำกัดของการขับเคลื่อนธุรกิจโทรศัพท์มือถือซีดีเอ็มเอที่ผ่านมาคือปัญหาเรื่องการมี 2 โครงข่ายที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารข้อมูลที่แตกต่างกัน คือ โครงข่ายโทรศัพท์ มือถือซีดีเอ็มเอใน 25 จังหวัดภาคกลางเป็นเทคโนโลยีเก่า (CDMA 2000 -1X ) มีประสิทธิภาพในการใช้งานด้านสื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วที่ต่ำกว่า และโครงข่ายซีดีเอ็มเอในภูมิภาค 51 จังหวัด เป็นเทคโนโลยีใหม่ CDMA 2000 -1X EV-DO (REV A) รวมทั้งยังมีการแบ่งการทำตลาดออกเป็น 2 ส่วน คือ ฮัทช์เป็นผู้ดูแล 25 จังหวัดภาคกลาง และกสท รับผิดชอบการตลาดในส่วน 51 จังหวัดภูมิภาค
นายจิรายุทธ กล่าวว่า หากสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ กสทก็จะสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจโทรศัพท์มือถือซีดีเอ็มเอได้ดียิ่งขึ้น โดยกสท มีแผนนำจุดแข็งด้านการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงของ EV-DO (REV A) ที่มีความเร็ว 3 เมกะบิตเทียบเท่าเทคโนโลยีระบบ 3G มาให้บริการโดยปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพียง 15% ของจำนวนประชากร ดังนั้นมองว่า ซีดีเอ็มเอยังสามารถเข้าไปทำตลาดดังกล่าวได้อีกมากโดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งโทรศัพท์พื้นฐานไม่สามารถเข้าถึงได้
สำหรับปัญหาด้านเทคโนโลยีของระบบซีดีเอ็มเอ ซึ่งเป็นระบบที่มีการใช้งานจำกัดอยู่เพียงไม่กี่ประเทศในโลก ทำให้มีปัญหาเรื่อง การใช้งานข้ามประเทศ (อินเตอร์เนชั่นแนล โรมมิ่ง) กสทมองว่า อนาคตเทคโนโลยี LTE (Long Term Evolution) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลอมรวมของระบบจีเอสเอ็ม และซีดีเอ็มเอ จะทำให้ข้อจำกัดดังกล่าวหายไป
นอกจากนี้กสทยังมีธุรกิจดาวรุ่งอย่าง การให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ซึ่งขณะนี้ได้กลายมาเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้เป็นอันดับหนึ่งให้แก่ กสท ถ้าไม่นับรายได้จากสัญญาสัมปทาน ส่วนธุรกิจโทร.ต่างประเทศจะพยายามรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดและฐานลูกค้าเดิมของธุรกิจโทร.ทางไกลต่างประเทศผ่านรหัส 001 และ 009 พร้อมทั้งมีแผนขยายส่วนแบ่งทางการตลาดด้วยการใช้จุดแข็งของกสท ที่มีอยู่อย่างถูกทาง โดยในระยะเวลา 3 เดือนที่เหลือ กสทจะเน้นทำการตลาดในด้านราคาเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ และสร้างการรับรู้แบรนด์ 001 และ 009 เพื่อกระตุ้นการใช้งานให้มากขึ้น
ทั้งนี้ กสท มีรายได้รวมในงวด 8 เดือน 31,917 ล้านบาท (ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ 32,606 ล้านบาท) แบ่งเป็นรายได้จากการดำเนินงานของกสท 10,260 ล้านบาท รายได้จากสัญญาสัมปทาน 21,657 ล้านบาท และรายได้จากฮัทช์ 618 ล้านบาท(รวมอยู่ในรายได้ส่วนการดำเนินงานของกสท) โดยในปีนี้กสทประมาณการรายได้รวมไว้ที่ 52,000 ล้านบาทกทช. เดินหน้าประชาพิจารณ์ไวแม็กซ์ คาดประมูลใบอนุญาตไล่หลัง 3G เผยระหว่างนี้เดินหน้าเจรจาผู้ใช้คลื่นความถี่เดิมย้ายไปใช้คลื่นความถี่ใหม่ พร้อมเปิดทางทีโอทีสามารถเจรจาขอความถี่ไว้ในมือครึ่งหนึ่งเพื่อให้บริการไวแมกซ์ จากปัจจุบันที่มีความถี่อยู่จำนวน 64 เมกะเฮิรตซ์
นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็นเรื่องการอนุญาตให้บริการสื่อสารความเร็วสูงด้วยเทคโนโลยีสื่อสารไร้สาย หรือ บรอดแบนด์ ไวร์เลส แอ็คเซ็ส ในส่วนของคลื่นความถี่ที่ให้บริการไวแม็กซ์ (อินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง) เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมาว่าการทำประชาพิจารณ์ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อต้องการรับฟังข้อคิดเห็นสาธารณะเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวทางการอนุญาตในการใช้คลื่นไวแม็กซ์ว่าควรให้ใบอนุญาตครอบคลุมการให้บริการทั่วประเทศ หรือครอบคลุมเพียงระดับภูมิภาค รวมถึงจำนวนและอายุของใบอนุญาตซึ่งเบื้องต้นกำหนดไว้ที่ 10 ปี
นอกจากนี้ยังรับฟังความเห็นในเรื่องแนวทางการจัดสรรคลื่นความถี่ในย่านความถี่ 2.3-2.4 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งมีอยู่ 100 เมกะเฮิรตซ์ ว่าจะให้ผู้ประกอบการได้รับการจัดสรรไปประกอบกิจการรายละเท่าไหร่ โดยหลังจากทำประชาพิจารณ์เสร็จสิ้นแล้ว คณะทำงานจะนำข้อมูลที่ได้มาพิจารณาเพื่อหาข้อสรุป และคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลใบอนุญาตไวแม็กซ์ได้หลังจากประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G ประมาณ 1 สัปดาห์
อย่างไรก็ตามในระหว่างที่คณะทำงานกำลังรวบรวมข้อมูลหลังรับฟังความคิดเห็น ก็จะเร่งเจรจากับผู้ประกอบการจำนวน 11 รายที่ยังใช้งานในย่านความถี่ 2.3-2.4 กิกะเฮิรตซ์ ให้โอนย้ายไปดำเนินงานในย่านความถี่ใหม่ที่กทช.จะเป็นผู้จัดสรรให้ โดยวิธีนี้เรียกว่าการทำ “รี-ฟาร์มมิ่ง” ซึ่งเป็นการเรียกคืนคลื่นความถี่เพื่อจัดสรรต่อไป
ทั้งนี้ความถี่ในย่าน 2.3 กิกะเฮิร์ตซ ปัจจุบันบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ถือครองช่วงคลื่นความถี่อยู่ จำนวน 64 เมกะเฮิรตซ์ ดังนั้นคณะทำงานต้องเจรจาขอให้ทีโอทีย้ายบริการที่มีอยู่ไปใช้คลื่นความถี่ใหม่ แต่หากทีโอทีต้องการเก็บช่วงคลื่นความถี่ไว้ให้บริการไวแม็กซ์ก็สามารถทำได้ขึ้นอยู่กับการเจรจากับคณะทำงานกทช. ซึ่งทีโอทีอาจเก็บคลื่นความถี่ไว้ครึ่งหนึ่งและคืนให้กทช.จัดสรรใหม่อีกครึ่งหนึ่งก็ได้ เบื้องต้นกทช.จะนำย่านความถี่ 2.3 กิกะเฮิรตซ์ จำนวนประมาณ 100 เมกะเฮิรตซ์ (รวมในส่วนที่ทีโอทีถือครองทั้งหมด) มาจัดสรรสำหรับเปิดให้ใบอนุญาตไวแม็กซ์
สำหรับผู้ประกอบการรายอื่นที่ยังใช้คลื่นความถี่ดังกล่าว หากต้องการเรียกเก็บค่าชดเชย ผู้ประมูลไลเซ่นส์ใหม่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยราคากลางไลเซ่นส์จะเริ่มต้นที่ราคาชดเชยที่ผู้ประกอบการรายเดิมเรียก เบื้องต้นคาดว่าราคาใบอนุญาตประกอบกิจการไวแม็กซ์ อาจจะมีราคาใกล้เคียงกับการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการ 3G เพราะถือว่าเป็นความถี่ที่มีอยู่น้อยเช่นเดียวกัน
นายเศรษฐพรกล่าวว่าย่านความถี่ 2.3 กิกะเฮิรตซ์จะสามารถเปิดประมูลเพื่อให้บริการไวแม็กซ์ได้ก่อน เนื่องจากกทช.สามารถเจรจาขอให้ผู้ให้บริการย้ายไปให้บริการบนคลื่นความถี่ใหม่ได้ทันที ต่างจากย่านความถี่ 2.5-2.6 กิกะเฮิรตซ์ ที่มีการจัดสรรให้หน่วยงานของรัฐเพื่อใช้ในระบบสื่อสารแบบมัลติมีเดีย (มัลติมีเดีย ดิสทรีบิวชั่น ซิสเต็ม หรือ เอ็มเอ็มดีเอส)ซึ่งถือเป็นใบอนุญาตกระจายเสียงและโทรทัศน์ดังนั้นจึงต้องรอกสทช.มาดำเนินการศูนย์วิจัยกสิกรไทย จับกระแสบริการคงสิทธิเลขหมาย จุดพลุตลาดมือถือระลอกใหม่หลังไทยคลอด 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์
รายงานจากบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์มือถือ (โมบาย นัมเบอร์ พอร์ตทาบิลิตี้) ซึ่งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้ประกาศหลักเกณฑ์ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา และกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องจัดให้มีบริการดังกล่าวภายใน 3 เดือน หรือประมาณเดือน พ.ย. ปีนี้ คงไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างส่วนแบ่งตลาดของผู้ให้บริการในระยะสั้น
เนื่องจากจำนวนเลขหมายมือถือที่ปัจจุบันสูงถึง 65.83 ล้านเลขหมาย คิดเป็นอัตราส่วนต่อประชากรทั้งหมดใกล้เคียง 100% ได้สะท้อนถึงจุดอิ่มตัวของการขยายตลาดผู้ใช้บริการรายใหม่
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหลังจากมีการเปิดใช้บริการมือถือระบบ 3จี บนความถี่ใหม่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ และจุดสนใจของตลาดเริ่มขยายไปสู่บริการเสริม การให้บริการคงสิทธิเลขหมาย อาจมีผลต่อการแข่งขันช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด โดยผู้ให้บริการที่มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งในการลงทุน และมีความพร้อมเปิดให้บริการ 3จี ได้รวดเร็วและคลอบคลุมทั้งระบบก่อน จะมีความได้เปรียบในการดึงดูดผู้ใช้บริการจากระบบเดิมมาสู่ 3จี
รายงานฉบับนี้ ระบุด้วยว่า บริการคงสิทธิเลขหมาย ยังส่งผลดีต่อผู้ให้บริการในการโอนย้ายลูกค้าจากความถี่เดิมภายใต้สัมปทานไปจดทะเบียนยังความถี่ใหม่บนระบบ 3จี ที่ผู้ให้บริการมีใบอนุญาตเอง ซึ่งเป็นการลดต้นทุนลงจากเดิมที่ต้องเสียส่วนแบ่งรายได้ประมาณ 20-30% ให้แก่ผู้ได้รับสัมปทาน แต่ใบอนุญาตใหม่อาจเสียค่าธรรมเนียมเพียง 7-10% ของรายได้ ทำให้ผู้ให้บริการมีความยืดหยุ่นในการดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจ และอาจมีผลต่ออัตราค่าบริการในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ต้องรอความชัดเจนด้านความพร้อมในการเปิดให้บริการคงสิทธิเลขหมาย และค่าธรรมเนียมโอนย้าย เพราะต้องมีการจัดตั้งศูนย์บริการระบบสารสนเทศ (เคลียริ่ง เฮาส์) เพื่อทำหน้าที่บริหาร จัดการกระบวนการโอนย้ายผู้ให้บริการ ประสานงานระหว่างผู้ให้บริการรายเดิมกับผู้ให้บริการรายใหม่ และเป็นศูนย์เก็บฐานข้อมูลเลขหมายที่มีการโอนย้ายเครือข่าย ซึ่งคาดว่าผู้ให้บริการมือถือต้องลงทุนร่วมกันรายละ 300-500 ล้านบาท ถือเป็นการลงทุนที่สูงในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
รายงาน กล่าวว่า ช่วงไตรมาสที่ 2 ปีนี้ ตลาดบริการโทรศัพท์มือถือหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ประกอบกับปัจจัยลบจากสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้รายได้ของผู้ให้บริการลดจากไตรมาสแรก 3.04% มาอยู่ที่ประมาณ 38,000 ล้านบาท และลดลง 2.72% เทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว
ส่วนค่าบริการเฉลี่ยสำหรับบริการแบบจ่ายรายเดือน (โพสต์เพด) ของผู้ให้บริการ 3 รายหลักอยู่ในช่วง 1.16-1.46 บาท/นาที หรือมีส่วนต่างค่าบริการระหว่างเครือข่ายประมาณ 0.30 บาท ขณะที่แบบบัตรเติมเงิน (พรีเพด) อยู่ในช่วง 1.01-1.26 บาท/นาที ซึ่งมีส่วนต่างประมาณ 0.25 บาท ด้านส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ประมาณ 52%, 31% และ 14 % ตามลำดับ