TOT เร่งแผนธุรกิจขายต่อบริการโทรศัพท์มือถือ สรุปให้เช่า 3 ราย มุ่งทำตลาด 3 จี เองควบคู่การให้เช่าโครงข่าย หวังลูกค้า 5 แสนรายใน 6 เดือน
นายวิเชียร นาคสีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ขณะนี้ทีโอที กำลังพิจารณาเรื่องแผนธุรกิจให้บริการ 3 จีในภาพรวม ทั้งส่วนการอัพเกรดโครงข่าย และการลงทุนใหม่กว่า 2 หมื่นล้านบาทที่วาระการพิจารณาเรื่องบยังค้างอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตลอดจนรูปแบบการคิดค่าบริการที่จะทำธุรกิจเป็นผู้ให้ขายต่อบริการโทรศัพท์มือถือ (เอ็มวีเอ็นโอ) ซึ่งอาจคิดเป็นลักษณะเหมาเลขหมาย หรือการขายข้อมูล (ดาต้า) ต่อปริมาณกิกะไบต์ ต่อเดือน และบริการเสียง (วอยซ์) ต่อปริมาณกิกะไบต์ต่อเดือน
เขาคาดว่าจะสรุปรายละเอียดต่างๆ ได้ภายในสิ้นเดือนก.ย.นี้ โดยยอมรับว่า ขณะนี้มีผู้เข้ามาเสนอชิงการเป็นผู้ให้บริการเอ็มวีเอ็นโออยู่หลายราย ซึ่งคาดว่าจะตัดสินเลือกเหลือ 3 ราย เพราะเป็นจำนวนที่เหมาะสมสำหรับการแข่งขันในตลาด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อผู้สนใจได้ เนื่องจากได้เริ่มเซ็นข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล 3 จีแล้ว
ส่วนผู้ที่เข้ามาเสนอตัวเป็นเอ็มวีเอ็นโอ ส่วนใหญ่เป็นผู้ขายเครื่องในปัจจุบัน โดยไม่มีผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ (โมบาย โอเปอเรเตอร์) รายปัจจุบันเข้ามาเสนอทำเอ็มวีเอ็นโอแต่ประการใด เนื่องจากขณะนี้มีหลักเกณฑ์คุณสมบัติผู้เข้าประมูล 3 จี ของกทช.ที่มีข้อกำหนดไม่ให้ผู้ที่เช่าโครงข่ายให้บริการเอ็มวีเอ็นโอมาขอใบอนุญาต 3 จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ จาก กทช.ได้
ขายซิม-จัดการบิลลิ่งเอง
นายวิเชียร กล่าวว่า จากที่มีผู้กล่าวว่าการที่ทีโอทีจะให้บริการเอ็มวีเอ็นโอ แต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางรอดขององค์กรนั้น ก็เป็นสิ่งที่ทีโอทีตระหนักดี ดังนั้นจึงจะทำตลาดจำหน่ายซิมควบคู่ไปด้วย นอกจากการให้เอกชนเช่าโครงข่าย โดยทีโอทีคาดหวังว่าเมื่อทำตลาดเองจะมีลูกค้าเข้าระบบ 1 แสนรายภายใน 6 เดือน และอีก 4 แสนรายเป็นหน้าที่ของเอ็มวีเอ็นโอทำตลาดจากเลขหมายที่ทีโอทีตั้งเป้าทำตลาดทั้งหมด 5 แสนเลขหมาย
"ทีโอทีเองเซ็ตระบบการทำตลาด 3 จีอยู่ โดยคาดว่าจะกระจายซิม 3 จี ผ่านช่องทางการขายลูกตู้ ทั่วประเทศ ส่วนบริการจะเน้นจุดเด่นการขาย โมบาย บรอดแบนด์ เป็นหลัก ขณะที่ทีโอทีก็ได้เรียกผู้ให้บริการรวบรวมคอนเท้นต์ (คอนเท้นต์ อินทิเกรเตอร์) มาผูกบริการไปกับการขายซิมของทีโอทีด้วยเช่นกัน" นายวิเชียร กล่าว
นอกจากนี้ทีโอทีจะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลจัดการระบบของระบบบิลลิ่ง และระบบคอลล์เซ็นเตอร์ ทีโอทีให้แก่เอกชนที่จะเข้ามาทำเอ็มวีเอ็นโอทั้งหมด โดยมีแผนเข้าไปใช้ระบบเดิมของไทยโมบายที่ยังสามารถใช้งานได้ดีอยู่
ส่วนการเริ่มเปิดให้บริการ 3 จีเฟสแรก 500 ไซต์ในกรุงเทพฯ ทีโอทีคาดว่าจะเปิดให้บริการเร็วขึ้นเป็น 1-2 ธ.ค.นี้ จากแผนเดิม 5 ธ.ค. ซึ่งได้ติดตั้งอุปกรณ์ 3 จีในพื้นที่กลางเมืองหลวง และอาคารหลักเช่นประตูน้ำแพลตตินั่ม มาบุญครอง พารากอน เซ็นทรัลเวิล์ด เซ็นทรัล ชิดลมแล้ว
ทั้งนี้ทีโอทีได้ CoSite 3 จี กับ 2 รายขณะนี้ ได้แก่ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด โดยทีโอทีจ่ายค่าเช่าให้ ขณะที่พื้นที่ติดตั้งเช่าจากบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) และของทีโอทีเอง เพื่อประหยัดทรัพยากร ค่าใช้จ่าย และจากเกณฑ์ใหม่ของ กทช. ที่หากจะลงทุนติดตั้งเสาสัญญาณ หรือไซต์ใหม่ต้องทำประชาพิจารณ์ ก่อนสรุปการลงทุน
นายวิเชียร กล่าวว่า ขณะนี้ทีโอที เปิดกว้างที่จะทำโรมมิ่งสัญญาณกับผู้ให้บริการมือถือทุกรายในส่วนวอยซ์ จากที่ผ่านมามีเพียงเอไอเอส รายเดียวที่ทำเอ็มโอยูร่วมวัน ซึ่งคาดว่าอนาคตทีโอทีก็จะทำโรมมิ่งกับทรูมูฟในพื้นที่สัญญาณเอไอเอสแน่น ส่วนการโรมมิ่งดาต้านั้นผู้ให้บริการทุกรายต่างสนใจเข้าโรมมิ่งกับคลื่นความถี่ 3 จีของทีโอทีระหว่างที่ยังไม่มีใบอนุญาตให้บริการ 3 จี จากกทช.
อนุญาโตฯชี้ทีโอทีจ่ายค่าปรับ
พร้อมกันนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา คณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท อ้างถึงคดีหมายเลขดำที่116/2548 และคดีหมายเลขแดงที่ 74/2552 ระหว่างบมจ.ทีทีแอนด์ที กับ บมจ.ทีโอที โดยให้ทีโอทีชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำนวน 2,553 ล้านบาท ให้แก่ทีทีแอนด์ที กรณีที่ทีโอทีผิดสัญญาเกี่ยวกับการปรับอัตราค่าบริการ ตามสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ในเขตโทรศัพท์ภูมิภาค
นายธีรวุฒิ บุญยโสภณ ประธานกรรมการ บมจ. ทีโอที กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ทีโอที จ่ายค่าปรับ 2.5 พันล้านบาท กรณีผิดสัญญาการปรับอัตราค่าบริการ ตามสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ภูมิภาค ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะต้องหารือกับฝ่ายบริหารก่อนที่จะหาแนวทางต่อไป
เล็งยื่นคำร้องศาลปกครองต่อ
ด้านนายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานคำชี้ขาดดังกล่าว แต่ตามกระบวนการแล้ว ฝ่ายบริหารจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง จนกว่าการพิจารณาจะถึงที่สุด
อย่างไรก็ตาม ทีโอทีจำเป็นต้องยอมรับการตัดสินคดี ไม่ว่าจะออกมาแพ้หรือชนะก็ตาม แต่หากคำตัดสินออกมาให้ทีโอทีแพ้ ก็ต้องยอมรับว่าทีโอทีต้องมีภาระหนี้สินต่อไป และจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณมาให้ แต่ขณะนี้ไม่ได้เตรียมงบประมาณส่วนนี้ไว้
นายวรุธ กล่าวว่า ข้อพิพาทดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในคดีพิพาทที่ทีโอทีมีกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชน จากจำนวนทั้งสิ้นหลายร้อยคดี คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการ (บอร์ด) ทีโอที ที่มีนายธีรวุฒิ เป็นประธาน มีนโยบายจะเร่งเจรจายุติข้อพิพาทต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ขณะนี้ได้อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทขึ้น โดยมีนักกฎหมายทั้งจากภายในและภายนอกเข้าร่วม เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างทีโอที กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชน เบื้องต้นจะพิจารณาคดีที่สามารถไกล่เกลี่ย หรือต่อรองได้ก่อนคดีเข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาล เพราะหากถึงเวลานั้นการดำเนินการไกล่เกลี่ย หรือต่อรองจะทำได้ลำบาก
กรณีข้อพิพาทระหว่างทีทีแอนด์ทีและทีโอที ได้ยื่นเรื่องต่อคณะอนุญาโตตุลาการตั้งแต่ปี 2548 โดยจากเดิมในสัญญาสัมปทานมีข้อตกลงท้ายสัญญา เรื่องอัตราค่าบริการประชาชนเท่ากัน เป็นในพื้นที่ครั้งละ 3 บาท นอกพื้นที่มีค่าบริการตั้งแต่ 6 9 12 และ 18 บาท แต่ทีโอที ได้ให้บริการวายเทล 1234 โทรต่างพื้นที่ หรือโทรเข้าโทรศัพท์มือถือ นาทีละ 1 บาท ทั่วประเทศ ทีทีแอนด์ที จึงยื่นฟ้องว่า ทีโอทีผิดสัญญา ทำให้สูญเสียรายได้รวมดอกเบี้ย และทางทีโอที กำลังเตรียมการยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองต่อไปบริการโมบาย อินเทอร์เน็ต 3จีจากดีแทคเป็นผลงานชิ้นแรกของ“ทีมกลยุทธ์ 3จี”ดรีมทีมที่ถูกตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจ ทั้งนี้เพื่อเตรียมหาโอกาสทางธุรกิจจากโมบาย โอเปอเรเตอร์ไปสู่ มีเดีย คอมพานีอย่างเต็มรูปแบบรับบริการ 3 จี"
ผู้บริหารหลัก 4 คนนำทีมโดย “โรอาร์ วิค แอนเดรสเซ่น” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานกลยุทธ์ และพัฒนาธุรกิจ เขาเป็นหนึ่งในผู้บริหารส่งตรงจากเทเลนอร์ รับผิดชอบดูแลภาพรวมของทีม 3จี ร่วมด้วย “แอนดรูว์ แม็คบีน” ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานกลยุทธ์ และพัฒนาธุรกิจ โปรแกรม แมเนเจอร์ของทีม “ทินกร เทียนประทุม” ผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์ และพัฒนาธุรกิจ รับผิดชอบการพัฒนาโปรดักส์ 3จี และ “กษิดิศ กลศาสตร์เสนี” ผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์ และพัฒนาธุรกิจ ดูแลการตลาด 3จี
ปั้นภารกิจสู่มีเดียคอมพานี
ภารกิจสำคัญของทีม 3จี คือการมองโอกาสใหม่ๆ ที่ดีแทคจะก้าวต่อไปในอนาคต ต้องศึกษาอุตสาหกรรมโทรคมลงลึกไปในทุกเซคเม้นท์ให้มากขึ้น เพื่อกำหนดทิศทางที่ดีแทคจะมุ่งไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะโลกของเทคโนโลยี โดยดีแทคตั้งเป้าก้าวเปลี่ยนจากธุรกิจวอยซ์ไปสู่อินเทอร์เน็ต และก้าวสู่ยุคของการเป็นมีเดีย คอมพานี
โรอาร์ วิค แอนเดรสเซ่น นำทีมเล่าถึงภารกิจสำคัญ ถึงหน้าที่หลักเขาทำหน้าวิเคราะห์ ดูแล และจัดวางกลยุทธ์ รวมถึงเป้าหมายการดำเนินธุรกิจ รวมถึงวางแผนงานในด้านธุรกิจ 3จี ให้กับดีแทค
“เราต้องพยายามมองหาเมกะ เทรนด์ใหม่ๆ ซึ่งเรามองไว้แล้วว่า อนาคตบริการจากโอเปอเรเตอร์ต้องมีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการเข้ามาของดีไวซ์อย่างแบล็คเบอรี่ หรือแม้แต่ไอโฟน ซึ่งจะทำให้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่าย ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ทีมนี้จะต้องสร้างสรรค์ และครีเอทบริการให้ทัน”
ทั้งนี้ เขาเชื่อว่า มูลค่าเพิ่มที่แท้จริง และกำลังจะมาพร้อมกับเครือข่าย 3จี คือทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับผู้บริโภคในการต่อเชื่อมสู่โลกอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยไม่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่การใช้งานบนระบบโทรศัพท์แบบมีสาย (fixed-line) หรือระบบไวไฟอีกต่อไป
เนื่องจากการขยายตัวของการใช้บรอดแบนด์ในประเทศที่ขยายได้แค่ 2% เพราะถูกจำกัดด้วยพื้นที่โครงข่ายของฟิกซ์ไลน์ ที่ไม่สามารถครอบคลุมได้ถึง ดังนั้นการนำบรอดแบนด์ไร้สายมาใช้ คือ วิธีการแก้ปัญหาที่ทีดีที่สุด
เขามั่นใจว่า หากบริการโมบาย อินเทอร์เน็ต 3จี เกิดขึ้นได้ในเชิงพาณิชย์ ความเร็ว ประสิทธิภาพ และพื้นที่ ที่ให้บริการอย่างครอบคลุม จะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้
ดึงพาร์ทเนอร์ระดับท็อปร่วมมือ
ด้าน กษิดิศ กลศาสตร์เสนี ผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์ และพัฒนาธุรกิจ ของดีแทค รับผิดชอบในส่วนการตลาดทั้งหมดของ 3จี บอกว่าแนวทางการทำตลาดของ 3จี มีความท้าทายมากขึ้นกว่าการทำตลาดโดยปกติของดีแทค เพราะโลกของ 3จี มีส่วนประกอบมากขึ้น ต้องมีอีโคซิสเต็มส์ที่ดี นับเป็นความท้าทายของการคิดกลยุทธ์ 3จี ที่จะต้องมีพาร์ทเนอร์เบอร์ 1จากหลายๆ ส่วน ทั้งคอนเท้นท์ แอพพลิเคชั่นที่ดีเข้ามาร่วมมือกัน
กษิดิศ ยกตัวอย่าง พาร์ทเนอร์ในช่วงแรกที่จะต้องมีความร่วมมือระหว่างกัน ได้แก่ “เอเซอร์” เจ้าตลาดโน้ตบุ๊คที่เตรียมจะเปิดตัวโน้ตบุ๊ค รวมไปถึงเน็ตบุ๊คที่ใส่ซิมการ์ดได้ร่วมกับดีแทค ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เช่นเดียวกับ “ซัมซุง” ที่ดีแทคเตรียมจะเข้าไปผนึกเทคโนโลยี 3จี เข้ากับสมาร์ทโฟน
แอนดรูว์ แม็คบีน ในฐานะโปรแกรม แมเนเจอร์ของทีมนี้ เสริมว่า การที่เน้นเชื่อมต่อโมบาย อินเทอร์เน็ตผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพราะแนวโน้มของการใช้งานโน้ตบุ๊คที่เชื่อมต่อแอร์การ์ดเพิ่มสูงขึ้น
“โดยเฉพาะโน้ตบุ๊คมีจำนวน shipment ในตลาดไทยเติบโตมากกว่า 50% และคาดกันว่าปีนี้โน้ตบุ๊คจะโตมากว่า 1 ล้านเครื่อง”
คอนเท้นท์ต้องเด่นแข่งได้
ทินกร เทียนประทุม ผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์ และพัฒนาธุรกิจ รับผิดชอบการพัฒนาโปรดักส์ 3จี เล่าเสริมในส่วนความรับผิดชอบของตัวเองว่า นอกเหนือจากแอร์การ์ด ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นโมเด็ม เคลื่อนที่ (ยูเอสบี โมเด็ม) แล้วเร็วๆ นี้ในโรดแมพถัดไป ก็จะพัฒนาให้โทรศัพท์มือถือเป็นได้ทั้ง โมเด็ม เร้าท์เตอร์ ที่ความเร็วสูงได้ด้วยเช่นกัน แม้ขณะนี้มีมือถือหลายๆ ยี่ห้อ อย่างไอโฟน หรือสมาร์ทโฟนบางรายก็ทำได้แล้ว เพียงแต่ว่าความเร็วยังไม่ถึง 3จี
นอกจากนี้ ทีม3จี ทีมนี้ ยังได้พัฒนาเว็บพอร์ทัลที่เรียกว่า Startpage” (www.startpage.in.th) เพื่อเป็นด่านหน้าในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการโมบาย อินเทอร์เน็ต บน3จี เป็นเหมือนศูนย์กลางการรวบรวมบริการคอนเท้นท์แห่งโลกยุคใหม่ไว้อย่างครบครัน จะปรากฏขึ้นบนหน้าจอครั้งแรกทุกครั้งที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่าย 3จี
“ในอนาคตเว็บนี้จะมีเนื้อหาเพิ่มขึ้นอีกมาก ซึ่งเราเป็นพาร์ทเนอร์ผู้ให้บริการคอนเท้นท์หลายรายแล้ว ตอนนี้ก็มี ผู้จัดการ กลุ่มโมโน เทคโนโลยี กลุ่มบริษัทสามารถ ครีเอ้ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของดีแทค รวมไปถึงค่ายเพลงอย่าง แกรมมี่ และอาร์เอสด้วย”
ท้ายที่สุด ดรีมทีม 3จี ของดีแทคทีมนี้ ต่างสรุปตรงกันว่า ถึงบริการ 3จี จะคุ้นเคยกันดีในหลายประเทศ แต่ในไทยบริการ 3จี ยังเป็นสิ่งใหม่ หากมีกลุ่มผู้ใช้งานรออยู่โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ต่างรอคอยให้เกิดขึ้นจริงมาเป็นเวลานาน
ดังนั้นพวกเขาจึงคาดหวังว่ากระบวนการมอบใบอนุญาต 3จี จะสามารถสรุปได้เร็วๆ นี้ เพื่อให้ผู้ใช้ได้มีโอกาสรับประสบการณ์ใช้บริการ 3จี เฉกเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกผู้บริหาร "ดีแทค" เผยความสัมพันธ์ "โวดาโฟน" เป็นพันธมิตรธุรกิจ ยันไม่มีแผนเทคโอเวอร์ ส่วนการลงทุน 3G คาดชัดเจนปลายปีนี้ ส่วนการเลือกลงทุนใบอนุญาต 3G ขนาด 10 MHZ หรือ 15MHZ ต้องขึ้นอยู่กับทีโออาร์ ที่น่าจะออกมาเร็วๆ นี้ พร้อมงัดแผนใหม่พัฒนา 3G บนคลื่น 850 MHZ และบนคลื่น 2.1 กิ๊กกะแฮิร์ตซ
นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC กล่าวถึงกระแสข่าวที่บริษัทถูกกลุ่มโวดาโฟนเข้าเทคโอเวอร์กิจการ โดยยืนยันว่า คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง พร้อมระบุว่า โวดาโฟนเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันในการร่วมมือด้านโรมมิ่งระหว่างประเทศ และมีแผนดำเนินธุรกิจร่วมกันในอนาคต
"โวดาโฟนไม่เกี่ยวข้องกับ DTAC ในการประมูลคลื่น 3G ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จะเปิดประมูลบนคลื่น 2.1 กิ๊กกะแฮิร์ตซ แต่เรามีความร่วมมือด้านโรมมิ่ง และ Business Solution ร่วมกัน"
ส่วนคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่จะเปิดประมูลใบอนุญาต 3G จำนวน 4 ใบ นั้น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DTAC กล่าวว่า ขณะนี้เงื่อนไขการประมูล หรือทีโออาร์ยังไม่ออกมา จึงกำหนดไม่ได้ว่าจะเลือกประมูล 10 MHZ หรือ 15 MHZ ซึ่งบริษัทจะดูความเหมาะสม ขณะเดียวกันทาง DTAC จะพัฒนา 3G บนคลื่น 850 MHZ และบนคลื่น 2.1 กิ๊กกะแฮิร์ตซ
นายทอเร่ เชื่อว่าการลงทุนทั้งสองคลื่นจะไม่ทำให้ค่าใช้จ่ายของ DTAC เพิ่มมากขึ้น ในทางกลับกันจะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง เพราะบริษัทไม่ต้องลงทุนสถานีฐานเพิ่มมากขึ้น สำหรับการพัฒนา 3G บนคลื่น 850 MHZ ส่วนการพัฒนา 3G บนคลื่น 2.1 กิ๊กกะเฮิร์ตซ ต้องลงทุนสถานีฐานใหม่ ซึ่งจะมีคลื่นความสูงขึ้นและครอบคลุมได้กว้างขึ้นทำให้ต้องเงินใช้เงินลงทุนสูงกว่า แต่หากมองส่วนแบ่งรายได้บนคลื่น 850 MHZ บริษัทจะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้มากกว่า 3G บนคลื่น 2.1 กิ๊กกะแฮิร์ตซ
"จากความร่วมมือและทำงานร่วมกับ กทช. บริษัทมีความั่นใจว่า จะมีการเปิดประมูลใบอนุญาต 3G ได้ในปลายปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปีหน้า แต่บริษัทจะเลือกขนาด 10 MHZ และ 15MHZ ต้องขึ้นอยู่กับทีโออาร์ ที่คาดว่าจะออกมาเร็วๆ นี้"
สำหรับเหล่งงินลงทุนจะมาจาก กระแสเงินสด ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายที่จะเพิ่มกระแสเงินสดภายในปีนี้ให้ได้ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยครึ่งปีทำได้ตามเป้าหมายแล้ว ซึ่งทั้งปับริษัทมั่นใจว่าจะได้ตามเป้าหมาย แม้ว่าในปีนี้บริษัทจะมีค่าใช้จ่ายในการย้ายสำนักงานใหญ่ แต่บริษัทได้ประเมินไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว
ทั้งนี้ DTAC เปิดทดลองให้บริการ "โมบายล์ อินเทอร์เน็ตบน 3G" ซึ่งร่วมมือระหว่างบมจ.กสท.โทรคมนาคม (กสท.) ในการทดลองให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงโดยใช้เทคโนโลยี HSPA บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิร์ตซ (MHz) ด้วยงบลงทุน 100 ล้านบาท การทดลองจะเริ่มต้นในเดือนกันยายน และประมาณการณ์ว่าจะสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม พร้อมดำเนินการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในได้ทันทีที่ได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ
โดยคาดว่าในช่วงแรกของโครงการ พื้นที่ที่เปิดทดลองให้บริการจะครอบคลุมบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามย่าน สยามสแควร์ มาบุญครอง พันธุ์ทิพย์พลาซ่า และจามจุรีสแควร์ หลังจากนั้น DTAC จะดำเนินการขยายพื้นที่ทดสอบให้บริการให้ครอบคลุมพื้นที่อื่นๆ ในกรุงเทพฯในช่วงต่อๆ ไป สำหรับการทดลองให้บริการในช่วงแรก ดีแทคมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมต่อโมบายล์ อินเทอร์เน็ตผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นหลัก
โครงการ “โมบายล์ อินเทอร์เน็ตบน 3G" เป็นการทดสอบให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงบนโครงข่าย 3G แก่ผู้ข้าร่วมโครงการ 2,000 คน โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับ “ดีแทค แอร์การ์ด" ฟรี พร้อมแอร์ไทม์ (air-time) เพื่อใช้ในการต่อเชื่อมคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊คในการออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตโดยไม่คิดมูลค่าตลอดระยะเวลาการทดลอง
นายทอเร่ ยังกล่าวว่า ในปีนี้ บริษัทจะยังรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้เท่าเดิม แต่ยอดลูกค้าใหม่จะเพิ่มขึ้นมาประมาณ 3-4 ล้านเลขหมาย จากปีก่อนที่เพิ่มใหม่ 8-9 ล้านเลขหมาย ซึ่งเป็นผลกระทบจากอัตราการใช้เลขหมายที่เกิน 100% แล้ว และปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว แต่บริษัทเชื่อว่า ครึ่งปีหลังผลประกอบบการจะกลับมาดีขึ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว น่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจโทรคมนาคม นั่งเก้าอี้ president เข้าปีที่ 3 "วิเชียร เมฆตระการ" หรือ "ป๋า" ฉายาที่ใครต่อใครตั้งให้จากบุคลิกผู้ใหญ่ใจดี ต้องสละเก้าอี้เบอร์ 2 ตามโครงสร้างเดิมมานั่งเป็นเบอร์ 1 ของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ในฐานะ "ซีอีโอ-หัวหน้าคณะผู้บริหาร"
"ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสพูดคุยกับ "ซีอีโอคนใหม่"
ตำแหน่งใหม่และภารกิจที่ใหญ่โตขึ้นกลางวิกฤตเศรษฐกิจ การเดินเข้าสู่จุดอิ่มตัวของตลาดมือถือกับรอยต่อธุรกิจจากยุค 2.5 ไปยัง "3G" การขับเคลื่อนองค์กรเบอร์ 1 เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในสังเวียนธุรกิจให้ยืนนานจึงเป็นภารกิจที่ท้าทาย
จาก president มาเป็น CEO
president ดูโอเปอเรชั่นทุกอย่าง พอขยับเป็นซีอีโอจะดูภาพรวมทั้ง PR HR ไฟแนนซ์ รวมถึงเรื่องคน เรามีการปรับโครงสร้างระดับบน มี CEO แล้วก็ COO (chief operation officer - คุณฮุย เวง ชอง) ไม่มี president
คุณฮุยดูโอเปอเรชั่นเป็นต้นตอข่าวลือ ที่ว่าสิงคโปร์คุม
ก็ใช่ แต่ก็ต้องรายงานคนไทยที่อยู่ข้างบนอีกที คือผมที่ดูภาพรวม
ผมตั้งใจว่าจะลงมาโฟกัสเรื่องการพัฒนาคนให้มากขึ้น แม้แต่คนในกลุ่ม 5% ล่าง (ผลงานต่ำกว่ามาตรฐานที่บริษัทกำหนด) ก็ต้องมีวิธีดูแล ทำยังไงที่จะพัฒนาเขาขึ้นมา เขาอาจอยู่ผิดที่ผิดทาง
ไม่ใช่ปล่อยไว้ แล้วอยู่ๆ กันไป ผมให้นโยบายไปแล้ว พูดชัดไปกับผู้บริหารระดับ VP เขาต้องไปถ่ายทอดต่อกับระดับถัดๆ ไป ถ้าไม่ทำปัญหาก็จะไม่ถูกแก้ อาจทำให้เขาตกใจกันระดับหนึ่ง แต่ผมไม่ได้ต้องการแค่ตกใจ ต้องทำให้ดีขึ้นด้วย เราอยู่สบายแบบไทยๆ มานานแล้ว
เปลี่ยนผู้ถือหุ้นตั้งนานแต่ยังไทยๆ อยู่
เราเป็นโปรเฟสชั่นนอลในระดับที่น่าพอใจ แต่คิดว่าพัฒนาต่อได้อีก การทำงานกับสิงคโปร์ต้องพร้อมเข้าใจวัฒนธรรมของเขา ผมยังคิดว่าเรายังเข้าใจเขาน้อยมาก การยอมรับสไตล์การทำงานก็ดี ยอมรับว่าเขาเป็นคนต่างชาติก็ดี แต่ไม่ใช่กับทุกเรื่อง อะไรที่ใส่เข้ามา เช่น ส่งให้ไปเทรนหลักสูตรที่เขาเขียน บางครั้งสิงคโปร์เลี่ยนมากๆ ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องยอมรับ
หรือเนเจอร์เรากับบางคนอาจไม่มีความทะเยอทะยานที่จะไปให้ถึงในสิ่งที่เขาต้องการให้เป็น เขาพยายามให้เรากัดไม่ปล่อย ถ้าคนของเราไม่ใช่ก็ต้องปล่อยให้เขาเลือกด้วย เพราะไม่ใช่ข้อเสีย
ไม่จำเป็นต้องไดรฟ์ทุกคนเข้าโปรแกรมเดียวกันหมด
วัฒนธรรมที่แตกต่างมีอยู่ แต่ถ้าเข้าใจก็จะผสมผสานกันได้ ต้องเป็นโปรเฟสชั่นนอลในการทำงานกับต่างชาติ ถ้าวันหนึ่งเขาขายไปให้ฝรั่ง เราก็ต้องทำงานกับฝรั่ง
คิวรีดไขมันหลัง WDS-แม็ทช์บ็อก
WDS เป็นผลพวงของการเปลี่ยนนโยบายของโนเกีย และมีปัญหากับการขายโฟนวัน การไม่จัดการทำให้ส่งผลต่อการทำงาน และผลประกอบการจึงถึงเวลาที่ต้องล้างบาง แม็ทช์บ็อกออกไป 35 คน ถัดไปเป็นเอดีซี (แอดวานซ์ ดาต้าเน็ตเวอร์ค คอมมิวนิเคชั่นส์) เห็นอาการ และพยายามแก้ แต่มีปัญหากับผู้ถือหุ้นอีกฝั่งที่ไม่ทำอะไร จะมีการ
โอนย้ายพนักงานบางส่วนไปอยู่บริษัทอื่น แต่ต้องยอมรับว่าบางส่วนจะต้องออกไป
AIS ยังต้องเลย์ออฟเป็นอะไรที่น่าตกใจ
เราคนไทยยังไม่ค่อยยอมรับการ เลย์ออฟ สิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทลูกเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกคนรู้สึกด้วยว่าถึงเวลาต้องปรับตัว การเอาคนออกไม่มีใครอยากทำ แต่ถ้าไม่ทำ ระยะยาวจะเป็นปัญหามาก อยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ทำจะลำบากกับใครอีกหลายคน
เป้าหมายส่วนตัวในฐานะซีอีโอ
ในเชิงธุรกิจ ข้อแรกต้องดำรงสถานะของเอไอเอสให้เป็นเบอร์ 1 ต่อไป ซึ่งทำให้ดีได้ยากมาก กับความคาดหวังของผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของเงิน คนลงทุน กับนักวิเคราะห์ กับลูกค้า 2.เราเชื่อว่าธุรกิจนี้ในระยะยาวไม่ใช่ธุรกิจมีกำไรมหาศาลจึงต้องหาแนวทางใหม่เพิ่มเติมเกี่ยวกับน็อนวอยซ์
3G จะเปิดโอกาสให้ธุรกิจใหม่เกิดขึ้นได้คงต้องดึงใครต่อใครที่มีครีเอทีฟไอเดียเข้ามาช่วยกันคิดและทำมากขึ้น เพิ่งตั้งทีม "อินโนเวทีฟ โปรดักต์ แอนด์เซอร์วิส" ขึ้นมาช่วยคิดช่วยทำมี อ.สรรค์ชัย (เตียวประเสริฐกุล) เป็นหัวหน้าทีม และ 3.พยายามบริหารความคาดหวังของทุกคนให้ได้มากที่สุด
บริษัทปรับเป้าลงน่าจะหนักใจน้อยลง
ผู้ถือหุ้นเข้าใจภาวะเศรษฐกิจจึงปรับเป้าลง แต่ถามว่า เขาพอใจไหม เข้าใจ แต่ไม่พอใจ ดังนั้นต้องทำให้ดีกว่าที่เขาคาดหวัง วันนี้บอกว่า การเติบโตจะอยู่ที่ 0 ถึง -3 ก็ต้องทำเต็มที่ ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ อาจต่ำกว่านี้ ต้องยอมรับว่าไม่ง่าย แต่ในฐานะรับผิดชอบก็ต้องทำ
ในทีมมาร์เก็ตติ้งคงต้องขยับทีม ขยับกลยุทธ์ และการใช้เงิน เขาก็พยายามทำกันอยู่ เมื่อก่อนเราเป็นแบบชักเข้าชักออก มีโปรโมชั่นให้ลูกค้าใหม่ก็กังวลว่าจะกระทบลูกค้าเก่า ต้องยอมรับให้ได้ว่าบางส่วนที่ออกไปคงมีบ้าง
และต้องมีวิธีอื่นที่มากกว่าการลดราคา ถ้าแค่ลดราคา ไม่ต้องจบเอ็มบีเอก็คิดได้
ถึงปรับโครงสร้างไหม
ผมไม่เชื่อในการปรับโครงสร้างมาหาคน ถ้าคนมีปัญหาต้องปรับที่คน
ส่วนไหนต้องปรับปรุงดูจากอะไร
ดูจากผลงานของทีม ของผลประกอบการ โปรเซสในการทำงานเมื่อวานกับวันนี้ต้องเปลี่ยนแปลง โปรเซสมีไว้เพื่อเปลี่ยนแปลง กับทีมมาร์เก็ตติ้ง ผมอยากให้เขาทำงานประสานงานกันมากกว่านี้ ไม่ต้องแย่งกันเอาหน้า วัน-ทู-คอลอยู่รอด สวัสดีอยู่ไม่ได้ ก็ไม่ได้ ต้องมองในภาพรวม
สวัสดีเงียบเพราะลงพื้นที่ต่างจังหวัด
คนตอบแบบนี้เป็นคนที่ทำวัน-ทู-คอล การแยกโปรดักต์ไม่ใช่หมายถึง ต่างคน ต่างทำ ถ้าไม่ประสานงาน ไม่ร่วมมือกัน ถึงเวลาที่ 3G มาจะทำอย่างไร
คนขายซิมสวัสดีไม่จำเป็นต้องขายแต่สวัสดี วันนี้เมื่อตลาดไม่เติบโตยิ่งต้องช่วยกัน เรารู้ว่าลูกค้ามีมากกว่า 1 ซิม สิ่งที่ทำคือทำยังไงให้เขาใช้ซิมเอไอเอสเป็นซิมหลัก โดยไม่อยากเป็นคนก่อสงครามราคา แต่ถึงเวลาอาจต้องทำบ้าง
จะเป็นซีอีโอแบบไหน
มีเหตุมีผล แต่บางครั้งก็ต้องทุบโต๊ะ ต้องเผด็จการ แล้วแต่สถานการณ์ สิ่งที่ผมคิด ผมไม่ได้บอกว่า ถูกทั้งหมด
บางอย่างไม่ชอบแต่อาจต้องทำก็คิดว่าถ้าทำบนความถูกต้องและชัดเจน น่าจะตอบคำถามทุกคนได้
บางคนอาจบอกว่า ป๋าเป็นซีอีโอ จากเคยใจดีมาใจร้าย ก็ต้องยอมรับ ถ้าการทำงานยืนอยู่บนพื้นฐานของความชัดเจนและเป็นประโยชน์กับองค์กร
องค์กรจะเป็นไปตามแคแร็กเตอร์ของผู้นำ หรือผู้นำใช้แคแร็กเตอร์องค์กรเป็น แคแร็กเตอร์ตัวเอง แต่แคแร็กเตอร์ที่ชัดเจนของเราคือตัดสินใจเร็วและโปร่งใส
คนชอบพูดว่า รายได้จะดีขึ้น ง่ายสุดคือลดค่าใช้จ่าย
ถูก แต่การลดค่าใช้จ่ายอะไรต่างๆ เราได้ทำอย่างเต็มที่แล้วนะ วันนี้เหลืออย่างเดียวคือตัดเงินเดือน ผมหนักใจเรื่องนี้พอสมควร ผมเองอาจไม่เดือดร้อน ไม่มีภาระ ลูกก็ไม่มี
หาทางเพิ่มรายได้น่าจะดีกว่าลดเงินเดือน
ถูก แต่ถามว่า เราได้ทำไม เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว ทุกวันนี้เราก็ไม่ได้นั่งกันเฉยๆ มาร์เก็ตติ้งทำงานกันเต็มที่ แต่ที่พูดถึงก็เพราะถ้าได้ทำทุกอย่างหมดแล้ว
มองครึ่งปีหลังอย่างไร
เดือน 8 เริ่มดีขึ้นในแง่รายได้ที่เพิ่มขึ้น เหมือนว่าอะไรๆ จะเริ่มดีขึ้น แต่ก็ไม่รู้อีกว่าจะดีแค่เดือนเดียวหรือดีไปถึงสิ้นปี
ช่วงเศรษฐกิจไม่ดีอะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ก็มีเยอะ เช่น มีเงินซื้อที่ตอนนี้ก็ได้ราคาน่าสนใจ การต่อรองเรื่องซื้อของกับซัพพลายเออร์ก็ง่ายขึ้น เช่น 3G ต่อได้สุดๆ แต่การขออนุมัติเงินจากผู้ถือหุ้นก็ไม่ง่าย คนทำงานก็ต้องเสนอแผน ต้องคอนวินซ์กับบอร์ดกับผู้ถือหุ้น
การประมูลไลเซนส์ 3G ต้องทำให้สำเร็จ
เป็นเรื่องใหญ่ ในแง่ความพร้อมเราพร้อมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคน เงิน หรือเทคโนโลยี ความได้เปรียบเสียเปรียบของ 3G ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีเน็ตเวิร์กใหญ่กว่าใคร เพราะเริ่มต้นพร้อมกัน หรือคู่แข่งบางรายอาจคิดสร้างความได้เปรียบจากการมี 850 MHz ไว้ก่อน แต่เรามุ่งไปที่การประมูลขอไลเซนส์จาก กทช.มากกว่า
เป็นจุดเปลี่ยนของโอเปอเรเตอร์ไหม
เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ระดับหนึ่ง ต้องหาอย่างอื่นมาช่วย ต้องปรับตัวเยอะมาก เพราะไม่ใช่เรื่องการลดค่าโทร. ไม่ใช่การใช้วอยซ์ โอเปอเรชั่นเอ็นจิเนียริ่งก็ต้องเปลี่ยน จากวอยซ์มาน็อนวอยซ์ รูปแบบบริการ การดูแลลูกค้า หรือแม้แต่การตอบคำถามลูกค้าก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบ แต่ก็เป็นโอกาสใหม่ๆ เพราะแนวโน้มของธุรกิจมือถือการให้บริการด้านเสียงจะไม่ใช่ธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาลอีกต่อไป
เทียบคู่แข่งปัจจุบัน เราเชื่อว่าเรา ได้เปรียบที่ฐานลูกค้าใหญ่กว่า สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีอีโคโนมี ออฟ สเกลดีกว่า
มองคู่แข่ง
รายใหม่จะลำบากในการลงเน็ตเวิร์ก คู่แข่งที่มีปัจจุบันน่ากลัวทั้งคู่ กรณีโวดาโฟน ถ้าอยากเข้ามาในเมืองไทยบ้างก็อาจต้องเจรจาซื้อดีแทคจากเทเลนอร์ หรือไปลงทุนร่วมกับทรู แต่เข้ามาเองไม่ได้ เพราะติดเรื่องการถือหุ้นตามกฎหมาย
ความสำเร็จของโวดาโฟนในยุโรปไม่ได้หมายความว่าจะสำเร็จในไทย โนเกีย แตกไลน์สินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์เต็มตัว ดีเดย์ 2 ก.ย.นี้ เปิดตัวคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก "บุ๊คเล็ต 3จี" ในงานโนเกีย เวิลด์
นายไค ออยสตาโม รองประธานบริหารฝ่ายดีไวซ์ ของโนเกีย กล่าวว่า บุ๊คเล็ต 3จี เป็นวิวัฒนาการของบริษัท ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่ช่วยให้ผู้คนติดต่อสื่อสารกันได้อย่างโนเกีย เพื่อตอบสนองคนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ต้องการคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง และมาพร้อมกับการใช้ประโยชน์ของความเป็นโมบิลิตี้
ทั้งนี้ บุ๊คเล็ต 3จี หน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 10 นิ้ว จะมาพร้อมแบตเตอรี่ที่มีอายุใช้งานต่อเนื่องนาน 12 ชั่วโมง เอื้อต่อการใช้งานแบบไร้สาย น้ำหนัก 1.25 กิโลกรัม ตัวเครื่องขนาดบางประมาณ 2 ซม. สนับสนุนการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่าน 3จี/เอชเอสพีเอ และไว-ไฟ ควบคู่บริการเต็มรูปแบบจากโอวิ (Ovi)
ด้านรายงานข่าวจากบลูมเบิร์ก กล่าวว่า การวางตลาดผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของโนเกีย จะไปแข่งขันกับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายสำคัญอย่าง เดลล์ และแอ๊ปเปิ้ล
ขณะที่มีตัวเลขประมาณการขยายตัวของตลาดคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก ว่า ปีนี้จะอยู่ที่ 26 ล้านเครื่อง เติบโตจากปีที่ผ่านมา 127%
นายชูมิท คาร์พู ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับการนำ "บุ๊คเล็ต 3จี" เข้ามาทำตลาดในไทยนั้น คงต้องรอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการทั่วโลกในงาน "โนเกีย เวิลด์" ที่จะมีขึ้นสัปดาห์หน้า โดยภายในงานจะเปิดเผยรายชื่อประเทศที่จะนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปทำตลาด พร้อมแคมเปญทางการตลาด รวมถึงช่องทางจัดจำหน่าย
"การเปิดตัวบุ๊คเล็ตครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จอีกขั้นของโนเกีย ที่มีความเชื่อเรื่องโมบายคอมพิวติ้ง จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาเราได้เปิดตัว โนเกีย แทบเล็ตมาแล้วหลายรุ่น อาทิเช่น โนเกีย 7710 ,N800, N810 และครั้งนี้บุ๊คเล็ต 3จีก็ถือเป็นการต่อยอดกลยุทธ์ที่เราได้ปูทางเอาไว้" นายคาร์พูกล่าว
พร้อมกันนี้ เขายอมรับว่า ปัจจุบันโนเกียต้องเผชิญการแข่งขันในตลาดรอบด้าน โดยเฉพาะความนิยมของสมาร์ทโฟน อย่างไอโฟน และแบล็คเบอรี่ ทำให้ทางสำนักงานใหญ่ ต้องสั่งจับตาการแข่งขันในตลาดนี้ให้เพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษ
ส่วนตลาดมือถือโดยรวมช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ ด้านมูลค่ายังทรงตัว ขณะที่จำนวนเครื่องอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1-1.5% เพราะแม้เศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็ยังไม่ได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตลาดเปลี่ยนเครื่อง ยังคงเป็นตลาดเดียวที่เติบโต
ล่าสุด โนเกียได้เปิดตัว มิวสิคโฟนรุ่นใหม่ 5530 Xpressmusic เจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ด้วยราคา 9,250 บาท สามารถโหลดเพลงได้ฟรี 3,500 เพลง ภายใน 6 เดือน หลังจากก่อนหน้านี้โนเกียเปิดตัวมิวสิคโฟนมาแล้วราว 5 รุ่น
ด้านนายเบ็น วู้ด นักวิเคราะห์จากซีซีเอส อินไซด์ ในลอนดอน ระบุว่า โนเกีย หวังว่าศักยภาพที่มีอยู่ทั้งเรื่องของแบรนด์ ผู้จัดจำหน่าย และช่องทาง จะสนับสนุนการทำตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่นี้ได้อะไรที่ไม่น่าเกิด ก็เกิดขึ้นได้ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง คู่แข่งรายล้อมรอบตัว
หาดูไม่ง่ายนักที่ซีอีโอ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่อย่างบริษัท ทีโอที จะย่ำต๊อกเดินเคาะประตูบ้านหาลูกค้าแถวเมืองพัทยาโปรโมตบริการใหม่บรอดแบนด์ความเร็ว 12 เม็ก
เพราะตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์ในอดีตจนถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอที ในปัจจุบัน หากออกสำรวจตลาด ประชุมหรือสัมมนาต่างจังหวัด ไม่ต่างอะไรจากพระยาเหยียบเมือง ลูกเล็กเด็กแดง พนักงานล้อมหน้าล้อมหลังเต็มไปหมด
แต่นาทีนี้ วรุธ สุวกร กจญ.หนุ่มใหญ่ ยอมแหวกม่านประเพณี ลงไปเดินตลาดเหงื่อโทรมตัวเพื่อขายบรอดแบนด์ประเภทถึงเนื้อถึงตัว ทำเป็นตัวอย่างให้ลูกน้องเห็นว่า หมดเวลาเสวยสุขบนกองเงินกองทองจากส่วนแบ่งรายได้แล้ว ทุกคนต้องทำงานหนักเพื่อความอยู่รอดขององค์กร
เรียกว่าทำงานตัวเป็นเกลียว จนผ่านการประเมินผล 6 เดือนแรกของปีนี้ นั่งเก้าอี้กจญ.ต่อไป ส่วนครึ่งปีหลังยังมีด่าน 3G มหาโหด ที่ประธานบอร์ดสั่งปนขู่ว่า หากไม่สามารถเปิดให้บริการได้ในวันที่ 5 ธ.ค. เป็นโดนย้ายตั้งแต่หัวขบวนจนท้ายแถว พ่วงด้วยบอร์ดลาออกทั้งคณะ
เรียกว่า 3G กลายเป็นอนาคตร่วมของผู้บริหารทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เพราะประธานบอร์ดเชื่อว่า หาก 3G พลาดเป้า ทีโอทีก็อาจพลาดท่าในเชิงธุรกิจ รวมทั้งเลิกคิดฝันถึงโครงการ 3G ใหญ่ 2 หมื่นกว่าล้านบาททั่วประเทศด้วย
แว่วว่าอาจมีการถอนเรื่อง 3G ออกจากครม. เพราะไม่อยากถูกดองเค็ม หลังผ่านไปเป็นเดือนยังไม่มีอะไรคืบหน้า สู้ถอนเรื่องเดินตามมติครม.ชิมไปบ่นไป ที่อนุมัติให้เป็นการประมูลแบบอินเตอร์เนชั่นแนล บิตดิ้ง ใช้เงินกู้ต่างประเทศจะสวยกว่า เพราะทีโออาร์ฉบับภาษาอังกฤษใกล้เสร็จแล้ว น่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ก็น่าจะประมูลได้ภายในเดือนพ.ย.ปีนี้
โดยใช้การยื่นซองประกวดราคาแบบเดิมคือยื่นซองเทคนิคกับซองราคา ใครผ่านเทคนิคก็เปิดดูราคา ใครต่ำสุดก็ชนะ เพราะได้รับการยกเว้นไม่ต้องใช้อี-ออคชั่น เนื่องจากอยู่ในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ทำให้คาดว่าขั้นตอนยื่นซองจนพิจารณาจะแล้วเสร็จภายในเวลาสัก 27 วัน
งานนี้ต้องรีบ เพราะช้าไปกทช.ฮึดให้ไลเซ่นต์ 3G เอกชนไป ทีโอทีอาจน้ำตาตกกลุ่มบริษัทสามารถฯโฟกัส 3G ที่มูลค่าถึง 2 หมื่นล้าน กับงานประมูล รวมทั้งการเป็น MVNO เพื่อให้บริการโทรศัพท์มือถือ เมินไลเซนส์ความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เผยช่วงครึ่งปีแรกเซ็นสัญญาโครงการใหญ่เพิ่มอีก 14 โครงการ มูลค่ากว่า 4.2 พันล้าน มั่นใจภายในไตรมาส 3 จะมีมูลค่างานในมือรวมกันกว่าหมื่นล้าน และทำรายได้ได้ตามเป้าปีนี้ 2.3 หมื่นล้านบาท
นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของกลุ่มสามารถฯจะโฟกัสไปที่มือถือ 3G และงานประมูลต่างๆ โดยเฉพาะโครงการของทีโอทีที่มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีแผนเข้าไปทำตลาดที่เป็นแอร์ไทม์มากขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้ขอไลเซนส์หรือใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)อย่างเช่นบริการโมบาย เวอร์ชวล เน็ตเวิร์ก โอเปอเรเตอร์ (MVNO) ซึ่งขณะนี้กำลังดูตัวอย่างจากต่างประเทศก่อนว่ามาตรฐานสากลเป็นอย่างไร
ส่วนการเข้าร่วมประมูลโครงการโทรศัพท์มือถือ 3G ของทีโอทียังอยู่ระหว่างการเจรจากับซัปพลายเออร์แต่ละรายซึ่งขณะนี้มีอยู่ 5 รายและหากชนะการประมูล ในส่วนของกลุ่มสามารถฯก็จะดำเนินการในส่วนที่เป็นสถานีฐานไม่เข้าไปทำส่วนที่เป็นข่ายสายตอนนอก
"เรารอ 3G เกิด ก็จะเข้าไปเป็นรีเซลเลอร์ หรือทำ MVNO อย่างการเข้าประมูล 3G ของทีโอทีอยู่ที่ว่าใครจะจับมือกับใคร แต่เชื่อว่าสเปกคงผ่านหมดแต่จะไปฟันกันในเรื่องราคา และเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ เพราะเราทำอยู่ในเขมรอยู่แล้ว และคนที่เคยทำที่เขมรก็มาอยู่ที่ไทยบ้างแล้ว ส่วน 3G ความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์เราไม่สนใจ เพราะมีคนใช้เช่าโครงข่ายอยู่แล้ว อย่างทีโอทีเราก็เข้าไปซับโครงการ"
การทำ MVNO นั้นกลุ่มสามารถฯมองว่ามีความได้เปรียบในเชิงธุรกิจ เพราะไม่ต้องสร้างโครงข่ายเอง แต่จะทำตัวเป็นเอสไอ จากนั้นให้สามารถ ไอ-โมบายเข้าไปดำเนินการ เพราะมีทั้งเครื่องลูกข่าย คอนเทนต์ และเชื่อว่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับกลุ่มสามารถฯในช่วงปลายปีนี้
วัฒน์ชัยเชื่อว่าการทำตลาดเครื่องลูกข่ายมือถือในอนาคตอันใกล้นี้ จะเป็นการซื้อเครื่องมาแล้วติดยี่ห้อหรือเปลี่ยนสีเท่านั้น แต่สำหรับไอ-โมบาย จะต่างจากเฮาส์แบรนด์รายอื่น เพราะจะเลือกชิ้นส่วนที่มีคุณภาพจากซัปพลายเออร์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ เช่น กล้อง เครื่องเสียง จอ แล้วส่งไปประกอบที่จีน หรือไต้หวัน เป็นต้น
สำหรับเครื่องลูกข่ายที่เป็นเฮาส์แบรนด์ครึ่งปีแรกที่ผ่านมามียอดขายรวม 1.2 ล้านเครื่อง หรือประมาณ 2 แสนเครื่องต่อเดือน และคาดว่าครึ่งปีหลังจะขายได้ประมาณ 1.5 ล้านเครื่อง หรือมียอดขายรวมทั้งปีอยู่ที่ 2.7 ล้านเครื่อง พร้อมกันนี้ จะมีการนำเครื่องรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอีก 18 รุ่น โดยจะเน้นเครื่องประเภททัชสกรีน จอใหญ่ โดยมองตลาดทดแทนเครื่องเก่าหรือรีเพลสเมนต์เป็นหลัก รวมถึงเครื่องที่รองรับ 3G และซีดีเอ็มเอด้วย
นอกจากนี้ ไอ-โมบายยังมีศูนย์บริการที่สะดวก รวดเร็วกว่า 750 แห่งทั่วประเทศตามมาตรฐานที่จะสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า เช่น รับประกันฟรีค่าอะไหล่นาน 1 ปี และฟรีค่าบริการนาน 2 ปี ส่วนคอนเทนต์ก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องสำหรับคอนเทนต์ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการพนันเครื่องรุ่นใหม่ที่ออกสู่ตลาดก็จะไม่มีคอนเทนต์เหล่านี้
ขณะเดียวกัน กลุ่มสามารถฯยังได้ขยายธุรกิจโดยการขยายบริการ i-Link ไปยังประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือให้กับมือถือแบรนด์ข้ามชาติ เช่น แอลจี เป็นต้น
ด้านงานประมูล กลุ่มสามารถฯมีแผนจะเป็นผู้วางระบบเคเบิลใต้น้ำ หรือซับมารีน เคเบิล เน็ตเวิร์ก ให้แก่ธุรกิจขุดเจาะน้ำมันที่อยู่กลางทะเล ซึ่งอยู่ระหว่างประมูล และคาดว่าจะลงทุนประมาณ 3 พันล้านบาท ให้ธุรกิจดังกล่าวเช่าเป็นระยะเวลา 10 ปี จากอายุการใช้งาน 30 ปี
ส่วนโครงการต่างๆ ด้านไอซีทีโซลูชันในช่วงครึ่งปีแรกสามารถฯเซ็นสัญญาโครงการใหญ่เพิ่มอีก 14 โครงการ มูลค่าประมาณ 4.2 พันล้านบาท และคาดว่าจะมีมูลค่างานในมือรวมกันภายในไตรมาส 3 ปีนี้อยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท
ปัจจัยที่ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจไอซีทีของสามารถฯเติบโตมาจากการใช้งบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาประสิทธิภาพบริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ และภายในปีนี้ธุรกิจไอซีทีของสามารถฯคาดว่าจะมีรายได้โตเป็น 3 เท่าของปีที่ผ่านมา คือจาก 2.849 พันล้านบาท เป็น 8 พันล้านบาท
นอกจากการรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการที่มีอยู่ในขณะนี้แล้ว ยังจะมีรายได้ที่จะทยอยรับรู้เพิ่มเติมจากโครงการใหม่ๆ ที่เซ็นสัญญาไปแล้วในครึ่งปีแรก และอีกครึ่งปีหลัง รวมถึงโครงการที่จะเข้าร่วมประมูลอีกกว่า 10 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกันกว่า 3 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ อีกโครงการที่กลุ่มสามารถฯมองคือการทำแคช พลัสรวมถึงระบบไอทีของระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพราะมองว่าการทำตรงนี้จะสามารถต่อยอดให้แก่บริการประเภทบัตรอื่นๆ ได้ เช่น บัตรค่าทางด่วน ค่าจอดรถ เป็นต้น
ทั้งนี้ กลุ่มสามารถฯตั้งเป้ารายได้รวมรอบปีนี้ไว้ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท เป็นรายได้จากลุ่มไอซีที 8 พันล้านบาท คิดเป็น 35% ของรายได้รวม สามารถ ไอ-โมบาย 1.25 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 55% และธุรกิจอื่นๆ 2.5 พันล้านบาท หรือประมาณ 10% ของรายได้รวม
"ถ้าสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการเมืองดำเนินไปด้วยดี แผนการลงทุนด้านไอทีของภาครัฐในเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับเน็ตเวิร์ก ทั้งแอร์พอร์ต อินฟอร์เมชัน แมเนจเมนต์, ซับมารีน เคเบิล และ 3G เกิดอย่างจริงจัง ก็จะเห็นกลุ่มสามารถฯเปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ที่สร้างรายได้ประจำและเป็นการต่อยอดจากธุรกิจเดิม" "อาร์เอส" เร่งเครื่องดิจิทัลคอนเทนต์เต็มสูบ มุ่งพัฒนา "เกม-เพลง" รอรับ 3G ลุ้นคนไทยได้ดูบอลโลกบนมือถือ ตั้งเป้ากวาดรายได้แตะ 500 ล้านบาท ใจป้ำทุ่ม 100 ล้านโปรโมตบริการ "ซุปเปอร์เหมา" เบอร์เดียวโหลดเพลงไม่อั้นได้ทุกเครือข่าย
นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์มาก โดยตั้งเป้าพัฒนาให้เป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ จาก ปีที่แล้วที่มีรายได้ 300 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20% ของรายได้รวม มีส่วนแบ่งตลาด 30% จากตลาดรวมดิจิทัลคอนเทนต์ในแต่ละปีที่ค่ายมือถือประเมินว่ามีมูลค่า 1,500-1,800 ล้านบาท
"แนวโน้มทั่วโลกการขายซีดีเพลงจะลดลงเรื่อยๆ ทั้งจากปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์และพฤติกรรมของผู้บริโภค จากการสำรวจของบริษัทวิจัยพบว่าผู้บริโภค 80% นิยมฟังเพลงผ่านการดาวน์โหลดมากกว่า และใช้มือถือเป็นช่องทางในการดาวน์โหลดมากที่สุด เนื่องจากประสิทธิภาพของมือถือสูงขึ้นมาก รองรับคอนเทนต์ความละเอียดสูงได้มากขึ้น ขณะที่ราคาเครื่องถูกลง การขายเพลงผ่านมือถือจึงเป็นเป้าหมายใหญ่ของอาร์เอส"
นายพอล มนัสถาวร ผู้อำนวยการสายงานอาร์เอสดิจิตอล บมจ.อาร์เอส เสริมว่า ขณะนี้บริษัทมีแผนพัฒนาคอนเทนต์ทั้งด้านเพลง เกม กีฬา ที่ใช้เทคโนโลยี 3G โดยด้านเพลงบริษัทมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว ปัจจุบันมีคอนเทนต์ 70,000 คอนเทนต์ เตรียมพร้อมไว้สำหรับบริการ 3G และจับมือกับพาร์ตเนอร์พัฒนาเกมร่วมกัน ซึ่งในปีหน้าอาจมีคอนเทนต์ด้านกีฬาออกมารับกระแสฟุตบอลโลก และถ้า 3G มาทันเดือน มิ.ย. คนไทยก็สามารถดูบอลโลกผ่านมือถือได้ทันที เพราะลิขสิทธิ์ที่อาร์เอสซื้อมาครอบคลุมบริการส่วนนี้ด้วย
"เท่ากับคอนเทนต์ของเราพร้อมแล้ว รอแค่ความพร้อมของโครงข่ายเท่านั้น ที่ผ่านมาอาร์เอสลงทุนพัฒนาระบบและโครงข่ายหลักรองรับธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์มาตลอด ซึ่งในปีที่แล้วบริษัทได้ลงทุนเพิ่มเติม 20-25 ล้านบาท สำหรับวางระบบและ โครงข่ายหลักเพื่อเตรียมไว้เชื่อมต่อโครงข่าย 3G ของค่ายมือถือด้วย โครงข่ายที่ลงทุนไปทั้งหมดถือว่าสมบูรณ์ พร้อมรองรับการใช้บริการไปอีกระยะโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม"
สำหรับรายได้จากธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์ในครึ่งปีแรกนี้ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการเมืองมาก ทำให้มีรายได้ราว 180 ล้านบาทเท่านั้น แต่ก็โตขึ้นราว 10-15% ทุกเดือน โดยเป็นรายได้จากการดาวน์โหลดผ่านมือถือ 80% อีก 20% มาจากการดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์และเพลงลูกทุ่ง ล่าสุดเปิดบริการใหม่ "ซุปเปอร์เหมา *339 โหลดเพลงอาร์เอสยกค่ายไม่อั้น" ในคอนเซ็ปต์ "เบอร์เดียวโหลดได้ทุกเครือข่าย" เพื่อให้ลูกค้าที่ใช้บริการมือถือของทั้งเอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟดาวน์โหลดเพลงรอสายและคอนเทนต์ต่างๆ ของอาร์เอสและอาร์สยาม ทั้งเสียงเพลงรอสาย ริงโทน ฟูลซองดาวน์โหลด ฟูลวิดีโอดาวน์โหลด และคาราโอเกะได้ไม่จำกัด จ่ายค่าบริการรายเดือน 20 บาท จากปกติต้องจ่าย 40 บาทต่อคอนเทนต์
"การจับมือกับทั้ง 3 ค่ายนี้จะทำให้มีฐานลูกค้าเข้ามาใช้บริการได้กว่า 50 ล้านคน เราหวังว่าน่าจะดึงลูกค้าเข้ามาใช้งานได้อย่างน้อย 10% หรือราว 5 ล้านคนในปีนี้ โดยจะใช้งบฯประชาสัมพันธ์ 100 ล้านบาท เพื่อให้ลูกค้ารู้จักบริการ ซึ่งจะทำให้อาร์เอสมีรายได้จากธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์ถึง 500 ล้านบาทในปีนี้"
ด้านนายปรัธนา ลีลพนัง ผู้อำนวยการสำนักการตลาดบริการเสริม บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า เอไอเอสมีรายได้จากธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์ราว 3,000 ล้านบาทต่อปี โตเฉลี่ย 10-15% มีลูกค้าใช้บริการราว 10 ล้านคน กว่า 90% มาจากการโหลดเสียงรอสาย แนวโน้มในครึ่งปีหลังคงต้องรอดูสภาพเศรษฐกิจ แต่จากบริการที่อาร์เอสเปิดตัวน่าจะกระตุ้นตลาดให้โตมากกว่าอัตราเฉลี่ย
"บริการนี้มาถูกที่ ถูกเวลา เป็นการรีเฟรซโปรดักต์ ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้น่าจะช่วยกระตุ้นกลุ่มที่นิยมเปลี่ยนเพลงบ่อยๆ ซึ่งมีอยู่ราวๆ 15% ของลูกค้าที่ใช้บริการดาวน์โหลดทั้งหมด จะช่วยผลักดันให้ตลาดโตขึ้นถึง 20-30%" อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าดีแทคกำลังถูกทำมิดีมิร้าย เพราะการเปิดซิงที่ว่าคือการเปิดซิงทดลองใช้บริการ 3G ของดีแทค และ 2,000 ชีวิตที่มีสิทธิ์เปิดซิงจะต้องผ่านการสุ่มบนเว็บไซต์พิเศษที่ดีแทคเปิดให้ลงทะเบียนเท่านั้น
น่าเสียดายที่ประชาสัมพันธ์ดีแทคยังไม่มีรายละเอียดความเคลื่อนไหวเรื่อง 3G ของดีแทคในครั้งนี้ โดยบอกว่าดีแทคจะแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการในอนาคต แต่ไม่ใช่ใน 2-3 สัปดาห์นี้แน่นอน
สิ่งเดียวที่เราสามารถ "Talk" ในขณะนี้คือ ดีแทคประเดิมศึก 3G แล้วด้วยการเปิดเว็บ www.onlineyourway.com ส่งคำทักทายด้วยถ้อยคำจี้ใจดำคนเล่นเน็ตเมืองไทยว่า "เราจะไม่ไล่ล่าหาฮ็อตสป็อต เราจะไม่อดทนกับเน็ตที่ช้า เราจะไม่ยอมโดนกักบริเวณด้วยสายแลน พอกันทีกับการเข้าอินเทอร์เน็ตแบบเก่า เราต้องการออนไลน์ในวิถีของเรา Revolution!" เชิญชวนผู้เข้าเว็บว่าให้ร่วมเป็นหนึ่งในคณะปฏิบัติการปฏิวัติโลกออนไลน์แบบเดิมๆ เพื่อมาเป็น 2,000 ประสบการณ์แรก ที่จะได้ทดลองใช้อินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง ที่จะทำให้ออนไลน์ได้ในทุกๆวิถี (ของคุณ) นั่นก็คือ 3G
ผู้สมัครต้องเข้าไปกรอกแบบสอบถามภายในเว็บไซต์ onlineyourway ต้องตอบคำถามแนวสำรวจพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตและบริการโทรศัพท์มือถือ เช่น เครือข่ายที่ใช้ บริเวณที่พักอาศัย สถานที่เรียนหรือที่ทำงาน การใช้งานคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก สถานที่ที่ใช้อินเทอร์เน็ตบ่อยๆ ใช้อินเทอร์เน็ตวันละกี่ชั่วโมง ลักษณะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตต่อจำนวนการใช้งาน
นอกจากนี้ยังมีแบบสอบถาม "คุณคิดว่าคุณเสพติดเน็ตขั้นไหน?" ตามกระแส QUIZ ในเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กด้วย โดยดีแทคระบุว่าจะติดต่อกลับทาง SMS เพื่อบอกผลว่าคุณได้เป็นหนึ่งใน 2,000 ประสบการณ์แรกกับดีแทคหรือไม่
ดีแทคถือเป็นโอเปอเรเตอร์หลักของประเทศไทยรายสุดท้ายที่เปิดทดสอบ 3G ตามหลังเอไอเอสและทรูมูฟที่เริ่มต้นไปก่อนและถูกการันตีว่าประสบความสำเร็จสวยงาม สำหรับดีแทค เราไม่ทราบว่าขณะนี้มีผู้ร่วมลงทะเบียนกับดีแทคเป็นจำนวนเท่าใด แต่สิ่งที่สามารถสัมผัสได้คือกระแส 3G ในเมืองไทยกำลังคุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเราได้แต่หวังว่าการคุครั้งนี้จะไม่ใช่การคุแล้วดับ ดับแล้วคุ วนไปอีกสิบรอบเหมือนที่ผ่านมาอนาคตอันใกล้ "โทรทัศน์แบบพกพา" หรือ TV on the go จะกลายเป็น "ตัวทำเงิน" ตัวใหม่ของบรรดาผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือแทนบริการแบบดั้งเดิมทั้งหลาย เนื่องจากดีมานด์ของการชมโทรทัศน์ผ่านโครงข่ายโทรศัพท์ 3G (third-generation) กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
เรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะเยาวชน และหนุ่มสาวที่กำลังเติบใหญ่ก้าวขึ้นมาใช้ชีวิตคู่ไปกับ "เทคโนโลยี" แทบจะ 24 ชั่วโมง การนำเสนอเนื้อหาความก้าวหน้าของอนาคตโมบาย ทีวี (Mobile TV) จะด้วยการพัฒนาระบบ 3G เข้ามาสนับสนุนมีปรากฏให้เห็นแล้ว แต่จะก้าวต่อไปข้างหน้าอีกเท่าไร กลุ่มนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งที่พัฒนาหน้าเว็บไซต์ของตัวเองในชื่อว่า www.pil.in.th เขียนความรู้จากความเข้าใจและมุมมองความหลากหลายของโมบาย ทีวี กับอนาคตมือถือ 3G ไว้ว่า ..
บริษัทวิจัยชื่อดังของอังกฤษชื่อ "อินฟอร์มา เทเลคอม แอนด์ มีเดีย" ประเมินว่า ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีจำนวนผู้ใช้บริการถ่ายทอด Mobile TV ทั่วโลกสูงถึง 124.8 ล้านคน
"อลาสแตร์ ไบรดอน" 1 ในคณะผู้ทำรายงานระบุว่า ภาพและเสียงที่ส่งออกมาอย่างต่อเนื่องจะใช้พื้นที่ความถี่ในเครือข่ายมากกว่าสัญญาณเสียงถึง 10 เท่า ดังนั้น หากมีผู้ชมโทรทัศน์นาน 10 นาทีต่อวัน ก็จะส่งผลต่อเครือข่ายมาก แม้ตอนนี้เครือข่าย 3G จะยังว่างอยู่ เพราะมีคนใช้บริการไม่มาก จึงยังไม่เกิดปัญหา แต่หากบริการได้รับความนิยมในอนาคต ก็จะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา
ทำไม? เครือข่าย 3G จึงไม่สามารถรองรับปริมาณการจราจรของภาพจำนวนมากๆ ได้
คำตอบคือ 3G ได้ถูกแยกย่อยออกมาเป็นหน่วยเล็กๆ หรือเรียกว่า เซลล์ ที่แชร์อยู่ในคลื่นความถี่ ซึ่งเครือข่ายได้ออกแบบให้เป็น "unicast" ที่ให้สัญญาณสามารถสื่อสารระหว่างผู้ส่งและผู้รับคนเดียว หากคน 500 คน ใช้เซลล์ดังกล่าวเหมือนกันในการชมวิดีโอชุดเดียวกัน เครือข่ายจะต้องส่งไฟล์สำเนาภาพไปยังผู้ใช้แต่ละคน ซึ่งถือเป็นเรื่องยาก เพราะการส่งภาพวิดีโอกินพื้นที่ในหน่วยความจำมากกว่าการคุยโทรศัพท์ การส่งข้อความ หรือดาวน์โหลดริงโทนถึง 10 เท่า
ปัจจุบัน ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ค่ายต่างๆ พากันเทกระเป๋านับพันล้านดอลลาร์พัฒนาเครือข่ายโทรศัพท์ไร้สาย 3G เพื่อรองรับบริการแบบใหม่ๆ อาทิ การรับส่งอี-เมล การดาวน์โหลดเพลง และภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้มาก
ดังจะเห็นได้จากการที่ 3 ยักษ์ใหญ่ที่ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของสหรัฐเริ่มเปิดตัวบริการ Mobile TV กันอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็น "เวริซอน ไวร์เลส" ที่ส่ง "วีคาสต์" (Vcast) มาชิมลางตลาด ตามหลัง "สปรินต์" และ "ซิงกูลาร์" ขณะที่ผู้ให้บริการเนื้อหา หรือ content provider อย่างเอ็มทีวี และวอร์เนอร์ มิวสิค กรุ๊ป ก็เซ็นดีลกับผู้ให้บริการหลายค่ายในการจะส่งเนื้อหาดิจิตอลผ่านโทรศัพท์มือถือเช่นกัน
แม้ขณะนี้จะยังไม่สามารถให้บริการโมยบาย ทีวี (Mobile TV) ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ผู้ให้บริการคาดหวังว่า เครือข่าย 3G ที่มีความรวดเร็วกว่าเครือข่ายแบบเดิมจะช่วยปรับคุณภาพของภาพ และนำไปสู่เนื้อหาที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับชมภาพยนตร์ ข่าวสาร รายการกีฬาแบบเรียลไทม์ ละครวิทยุสั้นๆ และการชมรายการโทรทัศน์แบบเต็มผัง
อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านี้ยังมีปัญหาใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้า หากบริการโทรทัศน์เคลื่อนที่ได้รับความนิยมขึ้นมาจริงๆ เพราะ 3G ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่อง
"อัลเบิร์ต ลิน" นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยด้านเทคโนโลยีของอเมริกา คาดว่า ในที่สุด ผู้ให้บริการต้องย้ายบริการนี้ออกจากเครือข่ายมือถือ เพราะไม่มีศักยภาพที่จะรองรับวิดีโอออนดีมานด์ได้
เมื่อ 3G ยังเป็นโซลูชั่นที่ไม่สามารถรองรับกับมีเดียขนาดใหญ่ๆ ได้ วิธีที่จะให้บริการ Mobile TV อย่างมีประสิทธิภาพก็ต้องถ่ายทอดเนื้อหาไปยังผู้ใช้ โดยให้ผู้ที่ต้องการชมต่อเชื่อมเครือข่ายคล้ายกับการถ่ายทอดสัญญาณของโทรทัศน์และวิทยุแบบดั้งเดิม เพราะวิธีนี้สัญญาณภาพและเสียงก็จะถูกส่งไปในเครือข่ายเพียงครั้งเดียว แทนที่จะต้องสำเนาเพื่อส่งให้ผู้ชมจำนวนหลายร้อยหลายพันครั้ง
ผลพลอยได้จากการที่ผู้ให้บริการปรับปรุงเครือข่ายของตนก็คือ ผู้ใช้ย่อมต้องซื้ออุปกรณ์พกพาใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่
จากนี้ การแยกเครือข่ายสัญญาณโทรทัศน์จะลดบทบาทของผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ เพราะใครๆ ก็เข้าถึงเครือข่ายแบบใหม่ได้ ผู้ให้บริการเนื้อหาจะขายสินค้าไปยังผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายเหมือนแต่ก่อน